ก้าวสำคัญสู่การเป็น Medical Hub ด้วย “นวัตกรรมคุณภาพ”

คนไทยส่วนใหญ่คิดว่าประเทศไทยกำลังเป็นศูนย์กลางด้านสุขภาพและการแพทย์ แต่ในความเป็นจริงแล้ว ประเทศไทยโดดเด่นเรื่องศูนย์กลางบริการสุขภาพ (Medical Service Hub) ในอดีตประเทศไทยให้การส่งเสริม อุตสาหกรรมทางการแพทย์น้อย ส่งผลให้ประเทศไทยต้องนำเข้าผลิตภัณฑ์ยาและเครื่องมือแพทย์ปีละหลายแสนล้านบาท

จากการเปิดเผยของ ศาสตราจารย์ ดร.ศันสนีย์ ไชยโรจน์ ประธานอนุกรรมการแผนงานกลุ่มสุขภาพและการแพทย์ หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) ในงาน “จิบน้ำชาพบปะสื่อมวลชน” ในวันที่ 5 มีนาคม 2564 ที่ผ่านมา ระบุว่า อุตสาหกรรมการแพทย์ในประเทศไทย เป็นอุตสาหกรรมที่ไม่ค่อยมีการเจริญเติบโตหรือการพัฒนาเท่าที่ควร เนื่องจากไทยพึ่งพาการนำเข้ายา เครื่องมือแพทย์เป็นหลัก ยาที่เราผลิตได้เองส่วนใหญ่เป็นยาที่หมดสิทธิบัตรแล้ว ส่วนสารออกฤทธิ์ทางเภสัชกรรม (Active Pharmaceutical Ingredients หรือ API) ที่เราสามารถผลิตได้เองมีจำนวนน้อยมาก

สถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ทำให้ทุกคนตระหนักว่า การติดขัดของ Global Value Chain ทั้งการขนส่งสินค้า การผลิตที่ลดลง ส่งผลกระทบทางด้านการแพทย์และการสาธารณสุข ดังนั้น ประเทศต่างในโลกจำเป็นต้องใส่ใจและหันมาพึ่งพาตัวเองมากขึ้นดยเฉพาะการส่งเสริมเรื่องนวัตกรรมทางการแพทย์ เพื่อให้ประเทศสามารถอยู่ได้  ไม่ว่าจะเกิดโรคระบาดใหญ่ที่ตัดการสื่อสารหรือการขนส่งสินค้าก็ตาม บพข. ในฐานะองค์กรที่มีหน้าที่พัฒนาความสามารถทางการแข่งของประเทศไทย จึงเข้ามาบทบาทสำคัญในการหนุนเสริมและยกระดับอุตสาหกรรมด้านสุขภาพและการแพทย์ของไทยให้สามารถแข่งขันได้ในตลาดโลกได้

วิธีการสนับสนุนทุนของ บพข. จะมุ่งเน้นในรูปแบบ “Matching Fund” ที่เป็นความร่วมมือหรือการร่วมลงทุนกับผู้ใช้ประโยชน์ ทำให้ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมตั้งแต่ TRLระดับ 4-5-6 คือ ระยะที่เป็น “การวิจัยต่อยอด (Translation Research)” และเป็นช่วง “Scaling up” หรือ การเพิ่มปริมาณการผลิตสู่เชิงพาณิชย์ ซึ่งการทำให้ภาคเอกชนที่เป็นผู้ลงทุนเทคโนโลยีเข้ามาตั้งแต่เริ่มต้นนั้นเป็นสิ่งสำคัญ การสนับสนุนทุนวิจัยแบบนี้ทำให้อาจารย์หรือนักวิจัยที่อยู่ในภาครัฐต้องมีปฏิสัมพันธ์กับภาคเอกชนมากขึ้น และใส่ใจกับความต้องการของภาคธุรกิจเพื่อให้ได้ข้อมูลด้านการลงทุน ความต้องการด้านการตลาด จึงจะสามารถสร้างนวัตกรรมสู่กระบวนการในเชิงพาณิชย์ได้

อย่างไรก็ตาม ในส่วนงานด้านสุขภาพการแพทย์ บพข. ไม่ได้เน้นไปที่การสนับสนุนทุนวิจัยเพียงอย่างเดียว แต่ยัง ให้ความสำคัญกับการสร้างขีดความสามารถของบุคลากรวิจัยในส่วน Translation Research ด้วย เนื่องจากบุคลากรกลุ่มนี้ต้องมีความเชี่ยวชาญทั้งด้านชีววิศวกรรมศาสตร์ ที่มีลักษณะของ Multi-Tasking เพื่อตอบสนองระดับความพร้อมทางเทคโนโลยี ที่ TRL 4-5-6

ทั้งนี้ บพข. ยังจัดกิจกรรมการอบรมนักวิจัยเพื่อเตรียมความพร้อมในแง่ของการควบคุมคุณภาพของผลิตภัณฑ์ตามเกณฑ์มาตรฐานต่าง ๆ เช่น มาตรฐานของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) หรือ มาตรฐาน ISO การสร้างแพลทฟอร์มเทคโนโลยีใหม่ และให้เงินสนับสนุนหน่วยงานที่มีศักยภาพสูงทางการแพทย์รวมถึงการสร้างเครือข่ายการวิจัยทางการแพทย์ ก็เป็นปัจจัยพื้นฐานที่สำคัญที่ บพข. ไม่ได้ละเลย

นอกจากนี้ บพข. ให้การสนับสนุนการสร้างห้องปฏิบัติการ โรงงานต้นแบบที่ได้มาตรฐาน เช่น ห้องปฏิบัติการผลิต Advanced Therapeutic Medical Product (ATMP) ที่ได้มาตรฐาน Good  Manufacture Practice (GMP) ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้นักวิจัยสามารถต่อยอดงานวิจัยพัฒนาไปสู่การสร้างนวัตกรรมทางการแพทย์ด้านการรักษาได้

ในช่วงที่คนไทยกำลังเผชิญกับวิกฤติ COVID-19 ตั้งแต่ปี พ.ศ.2563 บพข.พยายามหาแนวทางแก้ไขวิกฤติดังกล่าว ด้วยการสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาชุดตรวจวินิจฉัยเชื้อโรคโควิด-19 ด้วยเทคนิค RT-PCR ซึ่งเป็นความร่วมมือของนักวิจัยจากกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ร่วมกับ บริษัท สยามไบโอไซเอนซ์ จำกัด โดยมีการถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่บริษัทอย่างถูกต้องตามกฎหมาย และได้คุณภาพมาตรฐาน อย. จนสามารถผลิตชุดตรวจโควิด SAR-CoV-2 ด้วยวิธี Real-Time RT-PCR ทำให้ประเทศไทยมีชุดตรวจโควิดที่ได้มาตรฐานและมีราคาถูกใช้ในประเทศได้อย่างพอเพียง และสามารถแจกจ่ายไปยังกลุ่มประเทศอาเซียนได้ตามนโยบายของรัฐบาล

นอกจากนี้ บพข. ได้ให้การสนับสนุนทุนกับบริษัทสตาร์ทอัพ ในการพัฒนา “ชุดตรวจโควิด-19 ด้วยเทคนิคแลมป์” ที่ได้มาตรฐานผ่านการประเมินจากกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ซึ่งวิธีนี้เหมาะกับมาตรฐานสำหรับการตรวจเบื้องต้นแบบ Screening เพื่อตอบโจทย์ในกรณีที่มีการระบาดใหญ่ เพราะทราบผลได้รวดเร็วและราคาถูกกว่าเทคนิคแบบ RT-PCR แม้ความไวและความแม่นยำจะน้อยกว่า

ประเทศไทยติดกับดักรายได้ปานกลาง” คือประโยคที่เราได้ยินกันมาตั้งแต่เด็ก นั่นเพราะเราลงทุนกับเทคโนโลยีที่สร้างมูลค่าไม่สูงมาก แต่สินค้าด้านสุขภาพการแพทย์เป็นสิ่งที่สร้างมูลค่าสูงมาก หากถ้าเราสามารถผลิตเพื่อตอบสนองความต้องการของประเทศได้ ลดการนำเข้าและส่งออกต่างประเทศได้ ก็จะทำให้เราสามารถสร้างรายได้มหาศาลให้กับประเทศ การเพิ่มความสามารถในการแข่งขันด้านการตลาดในการส่งออกผลิตภัณฑ์ทางด้านสุขภาพและการแพทย์ในรูปแบบต่าง ๆ บวกกับจุดเด่นของคนไทยด้านงานบริการ จะทำให้ประเทศไทยสามารถหลุดออกจากกับดักรายได้ปานกลางได้อย่างแน่นอน รวมถึงเป้าหมายการเป็นศูนย์กลางด้านสุขภาพและการแพทย์ (Medical Hub) ในระดับนานาชาติ ก็จะเป็นสิ่งที่ประเทศไทยสามารถก้าวไปถึงจุดนั้นได้ เพียงแต่คนไทยต้องใส่ใจและให้ความสำคัญกับ“นวัตกรรมคุณภาพ”ให้มากขึ้น เพราะนวัตกรรมไม่ใช่แค่สิ่งประดิษฐ์หรือกระบวนการใหม่ แต่เป็นการนำสิ่งประดิษฐ์และกระบวนการเหล่านี้มาพัฒนา สร้างมูลค่าเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ในแง่อุตสาหกรรม แง่เศรษฐกิจ และช่วยพัฒนาสังคมให้แก่ประเทศได้

Message us