ในอดีตมีงานวิจัยจำนวนมากถูกนำไปเก็บไว้บนหิ้ง เพราะหน้าที่ของนักวิจัยคือการค้นคว้าศึกษาหาความรู้ ตอบประเด็นที่สงสัยด้วยระเบียบวิธีอันเป็นที่ยอมรับในแต่ละศาสตร์ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งครอบคลุมทั้งแนวคิด มโนทัศน์ แต่นักวิจัยไม่ใช่ผู้ประกอบการ จึงไม่สามารถนำงานวิจัยนั้นไปต่อยอดให้เกิดประโยชน์เชิงพาณิชย์ ในขณะที่ผู้ประกอบการก็ไม่เข้าใจงานวิจัย จึงขาดการสื่อสารระหว่างนักวิจัยกับผู้ประกอบการ จนทำให้งานวิจัยจำนวนมาก ไม่แตกดอกออกผลอย่างที่ควรจะเป็น

ด้วยเหตุนี้ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) จึงจัดตั้ง หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ หรือ บพข. เพื่อปฏิบัติภารกิจปิดช่องว่างปัญหาในระบบงานวิจัยของไทย ด้วยการนำผลงานวิจัยลงจากหิ้งเข้าสู่การพัฒนาขยายสเกล จัดทำแผนการตลาด นำผู้ประกอบการกับนักวิจัยมาเจอกัน พัฒนางานวิจัยนั้นๆ เพื่อก้าวไปสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์
วิธีการของ บพข. คือการให้ทุนสนับสนุนงานวิจัยในระดับ TRL 4-7 คือเป็นงานวิจัยที่ผ่านการทดสอบระดับขั้นต้นมาแล้ว สามารถต่อยอดจนเกิดประโยชน์เชิงพาณิชย์ได้จริง โดย บพข. ต้องการให้เงินภาษีของประชาชนที่นำมาใช้เพื่อการนี้ คุ้มค่าทุกบาททุกสตางค์ สามารถพัฒนา TRL ของโครงการที่ขอรับการสนับสนุนทุนวิจัยให้ขยับขึ้นอย่างเห็นผลเป็นรูปธรรม เกิดการนำไปใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ได้จริง สร้างขีดความสามารถทางการแข่งขันของประเทศ โดยมีเงื่อนไขว่าเอกชนต้องร่วมสนับสนุนด้วยส่วนหนึ่ง โดยเอกชนจะต้องลงเงิน (in cash) ในโครงการวิจัยนั้นอย่างน้อยคิดเป็นเงินสดร้อยละ 10 ของมูลค่าโครงการ และ ลงเป็นการสนับสนุนที่ไม่ใช่ตัวเงิน (in kind) เช่น อาจจะเป็นการเข้าไปใช้เครื่องมืออุปกรณ์หรือใช้คนของบริษัทเอกชนที่มาร่วมวิจัย แล้วคิดออกมาเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินการทางธุรกิจอีก 10 เปอร์เซ็นต์เป็นอย่างน้อย บางโครงการเอกชนอาจจะลงถึง 50 เปอร์เซ็นต์ ขึ้นอยู่กับ TRL ถ้าโครงการวิจัยนั้นมี TRL สูงแล้ว เช่นอยู่ในระดับ 6 เอกชนนำไปต่อยอดอีกนิดหน่อยก็จะขึ้นไปถึงระดับ 7-8-9 สามารถนำออกขายในเชิงพาณิชย์ได้ บพข. ก็จะแนะนำเอกชนให้ลงเงินสดสูงขึ้นเป็น 50 เปอร์เซ็นต์ เนื่องจากโครงการวิจัยนี้ลดความเสี่ยงไปได้มากแล้ว

อย่างไรก็ตาม งานวิจัยดีๆ มีกระจายอยู่ทั่วประเทศ หลายสถาบัน หลายหน่วยงาน บพข. จึงจัดทำ “แพลตฟอร์มบ่มเพาะและพัฒนาธุรกิจที่ใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเชิงลึก” หรือ Deep Science and Technology Accelerator Platform (DTA) เพื่อเป็นสื่อกลางเชื่อมต่อนักวิจัย ผู้ประกอบการ และผู้เกี่ยวข้อง ให้มาพบปะพูดคุย แชร์ความรู้ โดย บพข. ได้สนับสนุนทุนในการสร้างแพลตฟอร์มดังกล่าวให้กับหน่วยงานและมหาวิทยาลัยจำนวน 10 แห่ง (12 platforms) ปัจจุบันมี deep tech startup ช่วง early stage มากกว่า 90 บริษัท ที่ได้รับการพัฒนาจากโครงการฯ และมีผลิตภัณฑ์นวัตกรรมออกสู่ตลาดแล้วกว่า 90 รายการ คิดเป็นมูลค่ากว่า 965 ล้านบาท และ บพข. ยังมีเป้าหมายในการปั้น deep tech startup ไทยเข้าสู่ตลาดให้มากขึ้น เพื่อสร้างความมั่นคงทางเทคโนโลยีและเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของประเทศ อันจะนำไปสู่การเติบโตทางเศรษฐกิจ ให้ประเทศไทยสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน


ในงาน “PMUC CONNECT” ได้มีการเสวนา “PMUC x Accel: Synergy for Thailand’s Next Chapter” ฉายภาพความสำเร็จของแพลตฟอร์ม Deep Science and Technology Accelerator Platform (DTA) ซึ่งเป็นศูนย์กลางให้ 12 Accelerator ทำงานร่วมกันอย่างเข้มข้นและใกล้ชิด เป็นการเชื่อมโยงโอกาสให้เกิดการแชร์ความรู้ร่วมกัน ไปด้วยกัน เกิดพลังในการผลักดันสตาร์ทอัพของไทยไปไกลในระดับสากล ทำให้รู้ว่าทุกคนกำลังทำอะไรกันอยู่ มีปัญหา อุปสรรค ติดขัดตรงไหน เพื่อให้ทุกแผนงานบรรลุวัตถุประสงค์ตามเป้าหมาย โดยมีตัวแทน 3 สถาบันการศึกษาผู้ใช้งานจริงจากแพลตฟอร์มนี้ มาสะท้อนมุมมองว่า DTA มีความเข้มข้นและสัมฤทธิ์ผลอย่างไร

รศ.ดร.ชาลีดา บรมวิชัยชาติกุล รักษาการรองผู้อำนวยการ บพข. กล่าวเปิดการสัมมนาว่า หน้าที่ของ บพข. คือการช่วยขับเคลื่อนประเทศในเชิงเศรษฐกิจและเพิ่มความสามารถทางการแข่งขัน ด้วยการให้ทุนวิจัยระดับ TRL 4-7 จากนั้นก็ส่งต่อให้กับพันธมิตรคือ สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA สนับสนุนโครงการจากระดับ 7-9 ผลักดันสตาร์ทอัพไปสู่ความสำเร็จเชิงพาณิชย์ โดย บพข. ได้รับนโยบายจากภาครัฐ สร้างผู้ประกอบการนวัตกรรมขับเคลื่อนผ่าน 4 แผนงานคือ National Quality Infrastructure (NQI), Innovation driven enterprises (IDEs), Global partnership และ Deep Science and Technology Accelerator Platform หรือ DTA

คุณวีระวัฒน์ รุ่งวัฒนะกิจ สถาบันบริหารจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม (iNT) มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวในฐานะผู้ใช้งานแพลตฟอร์ม DTA ว่า สิ่งที่เราเจอก็คืออาจารย์แต่ละท่านมีความเชี่ยวชาญเชิงลึกที่น่าทึ่งมาก แต่อาจารย์มักตั้งโจทย์งานวิจัยที่มุ่งสู่ความเชี่ยวชาญด้านวิชาการ โดยลืมมองในส่วนการนำไปใช้งานเชิงพาณิชย์ เช่นเคยมีงานวิจัยที่ดีมากในเรื่องการผ่าตัดหัวใจ แต่ว่าทั้งประเทศไทยมีคนผ่าตัดแบบนี้ได้ 10 คน ก็ไม่ตรงกับความต้องการของตลาด เพราะฉะนั้นเราก็เลยพยายามเข้าไปคุยกับนักวิจัย เพื่อหาวิธีการปรับมายด์เซทของเขา ซึ่งปัญหาหลักๆ ที่เราเจอคือมายด์เซทของนักวิจัยไม่ได้ต้องการเป็นนักธุรกิจ เขาต้องการเป็นนักวิจัย ต้องการวิทยฐานะ เราจึงต้องเข้าไปคุยหลายๆ ครั้งเท่าที่จะทำได้ เพื่อเปิดมุมมองใหม่ๆ ให้เขา การมีแพล็ตฟอร์ม DTA คือส่วนสำคัญช่วยปรับมายด์เซทให้กับนักวิจัยมองเห็นภาพการนำวิจัยไปใช้ในเชิงพาณิชย์ เป็นไกด์ให้กับนักธุรกิจนำไปต่อยอดได้

อาจารย์พงศ์วราวุฑฒิ หมื่นยุทธ์ จาก SUT Horizon มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี กล่าวเสริมว่า ประเด็นความท้าทายในการนำงานวิจัยเข้าสู่เชิงพาณิชย์คือ มหาวิทยาลัยมี Chief Technology Officer หรือ ซีทีโอ แต่ขาดซีอีโอ ซึ่งในอนาคตคนที่จะเป็นซีอีโอได้ ต้องใช้เทคโนโลยีเป็นด้วย ปัจจุบันยังมีน้อยมาก เพราะฉะนั้นคนที่จะเข้าสู่กระบวนการเหล่านี้ จึงเป็นความท้าทายของทุกมหาวิทยาลัยที่จะนำผลงานวิจัยที่มีคุณภาพออกไปสู่สตาร์ทอัพ เป็นโจทย์ที่พวกเราทุกคนต้องช่วยกันแก้ไขปัญหา ประการต่อมา สิ่งที่เราเจอคือถึงแม้ว่าจะมีทีมครบ ไม่ว่าจะเป็นซีอีโอและซีทีโอ แต่เรายังขาดอินเตอร์เนชั่นแนลมายด์เซท หลายคนมุ่งเป้าแค่ตลาดในเมืองไทยหรืออาเซียน ซึ่งบางครั้งไม่เพียงพอรองรับผลิตภัณฑ์ที่ผลิตออกมาได้ เพราะฉะนั้นการสร้างอองเทอร์เพอเนอมายด์เซท บวกกับ อินเตอร์เนชั่นแนลมายด์เซท จึงเป็นความท้าทายสำคัญที่เราจะต้องก้าวข้ามไป ซึ่ง บพข. ได้เชื่อมพาร์ทเนอร์ต่างๆ ด้วยการพัฒนาแพลตฟอร์ม ให้บรรดา Deep Tech สตาร์ทอัพมีโอกาสเข้าร่วมกับ Accelerator ของเอกชนในต่างประเทศ ทำให้กลุ่มนี้ได้มีโอกาสมองเห็นตลาดกว้างขึ้น เข้าใจในกลไกตลาดสากลที่ชัดเจนมากขึ้น

ด้าน รศ.ดร.สุขกิจ ยะโสธรศรีกุล จาก OTAP มหาวิทยาลัยนเรศวร มองว่า Accelerator ยังเป็นคำค่อนข้างใหม่ในประเทศไทย ต้องทำความเข้าใจกับทุกภาคส่วน แม้กระทั่งนักวิจัย ถ้าพูดเรื่องความท้าทายมี 2 ประเด็นใหญ่ ประเด็นแรกคือเรื่องคนและมายด์เซ็ท ทั้งคนที่อยู่ในมหาวิทยาลัย และคนที่อยู่นอกมหาวิทยาลัยคือผู้ประกอบการ นักวิชาการจะมีมายด์เซทอย่างหนึ่ง เป็นเพอร์เฟ็คต์ชันนิสต์ ต้องดี ต้องเลิศ ถึงจะปล่อยออกมา แต่ผู้ประกอบการมองเรื่องการตลาดเป็นหลัก จึงต้องจูนสิ่งเหล่านี้ว่าแค่ไหนถึงจะเหมาะสม เจอกันตรงกลาง Accelerator ก็ต้องทำความเข้าใจระหว่างผู้ประกอบการกับนักวิชาการ เป็นความท้าทายที่ต้องจัดการให้ได้ รวมถึงผู้ที่จะมาร่วมลงทุนในอนาคต ประเด็นที่สองคือความท้าทายด้านโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานในมหาวิทยาลัย นักวิจัยทำทุกอย่างอยู่ใน Lab scale การที่จะขึ้นไป Commercial scale เป็นการก้าวกระโดดที่นักวิชาการอาจจะนึกภาพไม่ออก เนื่องจากเป็นคนละตรรกะ ไม่ใช่เส้นตรงแบบทฤษฎี ต้องขอบคุณ บพข. ที่เริ่มมีกระบวนการสร้าง “โรงงานต้นแบบ” ให้กับมหาวิทยาลัยต่างๆ ทำให้กระบวนการจากแลปสเกลไปสู่ Pilot scale มีกระบวนการที่เป็นรูปธรรม เพื่อก้าวไปสู่การเป็น commercial อย่างเป็นรูปธรรม ทำให้ผู้ประกอบการเห็นภาพที่ชัดเจนและกล้าเข้ามาลงทุนนำงานวิจัยไปต่อยอดในเชิงพาณชย์

รศ.ดร.ชาลีดา กล่าวปิดท้ายว่า บพข. กับ 12 Accelerator จะต้องมองไปในตลาดโลก ซึ่ง บพข. มีกลไก Global partnership ทำงานร่วมกับต่างประเทศหลายภาคส่วน ในการพาสตาร์ทอัพไปสู่ต่างประเทศ ทุก Accelerator ถือเป็นความภูมิใจของ บพข. ที่เราพยายามช่วยกันทั้งสองฝั่ง เชื่อมโยงสตาร์ทอัพไทยไปตลาดต่างประเทศ แม้กระทั่งผู้ประกอบการที่ไม่ใช่สตาร์ทอัพที่จะปรับตัวเองมาสู่การเป็นผู้ประกอบการเชิงนวัตกรรม เราก็มี Innovation driven enterprise พัฒนาธุรกิจฐานนวัตกรรม เป็นแผนงานคล้ายคลึงกับ Accelerator แต่จะมุ่งในกลุ่มผู้ประกอบการ SMEs ด้วย
