Category: ทุนวิจัย

  • One Stop Service ด้านการผลิตสารสกัดและผลิตภัณฑ์สมุนไพรมาตรฐานอย่างครบวงจร เสริมศักยภาพผู้ประกอบการ SME ภาคเหนือตอนล่าง

    One Stop Service ด้านการผลิตสารสกัดและผลิตภัณฑ์สมุนไพรมาตรฐานอย่างครบวงจร เสริมศักยภาพผู้ประกอบการ SME ภาคเหนือตอนล่าง

    เปิดให้บริการแล้ว! โรงงานต้นแบบสารสกัดและผลิตภัณฑ์สมุนไพรมาตรฐานแห่งแรกในเขตภาคเหนือตอนล่าง ให้บริการภาคเอกชนด้านการสกัดสารสำคัญจากสมุนไพรและธรรมชาติ (รวมทั้งกัญชาและกัญชง) ที่ได้คุณภาพมาตรฐานเพื่อใช้เป็นส่วนประกอบที่ให้ประโยชน์เชิงหน้าที่ (functional ingredient) สำหรับสร้างผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพและเครื่องสำอางแข่งขันในตลาดโลก

    สมุนไพรไทยเป็นทรัพยากรที่มีค่าของประเทศ เนื่องจากเป็นพืชที่มีศักยภาพสูง ไม่เพียงสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในด้านการรักษาและบรรเทาอาการของโรคเท่านั้น ปัจจุบันสมุนไพรยังได้รับความสนใจอย่างแพร่หลายในการใช้เป็นส่วนประกอบ หรือส่วนผสมที่ให้ประโยชน์เชิงหน้าที่ (functional ingredient หรือ nutraceuticals ingredient) ในผลิตภัณฑ์หลากหลายประเภท เช่น อาหาร เครื่องดื่ม เครื่องสำอาง และผลิตภัณฑ์อาหารเสริมต่าง ๆ เพื่อเพิ่มคุณประโยชน์ทางโภชนาการของผลิตภัณฑ์และส่งเสริมสุขภาพ โดยเฉพาะในกลุ่มวิตามินและเกลือแร่ กรดไขมัน โปรตีน ไฮโดรคอลลอยด์และใยอาหาร และสารสกัดจากพืช ที่ได้รับความนิยมมากในยุคปัจจุบัน จากการที่ผู้บริโภคมีความเข้าใจมากขึ้นเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพ ป้องกันโรค โดยมุ่งเน้นมาสนใจอาหารทางเลือกที่ไม่ใช่ยาบำบัดและบำรุงรักษาร่างกายทดแทนการใช้สารสังเคราะห์และยาแผนปัจจุบันต่าง ๆ ที่มีราคาสูงและมีผลข้างเคียงต่อร่างกายมากกว่า ทำให้ปัจจุบันตลาดสารสกัดสมุนไพรมีแนวโน้มขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทั้งในและต่างประเทศ

    อย่างไรก็ตาม การส่งออกของสารสกัดสมุนไพรไทยมีอัตราที่ไม่สูงมากนักเนื่องจากปัญหาด้านคุณภาพของสมุนไพรที่ใช้เป็นวัตถุดิบ และมาตรฐานของกระบวนการผลิตสารสกัด ปัจจุบันมีผู้เล่นในตลาดเพิ่มจำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ และส่วนใหญ่เป็นผู้ประกอบการขนาด SME และ Start up ที่มี knowhow ในการคิดค้นผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ที่ใช้ประโยชน์จากสารสกัดสมุนไพรเป็นส่วนประกอบฟังก์ชันเพื่อสร้าง differentiate และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้า แต่ยังขาด facility ที่จะช่วยผลักดันให้ผลิตภัณฑ์ของผู้ประกอบการสามารถผ่านการรับรองคุณภาพ และ scale up ขนาดการผลิตไปสู่ระดับอุตสาหกรรมและส่งออกไปยังตลาดโลกได้ เนื่องจากการสกัดสารจากสมุนไพรให้ได้คุณภาพมาตรฐานนั้นจำเป็นต้องมีวัตถุดิบที่มีคุณภาพ มีอุปกรณ์ และเครื่องต่าง ๆ สำหรับใช้สกัดที่ผ่านการรับรองซึ่งมีราคาสูง และกลายเป็นต้นทุนที่ผู้ประกอบการต้องแบกรับ นอกจากนี้ยังจำเป็นต้องมีการบริหารวัสดุคงคลังที่มีประสิทธิภาพเพื่อป้องกันการขาดแคลนวัตถุดิบ หรือการกักตุนมากเกินไปจนทำให้มีค่าใช้จ่ายสูงเกินความจำเป็น (Item cost) ซึ่งจะส่งผลให้ราคาสินค้า/บริการต่อหน่วยสูงขึ้นตามไปด้วย

    หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) ได้มองเห็นถึงศักยภาพของสมุนไพรไทยที่จะสามารถนำมาใช้ประโยชน์ในด้านการแข่งขันทางเศรษฐกิจของประเทศได้ จึงได้ให้การสนับสนุนทุนเพื่อพัฒนาโรงงานต้นแบบการผลิตสารสกัดจากธรรมชาติที่ได้มาตรฐานสากล แก่สถานวิจัยเครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์ธรรมชาติ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร เพื่อนำไปสู่การผลิตและการควบคุมคุณภาพส่วนประกอบฟังก์ชันและสารสกัดจากธรรมชาติที่มีมูลค่าสูงในระดับอุตสาหกรรม และเป็นต้นแบบของการเตรียมสารสกัดจากธรรมชาติที่มีมาตรฐาน และมีการควบคุมคุณภาพ นอกจากนี้ โรงงานต้นแบบดังกล่าวยังเป็นสถานที่รองรับการศึกษาและพัฒนาเทคโนโลยีการขยายระดับการผลิตสารสกัดจากธรรมชาติจากห้องปฏิบัติการสู่ระดับอุตสาหกรรม และการสนับสนุนการถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตและการควบคุมคุณภาพส่วนประกอบฟังก์ชั่นและสารสกัดจากธรรมชาติให้แก่ภาครัฐและเอกชน เพื่อตอบสนองนโยบายการวิจัยและสร้างนวัตกรรมเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ต่อยอดอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์และการวางรากฐานการพัฒนาเศรษฐกิจแบบ BCG

    Pilot Plant NU
บริการของโรงงานต้นแบบ มหาวิทยาลัยนเรศวร
    บริการของโรงงานต้นแบบสารสกัดและผลิตภัณฑ์สมุนไพร มหาวิทยาลัยนเรศวร

    โรงงานต้นแบบสารสกัดและผลิตภัณฑ์สมุนไพร มหาวิทยาลัยนเรศวร ได้รับอนุญาตเป็นสถานที่ผลิตจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) และเริ่มมีเอกชนเข้ามาใช้บริการแล้ว โดยโรงงานฯ มีระบบการให้บริการแก่นักวิจัยภาครัฐและเอกชนแบบ one stop services ตั้งแต่การให้บริการห้องปฏิบัติการหรือเครื่องมือวิทยาศาสตร์แก่ภาคเอกชน การรับสกัดสาร การวิเคราะห์ทดสอบ อาทิ การวิเคราะห์ทดสอบทางจุลชีววิทยา (Microbiological testing) วิเคราะห์ค่าป้องกันแสงแดด (Sun protection testing) การวิเคราะห์ทางชีวเคมี (Biochemical testing) การทดสอบความคงตัวทางกายภาพ (Stability test) ทดสอบลักษณะทางกายภาพ (Physical properties testing) การตรวจวิเคราะห์สารแคนนาบินอยด์ในกัญชง/กัญชา ไปจนถึงการพัฒนาผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง/ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ และการวิจัยตลาด เพื่อการต่อยอดเชิงพาณิชย์ นอกจากนี้ยังมีบริการตอบข้อซักถามและการนัดหมายประสานงานกับผู้เชี่ยวชาญ บริการให้คำปรึกษาทางเทคโนโลยี ทั้งในช่องทางสื่อโซเชียลขององค์กร ทางโทรศัพท์ และการให้คำปรึกษาเชิงลึกแบบพบหน้าที่สำนักงาน ทั้งยังมีบริการด้านการบริหารสินค้าคงคลังเพื่อควบคุมสินค้าที่มี Expiry Date โดยทางโรงงานฯ มีคณะอาจารย์และทีมผู้เชี่ยวชาญที่สามารถช่วยดูแลอำนวยความสะดวกแก่ผู้ประกอบการ ในกระบวนการสกัดให้ได้สารสกัดที่มีคุณภาพมาตรฐาน (standardized extract) ทั้งในด้านคุณสมบัติทางกายภาพ องค์ประกอบทางเคมี การกำจัดสิ่งแปลกปลอมและสารปนเปื้อน ความสม่ำเสมอในการสกัด การใช้พลังงาน เวลาที่ใช้ ความคุ้มค่าในการทำการสกัดและการศึกษาความเป็นไปได้ (feasibility) ในการสกัดเชิงอุตสาหกรรม นอกจากนี้โรงงานต้นแบบฯ แห่งนี้ยังเป็นที่แรกในเขตภาคเหนือ ในการพัฒนาวิธีการสกัดกัญชาและกัญชง ที่มีคุณภาพมาตรฐานสากล เพื่อให้ได้ functional ingredients ที่ดีในการสร้างผลิตภัณฑ์เพื่อแข่งขันในตลาดสากล โรงงานฯ เน้นการดำเนินธุรกิจโดยใช้กลยุทธ์สร้างความแตกต่าง เพื่อให้ลูกค้าได้รับบริการที่พิเศษ (Extra Benefit) และเพิ่มความได้เปรียบในการแข่งขันกับคู่แข่ง เก็บรักษาความลับทางธุรกิจ และความปลอดภัยในการเก็บรักษาข้อมูล เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้าทุกราย โดยมีการให้บริการที่โดดเด่นโดยเน้นความสะดวกสบายและการอำนวยความสะดวก และใช้หลักการจัดการตามสถานการณ์ เลือกวิธีการที่เหมาะสมกับสถานการณ์ เพื่อให้ธุรกิจสามารถอยู่รอดได้ในกระแสการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก

    ประเทศไทยมีข้อได้เปรียบด้านการเป็นแหล่งของสมุนไพรที่มีความหลากหลาย จึงควรมีการพัฒนาศักยภาพในการผลิตสารสกัดสมุนไพรที่มีคุณภาพมาตรฐานสากล เพื่อให้ได้ functional ingredients ที่ดีในการสร้างผลิตภัณฑ์ ลดการนำเข้าจากต่างประเทศ ซึ่งสารสกัดสมุนไพรคุณภาพสูงย่อมมาจากกระบวนการสกัดที่มีประสิทธิภาพและได้มาตรฐาน บพข. จึงมีแนวคิดในการสนับสนุนทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานเพื่อสร้างโรงงานผลิตสารสกัดสมุนไพรต้นแบบตามมหาวิทยาลัยในภูมิภาคต่าง ๆ เพื่อศึกษาและถ่ายทอดองค์ความรู้ เทคโนโลยี ด้านกระบวนการสกัดที่ได้มาตรฐานและให้บริการแก่ภาคเอกชน เพี่อสร้างโอกาสให้แก่ผู้ประกอบการไทยในการเร่งพัฒนาต่อยอดสู่การวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์สมุนไพรที่ไม่ใช่อาหาร ผลิตภัณฑ์ความงาม และผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ยกระดับมาตรฐานการผลิตสารสกัดสมุนไพรในประเทศไทย ให้มีคุณภาพมาตรฐานสากล ถูกต้อง รวดเร็ว เพื่อให้สามารถแข่งขันได้ในระดับสากล

    ติดต่อขอใช้บริการ

    โทรศัพท์ : 055-96 8655, 055-96 8801, 061-490 7663

    E-mail : cosnat@nu.ac.th

    Website : https://phadb.pha.nu.ac.th/cosnat/

    Facebook : สถานวิจัยเครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์ธรรมชาติ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร

    มหาวิทยาลัยนเรศวร อาคารมหาธรรมราชา ชั้น 3 โซน A เลขที่ 99 หมู่ 9 ต.ท่าโพธิ์ อ.เมือง จ.พิษณุโลก 65000

  • บพข. ขับเคลื่อน Soft Power หนุนการเผยแพร่ “มวยไทย” เพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจในเวทีระดับโลก

    บพข. ขับเคลื่อน Soft Power หนุนการเผยแพร่ “มวยไทย” เพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจในเวทีระดับโลก

    สารคดี “The power and Spirit ”  สารคดีรูปแบบแม่ไม้ศิลปะท่าทางของมวยไทยที่มีอัตลักษณ์เฉพาะตามภาคพื้นที่ต่างๆ อันสัมพันธ์กับภูมิปัญญาท้องถิ่น แนวคิด และปรัชญาอันลุ่มลึก โดยมี “บัวขาว” เป็นผู้ชูเรื่องหลัก
    ร้อยโท สมบัติ บัญชาเมฆ (บัวขาว) ร้อยโท สมบัติ บัญชาเมฆ (บัวขาว) ในกิจกรรม “ไหว้ครูมวยไทยและแม่ไม้มวยไทย” บันทึกสถิติโลก (Guinness World Records) ณ อุทยานราชภักดิ์ หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์
    ภาพจาก : เพจ Banchamek Gym (Buakaw Banchamek, บัวขาว บัญชาเมฆ) 

    บพข. ได้ให้การสนับสนุนทุนวิจัยโครงการ ” หมัดสั่ง : ฟื้นประวัติมวยไทยบนสังเวียนโลก “ โดย ศาสตราจารย์ ดร. สุเนตร ชุตินธรานนท์ ผู้อำนวยการศูนย์พหุวัฒนธรรมศึกษาและนวัตกรรมทางสังคม สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในการผลิตสารคดี (Documentary) เกี่ยวกับมวยไทยในเชิงประวัติศาสตร์ ภูมิหลังความเป็นมา และรูปแบบแม่ไม้ศิลปะท่าทางของมวยไทยที่มีอัตลักษณ์เฉพาะตามภาคพื้นที่ต่างๆอันสัมพันธ์กับภูมิปัญญาท้องถิ่น แนวคิด และปรัชญาอันลุ่มลึก โดยมีผู้ชูเรื่องหลัก คือ ร้อยโท สมบัติ บัญชาเมฆ (บัวขาว) นักมวยชั้นนำที่มีชื่อเสียงระดับโลก โดยมีบริษัท ทีวีบูรพา จากัด เป็นผู้ให้ทุนร่วม ในการผลิตสารคดี 1 ตอน ความยาว 30 – 45 นาที สำหรับหน่วยงานภาครัฐหรือหน่วยงานที่ไม่ได้นำไปใช้ประโยชน์ในเชิงธุรกิจ โดยเมื่อวันที่ 11 มกราคม 2567 สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้จัดงานเสวนาทางวิชาการเพื่อเผยแพร่ผลงานโครงการ “หมัดสั่ง: ฟื้นประวัติมวยไทยบนสังเวียนโลก” ขึ้นที่ บัวขาว วิลเลจ อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ พร้อมเปิดตัวสารคดี “MUAY THAI : POWER & SPIRIT” โดยมี รศ ดร. ชาลีดา บรมพิชัยชาติกุล รองผู้อำนวยการ บพข. ร่วมในพิธีเปิดงาน

    รศ.ดร.ภาวิกา ศรีรัตนบัลล์ ผู้อำนวยการสถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ปัจจุบันแนวทางการพัฒนาประเทศไทย โดยเฉพาะแนวทางการพัฒนาเชิงสร้างสรรค์ การขับเคลื่อนประเทศที่ได้มุ่งเน้นการใช้ความคิดสร้างสรรค์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมจากทุนทางวัฒนธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งวัฒนธรรมและบริการที่มีมูลค่าสูง ไม่ว่าจะเป็นอาหาร ดนตรี ภาพยนตร์ หนังสือ งานศิลปะ งานฝีมือ การออกแบบ แฟชั่น กีฬา การท่องเที่ยว ส่งผลให้เกิดคุณค่าทางวัฒนธรรมให้ปรากฏเด่นชัด ขณะเดียวกันยังสร้างสรรค์และเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ ออกไปสู่การขยายผลในรูปแบบต่างๆ ไปยังภาคส่วนที่เกี่ยวข้องอย่างครอบคลุม ทั้งระดับท้องถิ่น ระดับชาติ และระดับนานาชาติ สถาบันเอเชียศึกษาฯ มีพันธกิจหลักในการศึกษาวิจัย พัฒนาองค์ความรู้ในเอเชีย รวมถึงความสัมพันธ์กับประเทศไทย โดยมุ่งเน้นศึกษาวิจัยทั้งในเชิงพื้นที่และเชิงประเด็น ซึ่งโครงการ “หมัดสั่ง: ฟื้นประวัติมวยไทยบนสังเวียนโลก” เป็นผลงานภายใต้การนำของ “ศ.ดร.สุเนตร ชุตินธรานนท์ ผู้อำนวยการศูนย์พหุนวัตกรรมศึกษา ฯ นับเป็นผลงานวิจัยเชิงประยุกต์ชิ้นสำคัญที่นำเสนอคุณค่า และจิตวิญญาณของมวยไทยได้อย่างลุ่มลึกและสวยงาม

    รศ. ดร.ชาลีดา กล่าวว่า บพข. เป็นหน่วยงานให้ทุนที่มุ่งเน้นสนับสนุนให้ผู้ประกอบการ ภาคเอกชน หรือภาครัฐ มีความสามารถในการแข่งขันในหลายๆ ด้าน ทั้งเรื่องของอาหาร เกษตร สุขภาพการแพทย์ ดิจิทัล พลังงาน ยานยนต์ และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ หรือ “Soft Power” ที่จะมีการเปลี่ยนวัฒนธรรมที่เราคุ้นชินในบริบทของสังคมท้องถิ่นให้เป็นรายได้ ทำให้เป็นสิ่งที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจได้ ซึ่งโครงการนี้จะเป็นตัวอย่างให้ได้เห็นและเข้าใจว่า การนำมวยไทยไปสู่ความเป็นนานาชาตินั้นสามารถทำได้อย่างไร
    “บพข. ให้ทุนผู้ประกอบการผลักดันร่วมกับนักวิจัยในการถ่ายทอดเทคโนโลยี ไม่ว่าจะเป็นเรื่ององค์ความรู้ งานวิจัยในเชิงของศิลปวัฒนธรรมที่จะนำมาแปลงเป็นเนื้อหา สื่อสารคดี ภาพยนตร์หรือละคร นับเป็นสิ่งที่น่ายินดีว่า เป้าหมายของโครงการ ฯ ที่ บพข.ให้การสนับสนุน เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของแผนงานกลุ่ม Global Partnership คือ มีความร่วมมือกับต่างประเทศ โดยเฉพาะร่วมมือกับประเทศเกาหลีใต้ และร่วมมือกับกระทรวงต่างประเทศของไทย ในการนำเรื่องราวเหล่านี้ไปเผยแพร่ในเวทีโลก เป็นการสร้างขีดความสามารถ และนำไปสู่การขยายผลผ่านเครือข่ายนานาชาติ หนุนเสริมให้เกิดผลประโยชน์ทางธุรกิจในประเทศตามมา โดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยว การสื่อสาร สารคดี ภาคธุรกิจการค้าต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเชื่อมั่นว่า การขยายผลโครงการนี้ในอนาคตจะเกิดความสำเร็จ เกิดดอกออกผลเติบโตตามลำดับต่อไป”

    ศ.ดร.สุเนตร ชุตินธรานนท์ หัวหน้าโครงการ ฯ กล่าวว่า โครงการ “ หมัดสั่ง: ฟื้นประวัติมวยไทยบนสังเวียนโลก” เป็นนวัตกรรมใหม่ของการผลิตผลงานมิติใหม่ทางวัฒนธรรมสู่เวทีนานาชาติ ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างสถาบันวิจัย ผู้ให้ทุนและภาคเอกชน ในการนำความรู้จากงานวิจัยไปสู่ห้าง โดยร่วมมือกันสร้างนวัตกรรมใหม่ คือ สร้างชุดความรู้เกี่ยวกับมวยไทยที่จับต้องได้ สัมผัสได้ และไม่ยากเกินไป ที่จะแปรหรือเปลี่ยนเป็นความรู้สู่เวทีสากล โครงการนี้ทำให้ได้เห็นความร่วมมือของหน่วยงานหลายภาคส่วน มีการนำไปเผยแพร่ในเวทีนานาชาติ และมีการต่อยอดทางเศรษฐกิจในหลายด้าน “ คุณบัวขาว มีคุณสมบัติประการหนึ่งคือ เป็น “ Soft Power ที่มีลมหายใจ” ซึ่งเป็นคุณค่าที่สำคัญยิ่ง และทำให้โครงการมีความสมบูรณ์มากขึ้น ศ.ดร.สุเนตร กล่าว
    ศ.ดร.สุเนตร ยังเน้นย้ำว่า ความสำเร็จที่จะเกิดขึ้นนี้ไม่ได้เป็นเรื่องบังเอิญ แต่เป็นการบ่มเพาะ สะสมความรู้ ประสบการณ์ และอีกหลายๆ อย่างจากภาคส่วนต่างๆ ที่ต่างก็มีความชำนาญเฉพาะ และเอาความโดดเด่นของแต่ละฝ่ายมาประกอบกัน อย่างไรก็ดีสิ่งเหล่านี้จะไม่ประสบความสำเร็จได้เลย หากปราศจากทุนสนับสนุน ไม่ว่าจะจากภาครัฐ หรือเอกชน และโครงการนี้ถือเป็นการโชว์เคสครั้งสำคัญ ที่บ่งชี้ว่า “งานเชิงสังคมวัฒนธรรม หรือมนุษยศาสตร์ ก็สามารถผลิตเป็นผลงานที่เกิดดอกออกผลได้อย่างครบวงจร”

    ช่วงเช้า เป็นการเสวนาในหัวข้อ “คุณค่าความสาคัญของแม่ไม้มวยไทยกับการเป็นมรดกทางวัฒนธรรม” โดยมี ร้อยโท สมบัติ บัญชาเมฆ (บัวขาว) นายชาคริต สิทธิฤทธิ์ ผู้อำนวยการกลุ่มบริหารจัดการมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม ดร. อัครเดช สุพรรณฝ่าย อาจารย์ประจำหลักสูตรรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ และว่าที่ ร้อยโท ธีรวัฒน์ ยิ้วยิ้ม ผู้จัดการและเทรนเนอร์ ‘บัวขาว’ เข้าร่วมเสวนา

    “ร้อยโทสมบัติ บัญชาเมฆ” หรือ “บัวขาว” สุดยอดนักชกไทยที่มีชื่อเสียงระดับโลก และเป็นผู้บริหารบริษัท บัญชาเมฆ จำกัด บอกถึงสิ่งสำคัญของการเป็นนักมวยว่า ต้องมีวินัย และรู้หน้าที่ของตนเอง ซึ่งกว่าจะมาถึงวันนี้ได้ต้องอาศัยการบ่มเพาะ การชกมวยไม่ได้มีแค่เรื่องแพ้หรือชนะ แต่ยังก่อให้เกิดเรื่องราวต่าง ๆ ที่ทำให้รู้สึกว่ามีพลัง และเกิดเรื่องราวที่หลากหลายในตนเอง และวันนี้เมื่อได้ฟังเรื่องราวต่าง ๆ ของมวยไทย ทำให้เขารู้สึกว่าสิ่งที่ทำมานั้นถูกทางและมีพลังในการลงทุนลงแรงกับสิ่งที่สร้างมา ซึ่งอยากให้ทุกคนสามารถเข้ามาสัมผัสและสนใจมวยไทยมากขึ้น

    ขณะที่ ดร.อัครเดช สุพรรณฝ่าย อาจารย์ประจำหลักสูตรรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ กล่าวว่า มวยไทยไม่ใช่แค่เรื่องของการชกต่อย ต่อสู้ หรือศิลปะแม่ไม้มวยไทยเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงวิถีชีวิต วัฒนธรรมและชุมชน จากที่เจอกับบัวขาวในปี 2556 ในวันที่เขาเดินทางกลับไปอยู่ที่สุรินทร์ ได้มีโอกาสเห็นบัวขาวร่วมกับชาวบ้านในการสร้างเวทีมวยเล็ก ๆ ขึ้นมา กว่าจะมาถึงวันนี้มีอุปสรรคมากมาย ซึ่งเขาได้ถ่ายทอดผ่านสื่อออกมา และกลายเป็นที่ชื่นชมของคนทั่วโลก หลายคนอาจนึกภาพค่ายมวยต่างชาติต้องเป็นโรงยิม เป็นอะคาเดมี่ แต่ที่ชุมชนนี้ เป็นพ่อ เป็นครู เป็นค่ายมวยในหมู่บ้านเล็ก ๆ แต่ก็เป็นพื้นที่ที่คนระดับโลกฝึกซ้อม ตอกย้ำว่า คุณค่าของมวยไทยนั้น ไม่ใช่แค่การต่อสู้ที่ดีที่สุดในโลก แต่มันคือ วิถีชีวิตและวัฒนธรรมมวยไทยที่สำคัญในทุกรูปแบบของชุมชน “ จากการจัดทีมวิจัยไปคุยกับบัวขาวเมื่อปี 2556 พบว่า คุณบัวขาวมีสิ่งที่ไม่เหมือนกับนักมวยทั่ว ๆ ไป คือ มีพลังพิเศษที่ออกมาจากภายใน ซึ่งทีมวิจัยบอกว่ามันเป็นความมุ่งมั่น ตั้งใจพิเศษ และมีหลักยึดบางอย่าง เราเรียกสิ่งนั้นว่า “สมาธิมวยไทย” ซึ่งในวันนั้นอาจจะยังไม่ชัด แต่ผ่านมาแล้วกว่า 10 ปี ปัจจุบันชัดเจนมาก ถือเป็นองค์ความรู้ใหม่ และมหาวิทยาลัยฯ ได้เปลี่ยนคุณบัวขาวจากนักมวย K1 ให้มาเป็นนักบรรยาย ถอดองค์ความรู้ สอนทำ Workshop เชิงปฏิบัติการ และได้รับเชิญไปบรรยายทั้งในและต่างประเทศ นี่คือบทบาทใหม่ของนักมวยแชมป์โลก และนอกเหนือจากการบรรยาย คุณบัวขาวได้ไปร่วมแสดงร่ายรำมวยได้อย่างสวยงาม ซึ่งได้รับการตอบรับอย่างดี และเป็นจุดเปลี่ยนอีกหนึ่งบทบาทของคุณบัวขาวที่ไม่ได้ชกมวย”

    ด้าน นายชาคริต สิทธิฤทธิ์ ผู้อำนวยการกลุ่มบริหารจัดการมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม   กรมส่งเสริมวัฒนธรรม  กระทรวงวัฒนธรรม กล่าวว่า สารคดีที่ผลิตขึ้นสามารถตอบโจทย์กระทรวงวัฒนธรรมเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะข้อมูลที่กระทรวงจะนำเสนอเรื่องแม่ไม้มวยไทยไปยัง UNESCO ซึ่งจะต้องทำให้เห็นถึงความแตกต่างระหว่างมวยไทยกับมวยอื่น ๆ หรือศิลปะการต่อสู้อื่น ๆ  โดยแม่ไม้มวยไทย รวมถึงการไหว้ครู ถือเป็นจุดขาย ที่คนอื่นไม่สามารถลอกเลียนแบบได้  เพราะส่วนหนึ่งของมวยไทยก็คือ วิถีชีวิต  เรามีการไหว้ครู ครอบครู  เป็นประเพณีวัฒนธรรมดั้งเดิมที่ถูกสอดแทรกเข้ามาภายใต้คำว่า “มวยไทย”  ซึ่งมีการสืบทอด ส่งต่อกันมา เวทีเสวนาในครั้งนี้ ทำให้เห็นว่าอนาคตมวยไทยจะไปต่อได้อย่างไร  อย่างไรก็ดี ที่ผ่านมากระทรวงวัฒนธรรมได้มีกระบวนการส่งเสริม “มวยไทย” อย่างต่อเนื่อง มีการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของชาติในปี 2553  ปัจจุบันกำลังเก็บข้อมูลมวย 5 สาย และอยู่ระหว่างการทำฐานข้อมูลมรดกวัฒนธรรมทางปัญญา  ซึ่งจะมีการเชื่อมต่อกับกรมทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อไม่ให้มรดกวัฒนธรรมทางปัญญาเหล่านี้สูญหายหรือถูกลอกเลียนแบบไปใช้ในทางที่ไม่ถูกต้อง

    นายชาคริต กล่าวต่อว่า ปัจจุบันมวยไทยสามารถเข้าถึงได้ทุกเพศทุกวัย หากมองเรื่องการสืบทอดจากรุ่นไปสู่อีกรุ่น อยากให้มวยไทยเข้าไปถึงภาคการศึกษา ซึ่งต้องเปลี่ยนค่านิยมจากการที่ผู้หญิงเรียนมวยแล้วเจ็บตัว มาเป็นการออกกำลังกาย สามารถใช้ในการป้องกันตัว และยังช่วยในเรื่องเศรษฐกิจ ซึ่งเชื่อเหลือเกินว่า เศรษฐกิจจะนำไปสู่การสร้างกระแส และทำให้เกิดการรับรู้ เรียนรู้มวยไทย นำไปสู่การสร้างคุณค่า สร้างความถนัด และสุดท้ายจะนำไปสู่ “Soft Power” ที่แข็งแรงของเมืองไทย นั่นก็คือ มวยไทย

    ส่วนในช่วงบ่าย เป็นการเสวนาในห้วข้อ “Muay Thai : Power & Spirit กับการส่งเสริมภาพลักษณ์และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของประเทศ” โดยมี นายอลงกรณ์ ทาอุบล ที่ปรึกษาโครงการด้านวัฒนธรรม บริษัท ทีวีบูรพา จำกัด ดร.ยศพนธ์ สุกุมลนันทน์ ผู้ช่วยอธิบดีกรมพลศึกษา กรมพลศึกษา กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา นายณัฐพล ณ สงขลา ผู้อำนวยการกองทูตวัฒนธรรม กรมสารนิเทศ กระทรวงการต่างประเทศ นางสาวจริมา ทองสวัสดิ์ ผู้อำนวยการกองภาพยนตร์และวิดีทัศน์ สานักงานปลัดกระทรวงวัฒนธรรม คุณเก่ง ชัยวารินทร์ รองผู้อำนวยการสำนักงานการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานเชียงใหม่ และพ.อ.หญิง ดร.นุสรา วรภัทราทร ประจำกรมยุทธการทหารบก และที่ปรึกษาสำนักงานส่งเสริมการท่องเที่ยวและกีฬากองทัพบก เข้าร่วมเสวนา

    โดย นายอลงกรณ์ ได้ให้ความเห็นที่น่าสนใจ ว่าการทำสารคดีนั้นเป็นเหมือนสารตั้งต้นที่ดี มีวิธีการที่เป็นวิทยาศาสตร์ เพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูล เป็นการทำงานในรูปแบบงานวิจัย ก่อนจะนำไปต่อยอดการผลิตสื่ออื่นๆ ได้ เช่น ภาพยนตร์ ซีรี ละคร หรืออีเว้นท์ โดยในโครงการผลิตสารคดี “The power and Spirit ” ซึ่ง ทีวีบูรพา ได้รับโอกาสในการนำงานวิจัยทางประวัติศาสตร์ มาผลิตสารคดีออกมาเป็น 2 รูปแบบ ได้แก่ สารคดี 1 ตอนจบ ความยาว 45 นาที เพื่อนำไปเผยแพร่ “มวยไทย” ในฐานะมรดกทางวัฒนธรรม และ สารคดี 4 ตอน รวม 60 นาที สำหรับใช้งานเชิงพาณิชย์ โดย ทีวีบูรพา ได้ทดลองนำสารดคีเรื่องนี้ไปร่วมฉายในตลาดซื้อขายคอนเท้นต์ระดับโลก ในเทศกาลภาพยนตร์คานส์ (Cannes Film Festival) ได้รับความสนใจจากชาวต่างชาติเป็นอย่างมาก โดยชาวต่างชาติมองว่าความน่าสนใจของมวยไทย ไม่ใช่เรื่องกีฬาเพียงอย่างเดียว แต่เป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่มีความโดดเด่น มีจิตวิญญาณ ดังนั้น สารคดี  “The power and Spirit ” จะสามารถต่อยอดไปสู่มิติทางเศรษฐกิจ อื่นๆ ได้อีกหลายรูปแบบ ซึ่งขณะนี้ทีวีบูรพา ได้มีไอเดียการผลิตเรียลลิตี้การส่งเยาวชนจากหลายประเทศมาฝึกฝนมวยไทยในประเทศไทย ให้รับรู้ความเป็นไทยในหลากหลายมิติ เช่นความมีระเบียบวินัย การฝึกตน ของคนไทย ถือเป็น Soft Power ของไทย ต่อยอดไปสู่การท่องเที่ยวท้องถิ่นได้อย่างแน่นอน นอกจากนี้ผู้อภิปรายจากหน่วยงานรัฐ หลายท่านได้ให้ความเห็นถึงประโยชน์ของสารคดีชุดนี้ที่จะเป็นประโยชน์ในการเผยแพร่ Soft Power และโครงการนี้ถือเป็นตัวอย่างความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ และภาคเอกชน ได้เป็นอย่างดี

    การแสดงรำไหว้ครู และแม่ไม้มวยไทย ในงานเสวนาทางวิชาการเพื่อเผยแพร่ผลงานโครงการ “หมัดสั่ง: ฟื้นประวัติมวยไทยบนสังเวียนโลก” วันที่ 11 มกราคม 2567

    รับชมตัวอย่างสารคดี “The power and Spirit ” ได้จากลิงค์ด้านล่าง

    https://youtu.be/mBSnidM6mWI
  • บพข. หนุน ม.ศิลปากรพัฒนาเกม Mythophobia “ผีอาเซียน”

    บพข. หนุน ม.ศิลปากรพัฒนาเกม Mythophobia “ผีอาเซียน”

    พร้อมต่อยอดสร้างสินค้าและทรัพย์สินดิจิทัลชูโมเดลเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ที่ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมดิจิทัล คอนเทนต์ไทยสู่เวทีโลก

    หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) เล็งเห็นความสำคัญในการส่งเสริมและสนับสนุน “Soft Power” และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ด้านดิจิทัลคอนเทนต์จากรากวัฒนธรรมไทยสู่ตลาดสากล ให้ทุนวิจัยโครงการ Mythophobia หรือ “ผีอาเซียน” 5 วัฒนธรรม 7 ประเทศ จากจักรวาลผีสู่จักรวาลนฤมิต (Metaverse of ASEAN Ghosts)  

    รศ. ดร.ชาลีดา บรมพิชัยชาติกุล  รองผู้อำนวยการ บพข. กล่าวว่า โครงการนี้ ได้รับทุนวิจัยจาก กองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กองทุนส่งเสริม ววน.) ผ่านแผนงาน Global Partnership บพข. ซึ่งสอดคล้องกับภารกิจ บพข. ในการสนับสนุนทุนเพื่อผลักดันให้เกิดการใช้ประโยชน์งานวิจัยจากความต้องการของผู้ใช้ ผู้ประกอบการ หรือผู้บริโภค ไปสู่เชิงพาณิชย์ รวมถึงเชื่อมโยงการถ่ายทอดเทคโนโลยีจากต่างประเทศ หรือการถ่ายทอดเทคโนโลยีที่เข้มแข็งของประเทศไทยสู่ประเทศเพื่อนบ้าน ดังเช่นโครงการ “ผีอาเซียน” เป็นหนึ่งในโมเดลการขับเคลื่อนเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์จากรากวัฒนธรรมไทยในหลากหลายมิติ  ให้ไปสู่การขยายผลถึงประเทศแถบอาเซียน เป็นการส่งเสริมการใช้ประโยชน์ของ Soft power ไทย สู่เชิงพาณิชย์

    รศ. ดร.ประสพชัย พัฒน์โรจนโสภณ รองอธิการบดีฝ่ายวิจัย มหาวิทยาลัยศิลปากร กล่าวว่า ศิลปากร เป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำแห่งการสร้างสรรค์ มีความโดดเด่นด้านงานศิลปะ งานวิจัยและสิ่งประดิษฐสร้างสรรค์ในสหสาขาวิชาต่าง ๆ ได้รับการสนับสนุนจาก บพข. ในการจัดทำโครงการ Mythophobia “ผีอาเซียน” 5 วัฒนธรรม 7 ประเทศ จากจักรวาลผีสู่จักรวาลนฤมิต (Metaverse of ASEAN Ghosts) เป็นการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนต์ไทยให้มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง

    ผศ. ดร.ณัฐพร กาญจนภูมิ หัวหน้าโครงการวิจัย คณบดีคณะเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร มหาวิทยาลัยศิลปากร กล่าวถึงที่มาของโครงการวิจัยนี้ว่า “จากการเล็งเห็นคุณค่าและความสำคัญของลักษณะร่วมของวัฒนธรรม “ผี” ในกลุ่มประเทศอาเซียนและศักยภาพในการแปรรูปทุนทางวัฒนธรรมผีอาเซียนสู่จักรวาลนฤมิตผีอาเซียนที่สร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับผู้ชื่นชอบเกมและสนใจเรื่องราวเกี่ยวกับผีและนำไปสู่การสร้างชุมชนในโลกเสมือนจริง ควบคู่ไปกับโลกจริง โดยโครงการนี้ ได้ทำการศึกษาเรื่อง “ผี” ในวัฒนธรรมของกลุ่มประเทศอาเซียน จำนวน 7 ประเทศได้แก่ ไทย ลาว กัมพูชา พม่า เวียดนาม มาเลเซีย และอินโดนีเซีย จากแหล่งข้อมูลเพื่อมาวิเคราะห์ความเชื่อมโยงระหว่างวัฒนธรรมกับความคิดสร้างสรรค์ในประเด็นต่างๆ เพื่อนำไปสู่การออกแบบในเชิงเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ก็คือการสร้างโลกเสมือนจริง หรือจักรวาลนฤมิตผีอาเซียน (ASEAN Ghost Metaverse) เพื่อสร้างชุมชนของผู้ที่สนใจในเรื่องราวของผีอาเซียนจากทุกมุมโลก เช่น การตามล่าหาผีเสมือนจริง หรือการเล่าเรื่องผีในโลกเสมือนจริง โดยการพัฒนาเป็น Native Application ด้วย Game Engine สามารถจำลองและปรับแต่งตัวละครของผู้ใช้ (Avatar)  นอกจากนี้ยังได้พัฒนาธุรกิจต่อยอดเป็นสินค้าของใช้ต่างๆ (Merchandise) ทางวัฒนธรรมที่จับต้องได้ในโลกจริงและออกสู่ตลาดต่างประเทศ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มเชิงเศรษฐกิจให้กับประเทศ หรือเศรษฐกิจผีอาเซียน (ASEAN Ghost Economy) พร้อมพัฒนาร่วมกับพันธมิตรนานาชาติ เพื่อนำไปสู่การสร้าง Soft Power อีกประเภทของไทยอย่างเป็นยั่งยืน ขอเชิญชวนทุกท่านมาท่องโลกกับเกม “Mythophobia” และติดตามกิจกรรมได้ที่  เฟซบุ๊ค  https://www.facebook.com/mythophobia

    ภายในงานได้มีการเสวนาเรื่อง “ผีอาเซียนทุนทางวัฒนธรรมสู่การใช้ประโยชน์ เชิงเศรษฐกิจสร้างสรรค์” โดยมีวิทยากร 3 ท่าน ได้แก่ ผศ. ดร.ณัฐพร กาญจนภูมิ นายกฤษณ์ ณ ลำเลียง นายกสมาคมผู้ประกอบการแอนิเมชั่นและคอมพิวเตอร์กราฟิกส์ไทย และ นายธนัช จุวิวัฒน์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท อิ๊กดราซิล กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ได้มาแลกเปลี่ยนมุมมองในการส่งเสริมคอนเทนต์เรื่อง “ผี” ทุนทางวัฒนธรรมให้ไปสู่การใช้ประโยชน์ โดยนายกฤษณ์ ณ ลำเลียง นายกสมาคมผู้ประกอบการแอนิเมชั่นและคอมพิวเตอร์กราฟิกส์ไทย กล่าวว่า ความเชื่อด้านไสยศาสตร์ ผี สายมู เป็นจุดขาย และเป็นคอนเท้นต์ที่สามารถเข้าถึงกลุ่มเจนเนอเรชั่นใหม่ และชาวต่างชาติได้ โครงการ นายธนัช จุวิวัฒน์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท อิ๊กดราซิล กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตเกมส์ออนไลน์ชื่อดัง “Home Sweet Home” กล่าวว่ามีหลายประเทศทั่วโลกให้ความสนใจความเชื่อด้านผี วิญญาณ มากขึ้น ทำให้เราสามารถใส่วัฒนธรรมไทยเข้าไปในเกมส์ หรือ รากทางวัฒนธรรมของไทย เหมือนแหล่งขุมทรัพย์ล้ำค่าในการสร้างสรรค์คอนเทนต์ใหม่ๆ ผนวกกับการตลาดใหม่ๆ จะ ดร.ณัฐพร ให้มุมมองเรื่องการผลักดันรากวัฒนธรรมไทย ซึ่งมีความโดดเด่น แตกต่าง ที่สามารถนำมาสื่อให้เห็นชัดเจนมากขึ้นได้ โครงการ “Mythophobia” เป็นตัวอย่างแพลดฟอร์มที่นำการตลาดเข้ามาต่อยอดสามารถ สร้างสรรค์เป็นผลิตภัณฑ์ได้อย่างหลากหลาย

    จากผลสำรวจข้อมูลของสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล หรือดีป้า ในปี 2565 มูลค่าตลาดดิจิทัลคอนเทนต์ไทยปี 2565 อยู่ที่ 40,518 ล้านบาท อุตสาหกรรมเกมครองส่วนแบ่งมากสุด 85% มีมูลค่าการนำเข้า 33,657 ล้านบาท และการส่งออก 340 ล้านบาท  พร้อมคาดการณ์ว่าอุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนต์จะขยายตัวถึง 44,983 ล้านบาท ภายในปี 2568 คิดเป็นการเติบโตราว 5% จากมูลค่ารวมในปี 2565 จากแนวโน้มดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงโอกาสและการเติบโตโดยเฉพาะตลาดเกม

    ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เป็นภูมิภาคที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรม ศาสนา และชาติพันธุ์ แต่ท่ามกลางความหลากหลายเหล่านั้น ชาวเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือที่เราเรียกตัวเองว่า “ชาวอุษาคเนย์” กลับมีความรู้สึกว่าพวกเรามีความเหมือน มีความผูกพันและมีสิ่งที่เชื่อมโยงเราไว้ด้วยกัน นั่นคือ ความเชื่อในวิญญาณและธรรมชาติ ซึ่งได้กลายเป็นส่วนสำคัญของวิถีชีวิตและประเพณีของเรา “Mythophobia” ได้นำเสนอการตีความความเชื่อเหล่านี้  ออกมาในรูปแบบ Metaverse, เกม และตัวละครดิจิทัล สำหรับคนรุ่นใหม่ ที่ต้องการสัมผัสและเข้าใจความหมายที่แท้จริงของเรื่องราวและตำนานเหล่านี้ มาร่วมกันสำรวจและสร้างสรรค์เรื่องราวของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พบกับการผจญภัยในโลกเสมือนจริงที่จะพาคุณสัมผัสกับวิญญาณและธรรมชาติของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในรูปแบบใหม่ ซึ่งแบ่งเป็นห้องมินิเกม 2 ห้องคือ เกมปราบผี และเล่าเรื่องผีเป็นเกมในรูปแบบ Metaverse ที่มี 5 โซนสุดหลอนตามความเชื่อหลากหลายในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และแบ่งวัฒนธรรมเกี่ยวกับผีอาเซียนเป็น 5 วัฒนธรรม ดังนี้

     ความเชื่อดั้งเดิม+พุทธศาสนา (ไทย พม่า ลาว กัมพูชา)
     ความเชื่อแบบจีน (เวียดนาม)
     ความเชื่อแบบอิสลาม (มาเลเซีย อินโดนีเซีย-ยอกยาร์)
     ความเชื่อแบบฮินดู (อินโดนีเซีย – บาหลี)
     ความเชื่อแบบคริสต์ (ฟิลิปปินส์)

    “Mythophobia” จะทำให้ทุกคนได้รู้จักกับผีชนิดต่างๆ จากอาเซียน 25 ชนิด อาทิเช่น
     เจงล็อต {Jenglot} ผีผู้หญิงตัวเล็กคล้ายตุ๊กตา
     องบาบี {Ong Ba Bi} ในตำนานเล่าว่า องบาบี เป็นชายชราผู้สมบุกสมบัน ที่มี “กระสอบสามใบ เก้าสายรัด และสิบสองตา” เป็นผู้ชอบลักพาตัวเด็กซนโดยใช้กระสอบของเขา
     รางดา {Rangda} ราชินีปีศาจ ลักษณะเป็นหญิงชราเปลือยกาย ผมเผ้ายาวรุงรัง เขี้ยวยาว เล็บยาว ตาโปน เต้านมยาน ขี่สิงห์เป็นพาหนะ
     ฮันตู โปจง {Hantu Pocong} โปจงเกิดจากศพที่ถูกมัดแน่นเกินไปจนเชือกไม่ยอมคลายตัวภายใน ๔๙ วันหลังจากฝังทำให้วิญญาณไม่สงบ เชื่อว่าการที่โปจงไล่ตามมนุษย์ก็เพื่อให้ช่วยคลายปมเชือกให้ ส่วนใครที่กล้าแก้เชือกให้โปจงจะได้รับพรให้ชีวิตมีแต่โชคดี
     เปรต {Preta} เป็นผีจำพวกหนึ่งซึ่งได้ เคยสร้างบาปกรรมอย่างหนักไว้ในอดีต พอสิ้นชีวิตลงก็ต้องมารับกรรมกลายเป็นเปรตตามแต่ผลของกรรมจะบันดาล ทำให้เปรตต้องมีความเป็นอยู่อย่างยากลำบากแร้นแค้น ชอบส่งเสียงร้องหรือขึ้นมาขอส่วนบุญจากมนุษย์
     กองกอย {Kongkoi} เป็นผีป่าชนิดหนึ่งมีลักษณะรูปร่างไม่เป็นที่ปรากฏชัด แต่โดยมากจะอธิบายว่าเป็นผีที่มีขาข้างเดียว เคลื่อนที่โดยการกระโดดไปด้วยขาข้างเดียว และส่งเสียงร้องว่า “กองกอยๆ”
     กระสือ {Kraseu} กระสือเชื่อกันว่าสิงสู่อยู่ในตัวของคนเพศหญิงชอบรับประทานของสดคาว มักออกหากินเวลากลางคืนและไปแต่หัวกับตับไตไส้พุง ส่วนร่างกายคงทิ้งไว้ที่บ้าน เวลาไปจะเห็นเป็นดวงไฟดวงโตมีแสงสีแดง แต่ส่วนมากจะเป็นแสงสีเขียวเรืองวาม ๆ โดยจะเริ่มออกหากินตั้งแต่เวลาหัวค่ำไปจนถึงทั้งคืนและจะกลับเข้าร่างเวลาใกล้รุ่งสาง

    ตัวอย่างการต่อยอดการนำเรื่องราว Mythophobia เป็นผลิตภัณฑ์ในเชิงพาณิชย์

  • การทำสัญญาให้ทุนรูปแบบ Digital Signature

    การทำสัญญาให้ทุนรูปแบบ Digital Signature

    เพื่อความคล่องตัวของการทำงานในโลกยุคใหม่ อีกทั้งยังช่วยลดการใช้กระดาษ ตามมติประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบในหลักการตามที่สำนักงานพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) เสนอให้การออกเอกสารหลักฐานของราชการผ่านระบบดิจิทัล บพข. จึงได้เริ่มใช้การทำสัญญาให้ทุนในรูปแบบใหม่ ที่จะช่วยอำนวยความให้ผู้ร่วมลงนามในสัญญาทุกฝ่ายสามารถลงนามได้ทุกที่ ทุกเวลา และสามารถตรวจสอบสถานะของสัญญาได้แบบเรียลไทม์ โดยใช้ Digital Signture ที่มีการลงทะเบียนรับรองผ่านระบบ One Platform ในการลงนามทำสัญญารับทุนกับ บพข.

    1. แนวทางปฏิบัติในการทำสัญญารูปแบบ Digital Signature

    2. คู่มือการลงนามเอกสารระบบ Digital Workflow

  • Global Partnership

    Global Partnership

    แผนงาน: P23 (S4) พัฒนาการเป็นศูนย์กลางกำลังคนทักษะสูงที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน และศูนย์กลางการเรียนรู้ที่มีความร่วมมือด้านการวิจัยการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมของสถาบัน/ศูนย์วิจัยกับเครือข่ายระดับนานาชาติอย่างเข้มแข็งในวงกว้าง

    แผนงานย่อยที่ 1 N49 (S4P23) พัฒนาเครือข่ายความร่วมมือนานาชาติ (Global Partnership)

    • O1 P23 : สถาบัน/ศูนย์วิจัยในสถาบันอุดมศึกษา หน่วยงานภาครัฐ และหน่วยงานภาคเอกชนหรือภาคประชาสังคม ที่มีผลงานวิจัยและ/หรือเทคโนโลยี และ/หรือนวัตกรรม และ/หรือนวัตกรรมสังคม รวมถึงนวัตกรรมด้านศิลปะ และวัฒนธรรม ร่วมกับเครือข่ายความร่วมมือระดับโลกหรือภูมิภาคในการสร้างผลผลิตและผลลัพธ์ที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศไทย
    • KR3 P23 : จำนวนเครือข่ายความร่วมมือของสถาบัน/ศูนย์วิจัยในสถาบันอุดมศึกษาหน่วยงานภาครัฐ และหน่วยงานภาคเอกชนหรือภาคประชาสังคมที่เป็นสมาชิกเครือข่ายความร่วมมือระดับนานาชาติ ด้าน ววน. และมีโครงการร่วมกับเครือข่าย (180 เครือข่าย ในช่วงปี 2566 – 2570)

    แผนงาน Global Partnership มีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนการวิจัยและสร้างนวัตกรรมที่ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยขับเคลื่อนให้นักวิจัยร่วมกับผู้ประกอบการภาคเอกชนไทยทำงานร่วมกับเครือข่ายความร่วมมือระดับนานาชาติ ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับขีดความสามารถทางเทคโนโลยีได้อย่างก้าวกระโดด

    บพข. สนับสนุนการพัฒนาเครือข่ายความร่วมมือนานาชาติเพื่อการพัฒนาผลงานด้านวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (ววน.) ของประเทศ มุ่งเน้นให้เกิดกระบวนการคาดการณ์เทคโนโลยี (Technology Foresight) การเลือกรับ และการถ่ายทอดเทคโนโลยี (Technology Transfer) อย่างมีทิศทางตรงตามความต้องการของภาคอุตสาหกรรม

    โดยมุ่งเน้นกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายที่ได้รับการสนับสนุนจากหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถการแข่งขัน (บพข.) ครอบคลุม 8 อุตสาหกรรมเป้าหมาย ได้แก่ ด้านสุขภาพและการแพทย์ ด้านอาหารมูลค่าสูง ด้านพลังงานและวัสดุชีวภาพ ด้านเศรษฐกิจหมุนเวียน ด้านดิจิทัลและเซมิคอนดักเตอร์ ด้านยานยนต์แห่งอนาคตและระบบราง ด้านโลจิสติกส์ และด้านท่องเที่ยวและเศรษฐกิจสร้างสรรค์

    เป้าหมายหลักเพื่อส่งเสริมความเป็นเลิศให้กับนักวิจัยไทยในระดับนานาชาติ นำไปสู่การทำงานร่วมกับหน่วยงานวิจัยหรือองค์กรนวัตกรรมชั้นนำในต่างประเทศ เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้และเร่งการเปลี่ยนผ่านผลงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์จริงเชิงพาณิชย์ (Commercial Utilization) รวมทั้งการสร้างความร่วมมือระดับนานาชาติเพื่อปิดช่องว่างด้านมาตรฐานการทดสอบ การรับรอง และกฎระเบียบทางเทคโนโลยี เพื่อเตรียมความพร้อมให้นวัตกรรมไทยได้มาตรฐานเป็นที่ยอมรับในระดับสากล

    โครงการจะต้องมีกิจกรรมความร่วมมือระหว่างประเทศ (International Collaboration Activities)เน้นกิจกรรมที่เชื่อมโยงงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์จริง (Research Utilization) ในภาคอุตสาหกรรม ผ่านรูปแบบความร่วมมือ ดังนี้

    • การร่วมวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีเชิงลึก (Joint R&D and Deep-Tech Co-development) ทำงานร่วมกันระหว่างนักวิจัย ภาคเอกชนไทย และสถาบันวิจัยหรือเครือข่ายชั้นนำในต่างประเทศ เพื่อยกระดับความพร้อมของเทคโนโลยี (Technology Readiness Level – TRL) จากระดับการทดสอบในห้องปฏิบัติการ (TRL 4) สู่ระดับการสาธิตต้นแบบในสภาพแวดล้อมจริงไปจนถึงการใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ (TRL 7+) โดยบูรณาการแนวปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best Practices) จากพันธมิตรระดับโลก เพื่อพัฒนาขีดความสามารถของนักวิจัยและผู้ประกอบการไทย
    • การรับการถ่ายทอดและการปรับใช้เทคโนโลยี (Inbound Technology Transfer and Localization) สร้างเครือข่ายความร่วมมือเพื่อรับการถ่ายทอดเทคโนโลยีขั้นสูงจากต่างประเทศ และนำมาวิจัยต่อยอดหรือปรับบริบท (Localization) ให้สอดคล้องกับขีดความสามารถและความต้องการของภาคอุตสาหกรรมไทย เพื่อยกระดับสายการผลิตและลดการพึ่งพาการนำเข้าเทคโนโลยี
    • การถ่ายทอดเทคโนโลยีไทยสู่สากล (Outbound Technology Transfer) ส่งเสริมการนำทรัพย์สินทางปัญญาและนวัตกรรมของไทย ไปถ่ายทอดหรือร่วมพัฒนากับพันธมิตรในต่างประเทศ เพื่อสร้างการยอมรับในศักยภาพทางเทคโนโลยีของไทยบนเวทีโลก
    • การปรับมาตรฐานเทคโนโลยีเพื่อรองรับการใช้งานตลาดโลก (Technology Harmonization and Global Standardization) ร่วมมือกับหน่วยงานในต่างประเทศ เพื่อวิจัยและปรับปรุงคุณลักษณะของนวัตกรรมไทยให้ผ่านข้อกำหนด กฎระเบียบทางเทคนิค หรือมาตรฐานสากล (Global Standards) เพื่อเตรียมความพร้อมของนวัตกรรมทางด้านเทคนิคมุ่งสู่กระบวนการเชิงพาณิชย์ในห่วงโซ่มูลค่าระดับโลก (Global Value Chain)
    ผู้ประสานงาน นักวิเคราะห์ (บพข.)รายละเอียด
    คุณมลฤดี วิจารณญาณโทรศัพท์ 02-109-5432 ต่อ 806
    Email: monruedee.wic@nxpo.or.th
  • National Quality Infrastructure

    National Quality Infrastructure

    • O1 P20 : ประเทศไทยมีโครงสร้างพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรมที่สำคัญ และโครงสร้างพื้นฐานทางคุณภาพสำหรับการวิจัยขั้นแนวหน้า สามารถสนับสนุนการปรับตัวของอุตสาหกรรมปัจจุบันสู่อนาคต รวมทั้งสามารถรองรับการพัฒนาอย่างก้าวกระโดดสู่อนาคต ทัดเทียมประเทศชั้นนำในเอเชีย รวมทั้งส่งเสริมให้ภาครัฐ สถาบันการศึกษา และภาคเอกชนใช้ประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานที่ได้ลงทุนไปแล้วในระบบ ววน. ให้เกิด ประโยชน์อย่างเต็มที่
    • KR2 P20 : จํานวนโครงสร้างพื้นฐานทางคุณภาพที่สร้างใหม่หรือจัดหาซื้อมาหรือได้รับการพัฒนายกระดับเพื่อการพัฒนาอุตสาหกรรมปัจจุบันให้ปรับตัวสู่อนาคต และได้รับการยอมรับตามข้อตกลงระหว่างประเทศหรือได้รับการรับรองมาตรฐานสากล (เพิ่มขึ้นจํานวน 25 ชิ้น/ระบบ/ แห่ง)
    • KR3 P20 : จำนวนโครงสร้างพื้นฐานทางคุณภาพที่สร้างใหม่หรือจัดหาซื้อมาหรือได้รับการพัฒนายกระดับให้ทัดเทียมสากลเพื่อการพัฒนาอุตสาหกรรมใหม่แห่งอนาคต (เพิ่มขึ้นจำนวน 5 ชิ้น/ระบบ/แห่ง)
    • KR4 P20 : จํานวนบุคลากรของหน่วยงานที่รับผิดชอบด้านโครงสร้างพื้นฐานทางคุณภาพที่ได้รับการพัฒนาทักษะและความเชี่ยวชาญในด้านการยกระดับมาตรฐานทางคุณภาพที่ได้มาตรฐานสากลสําหรับอุตสาหกรรมใหม่แห่งอนาคต (เพิ่มขึ้นจํานวน 50 คน)
    • KR5 P20 : มูลค่าทางเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากการใช้งานโครงสร้างพื้นฐานทางคุณภาพที่สร้างใหม่ หรือจัดหาซื้อมา หรือได้รับการพัฒนายกระดับและบริการด้านการตรวจวัดการกำหนดมาตรฐานการวิเคราะห์ทดสอบและการรับรองคุณภาพ (เพิ่มขึ้น 1,000 ล้านบาท)

    โครงสร้างพื้นฐานทางคุณภาพ (Quality Infrastructure: QI) คือระบบบูรณาการที่ประกอบด้วยองค์กรทั้งภาครัฐและเอกชน ซึ่งปฏิบัติหน้าที่เฉพาะด้านแต่ทำงานประสานกันอย่างสอดคล้อง ภายใต้นโยบาย กฎหมาย และกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง เพื่อยกระดับคุณภาพ ความปลอดภัย และความน่าเชื่อถือของสินค้าและบริการที่เข้าสู่ตลาด ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญในการสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันและส่งเสริมความเป็นธรรมทางการค้าสู่การสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันและส่งเสริมความเป็นธรรมทางการค้า

    บพข. มุ่งขับเคลื่อนและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางคุณภาพ (NQI) เพื่อเป็นฐานรากสำคัญในการผลักดันสินค้าและนวัตกรรมของผู้ประกอบการไทยสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ โดยมีกรอบการสนับสนุนหลักดังนี้:

    • การสนับสนุนการสร้างและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับการนำสินค้าและนวัตกรรมไทยเข้าสู่ตลาดได้จริง โดยมุ่งเน้นการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันด้วย “คุณภาพ”
    • การวิจัยเพื่อกำหนดมาตรฐานที่สามารถนำไปต่อยอดใช้เป็นเกณฑ์คุณภาพ หรือกำหนดมาตรฐานของสินค้าในอุตสาหกรรมเป้าหมายได้

    การพัฒนา NQI ภายใต้การสนับสนุนของ บพข. มุ่งเน้นตอบโจทย์กลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายหลักของประเทศ จำนวน 8 ด้าน ได้แก่ ด้านสุขภาพและการแพทย์ ด้านอาหารมูลค่าสูง ด้านพลังงานและวัสดุชีวภาพ ด้านเศรษฐกิจหมุนเวียน ด้านดิจิทัลและเซมิคอนดักเตอร์ ด้านยานยนต์แห่งอนาคตและระบบราง ด้านโลจิสติกส์ และด้านท่องเที่ยวและเศรษฐกิจสร้างสรรค์

    • การพัฒนาห้องปฏิบัติการมาตรฐานสากล
    • การพัฒนาวิธีการวัด มาตรฐานการวัด ที่ใช้ในการวิจัย การกำหนดมาตรฐานผลิตภัณฑ์
    • การพัฒนาวิธีการทดสอบ วิธีการตรวจสอบและรับรอง
    • การพัฒนาหน่วยตรวจสอบรับรองผลิตภัณฑ์หรือบริการ
    • การพัฒนาวัสดุอ้างอิงรับรอง
    • ระบบการสอบเทียบเครื่องมือวัด
    ผู้ประสานงาน นักวิเคราะห์ (บพข.)รายละเอียด
    คุณธนภรณ์ วงศ์คำโทรศัพท์ 02-109-5432 ต่อ 808
    E-mail: thanaporn.won@nxpo.or.th
  • ระบบคมนาคมแห่งอนาคต และระบบราง

    ระบบคมนาคมแห่งอนาคต และระบบราง

    ส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านระบบคมนาคมแห่งอนาคต การพัฒนาต้นแบบยานพาหนะไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ ระบบขับเคลื่อนไฟฟ้า ระบบขับขี่อัตโนมัติ ระบบราง การบิน หุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ การนำเทคโนโลยีจากต่างประเทศมาพัฒนาต่อยอด เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและยกระดับอุตสาหกรรมไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตของอาเซียนและพึ่งพาตนเองได้

    • O1 F6: ประเทศไทยสามารถยกระดับอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า โดยเฉพาะอย่างยิ่ง แบตเตอรี่และชิ้นส่วนสำคัญ ตลอดจนเทคโนโลยีเกี่ยวเนื่อง เพื่อรองรับการขยายตัวด้านการคมนาคมขนส่งของอาเซียนและพึ่งตนเองได้ โดยการใช้ผลงานวิจัย องค์ความรู้ เทคโนโลยีและนวัตกรรม
    • O1 P6: ประเทศไทยมีระบบโลจิสติกส์และระบบรางที่มีประสิทธิภาพ รวมทั้งมีอุตสาหกรรมการผลิตที่เกี่ยวข้องรองรับการขยายตัวของระบบดังกล่าว โดยการใช้ผลงานวิจัย องค์ความรู้ เทคโนโลยีและนวัตกรรม
    • F6 (S1P7) เร่งพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าและเทคโนโลยีเกี่ยวเนื่อง ให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตของอาเซียน
    • N12 (S1P6) พัฒนาโครงข่ายระบบรางที่ทันสมัย เพื่อรองรับการขนส่งสินค้าของประเทศ
    • KR1 F6: มูลค่าการขายแบตเตอรี่และชิ้นส่วนสำคัญ ตลอดจนเทคโนโลยีเกี่ยวเนื่องของยานยนต์ไฟฟ้าเพิ่มขึ้น โดยการใช้ผลงานวิจัย องค์ความรู้ เทคโนโลยีและนวัตกรรม (2,750 ล้านบาท ในช่วงปี 2566 – 2570)
    • KR2 F6: จำนวนผู้ประกอบการ รวมถึง SMEs ที่พัฒนาและผลิตแบตเตอรี่และชิ้นส่วนสำคัญ ตลอดจนเทคโนโลยีเกี่ยวเนื่องของยานยนต์ไฟฟ้าเพิ่มขึ้น โดยการใช้ผลงานวิจัย องค์ความรู้ เทคโนโลยีและนวัตกรรม (100 ราย ในช่วงปี 2566 – 2570)
    • KR3 F6: จำนวนผู้เชี่ยวชาญ (Expert) ด้านการวิจัย พัฒนาด้านอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าและเทคโนโลยีเกี่ยวเนื่อง และผู้เชี่ยวชาญ (Expert) การผลิตด้านอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าและเทคโนโลยีเกี่ยวเนื่อง ในสถาบันอุดมศึกษา หน่วยงานภาครัฐ หรือหน่วยงานภาคเอกชน เพิ่มขึ้น (500 คน ในช่วงปี 2566-2570)
    • KR4 P6: มูลค่าการขายชิ้นส่วนในอุตสาหกรรมระบบรางที่ผลิตในประเทศเพิ่มขึ้น โดยการใช้ผลงานวิจัย องค์ความรู้ เทคโนโลยีและนวัตกรรม (4,000 ล้านบาท ในช่วงปี 2566 – 2570)
    • KR3 P6: จำนวนผู้เชี่ยวชาญ (Expert) ด้านการวิจัย พัฒนาด้านโลจิสติกส์และระบบราง และผู้เชี่ยวชาญ (Expert) ในอุตสาหกรรมและบริการด้านโลจิสติกส์และระบบราง ในสถาบันอุดมศึกษา หน่วยงานภาครัฐ หรือหน่วยงานภาคเอกชน เพิ่มขึ้น (500 คน ในช่วงปี 2566 – 2570)

    F6 (S1P7) เร่งพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าและเทคโนโลยีเกี่ยวเนื่อง ให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตของอาเซียน

    การวิจัยเพื่อยกระดับเทคโนโลยีเพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าของประเทศเพื่อให้ สามารถพึ่งพาตนเองได้และเป็นศูนย์กลางการผลิตของอาเซียน โดยมีกรอบการพัฒนาทางเทคโนโลยีเริ่มต้นที่ระดับ TRL 4 โดยมีกรอบวิจัย ดังนี้

    กรอบวิจัย

    1. การวิจัยและพัฒนาเพื่อพัฒนาต้นแบบเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (ยานยนต์ทางบก ทางน้ำ ทางอากาศ (Aviation) รวมถึงด้านอวกาศและดาวเทียม เช่น รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า เรือไฟฟ้า รถบัสไฟฟ้า รถบรรทุกไฟฟ้า ระบบการขับขี่อัตโนมัติ ระบบอากาศยาน อากาศยานไร้คนขับ และการพัฒนาต้นแบบชิ้นส่วน อุตสาหกรรมแบตเตอรี่แพ็ค มอเตอร์ เครื่องปรับอากาศในยานยนต์ไฟฟ้า ชิ้นส่วนดาวเทียม และวัสดุสำหรับอุตสาหกรรมอวกาศ เป็นต้น
    2. การวิจัยและพัฒนาเพื่อเพิ่มมูลค่าทางเทคโนโลยีในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟ้ฟ้าและอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่อง เช่น การพัฒนามาตรฐานผลิตภัณฑ์หรือกระบวนการให้ได้รับการยอมรับในระดับสากลหรือได้มาตรฐานระดับสากล

    N12 (S1P6) พัฒนาโครงข่ายระบบรางที่ทันสมัย เพื่อรองรับการขนส่งสินค้าของประเทศ

    1.ข้อเสนอโครงการควรกำหนดขอบเขตของงานวิจัยที่ประสงค์จะขอรับการสนับสนุนให้ชัดเจนและควรมีความสอดคล้องกับแผนการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐหรือคาดว่าน่าจะนำไปสู่การใช้งานจริงได้ในระยะเวลาอันสั้น ตัวอย่างเช่น (ไม่จำกัดอยู่เพียงเท่านี้) งานวิจัยเกี่ยวกับระบบตัวรถ (Rolling stocks)

    • รถบรรทุกตู้สินค้าและอุปกรณ์ส่วนควบ

    • รถโดยสารและอุปกรณ์ส่วนควบ

    • รถจักรไฟฟ้า หรือ ดีเซลไฟฟ้าและระบบ interface เช่น ระบบรับกระแสไฟฟ้า ระบบรับสัญญาณควบคุมการเดินรถ แล้วแต่กรณี

    • รถชุดไฟฟ้าราง (Electric Multiple Unit: EMU) หรือ รถชุดดีเซลราง (Diesel Multiple Unit: DMU) และระบบ interface เช่น ระบบรับกระแสไฟฟ้า ระบบรับสัญญาณควบคุมการเดินรถ แล้วแต่กรณี

    • รถแบบอื่นๆ เช่น รถรางเบา รถรางเดี่ยว พร้อมทั้งอุปกรณ์ส่วนควบ และระบบ Interface แล้วแต่กรณี

    2. นวัตกรรมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความปลอดภัยให้กับระบบราง

    * กรณีที่อ้างอิงแผนการจัดซื้อจัดจ้างจากภาครัฐ แต่แผนเหล่านั้นยังไม่มีความชัดเจนของรายละเอียดทางด้านเทคนิค ผู้ดำเนินโครงการสามารถกำหนดรายละเอียดข้อกำหนดทางด้านเทคนิคอ้างอิงจากรถรุ่นที่มีใช้อยู่หรือคาดการณ์การเปลี่ยนแปลงของข้อกำหนดมาเพื่อพิจารณาได้

    • ยานยนต์สมัยใหม่ (Next-generation Automotive): เช่น รถบัสไฟฟ้า (Electric bus), รถบรรทุกไฟฟ้า (Electric trucks), รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า (Electric motorcycles), เรือไฟฟ้า (Electric boats), ชิ้นส่วนสำคัญของยานยนต์ไฟฟ้า (EV parts), การดัดแปลงรถบรรทุกไฟฟ้า (Modified electric trucks), แบตเตอรี่ (Battery), สถานีอัดประจุไฟฟ้า (Charging stations) และยานยนต์ไร้คนขับ (Autonomous cars)
    • ระบบราง (Railway System): เช่น รถไฟฟ้ารางเบา (Light rail), รถไฟโดยสาร (Passenger trains) และชิ้นส่วนรถไฟ (Train parts)
    • โดรนและอากาศยาน (Drone and Aviation): เช่น อากาศยานไร้คนขับ (Unmanned Aerial Vehicles: UAVs) และการบริหารจัดการโลจิสติกส์ของอากาศยานไร้คนขับ (Logistics management of UAV)
    • อวกาศและดาวเทียม เช่น ชิ้นส่วนดาวเทียม และวัสดุสำหรับอุตสาหกรรมอวกาศ
    ผู้ประสานงาน นักวิเคราะห์ (บพข.)รายละเอียด
    คุณศิริกาญจน์ หรรษาวัฒนกุลโทรศัพท์ 02-109-5432 ต่อ 896
    E-mail: sirikan.hun@nxpo.or.th
    คุณวรญาธร สินธุยะโทรศัพท์ 082-259-0996
    Email: worrayathorn.si@nxpo.or.th
  • เศรษฐกิจหมุนเวียน

    เศรษฐกิจหมุนเวียน

    สนับสนุนเทคโนโลยีและนวัตกรรม แพลตฟอร์มการพัฒนาธุรกิจรูปแบบความร่วมมือใน Value Chain ที่เกี่ยวข้องและสนับสนุนเศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรและเปลี่ยนของเสียให้มีมูลค่าสูง

    O1 P4: ประเทศไทยสร้างมูลค่าเพิ่มจากเศรษฐกิจหมุนเวียนและเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำที่เติบโตขึ้นจากการใช้นวัตกรรมการผลิตที่สะอาด ลดการใช้ทรัพยากร เพิ่มการหมุนเวียนวัสดุ และเพิ่มคุณค่าการใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด รวมถึงมีจำนวนรูปแบบธุรกิจใหม่จากการเปลี่ยนของเสียให้มีมูลค่าสูง (Waste to Wealth) เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยการใช้ผลงานวิจัย องค์ความรู้ เทคโนโลยีและนวัตกรรม ตามแนวทางระบบเศรษฐกิจ BCG

    • N5 (S1P4) ใช้นวัตกรรมสร้างรูปแบบธุรกิจใหม่จากโมเดลเศรษฐกิจหมุนเวียนและเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ
    • N6 (S1P4) พัฒนาเทคโนโลยี นวัตกรรม และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ตามหลักการออกแบบหมุนเวียน (Circular Design) เพื่อให้เกิดการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ (Resource Efficiency) และลดการใช้ทรัพยากรใหม่
    • KR1 P4: มูลค่าการขายวัตถุดิบหรือผลิตภัณฑ์จากการนำขยะหรือของเสียจากภาคอุตสาหกรรมภายในประเทศมาใช้ประโยชน์ เพื่อเป็นวัตถุดิบทดแทนหรือนำมาสร้างเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่เพิ่มขึ้น และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยการใช้ผลงานวิจัย องค์ความรู้ เทคโนโลยีและนวัตกรรม (350 ล้านบาท ในช่วงปี 2566 – 2570)
    • KR2 P4: จำนวนผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดเล็ก ที่มีสัดส่วนของรายได้เทียบกับปริมาณการใช้ทรัพยากรเป็นวัตถุดิบในกระบวนการผลิตเพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่าร้อยละ 15 โดยการใช้ผลงานวิจัย องค์ความรู้ เทคโนโลยีและนวัตกรรม (15 ราย ในช่วงปี 2566 – 2570)

    N5 (S1P4) ใช้นวัตกรรมสร้างรูปแบบธุรกิจใหม่จากโมเดลเศรษฐกิจหมุนเวียนและเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ

    1.การพัฒนาแพลตฟอร์มรูปแบบเศรษฐกิจหมุนเวียน (CE Platform) เพื่อให้ผู้เกี่ยวข้องในห่วงโซ่คุณค่าได้ใช้ประโยชน์ในการเปลี่ยนผ่านไปสู่ระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน

    • การพัฒนากลไกหรือรูปแบบการรวบรวมเศษวัสดุ ขยะ หรือของเสีย ตลอดจนการแปรรูปขั้นต้น  เพื่อเข้าสู่การผลิตในอุตสาหกรรม
    • การเชื่อมโยงวัตถุดิบแปรรูปขั้นต้นสู่อุตสาหกรรมการผลิตที่ใช้นวัตกรรมเพื่อเพิ่มมูลค่าให้ตรงกับกลุ่มเป้าหมายผู้ใช้ประโยชน์
    • การพัฒนากลไกหรือรูปแบบการใช้และแบ่งปันทรัพยากรร่วมกัน (Sharing Platform)

    2. การพัฒนาความร่วมมือในห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain) เพื่อสร้างระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน ที่มีผลกระทบสูง (CE Champion) การพัฒนาต้นแบบความร่วมมือในห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain) เพื่อสร้างระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน ที่มีผลกระทบสูง (CE Champion) การพัฒนาโมเดลธุรกิจปิดวงจร (Closed-loop Business) โดยพัฒนารูปแบบความร่วมมือ/กลไกการทำงานร่วมกันระหว่างผู้มีส่วนเกี่ยวข้องให้เกิดระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนอย่างครบวงจร และสามารถสร้างการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนและสังคมคาร์บอนต่ำในห่วงโซ่คุณค่าของธุรกิจ

    3. การพัฒนารูปแบบธุรกิจใหม่ ที่เน้น “นวัตกรรมผลิตภัณฑ์บริการ” (Product As A Service) เพื่อสร้างระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน

    N6 (S1P4) พัฒนาเทคโนโลยี นวัตกรรม และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ตามหลักการออกแบบหมุนเวียน (Circular Design) เพื่อให้เกิดการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ (Resource Efficiency) และลดการใช้ทรัพยากรใหม่

    1. การพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจหมุนเวียน เช่น
      • เทคโนโลยีและนวัตกรรมการใช้วัตถุดิบรอบสอง การอัพไซเคิล-รีไซเคิล การพัฒนา mono-material packaging
        การพัฒนาผลิตภัณฑ์มูลค่าสูงจากเศษวัสดุ ของเสียและขยะ
      • เทคโนโลยี นวัตกรรม ระบบจัดการและเพิ่มมูลค่าขยะพลาสติก ขยะอาหาร เศษวัสดุทางการเกษตรและน้ำเสีย ควบคู่กับการลดก๊าซเรือนกระจก
      • เทคโนโลยีและนวัตกรรมการกู้คืนและสร้างมูลค่าจากขยะหรือของเสียอิเล็กทรอนิกส์
      • การพัฒนาเทคโนโลยีการดักจับคาร์บอน การใช้ประโยชน์และการกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ (Carbon Capture Utilization and Storage (CCUS))
    2. การพัฒนาปัจจัยเอื้อเพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจหมุนเวียนและสังคมคาร์บอนต่ำ เช่น แรงจูงใจทางด้านเศรษฐศาสตร์ ฐานข้อมูลการประเมินวัฏจักรชีวิต (Life Cycle Assessment: LCA) และ Material flow ของประเทศ การพัฒนาระบบตัวชี้วัดและมาตรฐานของเศรษฐกิจหมุนเวียน การพัฒนามาตรฐาน/การทดสอบสมบัติของวัสดุรอบสอง การบริหารจัดการขยะฝังกลบเป็นศูนย์ (Zero waste to landfill) การจัดทำค่าการปล่อยคาร์บอน (Carbon Emission Factors) การพัฒนาหรือขยายผลระบบติดตามย้อนกลับของวัสดุและการรีไซเคิล
    • นวัตกรรมการสร้างมูลค่าเพิ่มจากขยะ และการพัฒนาตลาดและผลิตภัณฑ์ใหม่ด้านเศรษฐกิจหมุนเวียน
    • Digital Platform เพื่อบริหารจัดการข้อมูลของเสีย
    • โรงงานต้นแบบการแปรรูปของเหลือทิ้ง
    • ศูนย์ทดสอบคุณสมบัติวัสดุรอบสอง
    • การวิจัยและพัฒนาด้าน Material Flow, Circular Technology & Design ที่ช่วยลดการใช้ทรัพยากรใหม่ การพัฒนาอุตสาหกรรมรีไซเคิลวัสดุและเคมีมูลค่าสูง
    • การออกแบบผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
    • การพัฒนาคลังข้อมูลวัฏจักรชีวิต ระบบทวนสอบ และมาตรฐานฟุตพรินต์สิ่งแวดล้อมที่ได้มาตรฐานสากล
    • การวิจัยและพัฒนามาตรฐานและตัวชี้วัดด้านเศรษฐกิจหมุนเวียน
    ผู้ประสานงาน นักวิเคราะห์ (บพข.)รายละเอียด
    คุณปิยะนุช อยู่คล้ำโทรศัพท์ 02-109-5432 ต่อ 874
    E-mail: Piyanoot.ukl@nxpo.or.th
    คุณพัฐชิญาณ์ อรัญพัณภรณ์โทรศัพท์ 02-109-5432 ต่อ 874
    Email: phatchiya.ar@nxpo.or.th
  • ดิจิทัล และเซมิคอนดักเตอร์

    ดิจิทัล และเซมิคอนดักเตอร์

    สนับสนุนการพัฒนาต่อยอดงานวิจัยและนวัตกรรมทางด้านเทคโนโลยีดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ หุ่นยนต์ และระบบอัตโนมัติ รวมถึงอุตสาหกรรม Semiconductor เพื่อตอบโจทย์อุตสาหกรรมเป้าหมายและบริการภาครัฐ เพื่อก่อให้เกิดเศรษฐกิจดิจิทัลที่เข้มแข็ง และสร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

    O1 P5: ประเทศไทยสามารถพัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ รวมทั้งหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ ที่มีศักยภาพในระดับสากล และตอบโจทย์ความต้องการของอุตสาหกรรมเป้าหมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มอุตสาหกรรมการแพทย์และสุขภาพ การเกษตรและอาหาร ยานยนต์ไฟฟ้าและยานยนต์อัตโนมัติ รวมถึงการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการให้บริการภาครัฐ โดยการใช้ผลงานวิจัย องค์ความรู้ เทคโนโลยีและนวัตกรรม

    • N9 (S1P5) พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เทคโนโลยีหลักและนวัตกรรมด้านเทคโนโลยีดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ รวมทั้งหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ
    • N9 (S1P5) การพัฒนาอุตสาหกรรม Semiconductor และชิ้นส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในตลาดโลก
    • N10 (S1P5) ส่งเสริมการพัฒนาและประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ ในภาครัฐและภาคเอกชน
    • KR1 P5: มูลค่าการขายผลิตภัณฑ์และบริการเทคโนโลยีดิจิทัลปัญญาประดิษฐ์ อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ รวมทั้งหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ ที่พัฒนาหรือมีการต่อยอดในประเทศเพิ่มขึ้น โดยการใช้ผลงานวิจัย องค์ความรู้ เทคโนโลยีและนวัตกรรม (1,000 ล้านบาท ในช่วงปี 2566 – 2570)
    • KR2 P5: จำนวนหน่วยงานภาครัฐเป้าหมาย หรือผู้ประกอบการไทยในอุตสาหกรรมการแพทย์และสุขภาพ การเกษตรและอาหาร ยานยนต์ไฟฟ้าและยานยนต์อัตโนมัติที่มีการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์อย่างมีนัยสำคัญจากผลงานวิจัย องค์ความรู้ เทคโนโลยีและนวัตกรรม (300 หน่วยงาน/แห่งราย ในช่วงปี 2566 – 2570)
    • KR3 P5: จำนวนผู้เชี่ยวชาญ (Expert) ด้านการวิจัย พัฒนา และ/หรือด้านการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ รวมทั้งหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ ในการผลิตและให้บริการ ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญ (Expert) ในสถาบันอุดมศึกษา หน่วยงานภาครัฐ หรือหน่วยงานภาคเอกชน เพิ่มขึ้น (600 คน ในช่วงปี 2566 – 2570)

    N9 (S1P5) พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เทคโนโลยีหลักและนวัตกรรมด้านเทคโนโลยีดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ รวมทั้งหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ

    1. การพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมดิจิทัล ระบบปัญญาประดิษฐ์ อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ หุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติสมัยใหม่สำหรับอุตสาหกรรมเป้าหมาย
      1.1 การพัฒนาเทคโนโลยี ในส่วนของอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะรวมไปถึง IC/PCB design สำหรับอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์มูลค่าสูง
      1.2 การพัฒนางานวิจัยทางด้านดิจิทัลปัญญาประดิษฐ์ หุ่นยนต์หรือระบบอัตโนมัติ
      1.3 การพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมในโปรแกรม P5 เพื่อประยุกต์ใช้ในอุตสาหกรรมเกษตรและอาหารมูลค่าสูงสมัยใหม่ ได้แก่ การพัฒนา sensor สำหรับอุตสาหกรรมเกษตรอาหาร
      1.4 การพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมในโปรแกรม P5 ในด้านสุขภาพการแพทย์ ได้แก่ AI assistant system in diagnostic (Radiology), Tele-health และ Tele-medicine เป็นต้น
      1.5 การพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมในโปรแกรม P5 ในด้านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ได้แก่ การสร้างธุรกิจบน Metaverse platform, AR/VR หรือดิจิทัลเทคโนโลยีเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวยุคใหม่, อัลกอริทึม และ Applications เพื่อสนับสนุนธุรกิจบริการ เป็นต้น
      1.6 การพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมในโปรแกรม P5 ในด้านการผลิต เพื่อลดต้นทุน หรือเพิ่ม Productivity
      1.7 การพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมในโปรแกรม P5 เพื่อรองรับ Emerging technologies ได้แก่ เทคโนโลยี AI ใน Autonomous vehicle, Edge AI, และ Cyber security เป็นต้น
    2. การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญสำหรับระบบนิเวศน์ที่เกื้อกูลในการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมทางด้านดิจิทัลปัญญาประดิษฐ์

    N9 (S1P5) การพัฒนาอุตสาหกรรม Semiconductor และชิ้นส่วนที่เกี่ยวข้อง

    1. การพัฒนาอุตสาหกรรม Semiconductor and advanced electronics
      1.1 การยกระดับ System Integrator (SI) ในทุกส่วนที่เกี่ยวข้องกับ อิเล็กทรอนิกส์มูลค่าสูง
      1.2 การพัฒนาผู้ประกอบการไทยในห่วงโซ่คุณค่าของ Semiconductor โดยเน้นให้มี local supplier ของไทย
      1.3 การสร้างกลไกของระบบนิเวศน์ที่เกี่ยวเนื่องในกลุ่มผู้ประกอบการ Fabrication เพื่อยกระดับ Peripheral industry หรือ Outsourced semiconductor assembly & testing (OSAT) หรือ EMS
      1.4 การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญเพื่อสนับสนุนการสร้างระบบนิเวศน์ที่ตอบโจทย์ต่อภาคอุตสาหกรรม และมีการพัฒนาองค์ความรู้ หรือสร้างผู้เชี่ยวชาญห่วงโซ่คุณค่าด้าน Semiconductor และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์มูลค่าสูง
    2. การพัฒนางานวิจัยและเทคโนโลยี หรือผลิตภัณฑ์เพื่อการนำไปประยุกต์ใช้จริง
      2.1 การพัฒนางานวิจัยและเทคโนโลยีด้าน Sensor technology เช่น Biosensors (optic/non-optic) เป็นต้น
      2.2 การพัฒนางานวิจัยและเทคโนโลยีด้าน Processing and Computing units เช่น RISC-V-based หรือ ARM-based หรือ edge AI computing unit เป็นต้น
      2.3 การพัฒนางานวิจัยและเทคโนโลยีด้าน Communication & Connectivity
      2.4 การพัฒนางานวิจัยและเทคโนโลยีด้าน Power electronics / devices

    N10 (S1P5) ส่งเสริมการพัฒนาและประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ ในภาครัฐและภาคเอกชน

    1. การสนับสนุนการใช้งานเทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ในภาคการผลิต
      สนับสนุนโครงการทดสอบติดตั้งใช้งานจริงในเทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ให้กับกลุ่มธุรกิจขนาดเล็กหรือวิสาหกิจชุมชน เพื่อให้มีโอกาสได้ใช้งานเทคโนโลยีดิจิทัลฯ ที่สร้างความสามารถในการแข่งขัน ได้แก่ หุ่นยนต์ หรือระบบอัตโนมัติเพื่อสนับสนุนระบบงาน End-to-end automation, AI หรือ Data analytics เพื่อสนับสนุนการคาดการณ์ หรือทำนายความแม่นยำในการดูแลเครื่องจักร การใช้พลังงาน การใช้งาน AI – computer vision หรืออื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องเพื่อการควบคุมคุณภาพการผลิต (Quality control) หรืองาน Inspection เป็นต้น
    2. การสนับสนุนการใช้งานเทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ในด้านการให้บริการภาครัฐ (Government services)
      สนับสนุนโครงการติดตั้งนำร่องการใช้งานจริงในเทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ ในด้านการให้บริการภาครัฐ ได้แก่ เทคโนโลยีดิจิทัล AI ทางด้านการให้บริการ (Public relation) ทางด้านเมืองอัจฉริยะ การศึกษา (Education) และ Social welfare เป็นต้น
    • การพัฒนากระบวนการจัดเก็บข้อมูลขนาดใหญ่มาก (National Data Platform) การเชื่อมต่อ และรูปแบบการแบ่งปันข้อมูลผ่าน API ทางด้านเกษตร อาหาร สุขภาพการแพทย์ เมืองน่าอยู่ พลังงาน การท่องเที่ยวผลิตภัณฑ์สร้างสรรค์และสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์และ BCG ภูมิภาค
    • การพัฒนาศักยภาพของ Data Virtualization และ data Analytic สำหรับข้อมูลขนาดใหญ่ทางด้านเกษตร อาหาร สุขภาพ สิ่งแวดล้อม และการท่องเที่ยว
    • การพัฒนาแพลตฟอร์มการเกษตรแม่นยําเพื่อเชื่อมห่วงโซ่มูลค่าของอุตสาหกรรมอาหาร (Internet of Food: IoF)
    • การพัฒนาแพลตฟอร์ม Telehealth และเชื่อมต่อสถานพยาบาล
    • การพัฒนาแพลตฟอร์มวิเคราะห์ข้อมูลและปัญญาประดิษฐ์ในการดูแลสุขภาพพื้นฐานสำหรับผู้สูงอายุ
    ผู้ประสานงาน นักวิเคราะห์ (บพข.)รายละเอียด
    คุณไอริณ ภูวสวัสดิ์โทรศัพท์ 02-109-5432 ต่อ 897
    E-mail: irin.puw@nxpo.or.th
    คุณธนากร สะโมทานโทรศัพท์ 089-942-0013
    E-mail: thanakorn.sa@nxpo.or.th
    คุณวรรณรัตน์ เจี่ยเจริญโทรศัพท์ 02-109-5432 ต่อ 894
    E-mail: wannarat.ji@nxpo.or.th
    คุณพรรณศิริ บุญน้อยโทรศัพท์ 02-109-5432 ต่อ 876
    E-mail: phansiri.boo@nxpo.or.th