กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)

บพข. จับมือ จุฬาฯ ดันงานวิจัยสู่การขับเคลื่อนเศรษฐกิจจริง!

รศ. ดร.กานดา บุญโสธรสถิตย์ ผู้อำนวยการหน่วยบริหารจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถการแข่งขัน (บพข.) สำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (องค์การมหาชน) หรือ รวพ. นำทีมลงพื้นที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2569 เพื่อติดตามความก้าวหน้าการดำเนินงานวิจัย โดยมีนวัตกรรมหลายโครงการสามารถสร้าง Impact ได้จริงอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งการคว้ามาตรฐานสากล GMP สำหรับผลิตสเต็มเซลล์และ CAR-T Cell ฝีมือคนไทยที่ช่วยลดการนำเข้าราคาหลักล้าน การพลิกโฉมงานคราฟต์สู่ตลาดโลก การเปลี่ยนขยะเป็นพลังงานไฮโดรเจน ไปจนถึงโลกเสมือนจริงขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัล

การลงพื้นที่ครั้งนี้ บพข. มุ่งเน้นติดตามและประเมินความคืบหน้าของโครงการสู่การนำนวัตกรรมไปใช้ประโยชน์ ตลอดจนผลลัพธ์ (Outcome) และผลกระทบ (Impact) ที่จับต้องได้ในโครงการสำคัญต่างๆ ดังนี้

โครงการพัฒนาแพลตฟอร์มการผลิตมีเซนไคมอลสเต็มเซลล์ (MSCs) มาตรฐาน GMP การแพทย์ขั้นสูง ระยะที่ 2

            เทคโนโลยีเซลล์บำบัด (สเต็มเซลล์) คือความหวังใหม่ในการรักษาโรคยากและโรคเสื่อมสภาพ แต่ไทยยังขาดแคลนห้องปฏิบัติการและบุคลากรที่ได้มาตรฐานสากล ทำให้นักวิจัยไม่สามารถนำผลงานไปทดสอบในคนหรือขึ้นทะเบียนกับ อย. ได้ ผู้ป่วยจึงต้องแบกรับค่าสเต็มเซลล์นำเข้าที่ราคาสูงตั้งแต่หลักแสนถึงหลักล้านบาทต่อโดส บพข. ร่วมกับ
ดร.ชัยยง โกยกุล หัวหน้าโครงการ จึงเร่งผลักดันโครงการนี้เพื่อทลายข้อจำกัดและเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงการรักษาให้กับคนไทย

ความสำเร็จ:

  • คว้ามาตรฐานโลกระดับสูงสุด: ได้รับใบรับรอง GMP PIC/S สำหรับการผลิตสเต็มเซลล์จาก อย. ควบคู่กับมาตรฐาน ISO9001:2015 การันตีความปลอดภัยสูงสุดสำหรับการผลิตยาเพื่อวิจัยในมนุษย์
  • ปลดล็อกองค์ความรู้: จัดทำเอกสารข้อมูลเคมี การผลิต และการควบคุม (CMC) พร้อมรายงานผลการศึกษาระดับก่อนคลินิก (Non-clinical study) ของผลิตภัณฑ์วิจัย MSCs สำหรับรักษาโรค “พังผืดในปอด” พร้อมสร้างกระบวนการผลิตและควบคุมคุณภาพใหม่ตามมาตรฐาน GMP PIC/S และจัดทำ ต้นฉบับบทความวิจัย (Manuscript) ด้าน Multiomics เพื่อขับเคลื่อนความก้าวหน้าทางวิชาการ
  • ยกระดับกำลังคน: สร้างบุคลากรผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางที่เกี่ยวข้องกับมาตรฐาน GMP PIC/S ด้านการผลิตผลิตภัณฑ์การแพทย์ขั้นสูง (ATMPs) ครอบคลุมทั้งระบบถึง 20 คน

ผลกระทบที่จับต้องได้ (Outcome & Impact):

  • ปัจจุบันกำลังเตรียมยื่นเอกสารการศึกษายาใหม่ (IND) ต่อ อย. เพื่อเดินหน้าอนุมัติศึกษาวิจัยในผู้ป่วยโรคพังผืดในปอดจริง
  • หากขึ้นทะเบียนตำรับยาสำเร็จ จะช่วยให้ผู้ป่วยไทยกว่า 1,000 ราย เข้าถึงการรักษาระดับโลกโดยไม่ต้องพึ่งพาการนำเข้า และคาดว่าจะสร้างมูลค่าเศรษฐกิจสะสมให้ประเทศได้สูงถึง 6,000 ล้านบาท ภายใน 5 ปี

โครงการพัฒนาผลิตภัณฑ์คาร์ทีเซลล์ (CAR-T Cell) สำหรับรักษามะเร็งระบบเลือด (ระยะที่ 1)

            ผู้ป่วยมะเร็งระบบเลือดมักเผชิญภาวะดื้อยาและกลับมาเป็นซ้ำ แม้นวัตกรรม “CAR-T Cell” จะสามารถดัดแปลงเซลล์ภูมิคุ้มกันผู้ป่วยให้ทำลายมะเร็งได้แม่นยำ แต่ไทยยังต้องนำเข้าในราคาสูงมาก ส่งผลให้เกิดความเหลื่อมล้ำในการรักษา โครงการนี้ ซึ่งนำโดย นพ.กรมิษฐ์ ศุภพิพัฒน์ หัวหน้าโครงการ จึงผนึกกำลังเครือข่ายวิชาการและภาคเอกชน ยกระดับโรงงานผลิตเซลล์บำบัดต้นแบบของไทยให้ได้มาตรฐานโลก

ความสำเร็จ:

  • รัฐทำได้จริง: เครือข่ายวิชาการระดับประเทศภายใต้จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ได้ร่วมทุนกับเอกชน จนคว้าใบอนุญาตผลิตยาแผนปัจจุบันจาก อย. (เลขที่ กท 13/2567) สำเร็จ ถือเป็นสถานที่ผลิตเซลล์ของ “ภาครัฐแห่งแรกในไทย” ที่ได้รับอนุญาตผลิต CAR-T Cell โดยเฉพาะ
  • นวัตกรรมระดับสากล: เปลี่ยนผ่านจากการเลี้ยงเซลล์ระบบเปิดสู่เทคโนโลยีระบบปิดอัตโนมัติและกึ่งอัตโนมัติในห้องสะอาด เพื่อควบคุมคุณภาพและความปลอดภัยตามมาตรฐานสากล ปัจจุบันทีมวิจัยของ นพ.กรมิษฐ์ ได้ผ่านการทดสอบผลิตจริง และจัดทำเอกสารยื่นขออนุมัติการวิจัยยาใหม่ (IND) แก่ อย. เพื่อเริ่มทดสอบทางคลินิกเรียบร้อยแล้ว ควบคู่ไปกับการพัฒนาบุคลากรผู้เชี่ยวชาญตลอดทั้งระบบ

ผลกระทบที่จับต้องได้ (Outcome & Impact):

  • เพิ่มโอกาสรอดชีวิต: ผู้ป่วยมะเร็งเม็ดเลือดขาวและมะเร็งต่อมน้ำเหลืองที่เคยรักษาไม่หายหรือดื้อยา จะสามารถเข้าถึง CAR-T Cell ที่ผลิตเองในประเทศ ซึ่งมีโอกาสสูงมากที่จะช่วยให้โรคสงบหรือตรวจไม่พบเชื้อมะเร็งอีก
  • หั่นต้นทุนสาธารณสุข: โครงสร้างราคาจับต้องได้ โดยมีแผนให้บริการสำหรับภาครัฐในราคาประมาณ 1-3 ล้านบาท
    ซึ่งถูกกว่าผลิตภัณฑ์นำเข้าจากต่างประเทศหลายเท่าตัว ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของระบบสาธารณสุขไทย
  • ยกระดับความเป็น Medical Hub: ไทยจะมีขีดความสามารถการแข่งขันด้านอุตสาหกรรม ATMPs ขั้นสูง โดยตั้งเป้าขยายกำลังผลิตจาก 80 ตัวอย่าง เป็น 100-300 ตัวอย่างต่อปีในอนาคตอันใกล้ เพื่อรองรับผู้ป่วยในประเทศ ส่งออกสู่ภูมิภาคอาเซียน และเป็นโมเดลโรงงานต้นแบบให้สถาบันการแพทย์อื่นๆ ต่อไป

โครงการแพลตฟอร์มพัฒนางานฝีมืออย่างต่อเนื่องเพื่อการสร้างศักยภาพให้กับเศรษฐกิจสร้างสรรค์ไทย (The Craft Continuum)

ท่ามกลางตลาดงานคราฟต์โลกที่เติบโตอย่างก้าวกระโดด งานหัตถศิลป์ไทยส่วนใหญ่กลับยังติดหล่มสงครามราคา เนื่องจากขาดการสนับสนุนด้านเทคโนโลยีและข้อมูลตลาด ศ. ดร.ยุทธนันท์ บุญยงมณีรัตน์ หัวหน้าโครงการวิจัย จึงผลักดันแนวคิด “The Craft Continuum” โดยส่งทีมผู้เชี่ยวชาญ (Embedded Innovation Team) เข้าไปฝังตัวทำงานเคียงบ่าเคียงไหล่กับผู้ประกอบการ เพื่อเปลี่ยนงานฝีมือดั้งเดิมให้กลายเป็นธุรกิจนวัตกรรมสร้างสรรค์ที่พร้อมแข่งขันในเวทีโลก

ความสำเร็จ:

ยกระดับผลิตภัณฑ์ด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีวัสดุ จนเกิดเป็นต้นแบบผลิตภัณฑ์ที่ช่วยปลดล็อกมูลค่าเพิ่มให้กับ 4 แบรนด์ไทย ได้แก่

(1) Mana Orchid: เปลี่ยนกล้วยไม้ชุบเรซินที่เสื่อมสภาพง่าย มาใช้เทคโนโลยีชุบเคลือบโลหะ(Electroforming) คงรูปธรรมชาติได้นานกว่า 30 วัน พลิกสินค้าหลักร้อยสู่เครื่องประดับพรีเมียม (Accessible-Luxury)

(2) Na Nawa: ใช้เทคโนโลยี Greenmic ปรับสูตรดินรีไซเคิลและลดขั้นตอนการเผา ช่วยลดคาร์บอน 30% สลัดภาพโรงงานรับจ้างผลิต (OEM) สู่แบรนด์เซรามิกรักษ์โลกมาตรฐานสากล

(3) Smood Sense: นำแคปซูลกักเก็บกลิ่น (Polymer Capsule) มาใช้ในผลิตภัณฑ์ไลฟ์สไตล์ ยกระดับสินค้าตลาดแมสสู่ตลาดของขวัญระดับพรีเมียม

(4) A.Cemi / Alchemy: บูรณาการวัสดุหมุนเวียน ยกระดับมาตรฐานธุรกิจยั่งยืน (ESG) เจาะกลุ่มผู้บริโภคสาย Eco-Luxury ในตลาดโลก

ผลกระทบที่จับต้องได้ (Outcome & Impact):

  • เกิดการสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมที่ยั่งยืน โดยผสาน “ศาสตร์แห่งอดีต” เข้ากับ “เทคโนโลยีแห่งอนาคต”
    ผู้ประกอบการได้รับแผนพัฒนาธุรกิจรายบริษัทที่เป็นระบบ ช่วยให้ก้าวข้ามขีดจำกัดเดิมและสามารถสร้างเครือข่ายการค้านานาชาติได้อย่างสง่างามด้วยตัวเอง

โครงการการสันทนาการฟื้นฟูที่เข้าถึงง่ายด้วยระบบหุ่นยนต์

ประเทศไทยมีนโยบายผลักดันการท่องเที่ยวเชิงฟื้นฟูสุขภาพ แต่เมืองรองยังขาดแคลนอุปกรณ์การแพทย์ขั้นสูงและแพทย์เฉพาะทาง ประกอบกับสังคมสูงวัยทำให้มีผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองที่ต้องการกายภาพบำบัดต่อเนื่องเพิ่มขึ้น
รศ. ดร.รณพีร์ ชัยเชาวรัตน์ จึงคิดค้น “หุ่นยนต์กายภาพบำบัดสำหรับใช้งานที่บ้าน” ที่ทลายข้อจำกัดด้านการเดินทาง
โดยผสานเกมออนไลน์ซอฟต์พาวเวอร์ไทย เพื่อเปลี่ยนการบำบัดให้เพลิดเพลินและเข้าถึงง่าย

ความสำเร็จ:

  • คืบหน้าสู่เชิงพาณิชย์: พัฒนาเกมซอฟต์พาวเวอร์เสร็จสิ้น 6 รูปแบบ (เช่น เกมท่ามวยไทย, เก็บผลไม้) ควบคู่กับระบบเครือข่ายแพทย์ทางไกล (Telerehabilitation) ที่เสร็จสมบูรณ์ถึงร้อยละ 90 และเตรียมส่งมอบหุ่นยนต์ต้นแบบรวม 20 ตัว
  • ยกระดับสู่สากล: ปัจจุบันโครงการก้าวจาก TRL 7 สู่ TRL 9 โดยยื่นขอจริยธรรมการวิจัยในคน (IRB) เรียบร้อยแล้ว และอยู่ระหว่างจัดตั้งโรงงานประกอบหุ่นยนต์ทางการแพทย์เพื่อรองรับมาตรฐานสากล ISO 13485

ผลกระทบที่จับต้องได้ (Outcome & Impact):

  • ด้านสาธารณสุขและผู้ป่วย: ผู้ป่วยกลุ่มเปราะบางเข้าถึงการฟื้นฟูประสิทธิภาพสูงที่บ้าน ลดค่าเดินทาง ขณะที่บุคลากรทางการแพทย์ 1 คนสามารถดูแลผู้ป่วยทางไกลได้หลายคนพร้อมกัน
  • ด้านการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ: ปลดล็อกข้อจำกัดให้ธุรกิจ Wellness และคลินิกในเมืองรอง สามารถเข้าถึงเทคโนโลยีในราคาเอื้อมถึง เพื่อดึงดูดกลุ่มผู้สูงอายุและนักท่องเที่ยว Long-stay เข้ามาพักผ่อนควบคู่กับการบำบัด
  • ด้านเศรษฐกิจ: เปลี่ยนจากการนำเข้าเทคโนโลยีราคาหลักล้าน มาเป็นการผลิตในประเทศ พร้อมเปิด “ระบบสัญญาเช่าบริการ” (6,500 บาท/เดือน) ซึ่งคาดการณ์ว่าจะสร้างรายได้หมุนเวียนให้ระบบเศรษฐกิจสุขภาพไทยสูงกว่า 15 ล้านบาท ภายในปี 2571
โครงการการผลิตไฮโดรเจนจากขยะเชื้อเพลิง (RDF)

มาตรการการค้าสากลอย่าง CBAM และเป้าหมาย Net Zero บีบให้ภาคอุตสาหกรรมไทยต้องเร่งปรับตัว แม้ “พลังงานไฮโดรเจนสะอาด” จะเป็นทางออกสำคัญแต่ก็ยังมีต้นทุนสูงและพึ่งพาฟอสซิล ในขณะที่ไทยมีขยะเชื้อเพลิง (RDF) สูงถึง 600,000 ตันต่อปี โครงการนี้ซึ่งนำโดย รศ. ดร.ประพันธ์ คูชลธารา และคณะนักวิจัยจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับ บพข. และกลุ่มบริษัทเอสซีจี (SCG) จึงมุ่งเปลี่ยน “วิกฤตขยะมูลฝอย” ให้เป็น “พลังงานสะอาด” พร้อมทลายข้อจำกัดเดิมของขยะ RDF ที่มักมีองค์ประกอบแปรปรวนและก่อให้เกิดคราบน้ำมันดิน (Tar) อุดตันในระบบ

ความสำเร็จ:

  • นวัตกรรมระบบผลิตไร้รอยต่อ: ประสบความสำเร็จในการสร้างเครื่องปฏิกรณ์อัจฉริยะต้นแบบที่รวมทุกขั้นตอนไว้ในระบบเดียว สามารถย่อยขยะได้อย่างต่อเนื่องไม่น้อยกว่า 10 กิโลกรัมต่อวัน พร้อมช่วยลดการเกิดคราบน้ำมันดินและกากของแข็งอุดตันระบบได้ถึง 90%
  • ดึงศักยภาพไฮโดรเจนขั้นสุด: พัฒนาระบบดักจับแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) กลับมาหมุนเวียนใช้ซ้ำ ควบคู่กับการปรับแต่งโมเลกุลแก๊สจนสามารถเค้นเอาไฮโดรเจนที่มีความบริสุทธิ์สูงกว่า 85% ออกมาได้สำเร็จ

ผลกระทบที่จับต้องได้ (Outcome & Impact):

  • ทางเลือกใหม่จัดการขยะยั่งยืน: สร้างโมเดลการจัดการขยะที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากกว่าการเผาทำลายแบบเดิม ช่วยลดมลพิษและส่งเสริมการใช้ทรัพยากรหมุนเวียนให้เกิดประโยชน์สูงสุด
  • ปลดล็อกข้อมูลสู่เชิงพาณิชย์: ส่งมอบคลังข้อมูล “สูตรลับการทดลอง” และตัวเลขต้นทุนการผลิต (LCOH) อย่างละเอียด เพื่อประเมินความคุ้มค่าและควบคุมราคาให้ตลาดอุตสาหกรรมยอมรับได้จริง
  • ก้าวสู่การใช้งานในอุตสาหกรรม: เกิดแผนจับมือกับภาคธุรกิจจริงเพื่อนำไฮโดรเจนสะอาดไปใช้เป็นพลังงานทดแทนและสารตั้งต้นเคมีภัณฑ์ ควบคู่ไปกับการยื่นขอจดสิทธิบัตรคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาเป็นที่เรียบร้อย
โครงการหุ่นยนต์สวมใส่บนร่างกายส่วนขาและระบบพยุงน้ำหนักร่างกายแบบอัจฉริยะเพื่อฟื้นฟูสมรรถภาพ

เมื่อไทยเข้าสู่สังคมสูงวัย ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) และผู้สูงอายุที่สูญเสียการเคลื่อนไหวมีจำนวนพุ่งสูงขึ้น การฟื้นฟูด้วย “การฝึกเดิน” แบบเดิมสร้างความเหนื่อยล้าสะสมให้นักกายภาพบำบัดอย่างมาก ขณะที่หุ่นยนต์นำเข้าก็มีราคาแพง และซ่อมบำรุงยาก ทำให้สถานฟื้นฟูชุมชนทั่วไปเข้าไม่ถึง โครงการนี้ซึ่งนำโดย รศ. ดร.รณพีร์ ชัยเชาวรัตน์ จึงมุ่งพัฒนาหุ่นยนต์สวมใส่และระบบพยุงน้ำหนักอัจฉริยะฝีมือคนไทย เพื่อทลายกำแพงราคาและยกระดับการเข้าถึงเทคโนโลยี

ความสำเร็จ:

  • นวัตกรรมฟื้นฟูไร้รอยต่อ: ทีมวิจัยประสบความสำเร็จในการพัฒนาฮาร์ดแวร์ต้นแบบและซอฟต์แวร์ควบคุมเสร็จสมบูรณ์ โดยผสานการทำงานของ “หุ่นยนต์สวมใส่ส่วนขา (Exoskeleton)” ที่ทำจากวัสดุคอมโพสิตน้ำหนักเบา เข้ากับ “ระบบพยุงน้ำหนักอัจฉริยะ” ที่สามารถขยับและปรับแรงช่วยเหลือให้สอดคล้องกับจังหวะก้าวเดินได้อย่างเป็นธรรมชาติ
  • พร้อมก้าวสู่การทดสอบจริง: ปัจจุบันระบบพร้อมทำงานในห้องปฏิบัติการแล้ว และเตรียมเดินหน้าเข้าสู่กระบวนการทดสอบประสิทธิภาพเชิงลึกร่วมกับอาสาสมัคร ผู้สูงอายุ และผู้ป่วย เพื่อต่อยอดสู่มาตรฐานความปลอดภัยในการใช้งานจริง

ผลกระทบที่จับต้องได้ (Outcome & Impact):

  • ฟื้นฟูปลอดภัย สร้างคลังข้อมูลอัจฉริยะ: ระบบช่วยป้องกันการล้ม โดยพยุงทันทีที่เสียสมดุล และปล่อยให้ขยับอิสระเมื่อเดินได้ดี ช่วยให้สมองและกล้ามเนื้อฟื้นตัวเร็วขึ้น พร้อมบันทึกข้อมูลการเคลื่อนไหวเพื่อออกแบบการรักษาเฉพาะบุคคล
  • เซฟแรงบุคลากรทางการแพทย์: หุ่นยนต์รับหน้าที่ “ลงแรง” อุ้มพยุงน้ำหนักแทน ทำให้นักกายภาพบำบัดสามารถโฟกัสกับการประเมินผลและการดูแลเชิงคุณภาพได้อย่างเต็มที่
  • หั่นต้นทุน ยกระดับขีดแข่งขัน: การตัดฟังก์ชันทางการแพทย์ที่เกินความจำเป็นออก ทำให้ต้นทุนการผลิตถูกลงมหาศาล สถานฟื้นฟูชุมชนจึงสามารถเข้าถึงอุปกรณ์ได้กว้างขวางขึ้น พร้อมสร้างโอกาสให้ไทยพึ่งพาตนเองและก้าวเป็นผู้ส่งออกเทคโนโลยีสุขภาพในระดับภูมิภาค
โครงการขับเคลื่อนแพลตฟอร์มมาตรฐาน (NQI) ร่วมกับออสเตรเลีย สนับสนุนอุตสาหกรรมมูลค่าสูง

ผู้ประกอบการไทยจำนวนมากต้องแบกรับต้นทุนมหาศาลในการส่งนวัตกรรมไปทดสอบที่ห้องปฏิบัติการในต่างประเทศ เนื่องจากไทยยังขาด “โครงสร้างพื้นฐานทางคุณภาพ” (NQI) ที่เข้มแข็ง โครงการนี้ซึ่งนำโดย ดร.ประวีร์ เครือโชติกุล จึงทำหน้าที่เป็น “คนกลางจัดการนวัตกรรม” (Innovation Intermediary) เชื่อมโยงระบบ NQI ของไทยเข้ากับพันธมิตรระดับโลกอย่างออสเตรเลีย เพื่อทลายกำแพงการค้านี้

ความสำเร็จ:

  • สร้างแผนที่นำทางสู่สากล: จัดทำกรอบวิเคราะห์ช่องว่าง (Gap Analysis) คู่มือปฏิบัติงาน และจัดทำข้อเสนอเกณฑ์มาตรฐาน (Monograph) สำหรับ 8 ผลิตภัณฑ์นำร่อง (เช่น สารสกัดอินนูลิน, โพรไบโอติก) เพื่อเตรียมขึ้นทะเบียนเป็น “ยาความเสี่ยงต่ำ” ในตลาดออสเตรเลีย
  • เครือข่ายเข้มแข็ง: บูรณาการเครือข่ายมาตรฐานร่วมกันในประเทศ และลงนาม MOU กับ อย. อย่างเป็นรูปธรรม

ผลกระทบที่จับต้องได้ (Outcome & Impact):

  • ช่วยผู้ประกอบการ SME ลดต้นทุนจากการพึ่งพาแล็บต่างประเทศได้อย่างมหาศาล เกิดการเชื่อมโยงตลอดห่วงโซ่ตั้งแต่เกษตรกรถึงหน่วยงานทดสอบ และยกระดับภาพลักษณ์สินค้าไทยให้มีหลักฐานเชิงประจักษ์ทางวิทยาศาสตร์ที่น่าเชื่อถือบนเวทีโลก

โครงการ จุฬาเวิร์ส (ChulaVerse): โลกเสมือนจริงเพื่อการศึกษา การแพทย์ การค้า และชุมชน

ประเทศไทยยังเผชิญความเหลื่อมล้ำทั้งด้านการเข้าถึงการแพทย์ที่ห่างไกล การศึกษาเฉพาะทางที่ขาดแคลนทรัพยากร และต้นทุนการพาณิชย์ออนไลน์ที่สูง ทีมวิจัยที่นำโดย ดร.ประวีร์ เครือโชติกุล จึงพัฒนา “ChulaVerse” แพลตฟอร์มโลกเสมือนจริงเพื่อเป็นโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่ช่วยทลายขีดจำกัดเหล่านี้

ความสำเร็จ:

  • ทะยานสู่ TRL 7: พัฒนาแพลตฟอร์มต้นแบบ 2 แกนหลัก (World และ Learn) พร้อมเนื้อหาใช้งานจริงด้านการแพทย์ 14 เนื้อหาที่ได้คะแนนความพึงพอใจสูงมาก
  • ต่อยอดใช้จริงเพื่อสังคม: นำเทคโนโลยีไปประยุกต์ใช้ร่วมกับ สบยช. และสายเลิกเหล้า 1413 พัฒนาระบบประเมินและบำบัดผู้ติดสารเสพติด รวมถึงสร้างร้านค้าดิจิทัล 3 มิติรูปแบบใหม่ ปัจจุบันเตรียมก้าวสู่ TRL 8-9 โดยได้รับทุนร่วมจากเอกชนแล้วกว่า 2 ล้านบาท

ผลกระทบที่จับต้องได้ (Outcome & Impact):

  • ช่วยลดต้นทุนการฝึกอบรมเฉพาะทางได้ประมาณ 2,000 บาทต่อคน คาดการณ์ว่าหากมีผู้ใช้งาน 5,000 คนต่อปี จะสร้างผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจให้ประเทศถึง 10 ล้านบาทต่อปี ขับเคลื่อน Immersive Economy ของไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน

โครงการพัฒนาระบบนิเวศนวัตกรรมสนับสนุน Startup และ SME โดยถอดบทเรียนจากสากล

แม้ไทยจะมีเทคโนโลยีเป้าหมาย แต่กลับยังไม่มี Startup ระดับ Unicorn เพราะระบบนิเวศนวัตกรรมยังติดหล่ม งานวิจัยค้างอยู่บนหิ้งและขาดแหล่งเงินทุน รศ. ดร.พนิต ภู่จินดา จึงนำทีมวิจัยลงลึกถอดบทเรียนจากยุโรปและเอเชีย เพื่อต่อสายวงจรระบบนิเวศนวัตกรรมไทย (รัฐ ธุรกิจ วิชาการ ประชาชน) ให้ประสานกันอย่างมีประสิทธิภาพ

ความสำเร็จ:

  • พื้นที่นำร่อง (Living Labs): คัดเลือก 2 พื้นที่ในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดให้เป็นห้องทดลองที่มีชีวิต ให้สตาร์ทอัพเข้ามาใช้โครงสร้างพื้นฐานร่วมกันเพื่อทดสอบโมเดลธุรกิจ
  • เครือข่ายสากลและนโยบาย: เตรียมลงนาม MOU กับ True Digital Park และสถานทูตเนเธอร์แลนด์ พร้อมจัดทำสมุดปกขาว (Whitepaper) เสนอเป็นเข็มทิศให้ภาครัฐปรับปรุงกฎหมายและสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่เอื้อต่อสตาร์ทอัพ

ผลกระทบที่จับต้องได้ (Outcome & Impact):

  • คาดการณ์ว่าจะก่อให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจ 50–200 ล้านบาท ภายใน 5 ปี ควบคู่ไปกับการกระจายโอกาสสู่ภูมิภาค ลดความเหลื่อมล้ำ และสนับสนุนเศรษฐกิจ BCG อย่างเป็นรูปธรรม

            ช่วงท้ายของการติดตามผล คณะทำงานได้รับฟังปัญหาและอุปสรรคจากนักวิจัย เช่น กรณีโครงการศูนย์วิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีเพื่ออุตสาหกรรม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (แผนงาน Deep Tech) ของ ศ. สพ.ญ ดร.เกวลี ฉัตรดรงค์ ที่ขอยุติโครงการจากข้อจำกัดด้านเวลา บพข. จึงเตรียมนำข้อเสนอนี้ไปปรับปรุงเกณฑ์บริหารจัดการทุนให้ยืดหยุ่นและเอื้อต่อการทำงานยิ่งขึ้น

            นอกจากนี้ บพข. ได้ลงพื้นที่เยี่ยมชมห้องปฏิบัติการ 2 แห่ง ได้แก่ ศูนย์วิจัยหุ่นยนต์ฟื้นฟูสมรรถภาพ ของ รศ. ดร.รณพีร์ ชัยเชาวรัตน์ ที่ชูจุดเด่นหุ่นยนต์สวมใส่ลดการนำเข้า และ ห้องปฏิบัติการ EC-ATMPs ศูนย์ผลิตเซลล์บำบัดมาตรฐาน GMP PIC/S ต้นแบบของรัฐแห่งแรกของไทย เพื่อตอกย้ำภารกิจในการเชื่อมโยง “ผู้ให้ทุน” และ “ผู้รับทุน” ขับเคลื่อนผลผลิตสู่การใช้งานจริงในอุตสาหกรรม ปิดช่องว่าง Research to Market และยกระดับขีดความสามารถของประเทศไทยในเวทีโลกได้อย่างยั่งยืน