ข่าวผลงานเด่น

อว. – บพข. ดัน BeNeat ก้าวข้ามขีดจำกัดแพลตฟอร์มบริการแม่บ้านมืออาชีพ ให้โตไกลมากกว่าบริการทำความสะอาด สู่การเป็นธุรกิจฐานนวัตกรรม (IDEs)

คุณอานนท์ น้อยอ่ำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร BeNeat บอกถึงเส้นทางสู่ความสำเร็จของธุรกิจที่ฟูมฟักมานานเกือบทศวรรษว่า “ย้อนกลับไปปี 2548 เราเล็งเห็นโอกาสจากการทำธุรกิจใหม่ ๆ อยากจะขยายธุรกิจที่สามารถทำซ้ำได้โดยที่ไม่ต้องเริ่มใหม่ทุกครั้ง เพราะเดิมทีแบคกราวด์เป็นวิศวกร ทำโปรเจกต์ก่อสร้างและรู้สึกว่าเวลาทำโปรเจกต์ใหม่ทีไรก็ต้องเริ่มต้นใหม่ทุกครั้งตั้งแต่แรก เลยต้องการหาธุรกิจใหม่ที่เราสามารถทำซ้ำได้ (repeat) และเพิ่มขนาดได้ (scale up) ได้ สำหรับธุรกิจโดยทั่วไปแล้วอย่างร้านอาหารสามารถทำซ้ำได้แต่เพิ่มขนาดไม่ได้ ในชณะที่อุตสาหกรรมต่าง ๆ ทำซ้ำและเพิ่มขนาดได้ แต่ต้องลงทุนสูงและมีความเสี่ยงสูง ก็เลยศึกษาว่ามีธุรกิจไหนที่ทำได้แบบนั้นบ้าง แต่ใช้ความเสี่ยงต่ำกว่า และสามาถลงทุนต่ำกว่า คำตอบที่ได้คือธุรกิจที่เกี่ยวกับ “เทคโนโลยี” ประจวบเหมาะกับช่วงนั้นเริ่มมีกระแสสตาร์ทอัพพอดี จึงนำไอเดียเข้าไปคุยกับอุทยานวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (CMU STeP) ขอคำปรึกษาตั้งแต่ยังไม่มีแพลตฟอร์มอะไร ก็ได้รับคำที่ดี จากนั้นก็พัฒนาจนเติบโตเรื่อยมา”

ทำไมถึงเลือกลุยธุรกิจแพลตฟอร์มออนไลน์รับจองแม่บ้านมืออาชีพ? คำตอบจากคุณอานนท์คือ “จากประสบการณ์การปล่อยห้องเช่าผ่าน Airbnb ซึ่งเป็นสตาร์ทอัพชื่อดังจากสหรัฐอเมริกา เห็นว่ามีคอนเซ็ปต์ที่น่าสนใจ สามารถดีไซน์แพลตฟอร์มขึ้นมาเพื่อให้บริการได้ ด้วยความที่เป็น Airbnb host อยู่แล้ว มิหนำซ้ำยังเป็นเจ้าของที่พักดีเด่นหรือ superhost ซึ่งมีความเชี่ยวชาญในการให้บริการอยู่แล้ว กอปรกับมี co-founder คือ ดร.คมคิด ชัชราภรณ์ CFO ของ BeNeat ในปัจจุบัน เป็นคนเขียนหนังสือเกี่ยวกับ Airbnb คนแรก ๆ ในประเทศไทย เราจึงตกผลึกกันว่าจะทำแพลตฟอร์มนี้ โดยใช้จุดแข็งนี้ที่เรารู้ดีว่าโฮสต์ต้องการคนทำความสะอาด ช่วยเคลียร์ที่พักแบบมืออาชีพ และจากการที่เรามี early adopter อยู่แล้ว ซึ่งเป็นเป็นกลุ่มโฮสต์ที่ปล่อยห้องเช่าเหมือนกัน เลยเริ่มจาก Airbnb ก่อน ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี เนื่องจากท้าทายมากกว่าการให้บริการทำความสะอาดบ้านทั่วไป เพราะหนึ่งต้องทำงานแข่งกับเวลา สองคือต้องหาคนทำความสะอาดให้ได้ ณ เวลาที่ลูกค้าต้องการ สามคือมาตรฐานสูงมาก เพราะทั้งคนปล่อยห้องเช่าและแขกที่เข้าพักต่างคาดหวังความสะอาดเรียบร้อยของห้องพักในระดับโรงแรม”

คุณอานนท์บอกถึงจุดแข็งสำคัญของ BeNeat จากจุดเริ่มต้นที่แตกต่างนี้ว่า “เราเริ่มจากของยากก่อน พอมาให้บริการกลุ่มที่พักอาศัย จึงทำได้อย่างราบรื่น เพราะยากน้อยกว่า”

รูปแบบการให้บริการของ BeNeat คือ แพลตฟอร์มออนไลน์จองบริการคุณแม่บ้านแบบไป-กลับ โดยสามารถจองได้ทั้งทางเว็บไซต์และแอปพลิเคชั่น แม่บ้านจะเดินทางไปพร้อมอุปกรณ์และน้ำยาทำความสะอาด พร้อมทำความสะอาดที่ใส่ใจในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การเช็ดถู การกวาดพื้น การดูดฝุ่น ไปจนถึงการจัดระเบียบสิ่งของ ใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดที่เหมาะสมกับพื้นผิวและวัสดุในบ้าน เพื่อความปลอดภัยและประสิทธิภาพสูงสุด โดยรูปแบบการให้บริการหลักคือการให้บริการแบบรายชั่วโมง เริ่มต้นเพียง 520 บาท (ไม่รวม Vat) / 2 ชั่วโมง (อัตราค่าบริการในกรุงเทพและปริมณฑล/ชลบุรี) ส่วนที่เชียงใหม่เริ่มต้นเพียง 400 บาท (ไม่รวม Vat)/ 2 ชั่วโมง

BeNeat บริการหาแม่บ้านทำความสะอาด รายครั้ง รายชั่วโมง รายวัน และรายเดือน หรือหากต้องการแม่บ้านประจำก็ทำได้เช่นกัน ให้บริการโดยแม่บ้านมืออาชีพ ผ่านการตรวจประวัติอาชญากรรม และมีรับประกันความเสียหาย พร้อมจัดหาแม่บ้านแทน เมื่อแม่บ้านเกิดเหตุไม่สามารถไปให้บริการได้ ลูกค้ายังสามารถเปลี่ยนเวลานัดหมาย และจองเวลาทำความสะอาดเพิ่มได้

นอกจากนี้ BeNeat ยังนำเสนอบริการจองแม่บ้านมืออาชีพหลากหลายแพ็กเกจ รวมถึงมีบริการทำความสะอาดด้วยทีม 3 คน ซึ่งจะเพิ่มการดูแลในจุดพิเศษต่าง เช่น ร่องประตู บานเลื่อน ปัดกวาดหยากไย่ และล้างระเบียง พร้อมเครื่องมือการดูดน้ำที่ล้างไม่ให้ไปกระทบกับผู้อยู่อาศัยคนอื่น ๆ อีกทั้งการทำความสะอาดอุปกรณ์เครื่องใช้ต่าง ๆ ทั้งคราบมัน รวมถึงคราบจากการใช้งานสุขภัณฑ์ต่าง ๆ แต่จะไม่ครอบคลุมคราบฝังแน่น ขณะเดียวกันก็มีบริการกำจัดไรฝุ่น บริการทำความสะอาดห้องน้ำโดยเฉพาะ และบริการ Big Cleaning รวมถึงพ่นฆ่าเชื้อโรคด้วย

ไม่เพียงเท่านี้ สตาร์ทอัพจากหัวเมืองเหนือรายนี้ ยังมีบริการที่โดดเด่นและแตกต่าง ซึ่งสร้างชื่อให้กับ BeNeat เป็นอย่างมาก คือ BeNeat for Host บริการเตรียมห้องพักสำหรับผู้ปล่อยเช่าจาก Airbnb, Booking.com หรือ AgodaHome และอื่น ๆ โดยจะจัดการทุกอย่างแบบครบวงจร ตั้งแต่การให้เช่าใช้ชุดเครื่องนอน การทำความสะอาด การนำผ้าไปซัก การจัดเตรียม Complementary Set และการตรวจสอบความเรียบร้อยของห้องพัก

คุณอานนท์เล่าถึงประสบการณ์การขอรับการสนับสนุนจากหน่วยงานภาครัฐอย่าง CMU STeP ว่า “ตอนแรกเราไม่ได้รู้จัก CMU STeP มาก่อน แต่การที่เราจะทำธุรกิจเทคโนโลยีแพลตฟอร์ม แล้วเราไม่มีความรู้ในการเขียนโปรแกรม ถึงเราจะมีความรู้ในแง่ธุรกิจอยู่บ้างก็ตาม ดังนั้นสิ่งที่เราทำคือการค้นหาข้อมูลในอินเทอร์เน็ต การที่เราจะได้ดีเวลลอปเปอร์มาช่วย ต้องทำอย่างไรได้บ้าง ปรากฎว่ามีชื่อของอุทยานวิทยาศาสตร์ มช. ขึ้นมา แว็บแรกก็คิดว่าน่าจะช่วยเราได้ และพอดีว่าจบจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ มช. ก็เลยคิดว่าถ้าอย่างนั้นกลับไปปรึกษาที่คณะฯ ขอคำปรึกษาให้ช่วยทำแผน และจากคอนเนคชั่นที่มี จะพาเราไปในจุดที่เราต้องการได้ไหม”

“จากนั้นติดต่อ CMU STeP พบว่าค่อนข้างเปิดกว้างเลยทีเดียว เพราะเมื่อเรานำเสนอโปรเจกต์ใด ๆ โดยเฉพาะโปรเจกต์สตาร์ทอัพแบบนี้ ย่อมมีความเสี่ยงสูงที่จะไม่ประสบความสำเร็จอยู่แล้ว เขาเลยไม่มองว่าตัวธุรกิจจะประสบความสำเร็จหรือเปล่า แต่จะมองในแง่ของวิธีคิดว่าตัวธุรกิจมันมีความเป็นไปได้ที่จะดำเนินธุรกิจหรือไม่ รวมถึงดูว่าเรามีความจริงจังและความมุ่งมั่นขนาดไหน เพราะในตอนนั้นที่ได้ทุนมาก็ไม่ได้รับทุนในลักษณะที่เป็นก้อนใหญ่ ไม่ได้เยอะมาก เพราะเขาพยายามให้เป็นองค์ความรู้มากกว่า และหลังจากนั้นก็ค่อย ๆ ทยอยหาทุนเพิ่มเติมให้ซึ่งเป็นคอนเนคชั่นที่ดี เพื่อให้บริษัทเติบโต”

“ในช่วงที่กำลังจะเปิดตัวโครงการ ก็ได้รับคำปรึกษาเกี่ยวกับโมเดลธุรกิจ หลังจากได้ข้อสรุปแล้ว ก็ไปเปิดบูธตามงานโชว์นวัตกรรมต่าง ๆ เพื่อรับทราบฟีดแบ็กจากลูกค้า และเราจะทำอะไรเพิ่มเติมได้บ้าง รวมถึงส่งประกวดในงาน Startup Thailand 2016 ก็ได้ Brand Visibility มา แต่เรายังไม่มีทุน ทาง CMU STeP เลยอนุญาตให้ใช้ Co-working space ก่อน ต่อมาได้ออกอากาศทางรายการเรื่องเล่าเช้านี้ 5 นาทีเต็ม ๆ เริ่มมีกลุ่มลูกค้ารู้จัก แต่ด้วยความที่เราอยู่เชียงใหม่ ไม่สามารถเข้าถึงลูกค้าที่อยู่กรุงเทพฯ ได้ เราไม่มีเงินพอที่จะซื้อสื่อโฆษณา แต่การได้รับการสนับสนุนจาก CMU STeP ทำให้เราสามารถที่เจาะตลาดกรุงเทพฯ และปริมณฑลซึ่งเป็นตลาดที่ใหญ่กว่าเชียงใหม่ได้”

ความสำเร็จตลอดระยะเวลาเกือบ 10 ปีที่ผ่านมาของ BeNeat สะท้อนผ่านเสียงตอบรับอันล้นหลามจากผู้ใช้บริการและรายได้ที่น่าพึงพอใจ

“ปัจจุบัน BeNeat เป็นแพลตฟอร์มออนไลน์เรียกใช้บริการแม่บ้านทำความสะอาด จากนั้นก็มีการเติบโตมาอย่างต่อเนื่อง ให้บริการใน 10 จังหวัด โดยให้บริการแล้ว 900,000 กว่าครั้ง มีคุณแม่บ้านในระบบที่เราฝึกอบรมมาอย่างเข้มข้นประมาณ 10,000 กว่าคน และมีพนักงานฟูลไทม์ประมาณ 100 กว่าคน เราเป็นบริษัทที่ตั้งอยู่ในจังหวัดเชียงใหม่ แต่หลัก ๆ แล้ว ให้บริการที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล โดยมีรายได้ปีที่ผ่านมากว่า 200 ล้านบาท”

อย่างไรก็ตาม คุณอานนท์มองว่าตลาดแพลตฟอร์มออนไลน์รับจองแม่บ้านจะสิ้นสุด S Curve ในอีกไม่นาน ดังนั้นจึงวางแผนอนาคตของ BeNeat ใหม่ เดินหน้าขยายขอบเขตการให้บริการถึงบ้านที่หลากหลาย ไม่ได้จำกัดแค่แม่บ้านเท่านั้น เพื่อขับเคลื่อนให้ธุรกิจเติบโตต่อไปอย่างยั่งยืน โดยตั้งเป้ารายได้ 600-1,000 ล้านบาท ภายใน 5-6 ปี ซึ่งการที่จะประสบความสำเร็จลุล่วงไปด้วยดีนั้น จำต้องได้รับการสนับสนุนเพิ่มเติม เพื่อให้สามารถพัฒนานวัตกรรมได้

“BeNeat เติบโตมาอย่างต่อเนื่อง แต่เราต้องการก้าวไปต่ออีกขั้น ด้วยการเพิ่มขนาดธุรกิจ จึงมีการพูดคุยกับทาง CMU STeP เกี่ยวกับโครงการ IDE ของ บพข. ซึ่ง CMU STeP เป็นองค์กรหรือในเครือข่ายการพัฒนานวัตกรรม (Intermediary) ของบพข.อยู่ นำไปสู่การเริ่มคิดนวัตกรรมใหม่ ลูกค้าใหม่ ผลิตภัณฑ์ใหม่ โดยจัดหาที่ปรึกษามาช่วยให้คำแนะนำ พร้อมชี้แนะด้วยมุมมองแบบรอบด้าน เพื่อต่อยอดความสำเร็จ จากการที่ในปัจจุบัน เราทำได้ค่อนข้างดีในส่วนของแพลตฟอร์มออนไลน์จองบริการแม่บ้านมืออาชีพ แต่ก็มีข้อจำกัดในการเติบโต เพราะอุตสาหกรรมการเรียกใช้บริการแม่บ้านจะมีการกระจุกตัวตามหัวเมืองหลัก ๆ เพราะฉะนั้นการจะเพิ่มขนาดก็มีเพดาน มองเห็นว่าอีกไม่กี่ปีข้างหน้าจะต้องไปถึงปลายสุดของ S Curve แล้ว ดังนั้นการเตรียมพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่จึงเป็นสิ่งสำคัญ ทำอย่างไรจะทำให้เราสามารถขายบริการได้กว้างขึ้นกว่านี้ทั่วประเทศ การให้บริการแม่บ้านรายชั่วโมงอาจจะไม่ตอบโจทย์ทั้งหมด อาจเป็นเรื่องของการทำนวัตกรรมด้านอื่น เช่น น้ำยาทำความสะอาด หรือผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดบ้านอื่น ๆ จึงต้องอาศัยที่ปรึกษาในการวางกลยุทธ์ ซึ่งในอนาคตก็จะมีบริการและผลิตภัณฑ์ในลักษณะนี้มากขึ้น โดยเราจะเติบโตไปกับอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับสุขภาพ”

“เราเข้าร่วมโครงการ IDE เมื่อปลายปีที่แล้ว นับจนถึงขณะนี้ สิ่งที่เราได้รับจาก IDE เป็นไปตามที่คาดหวัง เราได้องค์ความรู้ต่าง ๆ มากมาย ปัจจุบันมีการปรับระบบการบริหารจัดการ มีที่ปรึกษาเข้ามาช่วยดูแลใกล้ชิด เราทำทุกอย่างพร้อมกันหมด ไม่ว่าจะเป็นการทำ ISO คู่มือการปฏิบัติการ ทำวิจัยตลาด นำข้อมูลมาเชื่อมโยงกัน เพื่อปรับปรุงการให้บริการ และเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ด้วย ถือว่าเป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้”

การเข้าร่วมโครงการ IDEs ของ BeNeat กินระยะเวลาราว 1 ปี มีที่ปรึกษาทั้งจาก CMU STeP และแผนงาน IDEs ของ บพข. โดยทุกสองเดือนจะต้องนำเสนอรายงานแผนธุรกิจและความคืบหน้าให้กับทางคณะอนุกรรมการแผนงาน IDEs บพข. และถึงแม้ว่าโครงการ IDEs จะสิ้นสุดภายในปีนี้ แต่แผนธุรกิจระยะเวลา 5 ปี ที่ส่งไป จะดำเนินการต่อไปเพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่วางไว้

สำหรับ​โครงการ IDE เป็นแผนงานพัฒนาและส่งเสริมให้ประเทศไทยเพิ่มธุรกิจฐานนวัตกรรมของบพข. โดยสนับสนุนทุนบางส่วนแก่ผู้ประกอบการขนาดกลางและใหญ่ สำหรับจ้างที่ปรึกษาเพื่อพัฒนานวัตกรรมให้ธุรกิจขยายตัวอย่างก้าวกระโดดจากการเพิ่มขีดความสามารถด้านการแข่งขัน ผ่านกลไกความร่วมมือและร่วมพัฒนากับองค์กรหรือบุคคลในเครือข่ายการพัฒนานวัตกรรม (Intermediary and Innovation network) อาทิIntermediary หรือหน่วยงานหรือองค์กรที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน เพื่อการพัฒนาธุรกิจฐานนวัตกรรม และมุ่งขยายรูปแบบการสนับสนุนงบประมาณไปสู่ธุรกิจขนาดเล็ก ซึ่งในที่สุดแล้วจะนำไปสู่การยกระดับการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศอย่างยั่งยืน

คุณอานนท์บอกว่า BeNeat เป็นธุรกิจบริการประเภทหนึ่ง เพราะฉะนั้นปัจจัยสำคัญที่จะขับเคลื่อนให้ธุรกิจประสบความสำเร็จและเติบโตได้คือ การพัฒนาบุคลากร ซึ่งถือเป็นความท้าทายอย่างยิ่ง
สมมติว่าเราเป็นเอสเอ็มอีเปิดบริษัทความสะอาดทั่วไป ขนาดมีพนักงาน มีคนควบคุม ยังยากเลย แต่นี่เราเป็นแพลตฟอร์มออนไลน์ ยิ่งยากและท้าทายมากขึ้น ในการที่จะทำให้คนที่ไม่ใช่พนักงานของเราไปให้บริการลูกค้า และยิ่งยากขึ้นไปอีกกับการที่ต้องคุมทั้งเรื่องของเวลา ทัศนคติของคุณแม่บ้าน และมาตรฐานการให้บริการ เราจึงจัดตั้งศูนย์ฝึกอบรม กระจายตัวตามจังหวัดต่าง ๆ ที่เราให้บริการ มีระบบการฝึกอบรมที่ค่อนข่างดี มีระบบไอทีควบคุมคุณภาพที่รัดกุม แต่ก็ยังพัฒนาต่อไปให้ดีขึ้นกว่าเดิมได้อีก เพราะหัวใจสำคัญของธุรกิจแพลตฟอร์มออนไลน์ของเราคือ ไม่ใช่แค่การหาแม่บ้านให้ลูกค้าเท่านั้น แต่เป็นการหาแม่บ้านที่มีคุณภาพให้กับลูกค้า ช่วงเริ่มต้นอาจจะใช่ เพราะลูกค้าไม่รู้ว่าจะหาแม่บ้านที่ไหนดี มีแอปฯ ให้เรียกก็โอเค แต่ปัจจุบันแอปฯ ไม่ได้ทำแค่หน้าที่นั้นแล้ว เพราะแอปฯ จะคุมคุณภาพอย่างไร ให้ได้ตามที่ลูกค้าต้องการ เป็นอีกขั้นหนึ่งที่เหนือกว่า”

“เพราะจริง ๆ แล้ว consumer insight คือลูกค้าต้องการแม่บ้านที่มีคุณภาพเท่านั้นเอง ทั้งเรื่องของเวลา กิริยามารยาท และทักษะการทำความสะอาด แต่ว่าความยากของเราคือกระบวนการบริหารจัดการมากกว่า จะทำอย่างไรให้เสถียร โจทย์ชัดว่าลูกค้าต้องการ แต่การควบคุมไม่ได้ร้อยเปอร์เซนต์ จึงต้องหาวิธีในการควบคุมและทำให้คุณภาพดีขึ้นเรื่อย ๆ ในระหว่างนี้เอง เราได้พูดคุยกับทางแผนงาน IDEs บพข. ซึ่งส่งที่ปรึกษามาให้ ทำให้เรามีโอกาสพัฒนากระบวนการควบคุมคุณภาพ”

ในแง่ของการเป็น Tech SME ที่กำลังเติบโต มีที่ปรึกษาที่ดี และมีแผนธุรกิจชัดเจน BeNeat ได้มองโอกาสในต่างประเทศเช่นกัน
“ที่ปรึกษาแนะนำว่าเรามีศักยภาพที่จะขยายธุรกิจไปในต่างประเทศ ซึ่งก็อยู่ในแผนธุรกิจของเราเหมือนกัน แต่ในช่วง 5-6 ปี นี้ เราจะเน้นตลาดในเมืองไทยให้แข็งแกร่งก่อน เพราะการไปลุยตลาดต่างประเทศใช้เงินทุนค่อนข้างสูง แผนการเติบโตของบริษัทฯ คือต้องการเข้าตลาด mai ในอีก 4-5 ปีข้างหน้า และหลังจากที่เรามีความสามารถเพียงพอแล้ว จึงจะมองไปตลาดต่างประเทศ”

คุณอานนท์บอกว่า Lesson learned ที่ผ่านมานับตั้งแต่การทำธุรกิจจนถึงปัจจุบัน มีค่อนข้างมาก ซึ่งทุกบทเรียนล้วนมีคุณค่าและยินดีที่จะแบ่งปัน

“เราเคยทำผิดพลาดหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องนวัตกรรม เทคโนโลยี หรือการบริหารจัดการ แต่ถ้ามองว่าโดยภาพรวมเราได้อะไรเป็นหลัก คำตอบคือเราปรับตัวค่อนข้างเร็ว เราวิ่งตลอดเวลา เพราะจุดเริ่มต้นถูกสร้างขึ้นมาจากการวิ่งอยู่แล้ว จากการที่เราไม่มีทุน ไม่มีศักยภาพ และการต้องอยู่ในตลาดที่แข่งขันตลอดเวลา เพราะคู่แข่งไม่ได้มีแค่ในประเทศ ปัจจุบันต่างประเทศก็เข้ามาชิงส่วนแบ่งด้วย เราจึงต้องปรับตัว สิ่งที่เรายึดถือเป็น core value ของบริษัทคือ ความอดทน และการไม่ยอมแพ้ นี่คือจิตวิญญาณสตาร์ทอัพของเรา ถ้าวันหนึ่งบริษัทเติบโตขึ้น เราจะทำอย่างไรให้บริษัทยังคงมีจิตวิญญาณแบบเดียวกับวันที่เราเริ่มต้น ให้พนักงานทุกคน

ได้รับทราบร่วมกันและใช้เป็น Lesson learned ร่วมกัน เน้นย้ำอยู่เสมอว่าเราเริ่มต้นจากสิ่งที่ไม่มี เราอยู่ได้เพราะความอดทนกับการปรับตัว และสิ่งที่คิดไม่ว่าจะเป็นอะไรก็แล้วแต่ ไม่ได้แปลว่าต้องประสบความสำเร็จทุกอย่าง แต่ก็ต้องรู้ว่าผิดพลาดจากอะไร เรียนรู้จากตรงนั้นและทำของใหม่ให้ดีขึ้น และทำให้เร็ว”

คุณอานนท์วิเคราะห์สมรภูมิการแข่งขันแพลตฟอร์มออนไลน์รับจองแม่บ้านรวมถึงบริการอื่น ๆ ภายในบ้านว่าค่อนข้างดุเดือดพอสมควร ปัจจุบันมีแอปพลิเคชั่นให้บริการแม่บ้านไม่ต่ำกว่า 20 ราย ทั้งที่องค์กรขนาดใหญ่ทำเอง ทั้งที่สตาร์ทอัพทำ และที่มาจากต่างประเทศก็มีไม่น้อย แต่ละรายก็การโฟกัสตลาดคนละแบบ บางรายอาจจะเน้นตลาด B2B แต่บางรายอาจจะเน้นตลาดผู้บริโภค ส่วนใหญ่จะมีจุดขายไม่เหมือนกัน แล้วแต่ positioning ของแต่ล่ะราย ว่าเน้นตลาดไหน

โดยคุณอานนท์ให้ข้อมูลจากสภาพัฒน์ฯ ที่จัดทำเมื่อราวปี 2555 ว่า คาดการณ์ตลาดคนรับใช้ในบ้าน มีมูลค่าราว 20,000 กว่าล้านบาท มีอัตราการเติบโตแบบทบต้นต่อปี (CAGR) 3% ขณะที่ข้อมูลของ Statista ที่สำรวจตลาดนี้เช่นกัน คาดว่ามูลค่าตลาดอยู่ที่ 30,000 กว่าล้านบาท CAGR 3% ถือว่าเป็นตลาดที่มีศักยภาพสูง แต่ถ้าหากมองทั้งซัพพลายเชน ที่ไม่ใช่แค่การให้บริการ โดยรวมทั้งอุปกรณ์น้ำยาทำความสะอาดและอุปกรณ์ต่าง ๆ คาดว่าจะค่อนข้างใหญ่มาก มูลค่านับแสนล้านบาทต่อปีเลยทีเดียว นี่จึงเป็นโอกาสของ BeNeat ในการที่จะเจาะเข้าไปในตลาดที่ใหญ่กว่า

“ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ผู้เล่นหลักคือแม่บ้านที่รับจ้างเอง ไม่ได้รับงานผ่านบริษัท แต่สิ่งที่ BeNeat นำเสนอ เปรียบเสมือนสินค้าทดแทน จ่ายราคาเท่ากัน และจ้างผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ ดีกว่าตรงที่เรามีการตรวจสอบ การฝึกอบรม และมีประกันให้ด้วย ในอนาคตเรามองว่าถ้าผู้บริโภคได้ลองใช้หรือรับทราบว่ามีการจองผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ ก็จะรู้สึกถึงความคุ้มค่าและความปลอดภัย ในค่าจ้างเท่าเดิม โดยในกลุ่มธุรกิจแพลตฟอร์มออนไลน์เหมือนกัน เรามีข้อมูลส่วนหนึ่งจากทั้งทางตรงทางอ้อมว่า BeNeat มีส่วนแบ่งการตลาดเกินครึ่งหนึ่ง ในฐานะผู้นำตลาด เราต้องการเปลี่ยนให้อุตสาหกรรมของผู้ให้บริการทำความสะอาดมีคุณภาพขึ้นทั้งเรื่องของคุณภาพการให้บริการ ความรู้และทักษะในการทำความสะอาดประเภทต่าง ๆ และสุขอนามัย ในขณะที่แม่บ้านทั่วไปที่รับงานเองอาจขาดองค์ความรู้ ขาดการฝึกอบรม ขาดเครื่องไม้เครื่องมือที่ครบครัน”

แม้จะเป็น Tech SME แต่ BeNeat ก็อบอวลไปด้วยกลิ่นอายของ Social Enterprise อยู่กลาย ๆ เพราะได้ยกระดับคุณภาพชีวิตของแม่บ้านขึ้นมา มีชั่วโมงการทำงานน้อยลงแต่มีรายได้มากขึ้น และทำงานได้อิสระมากขึ้น

“คุณแม่บ้านทำงานเพียงแค่ 2 ชั่วโมงก็มีรายได้ประมาณ 300-400 บาท แทบจะเท่ารายได้ขั้นต่ำรายวันที่ต้องทำวันละ 8 ชั่วโมง เพราะฉะนั้นคุณภาพชีวิตเขาดีกว่าอยู่แล้ว แต่การที่จะไปต่อได้ต้องไปทั้งองคาพยพ ทั้งตัวลูกค้าเองก็ต้องมั่นใจด้วยว่าจองบริการแม่บ้านออนไลน์มีความคุ้มค่าคุ้มราคา ส่วนเราเองก็ต้องอัปเกรดการบริการด้วย เพราะฉะนั้นต่อไปตลาดนี้ก็จะใหญ่ขึ้นเอง ได้ประโยชน์กันทุกฝ่าย ลูกค้าได้รับบริการที่ดี แม่บ้านมีคุณภาพชีวิตที่ดี บริษัทก็อยู่ได้ นี่คือเป้าหมายเรา”

คุณอานนท์บอกเล่าเรื่องราวน่าประทับใจ ที่ BeNeat กลายเป็นแสงสว่างปลายอุโมงค์ให้กับหลายชีวิตที่ได้รับผลกระทบจาการแพร่ระบาดของโควิด-19 จนถูกเลิกจ้างจากงานประจำ

“โควิด-19 ถือเป็นทั้งวิกฤตและโอกาส เพราะในช่วงแรก ๆ คุณลูกค้าก็ไม่มั่นใจในความปลอดภัย พอล็อกดาวน์ คุณแม่บ้านก็ไม่สามารถให้บริการได้ ณ ตอนนั้น ก็ยังไม่มีวัคซีน การใช้บริการผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ของเราก็ลดลง เพราะต่างคนต่างกลัว แต่เราก็ยังพอมีลูกค้าอยู่บ้าง เช่น บ้านที่ปิดไว้ ไม่มีคนอยู่ ไม่มีคนเช่า เจ้าของก็จ้างไปทำความสะอาด ไม่มีการสัมผัสหรือใกล้ชิดตัวต่อตัวเท่าไหร่ ลูกค้าก็ยินดีที่จะใช้บริการ ส่วนแม่บ้านเองก็สบายใจที่จะเข้าไปทำงานโดยปราศจากความกังวล ทำให้เราสามารถผ่านวิกฤตช่วงนั้นมาได้ ส่วนโอกาสคือ พอสถานการณ์เริ่มดีขึ้น สิ่งที่เราภูมิใจมากก็คือ มีแม่บ้านหลายคนที่เป็นพนักงานประจำแต่ถูกเลย์ออฟ บางคนเป็นสาวโรงงาน หรือเคยทำโรงแรมเป็นพนักงานต้อนรับในโรงแรม ไม่มีรายได้เลย แล้วเขาจะอยู่ยังไง การที่มีแพลตฟอร์มออนไลน์อย่างเรา ถือเป็นก๊อกสองให้เขาได้ บางคนอาจจะเคยเป็นพนักงานที่มีรายได้สูง แต่ในวันที่ถ้าเขาไม่มีรายได้เลย เขาอยู่ไม่ได้ แต่อย่างน้อย BeNeat ก็ยังเปิดโอกาสให้หลายร้อยชีวิตมีรายได้เลี้ยงชีพ และจุนเจือครอบครัวได้ จนถึงทุกวันนี้หลายคนก็ไม่กลับไปทำงานประจำอีกแล้ว แรงงานกลุ่มนี้ต้องการความยืดหยุ่น เป็นแรงงานที่มีความสามารถ แต่ด้วยเงื่อนไขของการทำงานในระบบไม่สามารถตอบโจทย์เขาเพราะบางคนต้องดูแลพ่อแม่ที่ชราภาพ หรือมีคนในครอบครัวทุพพลภาพ บางคนเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยว บางคนต้องพาแม่ไปฟอกไตวันละสองรอบจะไปยังไง ถ้าไปรับจ้างรายวันทั่วไปรายได้ก็ต่ำมาก แต่ทำงานผ่าน BeNeat ได้เดือนละ 30,000-40,000 บาท เขาพอใจแล้ว แถมมีเวลาดูแลครอบครัว”

คุณอานนท์บอกว่า การที่มีหน่วยงานภาครัฐอย่าง CMU STeP และบพข. มีความสำคัญและจำเป็นมากสำหรับสตาร์ทอัพและ SMEs ภูธรอย่าง BeNeat

“เราไม่ได้พูดถึงแค่ Tech Startup และ SMEs แต่หมายถึงคนทั่วไปที่จะเริ่มต้นทำธุรกิจ พนักงานออฟฟิศหรือเด็กจบใหม่ต้องมีพี่เลี้ยง หน่วยงานเหล่านี้ไม่ได้หวังผลตอบแทน เราสามารถเข้าไปปรึกษาและได้รับองค์ความรู้ต่าง ๆ แบบเต็มเม็ดเต็มหน่วย มีศักยภาพในการต่อยอดธุรกิจให้เราได้ มีคอนเนคชั่น และมีการสนับสนุนอย่างเป็นระบบ เช่น การเคลียร์ไอเดียก่อน และมีการให้เงินทุนบางก้อน อาจจะไม่ได้เยอะมาก แต่ก็ทำให้เราไปต่อได้ แต่สิ่งสำคัญกว่านั้นคือองค์ความรู้ และขั้นตอนถัดไปเมื่อเราเริ่มเติบโตขึ้น ก็สามารถดึงหน่วยงานอื่นที่พร้อมจะเข้ามาสนับสนุน ช่วยเปิดประตูบานต่อไปให้กับเรา ดังนั้นจากมุมมองของเราที่มีประสบการณ์ตรง หน่วยงานภาครัฐลักษณะนี้มีความสำคัญ ช่วยผลักดันสตาร์ทอัพและ SMEs ได้มาก และเห็นผลจริง ๆ แตกต่างจากที่เราเคยไปขอคำแนะนำจากภาคเอกชน เพราะเขาก็มีความคาดหวังในรูปแบบของข้อแลกเปลี่ยนบางอย่าง ไม่ได้ช่วยฟรี  เลยจูนกันค่อนข้างยากถ้าเทียบกับหน่วยงานภาครัฐ”

ด้วยเหตุนี้ คุณอานนท์จึงอยากเชิญชวนผู้ประกอบการที่มีศักยภาพเข้าข่ายเงื่อนไขการสนับสนุนของ IDEs ให้มาร่วมโครงการนี้ เพื่อพัฒนาไปสู่ธุรกิจฐานนวัตกรรม

“IDEs ของ บพข. เป็นโครงการที่ดีมากจริง ๆ ไม่มีเหตุผลเลยถ้าเป็น SMEs ที่มีโอกาสแล้วจะไม่เข้าร่วมโครงการนี้ เพราะมีแต่ได้กับได้ ได้ทั้งคอนเนคชั่น ได้ทั้งองค์ความรู้ และได้พัฒนาเทคโนโลยีนวัตกรรมที่จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันอย่างก้าวกระโดด”

Leave a reply

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *