Category: ทุนวิจัย

  • ประกาศผลการพิจารณาข้อเสนอโครงการ ประจำปีงบประมาณ 2569 ครั้ง 3

    ประกาศผลการพิจารณาข้อเสนอโครงการ ประจำปีงบประมาณ 2569 ครั้ง 3

    ตามที่ สำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (องค์การมหาชน) โดยหน่วยบริหารจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถการแข่งขัน ได้รับข้อเสนอโครงการวิจัยและนวัตกรรม ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 นั้น

    บัดนี้ หน่วยบริหารจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถการแข่งขัน ได้ดำเนินการพิจารณา คัดเลือกข้อเสนอโครงการวิจัยและนวัตกรรม ประจำปีงบประมาณ 2569 ในครั้งที่ 3 เรียบร้อยแล้ว จึงขอประกาศข้อเสนอโครงการวิจัยและนวัตกรรมที่ผ่านการพิจารณาเพื่อรับสนับสนุนทุน จำนวน 9 โครงการ รายละเอียดปรากฏดังเอกสารแนบท้าย

  • ประกาศผลการพิจารณาข้อเสนอโครงการ ประจำปีงบประมาณ 2569 ครั้ง 2

    ประกาศผลการพิจารณาข้อเสนอโครงการ ประจำปีงบประมาณ 2569 ครั้ง 2

    ตามที่ หน่วยบริหารจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถการแข่งขัน ภายใต้สำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (องค์การมหาชน) ได้ประกาศรับข้อเสนอโครงการวิจัย ประจำปีงบประมาณ 2569 นั้น
    ในการนี้ หน่วยบริหารจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถการแข่งขัน ได้ดำเนินการพิจารณาข้อเสนอโครงการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ซึ่งมีข้อเสนอโครงการที่ผ่านเกณฑ์การพิจารณารายละเอียดปรากฏดังเอกสารแนบท้ายประกาศนี้

  • ประกาศผลการพิจารณาข้อเสนอโครงการ ประจำปีงบประมาณ 2569 ครั้ง 1

    ประกาศผลการพิจารณาข้อเสนอโครงการ ประจำปีงบประมาณ 2569 ครั้ง 1

    ตามที่ หน่วยบริหารจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถการแข่งขัน ภายใต้สำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (องค์การมหาชน) ได้ประกาศรับข้อเสนอโครงการวิจัย ประจำปีงบประมาณ 2569 นั้น

    ในการนี้ หน่วยบริหารจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถการแข่งขัน ได้ดำเนินการพิจารณาข้อเสนอโครงการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ซึ่งมีข้อเสนอโครงการที่ผ่านเกณฑ์การพิจารณารายละเอียดปรากฏดังเอกสารแนบท้ายประกาศนี้

  • แบบฟอร์มการกรอก Concept Note

    แบบฟอร์มการกรอก Concept Note

    หน่วยงานภาคเอกชน https://forms.gle/t9C1eJbqF3KxLFpC7

    หน่วยงานภาครัฐ https://forms.gle/bcUbBx2Hk5HALqf88

  • Expert Forum : Positive list พลังขับเคลื่อน “Future Food” สนับสนุนทุนวิจัยสารสำคัญเพื่อขึ้นทะเบียนการกล่าวอ้างทางสุขภาพ ส่งเสริมผู้ประกอบการ เพิ่มขีดแข่งขันอาหารอนาคต 5 แสนล้าน

    Expert Forum : Positive list พลังขับเคลื่อน “Future Food” สนับสนุนทุนวิจัยสารสำคัญเพื่อขึ้นทะเบียนการกล่าวอ้างทางสุขภาพ ส่งเสริมผู้ประกอบการ เพิ่มขีดแข่งขันอาหารอนาคต 5 แสนล้าน

    Positive list คือ รายการสารสำคัญที่เป็นส่วนประกอบของอาหาร ซึ่งปัจจุบันอาหารแห่งอนาคต หรือ Future Food กำลังเข้ามามีบทบาทในสังคมยุคใหม่ การขึ้นทะเบียนสารสำคัญในอาหารกลุ่มนี้ เพื่อแสดง “ข้อความกล่าวอ้างทางสุขภาพ” (Health claims) จึงมีความจำเป็นต่อการจัดทำ Positive list สำหรับอุตสาหกรรมอาหารแนวใหม่

    อาหารแห่งอนาคต มีหลายประเภท อาทิ Functional food กลุ่มอาหารที่มีสารสำคัญลดความเสี่ยงในการเกิดโรคต่างๆ, Novel food  (Plant based) กลุ่มโปรตีนจากพืช และวัตถุดิบจากพืชที่ใช้เป็นส่วนประกอบของอาหาร ผลิตขึ้นมาใหม่ด้วยนวัตกรรม, Novel food (Insect Protein) กลุ่มโปรตีนจากแมลงและวัตถุดิบที่ใช้เป็นส่วนประกอบของอาหาร ผลิตขึ้นมาใหม่ด้วยนวัตกรรม, Novel food (Cultured Meat) กลุ่มเนื้อสัตว์ที่มาจากกระบวนการเลียนแบบด้วยการสร้างเซลล์และเนื้อเยื่อ ด้วยเทคโนโลยี “Stem cell”, Organic Food กลุ่มผลิตภัณฑ์ที่ได้จากผลิตผลทางการเกษตรปลอดภัยจากสารเคมี เช่น ผักปลอดสารพิษ เนื้อสุกรที่เลี้ยงด้วยวีถีธรรมชาติ, Medical & Personalized Food กลุ่มผลิตภัณฑ์ที่ไม่ใช่ยา หรืออาหารเสริม แต่มีโภชนาการที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคล หรือผู้ป่วยที่ต้องรักษาโรคเป็นการเฉพาะ เช่น โรคเกี่ยวกับระบบเผาผลาญ โรคลำไส้แปรปรวน เป็นต้น

    เพราะฉะนั้น เมื่อผู้ประกอบการต้องการผลิตอาหารแห่งอนาคต จำเป็นต้องมี “ข้อความกล่าวอ้างทางสุขภาพ” (Health claims) ของสารต่างๆ ที่นำมาประกอบเป็นอาหารว่าสารแต่ละชนิดมีคุณสมบัติอย่างไรบ้าง ซึ่งคำกล่าวอ้างนั้นจะต้องผ่านการวิจัยและได้รับการตรวจสอบตามมาตรฐานสากลแล้วว่ามีคุณค่าทางโภชนาการและปลอดภัยต่อผู้บริโภค ซึ่งบริษัทขนาดใหญ่อาจทำได้ เพราะมีห้องแล็ป นักวิจัย ผู้เชี่ยวชาญ ดำเนินงานด้านนี้อยู่แล้ว แต่ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดย่อม ที่มีเงินทุนจำกัด ย่อมกลายเป็นอุปสรรคสำหรับการผลิตอาหารแห่งอนาคต เพราะไม่สามารถระบุคุณสมบัติ หรือ “ข้อความกล่าวอ้างทางสุขภาพ” แสดงบนฉลากและการโฆษณากล่าวอ้างสรรพคุณได้ ทำให้ไม่สามารถสื่อสารคุณประโยชน์ต่อสุขภาพ ซึ่งเป็นจุดขายที่ตอบกระแสความใส่ใจสุขภาพของผู้บริโภคได้

    ด้วยเหตุนี้ ในปี 2567 สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา หรือ อย. จึงดำเนินการจัดทำราย Positive list ขึ้นมา 6 รายการ พร้อมกับออกประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 447 พ.ศ. 2566 เรื่อง การกล่าวอ้างทางสุขภาพของอาหารบนฉลาก โดยได้กำหนดนิยามและลักษณะการกล่าวอ้าง รวมทั้งหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการกล่าวอ้าง ให้มีความชัดเจนในทางปฏิบัติ และมีบัญชีท้ายประกาศฯ กำหนด “ข้อความกล่าวอ้างทางสุขภาพ” 3 ลักษณะ เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้ประกอบการ เพิ่มศักยภาพการแข่งขันในระดับสากล ได้แก่

    1. การกล่าวอ้างหน้าที่ของสารอาหาร 28 รายการ จำนวน 135 ข้อความ เช่น“โปรตีนจำเป็นต่อการเจริญเติบโตและช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของร่างกาย” “วิตามินซีมีส่วนช่วยในกระบวนการต่อต้านอนุมูลอิสระ” เป็นต้น

    2. การกล่าวอ้างหน้าที่อื่นของ 6 ส่วนประกอบของอาหาร จำนวน 8 ข้อความ เช่น“เบต้า-กลูแคนจากข้าวโอ๊ต/ข้าวบาร์เลย์ มีส่วนช่วยลดการดูดซึมคอเลสเตอรอล” “โคลีนมีส่วนช่วยในเมตาบอลิซึมปกติของไขมัน” เป็นต้น

    3. การกล่าวอ้างการลดความเสี่ยงของการเกิดโรคของ 2 ส่วนประกอบของอาหาร จำนวน 4 ข้อความ เช่น “อาหารที่มีโซเดียมต่ำ อาจช่วยลดความเสี่ยงของความดันโลหิตสูง ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงของการเกิดโรคหลอดเลือดสมองและหัวใจ” เป็นต้น

    ประกาศฯ ดังกล่าวมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 2 กรกฎาคม 2567 ผู้ประกอบการสามารถนำข้อความเหล่านี้ไปใช้ในการแสดงฉลาก และขอโฆษณาได้โดยไม่ต้องส่งเอกสารให้ อย. ประเมิน เพื่อลดขั้นตอนและระยะเวลา แต่หากประสงค์จะกล่าวอ้างทางสุขภาพที่นอกเหนือจากบัญชีท้ายประกาศฯ นี้ ผู้ประกอบการสามารถยื่นรายงานผลการประเมินการกล่าวอ้างทางสุขภาพต่อหน่วยงานที่ขึ้นบัญชีกับ อย. ซึ่ง อย. จะพิจารณาอนุญาตเป็นรายกรณี

    อย่างไรก็ตาม Positive list จำนวน 6 รายการ ถือว่าน้อยมากเมื่อกับความต้องการของผู้ประกอบการ อย. จึงตั้งเป้าหมายจัดทำ Positive list จำนวน 150 รายการ ภายในปี 2570 เฉลี่ยปีละ 50 รายการ แต่การจัดทำ Positive list ดังกล่าว อย. ไม่สามารถดำเนินการได้เพียงหน่วยงานเดียว จึงร่วมมือกับหน่วยงานเกี่ยวข้อง ประกอบด้วย สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.), สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.), หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.), สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) (สวก.), สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) และเครือข่ายนวัตกรรมและการกำกับดูแลอาหาร (FIRN) เข้ามาเป็นเครือข่ายร่วมดำเนินการจัดทำ Positive list  สนับสนุนการวิจัยสารประกอบต่างๆ ขึ้นทะเบียนเป็น Positive list หากทำได้ตามแผน จะช่วยขับเคลื่อนอุตสาหกรรมอาหารอนาคตของไทย ให้บรรลุเป้าหมายมูลค่าเพิ่ม 500,000 ล้านบาท ภายในปี 2570 เกิดผลลัพธ์ในด้านต่างๆ อาทิ การผลักดันผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ห่วงโซ่การผลิตระดับโลก ดึงดูดการลงทุนในเทคโนโลยีขั้นสูง การผลิตภาคอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้น เพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกร ช่วยเพิ่มมูลค่าทางการค้าและเศรษฐกิจให้ประเทศไทยอย่างยั่งยืน

    โดยเมื่อวันที่ 23 มกราคม 2568 กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) ได้ร่วมกับ สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ สวก. จัดงาน Expert Forum: Positive list ผลักดันการขึ้นทะเบียนสารสำคัญและการกล่าวอ้างทางสุขภาพ  โดยมี รศ.ดร.ธงชัย สุวรรณสิชณน์ ผู้อำนวยการ บพข. และคุณกุลวรา โชติพันธุ์โสภณ รองผู้อำนวยการ สวก. กล่าวเปิดงาน ณ ห้องสุขุมวิท โรงแรมเชอราตัน แกรนด์ สุขุมวิท โดยมีผู้เชี่ยวชาญและนักวิจัยเข้าร่วมงานจำนวนมาก

    งานดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ ของกระบวนการจัดทำรายชื่อสารสำคัญ (Positive list) เพื่อกำหนดทิศทางการวิจัยและดำเนินงานร่วมกันของนักวิจัย หน่วยงานภาครัฐ และภาคเอกชน สู่การยกระดับมาตรฐานการขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์สุขภาพและการใช้ประโยชน์เชิงสาธารณะ

    รศ.ดร.ธงชัย สุวรรณสิชณน์ ผู้อำนวยการ บพข.

    รศ.ดร.ธงชัย สุวรรณสิชณน์ ผู้อำนวยการ บพข. กล่าวว่า “ในยุคที่อุตสาหกรรมอาหารมีการแข่งขันในเวทีระดับโลก การยกระดับมาตรฐานและสร้างความเชื่อมั่นต่อคุณภาพผลิตภัณฑ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มผลิตภัณฑ์สุขภาพ เป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งต่อการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ การจัดทำรายชื่อสารสำคัญ หรือ Positive List ถือเป็นก้าวสำคัญที่มีบทบาท ในการผลักดันการขึ้นทะเบียนสารสำคัญต่างๆ เช่น สารประกอบฟังก์ชัน สารสกัดจากธรรมชาติหรือสมุนไพร การกล่าวอ้างทางสุขภาพให้เป็นตามมาตรฐานสากล โดย บพข. ร่วมผลักดันการขึ้นทะเบียน Positive List พร้อมรับฟังแลกเปลี่ยนประสบการณ์ของผู้เชี่ยวชาญ ผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้ใช้ประโยชน์ และผู้เกี่ยวข้อง เพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไทยตอบสนองต่อความต้องการของประเทศ”

    คุณกุลวรา โชติพันธุ์โสภณ รองผู้อำนวยการ สวก.

    ด้าน คุณกุลวรา โชติพันธุ์โสภณ รองผู้อำนวยการ สวก. กล่าวเสริมว่า “การวิจัยสารสกัดจากวัตถุดิบภาคการเกษตร ถือเป็นงานวิจัยสำคัญที่ประเทศมีความต้องการ สวก. จึงร่วมมือกับ บพข. ให้ทุนวิจัยที่ตรงต่อความต้องการของประเทศ นำไปสู่การใช้ประโยชน์งานวิจัยอย่างเป็นรูปธรรมและสร้างความสามารถในการแข่งขันให้กับประเทศ”

    ภายในงานยังมีการบรรยายในหัวข้อสำคัญ ประกอบด้วย นโยบายและความก้าวหน้าการเตรียมข้อมูลเพื่อจัดทำ Positive List โดย ดร.สิริพร พิทยโสภณ รองผู้อำนวยการสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.), ความสำคัญของ Systematic Review เพื่อขึ้นทะเบียน Positive List โดย รศ.ดร.ชลัท ศานติวรางคณา ผู้อำนวยการสถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล, ทำความเข้าใจกระบวนการทำ Positive List โดย ผู้แทนผู้อำนวยการกองอาหาร สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.), กรณีศึกษาการเตรียมข้อมูล Systematic Review เพื่อขึ้นทะเบียน Positive List โดย ดร.ภาวิณี ชินะโชติ หัวหน้า Food Innovation & Regulation Network (FIRN) และ เป้าหมายและพันธกิจ อย. ในการเตรียม Positive List โดย ภก.เลิศชาย เลิศวุธ รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา อย.

    เวทีบรรยายได้สะท้อนแนวทางการจัดทำ Positive List ว่า เนื่องจากทั่วโลกเข้าสู่ระบบสังคมสูงวัย ประกอบกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การปล่อยคาร์บอน นำไปสู่การหันเข้าหาเทรนด์รักสุขภาพ ทำให้อาหารฟิวเจอร์ฟู้ดมีโอกาสมากยิ่งขึ้น เช่นการผลิตเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ อาหารทางการแพทย์ โปรตีนทางเลือก อาหารแพลนท์เบส ซึ่งมีการเติบโตสูงมาก ทั้งตลาดในประเทศและต่างประเทศ

    อย่างไรก็ตาม การที่ผู้ประกอบการจะก้าวไปสู่จุดนั้นได้ ต้องใช้ 3 กลยุทธ์คือ การต่อยอดอุตสาหกรรมวิจัยและพัฒนา การพัฒนาสินค้าที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภค และ การระบุคุณสมบัติของสินค้าบนฉลาก ซึ่งปัจจุบันประกาศของกระทรวงสาธารณสุขฉบับที่ 447 บันทึกข้อความกล่าวอ้างทางสุขภาพของสารอาหารหรือส่วนประกอบอาหาร มีเพียง 6 รายการ เพราะฉะนั้นสิ่งที่เครือข่ายมาร่วมพูดคุยกันในวันนี้คือ การวิจัยสารอาหารต่างๆ เพื่อจัดทำข้อความกล่าวอ้างทางสุขภาพในรายการ Positive List ให้ถึง 150 รายการ ภายใน 3 ปี


    Positive List จุดเชื่อมผู้ประกอบการและผู้บริโภค

    ผู้เชี่ยวชาญและนักวิจัยในเครือข่ายเห็นตรงกันว่า การจัดทำ Positive List จะเป็นประโยชน์กับผู้ประกอบการและผู้บริโภค เนื่องจากผู้ประกอบการไม่ต้องลงทุนทำงานวิจัยเอง สามารถใช้รายการที่ประกาศแล้วของกระทรวงสาธารณสุข ไปกล่าวอ้างเพื่อขายสินค้าได้เลย ช่วยลดค่าใช้จ่ายลง 70 เปอร์เซ็นต์ ร่นระยะเวลาการพัฒนาสินค้าจาก 2 ปี เหลือ 2 เดือน ยอดขายเพิ่มขึ้น 50 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่ผู้บริโภคได้บริโภคอาหารดี มีคุณภาพ นั่นคือสิ่งที่หน่วยงานต่างๆ อยากทำงานร่วมกับ อย. อยากช่วย อย. จัดทำ Positive List ให้บรรลุผลตามเป้าหมาย

    เครือข่ายดี มีเป้าหมายร่วมกัน คือพลังขับเคลื่อนประเทศ

    ผู้ร่วมบรรยายพูดตรงกันว่า การเข้ามาเป็นเครือข่ายทำเรื่องนี้ร่วมกับ อย. เพราะอยากเห็นผู้ประกอบการไทยมีศักยภาพการแข่งขันในระดับโลก ขายสินค้ามูลค่าสูงขึ้น ผู้บริโภคมีทางเลือกมากขึ้น มีโอกาสดูแลสุขภาพ โดยมีข้อมูลคำกล่าวอ้างว่าสารประกอบในอาหารแต่ละตัวให้ประโยชน์ต่อสุขภาพอย่างไร เกษตรกรได้ประโยชน์จากการขายวัตถุดิบ สุดท้ายคือหน่วยงานวิจัยมีความสามารถในการวิเคราะห์สารสกัดมากขึ้น เพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันของประเทศยิ่งขึ้น

    จุดเด่นของ Positive List

    ข้อความกล่าวอ้างทางสุขภาพว่าอาหารนั้นมีคุณสมบัติอย่างไร ต้องมีหลักฐานชัดเจน มีการอ้างอิงจากบทความวิจัยที่ได้การรับรองในระดับสากล ข้อความกล่าวอ้างจึงต้องมีความน่าเชื่อถือ พิสูจน์ได้ การสื่อสารทำให้เข้าใจว่า สารอาหารหรือส่วนประกอบของอาหารมีประโยชน์ต่อสุขภาพ อยู่ในรายการที่ อย.อนุญาตให้ใช้ได้ การจัดทำ Positive List จึงเป็นการเชื่อมต่อระหว่างผู้ประกอบการกับผู้บริโภคว่า “เป็นข้อความกล่าวอ้างทางสุขภาพของอาหารหรือส่วนประกอบของอาหาร ที่พิจารณาแล้วว่ามีหลักฐานวิชาการพิสูจน์หรือยืนยันได้ว่ามีประสิทธิภาพตามที่กล่าวอ้างจริง” ผ่านกลไก วิธีการ ขั้นตอนต่างๆ ตามมาตรฐานสากล ผู้ประกอบการสามารถหยิบไปใช้ได้โดยไม่ต้องลงทุนทำแบบ case-by-case

    Positive List เพิ่มขีดแข่งขันของประเทศ

    วงบรรยายสะท้อนภาพว่า การจัดทำ Positive List คือการช่วยยกระดับผู้ประกอบการได้มีโอกาสสร้างอาหารแห่งอนาคตที่มีศักยภาพ ทุกรายการที่ทำการวิจัยเพื่อขึ้นทะเบียนเป็น Positive List จะต้องผ่านการวิเคราะห์ข้อมูลอย่างละเอียดว่าสารประกอบเหล่านั้น เมื่อนำมาผลิตเป็นอาหาร มีมูลค่าในตลาดโลกเท่าไร โอกาสของไทยในการทำตลาดแข่งขันได้แค่ไหน เช่น ขมิ้นชัน ถือว่าเป็นโอกาส เพราะเป็นไทยแลนด์สตอร์รี มีระบบซัพพลายเชนครบวงจร ตั้งแต่กระบวนการปลูก ให้ค่าสารสัมพันธ์สูง (Stoichiometry) ราคาดี ต้องวิเคราะห์ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ มีความปลอดภัยตามหลักการของ อย. ซึ่ง บพข. และ สวก. พร้อมสนับสนุนทุนวิจัยให้กับนักวิจัยในการวิจัยสารต่างๆ เพราะเป็นนวัตกรรมของไทยที่แข่งขันได้ในระดับโลก

    Positive List เรื่องใหม่ที่จับต้องได้

    เมื่อมองไปยังเป้าหมายและพันธกิจของ อย. และเครือข่าย ในการจัดทำ Positive List 150 รายการ พบว่าเดินมาถูกทาง เป็นรูปธรรม จับต้องได้ เป็นที่ต้องการของผู้ประกอบการและผู้บริโภค จิ๊กซอว์สำคัญคือ “นักวิจัย” ที่จะต้องนำสารต่างๆ มาวิเคราะห์ วิจัย ทดสอบ ทดลอง ให้สำเร็จ เพื่อประกาศเป็น Positive List ของ อย. จากนั้นผู้ประกอบการเลือกนำไปใช้ตามวัตถุประสงค์ ช่วยให้ผู้ประกอบการเข้าสู่ระบบการแข่งขันเร็วขึ้น ในขณะที่หากให้ผู้ประกอบการดำเนินการเอง โอกาสประสบความสำเร็จน้อยมาก เช่นการนำ “ไข่ผำ” มาผลิตเป็นอาหารเพื่อสุขภาพ การจะกล่าวอ้างว่ามีประโยชน์ต่อสุขภาพอย่างไร ต้องใช้เงินลงทุนวิจัย ลงทุนแล้วยังไม่รู้ว่าจะสำเร็จหรือเปล่า ด้วยเหตุนี้ อย. จึงทำให้ แต่ อย. ทำคนเดียวไม่ได้ ต้องมีเครือข่าย หน่วยงาน นักวิจัย และภาคส่วนต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง มาช่วยส่งเสริมซึ่งกันและกัน เพื่ออนาคตของประเทศ

    ทำไมต้องเป็นกระทรวง อว. และ กษ.

    หนึ่งในคำถามคือ ทำไมเครือข่ายการจัดทำ Positive List ต้องเป็นหน่วยงานในสังกัดกระทรวง อว. คำตอบคือเนื่องจาก อว. มีนักวิจัยจำนวนมาก มีหน่วยงานงานให้ทุนวิจัย คือ บพข. ซึ่งได้รับงบประมาณจาก สกสว. กับอีกหน่วยงานให้ทุนคือ สวก. ภายใต้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้การสนับสนุนทุนวิจัยด้านสมุนไพรมายาวนาน ตั้งแต่ต้นน้ำ ซึ่งมีข้อมูลจำนวนมาก จึงเป็นที่มาของความร่วมมือระหว่าง บพข. กับ สวก. สนับสนุนทุนวิจัย ผลักดันการขึ้นทะเบียนสารสำคัญและการกล่าวอ้างทางสุขภาพ ตามรายการ Positive List

    การประชุม Expert Forum : Positive list ถือเป็นเวทีสำคัญในการผลักดันการขึ้นทะเบียนสารสำคัญและการกล่าวอ้างทางสุขภาพ เพื่อยกระดับการแข่งขันของประเทศ เป็นโอกาสที่ดีในการร่วมมือและเรียนรู้จากผู้เชี่ยวชาญในทุกด้าน ที่จะช่วยเสริมสร้างองค์ความรู้ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ และวางรากฐานความร่วมมือที่สำคัญ สร้างผลลัพธ์ที่เป็นประโยชน์แก่ทุกภาคส่วน เพื่อให้ประเทศไทยสามารถพัฒนาขีดความสามารถการแข่งขันในเวทีโลกได้อย่างยั่งยืน

  • บพข. จับมือม.เกษตร จัดตั้งศูนย์ทดสอบความน่ากินอาหารสัตว์เลี้ยง

    บพข. จับมือม.เกษตร จัดตั้งศูนย์ทดสอบความน่ากินอาหารสัตว์เลี้ยง

    พร้อมผลักดันให้ประเทศไทยก้าวไปสู่การเป็นประเทศส่งออกอาหารสัตว์เลี้ยงอันดับหนึ่งของโลก

    เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2567 ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ภายในงาน อว.แฟร์ ” กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม(อว.) โดยหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) จัดพิธีลงนามข้อตกลงความร่วมมือ ( MOU) ระหว่างหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ กับ มหาวิทยาเกษตรศาสตร์ ในการจัดตั้ง “ศูนย์ทดสอบความน่ากิน(Palatability)อาหารสัตว์เลี้ยง” ขึ้น เพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันในกลุ่มอุตสาหกรรมอาหารสัตว์เลี้ยงระดับพรีเมี่ยม สนับสนุนการดำเนินการของธุรกิจด้านอาหารสัตว์เลี้ยงของผู้ประกอบการรายย่อย พร้อมผลักดันให้ประเทศไทยก้าวไปสู่การเป็นประเทศส่งออกอาหารสัตว์เลี้ยงอันดับหนึ่งของโลก

    รศ. ดร. ธงชัย สุวรรณสิชณน์ ผู้อำนวยการ บพข. กล่าวว่า บพข. มีหน้าที่ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมเป้าหมาย ซึ่งอุตสาหกรรมอาหาร เป็นอุตสาหกรรมหนึ่งที่ บพข. ให้ความสำคัญ และต้องการเร่งรัดยกระดับความสามารถในการแข่งขัน ด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม ที่จำเป็นต้องทันต่อการเปลี่ยนแปลง โดย บพข. นอกจากสนับสนุนทุนวิจัยแล้ว ยังให้ทุนเกี่ยวกับโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ ที่จำเป็นต่อการวิจัยและพัฒนา โดยเฉพาะที่จำเป็นสำหรับผู้ประกอบการ อย่างเช่น “ศูนย์ทดสอบความน่ากิน (Palatability) อาหารสัตว์เลี้ยง” ซึ่งเป็นการเร่งรัดการทำงานของอุตสาหกรรมอาหารสัตว์พรีเมี่ยม ที่แม้จะมีมูลค่าทางการตลาดที่สูงมาก แต่ก็เป็นการรับจ้างผลิตให้กับแบรนด์ต่างประเทศถึง 95 % การขับเคลื่อนให้ผู้ประกอบการไทยสามารถสร้างแบรนด์ของตนเอง ดังนั้นการมี “ ศูนย์ Palatability” ดังกล่าว จะเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยทำให้ ผู้ประกอบการไทยมีขีดความสามารถการแข่งขันสูงขึ้น สามารถผลิตอาหารสัตว์เลี้ยงที่มีคุณภาพ ได้มาตรฐานระดับสากลและสามารถสร้างแบรนด์ที่นำออกสู่ตลาดโลกได้
    “ในอุตสาหกรรมอาหารสัตว์เลี้ยงพรีเมี่ยม ส่วนใหญ่ธุรกิจขนาดเล็ก กลางและใหญ่บางราย ไม่สามารถผลิตจำหน่ายเชิงพาณิชย์เองได้ ต้องติดแบรนด์จากต่างประเทศ แม้จะสามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ ได้ แต่ติดปัญหาคือ ขาดห้องปฏิบัติการ หรือศูนย์ทดสอบที่ได้มาตรฐาน ซึ่งศูนย์ทดสอบฯ ที่จะก่อตั้งขึ้นในโครงการที่ บพข.สนับสนุนนี้ อยู่ระหว่างการดำเนินการเพื่อให้ได้มาตรฐานในระดับสากล เพื่อที่จะได้รับความน่าเชื่อถือจากผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ คาดว่าเมื่อแล้วเสร็จจะมีผู้ประกอบการเข้ามาใช้บริการในเบื้องต้นไม่ต่ำกว่า 50 ราย” ดร.ธงชัย กล่าว

    รศ. ดร. ธงชัย สุวรรณสิชณน์ ผู้อำนวยการ บพข.

    ผศ.น.สพ.ดร.คงศักดิ์ เที่ยงธรรม คณบดีคณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า “ศูนย์ทดสอบความน่ากิน(Palatability)อาหารสัตว์” เป็นสิ่งจำเป็นที่จะเกิดขึ้น โดยจะจัดตั้งศูนย์ฯ ที่โรงพยาบาลสัตว์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ หนองโพ จ.ราชบุรี คาดว่าจะแล้วเสร็จพร้อมให้บริการได้ในปี 2568 ซึ่งการทดสอบเหล่านี้จะเป็นส่วนสำคัญ ทั้งความสมบูรณ์ด้านโภชนาการ และความน่ากินต่าง ๆ ซึ่งจะช่วยยกระดับผู้ประกอบการรายย่อยให้ความเข้มแข็งและสามารถแข่งขันได้ทั้งในและต่างประเทศ

    ผศ.น.สพ.ดร.คงศักดิ์ เที่ยงธรรม คณบดีคณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

    รศ. ดร. วาณี ชนเห็นชอบ ประธานอนุกรรมการแผนงานกลุ่มอาหารมูลค่าสูง บพข. เปิดเผยว่า อาหารสัตว์เลี้ยงมูลค่าสูง เป็นโอกาสและความท้าทายสูงของประเทศไทย ซึ่ง บพข. มุ่งเน้นอย่างมาก โดยที่ผ่านมามีการระดมความคิดเห็นร่วมกับผู้ประกอบการและผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดในอุตสาหกรรมอาหารสัตว์เลี้ยงรวมถึงกรมปศุสัตว์ จนเกิดเป็น อุตสาหกรรมอาหารสัตว์เลี้ยงมูลค่าสูง ซึ่งประเทศไทย เป็นผู้ผลิตและส่งออกอาหารสัตว์เลี้ยงเป็นอันดับ 3 ของโลก การจะผลักดันประเทศไทยให้ขยับจากอันดับ 3 มีมูลค่าตลาดโดยเฉลี่ย มากกว่า 70,000 ล้านบาท ไปสู่เป้าหมายคือ อันดับ 1 ของโลก ทั้งนี้ บพข. มีหน้าที่ติดอาวุธให้กับผู้ประกอบการ คือ สร้างโครงสร้างพื้นฐานและระบบนิเวศนวัตกรรม สนับสนุนทุนวิจัย และสร้างองค์ความรู้จากผู้เชี่ยวชาญทั้งในและต่างประเทศ และล่าสุดอยู่ระหว่างผลักดันการขึ้นทะเบียนอาหารสัตว์เลี้ยงร่วมกับกรมปศุสัตว์

    รศ. ดร. วาณี ชนเห็นชอบ ประธานอนุกรรมการแผนงานกลุ่มอาหารมูลค่าสูง บพข.

    รศ.น.สพ. อรรถวิทย์ โกวิทวที รองผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและนวัตกรรมทางสัตวแพทย์ คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ตัวแทนคณะวิจัย ฯ กล่าวว่า โครงการที่ได้รับการสนับสนุนจาก บพข. แบ่งการดำเนินงานเป็น 2 ส่วนหลัก ส่วนแรก คือ องค์ความรู้ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญมาก โดยจะมีทั้งองค์ความรู้ในประเทศไทยและจากผู้เชี่ยวชาญในระดับโลกที่เป็นพันธมิตรกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ทำให้สามารถทดสอบได้ทั้งในและต่าง ประเทศ ส่วนที่ 2 คือ การทำศูนย์สัตว์ทดลองเพื่อที่จะทำการทดสอบต่าง ๆ ทั้งด้านความน่ากิน และด้านอื่น ๆ ด้วยที่มีความจำเป็น “ ในตลาดจะพบว่าบางผลิตภัณฑ์มีการเคลมคำบางคำ ซึ่งหากทำได้และนำไปใช้ได้จริง มีผลการทดสอบที่ชัดเจนก็จะช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันได้ทั้งในและต่างประเทศ เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราพยายามจะทำคือการสร้างมาตรฐาน และเป็นมาตรฐานในการทดสอบที่ทั้งในประเทศไทย และต่างประเทศยอมรับ ซึ่งเมื่อส่งผลิตภัณฑ์ไปแข่งขันในต่างประเทศ จะส่งผลให้มีศักยภาพแข่งขันได้ในเวทีโลกได้”

    รศ.น.สพ. อรรถวิทย์ โกวิทวที รองผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและนวัตกรรมทางสัตวแพทย์ คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

    ภายในงาน ยังมีการเสวนาในหัวข้อที่น่าสนใจเกี่ยวกับการสนับสนุนธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยงของ บพข. การจัดทำนโยบายฐานข้อมูลคำนวณโภชนาการอาหารสัตว์เลี้ยง แพลตฟอร์มการขึ้นทะเบียนออนไลน์ร่วมกับกรมปศุสัตว์ โดยวิทยากร รศ.ดร.ณัฐดนัย หาญการสุจริต ผู้จัดการสำนักประสาบงานวิจัย อาหารมูลค่าสูง บพข. ประธานหน่วยบูรณาการยุทธศาสตร์ ฯ อุตสาหกรรมอาหารอนาคต สกสว.

    ​การเสวนาในหัวข้อ : ก้าวทันเทรนด์การเลี้ยงสัตว์ : นวัตกรรมและแนวทางในการพัฒนาอาหารสัตว์เลี้ยงเพื่อตอบสนองความต้องการของตลาด โดยวิทยากร น.สพ.ดร.ณัฐพงศ์ อัคริมาจิรโชติ คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

    ​การเสวนาในหัวข้อ : สมดุลโภชนาการและความน่ากินของอาหารสุนัขและแมว โดยวิทยากร สพ.ญ.พรสุชา พละเสวีนันท์ คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

    ​การเสวนาในหัวข้อ : ศูนย์วิจัยด้านโภชนาการสัตว์เลี้ยง : องค์ประกอบสำคัญ เพื่อเพิ่มโอกาสการแข่งขันอย่างยั่งยืน โดยวิทยากร รศ.น.สพ.ดร.อรรถวิทย์ โกวิทวที คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

    ​การเสวนาในหัวข้อ : ศูนย์ให้บริการทดสอบ Palatability เพื่ออุตสาหกรรมอาหารสัตว์เลี้ยงโดยวิทยากร สพ.ญ.อรทัย ชัยเวชการ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ดิ ยูนิค แลปโบราทอรี่ จำกัด

    ​การเสวนาในหัวข้อ : สาธิตการใช้โปรแกรมการคำนวณโภชนาการอาหารสัตว์เลี้ยงร่วมออกแบบโดย Petfood Consortiumโดยวิทยากร ผศ.ดร.จุมพล วรสายัณห์ ผู้ช่วยคณบดีฝ่ายสารสนเทศ คณะอุตสาหกรรมเกษตรมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

  • PMUC Pilot Plant EP3 – บพข. สนับสนุน ม.อ. พัฒนาโรงงานต้นแบบสำหรับการแปรรูปอาหาร ที่ได้ GMP เพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์อาหารทะเลภาคใต้จากการวิจัยสู่เชิงพาณิชย์

    PMUC Pilot Plant EP3 – บพข. สนับสนุน ม.อ. พัฒนาโรงงานต้นแบบสำหรับการแปรรูปอาหาร ที่ได้ GMP เพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์อาหารทะเลภาคใต้จากการวิจัยสู่เชิงพาณิชย์

    ผู้ประกอบอาหารภาคใต้ฟังทางนี้! สถาบันวิจัยและนวัตกรรมอาหาร มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ มีบริการให้เช่าห้องแลปและเครื่องมือเพื่อพัฒนาสารสกัด/Food ingredients อย่างครบวงจร พร้อมถ่ายทอดองค์ความรู้สู่ชุมชนและอุตสาหกรรม

    มูลค่าทางการตลาดของผลิตภัณฑ์สารสกัด และ Food ingredients ยังคงมีการเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง ด้วยเทรนด์การบริโภคอาหารเพื่อสุขภาพของผู้คนในปัจจุบัน ส่งผลให้เกิดผู้ประกอบการใหม่ทั้งระดับเล็ก กลาง และใหญ่ ที่ให้ความสนใจในตลาดสารสกัด มีการวิจัยและพัฒนาสารสกัด และ Food ingredients ใหม่ ๆ เพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง เครือข่าย Innovation Hub ทางด้านเกษตรและอาหาร มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เป็นอีกหนึ่งหน่วยงานที่มีความพร้อมทางด้านผู้เชี่ยวชาญและผลงานวิจัยที่พร้อมต่อยอดในด้านเทคโนโลยีการสกัดเพื่อพัฒนา Food ingredients จากวัตถุดิบในท้องถิ่นภาคใต้ และการใช้ประโยชน์เศษเหลืออาหารทะเล เพื่อปรับปรุงคุณภาพและเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์อาหารทะเลภาคใต้ และถ่ายทอดองค์ความรู้ดังกล่าวแก่ผู้ประกอบการด้านอาหารของภาคใต้ที่ต้องพัฒนาผลิตภัณฑ์สู่ตลาด ซึ่งการนำผลงานวิจัยไปต่อยอดสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์นั้น จำเป็นต้องมีการศึกษาสภาวะในระดับการขยายสเกลในการผลิต เพื่อทดสอบผลิตผลิตภัณฑ์ ทดสอบตลาด ก่อนวางจำหน่ายจริง และจำเป็นต้องมีการพัฒนาอุปกรณ์และเครื่องมือในการให้บริการ R&D ที่ทันสมัย ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป

    เพื่อต่อยอดผลงานวิจัยสู่การขยายสเกลและยกระดับงานวิจัยด้านสารสกัด ถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่ภาคอุตสาหกรรมและผู้ประกอบการ บพข. ได้สนับสนุนทุนในการพัฒนาโรงงานต้นแบบการแปรรูปที่ได้ GMP เพื่อทำผลิตภัณฑ์ต้นแบบจากการวิจัยสู่เชิงพาณิชย์ โดยได้สนับสนุนงบประมาณในการจัดซื้อเครื่องมือและอุปกรณ์กว่า 15 รายการ ให้แก่ สถาบันวิจัยและนวัตกรรมอาหาร (Food Innovation and Research Institute) มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เพื่อพัฒนาระบบการให้บริการวิจัยแก่ภาคอุตสาหกรรมและผู้ประกอบการ และพัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวกในการวิจัยในระดับบขยายสเกล อาทิ เครื่องเอกซ์ทรูเดอร์ชนิดสกรูคู่ (Twin-screw Extruder) เครื่องบรรจุถุงแนวตั้งแบบกึ่งอัตโนมัติ และชุดเปลี่ยนขนาดถ้วย-ถาดระบบ Vacuum ชุดเครื่องมือในการบดลดขนาดวัตถุดิบและอนุภาคผงสารสกัดที่ระดับต่าง ๆ ตามความต้องการที่เหมาะสมแต่ละผลิตภัณฑ์ ชุดเครื่องมือในการเตรียมตัวอย่าง เช่น บีบกัด ลดความชื้น ทำแห้ง แยกอนุภาคสารจากของเหลว ชุดเครื่องมือในการสกัดขนาดสเกลใหญ่ขึ้น เช่น Microwave extraction ขนาด 20 ลิตร ชุดเครื่องมือในการแยกและทำบริสุทธิ์สารด้วยเทคนิคโครมาโตกราฟฟี ขนาด 30 – 100 ลิตร ชุดเครื่องมือในการขึ้นรูปอัดเม็ด และเครื่องมือในการบรรจุผลิตภัณฑ์สารสกัด เป็นต้น ซึ่งล้วนเป็นเครื่องมือที่มีความจำเป็นสำหรับการพัฒนาเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์อาหารจากวัตถุดิบในท้องถิ่น และสารสกัดจากส่วนเหลือวัตถุดิบอาหารทะเลและพืชสนุนไพรท้องถิ่น เพื่อพัฒนาสูตร ขึ้นรูปผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์อาหารแบบขนมขบเคี้ยวที่หลากหลาย ซึ่งเป็นที่ต้องการของผู้ประกอบการในพื้นที่ภาคใต้ เนื่องจากยังไม่มีเครื่องมือเครื่องจักรในระดับ Pilot scale ที่สามารถผลิตผลิตภัณฑ์ต้นแบบสำหรับทดสอบตลาด

    โดยทางสถาบันฯ ได้เปิดให้บริการใช้ห้องแลปพร้อมเครื่องมือและอุปกรณ์เหล่านี้ พร้อมทั้งมีการถ่ายทอดองค์ความรู้ให้แก่ผู้ประกอบการภาคเอกชนที่สนใจ เพื่อเชื่อมโยงให้เกิดการพัฒนาต่อยอดผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ร่วมกับผู้ประกอบการ เป็นการพัฒนาศักยภาพของผู้ประกอบการให้มีความรู้ สามารถเข้าถึงข้อมูลความรู้ด้านเทคโนโลยีกระบวนการผลิต มีความรู้ด้านระบบมาตรฐานคุณภาพและความปลอดภัยของอาหารในระดับสากล และการสร้างช่องทางการตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพื่อเพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการภาคใต้ในการสร้างนวัตกรรมผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่มจากวัตถุดิบในท้องถิ่น เพิ่มผลิตภัณฑ์เชิงพาณิชย์จากผลงานวิจัยและการจับคู่ทางเทคโนโลยี และเพื่อเพิ่มศักยภาพของผู้ประกอบการอาหารทั้งระดับ Start-up, SMEs และวิสาหกิจชุมชนของภาคใต้ ให้สามารถแข่งขันได้ในตลาดระดับ AEC และนำไปสู่สร้างความเข้มแข็งให้กับอุตสาหกรรมอาหารภาคใต้ให้สามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก

    ผู้ประกอบการที่สนใจใช้บริการ สามารถดูรายละเอียดค่าบริการและติดต่อขอใช้บริการได้ที่ 

    Website: www.firinpsu.org
    E-mail: firin.psu@gmail.com

    Facebook: สถาบันวิจัยและนวัตกรรมอาหาร มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (https://www.facebook.com/profile.php?id=100063522612097)

  • ประกาศความสำเร็จ! บพข. – วีกรีน และ สมอ. ผลักดัน 26 บริษัทไทย ผ่านมาตรฐาน CEMS ครั้งแรกของประเทศ พร้อมก้าวสู่ตลาดโลก

    ประกาศความสำเร็จ! บพข. – วีกรีน และ สมอ. ผลักดัน 26 บริษัทไทย ผ่านมาตรฐาน CEMS ครั้งแรกของประเทศ พร้อมก้าวสู่ตลาดโลก

    ก้าวแรกความสำเร็จในการผลักดันนโยบาย CIRCULAR ECONOMY และ SDGs หลังจาก ‘วีกรีน’ และ ‘สมอ.’ กระทรวงอุตสาหกรรม ได้มี MOU ในการพัฒนามาตรฐานระบบการจัดการเศรษฐกิจหมุนเวียนองค์กร (Circular Economy Management System; CEMS) ครั้งแรกของประเทศไทย ร่วมกับ 30 บริษัทนำร่อง เมื่อปลายปี 2565 ภายใต้การสนับสนุนของ ‘บพข.’ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ล่าสุด ได้มีการแถลงข่าว “CIRCULAR ECONOMY: From Policy to Practice for Business Organizations” ประกาศความสำเร็จในการผลักดัน 26 บริษัทแรก ให้สามารถผ่านมาตรฐาน CEMS พร้อมทั้งการพัฒนาหน่วยตรวจรับรองและบุคลากรตรวจประเมินด้านการจัดการเศรษฐกิจหมุนเวียนสำหรับองค์กรกว่า 500 คน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของภาคเอกชนไทยในการทำตลาดกับคู่ค้าธุรกิจทั้งในและต่างประเทศ

    จากปัญหาสิ่งแวดล้อมและการขาดแคลนทรัพยากรที่เพิ่มความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้หลายประเทศได้ออกข้อกำหนดและเกณฑ์มาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะในสหภาพยุโรป และสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นตลาดที่ใหญ่และมีศักยภาพสูง ได้มีการออกมาตรการเก็บภาษีเพิ่มสำหรับสินค้าที่มีผลต่อสิ่งแวดล้อม และมีการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์สูงในกระบวนการผลิต ซึ่งมาตรการดังกล่าวส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจทั่วโลก ดังนั้นภาครัฐและผู้ประกอบการไทยต้องเร่งปรับตัวใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีเพื่อให้กระบวนการผลิตปล่อยคาร์บอนได้ตามเกณฑ์ โดยอาวุธทางเศรษฐกิจที่รัฐบาลไทยนำมารับมือและต่อยอดในเรื่องนี้ คือการผลักดันเศรษฐกิจด้วยโมเดล ‘BCG’ มุ่งเน้นไปที่ 3 ด้านหลัก คือ เศรษฐกิจชีวภาพ Bio Economy เศรษฐกิจหมุนเวียน Circular Economy และเศรษฐกิจสีเขียว Green Economy เพื่อผลักดันภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมมุ่งไปสู่ Net Zero Emissions

    เพื่อสร้างความเชื่อมั่นจากลูกค้า/คู่ค้า สำนักงานมาตรฐานอุตสาหกรรม (สมอ.) กระทรวงอุตสาหกรรม ได้มีการกำหนดมาตรฐานการตรวจสอบและรับรองแห่งชาติ “ระบบการจัดการเศรษฐกิจหมุนเวียนสำหรับองค์กร (Circular Economy Management System; CEMS)” มตช. 2 เล่ม 2 เพื่อให้ภาคธุรกิจใช้เป็นแนวทางปฏิบัติสำหรับการจัดทำระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนในองค์กร และได้ร่วมมือกับ ศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านกลยุทธ์ธุรกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (วีกรีน) โดยมี รศ. ดร.รัตนาวรรณ มั่งคั่ง ผู้อำนวยการ วีกรีน เป็นหัวหน้าโครงการ ภายใต้การสนับสนุนทุนจากหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) กระทรวง อว. ในการพัฒนาระบบดังกล่าวให้สอดคล้องกับความต้องการของภาคธุรกิจ สามารถผลักดันให้เกิดการดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรม เกิดประสิทธิผลและสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้มีส่วนได้เสียที่เกี่ยวข้อง โดยได้มีการรับสมัคร ผู้ประกอบการ ที่ปรึกษา หน่วยรับรอง (Certification Body) และหน่วยรับรองระบบงาน (Accreditation Body) เข้าร่วมโครงการในครั้งนี้ด้วยเพื่อให้ครอบคลุมทั้งโครงสร้าง

    รศ. ดร.ธงชัย สุวรรณสิชณน์ ผู้อำนวยการ บพข. กล่าวว่า “เป้าหมายของโครงการนี้ เป็นการยกระดับการดำเนินธุรกิจภายใต้แนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนสู่การประยุกต์ใช้จริงตามข้อกำหนดของมาตรฐานการตรวจสอบและรับรองแห่งชาติ เป็นการพัฒนาระบบการตรวจสอบและรับรองสำหรับระบบการจัดการเศรษฐกิจหมุนเวียนองค์กรครั้งแรกของประเทศไทย ให้เป็นที่ยอมรับในระดับชาติและสากล และมีคู่มือแนวทางเชิงปฏิบัติที่ดีของระบบการจัดการเศรษฐกิจหมุนเวียนองค์กรสำหรับอุตสาหกรรมที่สนใจ โครงการนี้มีการสร้างองค์ความรู้และเข้าใจเกี่ยวกับแนวทางเชิงปฏิบัติและการแสดงความสอดคล้องตามข้อกำหนดของมาตรฐาน CEMS อีกทั้งยังเป็นการสร้างกำลังคนด้านระบบการจัดการเศรษฐกิจหมุนเวียนสำหรับองค์กรสู่การขยายผลให้มีการประยุกต์ใช้ในภาคอุตสาหกรรมในวงกว้าง เพื่อขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจหมุนเวียนอย่างเป็นรูปธรรม รวมทั้งตอบโจทย์ SDG 9, SDG 12 และ SDG 13 ของประเทศด้วย”

    รศ. ดร.รัตนาวรรณ มั่งคั่ง ผู้อำนวยการ วีกรีน คณะสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ หัวหน้าโครงการฯ กล่าวเสริมว่า “โครงการนี้มีวัตถุประสงค์ในพัฒนาระบบการตรวจสอบและรับรองระบบการจัดการเศรษฐกิจหมุนเวียนสำหรับองค์กรของประเทศไทยให้เป็นที่ยอมรับในระดับชาติและสากล ตลอดจนจัดทำคู่มือแนวทางเชิงปฏิบัติที่ดีของระบบการจัดการเศรษฐกิจหมุนเวียนสำหรับองค์กรตามข้อกำหนดของมาตรฐานการตรวจสอบและรับรองแห่งชาติ โดยมีการรับสมัครบริษัทนำร่องเข้าร่วมโครงการฯ นำข้อกำหนดของมาตรฐานระบบการจัดการเศรษฐกิจหมุนเวียนสำหรับองค์กรไปปฏิบัติจริง ซึ่งช่วยเพิ่มศักยภาพให้มีการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ นำไปสู่การลดปริมาณของเสีย และลดปริมาณก๊าซเรือนกระจก พร้อมรับการตรวจประเมินจากผู้ตรวจประเมินภายนอก ซึ่งเป็นบุคคลที่ 3 และผ่านการรับรองมาตรฐานระบบการจัดการเศรษฐกิจหมุนเวียนสำหรับองค์กรเป็นกลุ่มแรกของประเทศไทย จำนวน 26 บริษัท นอกจากนี้ยังได้พัฒนาผู้มีความสามารถในการเป็นที่ปรึกษา (Consultants) พัฒนาผู้ตรวจประเมิน (Auditors) จากหน่วยตรวจรับรอง (CB: Certification Body) ที่พร้อมดำเนินการขยายขอบเขตการให้บริการตรวจประเมินและให้การรับรอง CEMS สอดคล้องตามข้อกำหนดของมาตรฐาน เพื่อเป็นการยกระดับสถานประกอบการที่ดำเนินธุรกิจภายใต้แนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน ให้มีการดำเนินการอย่างมีประสิทธิภาพ”

    นายวีระศักดิ์ เพ้งหล้ง ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการการมาตรฐานแห่งชาติ สมอ. ได้กล่าวเพิ่มเติมว่า “มาตรฐานระบบการจัดการเศรษฐกิจหมุนเวียนสำหรับองค์กรเป็นเรื่องใหม่ ดังนั้น การสร้างกำลังคน โดยเฉพาะที่ปรึกษา จะเป็นปัจจัยสำคัญในการนำไปสู่การขยายผลให้มีการประยุกต์ใช้มาตรฐานในภาคอุตสาหกรรมในวงกว้าง เพื่อร่วมขับเคลื่อนนโยบาย CE อย่างเป็นรูปธรรม ในโครงการนี้ ได้มีการจัดอบรมภาคทฤษฏีเกี่ยวกับที่มาของการพัฒนาข้อกำหนดและการตีความข้อกำหนดสู่แนวทางเชิงปฏิบัติ รวมทั้งภาคปฏิบัติ ผ่านการเป็นที่ปรึกษาของบริษัทนำร่อง เพื่อพัฒนาที่ปรึกษาให้มีองค์ความรู้และเข้าใจเกี่ยวกับแนวทางเชิงปฏิบัติและการแสดงความสอดคล้องตามข้อกำหนดของมาตรฐานระบบการจัดการเศรษฐกิจหมุนเวียนองค์กร จำนวน 34 คน แบ่งเป็น บริษัทที่ปรึกษา 6 บริษัท รวม 23 คน ที่ปรึกษาอิสระ 5 คน และอาจารย์จากมหาวิทยาลัย 6 คน โดยจะประกาศรายชื่อที่ปรึกษาบนเว็บไซด์ของ สมอ. เพื่อเป็นข้อมูลให้กับโรงงานอุตสาหกรรม”

    รายชื่อหน่วยตรวจรับรอง (CB: Certification Body) ที่เข้าร่วมโครงการและพร้อมให้บริการตรวจประเมินและรับรองมาตรฐานระบบการจัดการเศรษฐกิจหมุนเวียนสำหรับองค์กร

    1) สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย หรือ วว. (TISTR)

    2) สถาบันรับรองมาตรฐานไอเอสโอ (MASCI)

    3) บริษัท เอสจีเอส (ประเทศไทย) จำกัด (SGS)

    4) บริษัท บูโร เวอริทัส (ประเทศไทย) จำกัด (Bureau Veritas)

    บพข. มีเป้าหมายที่จะปิดช่องว่างและเชื่อมโยงผู้เกี่ยวข้องหลักในห่วงโซ่คุณค่า ตั้งแต่เจ้าของแบรนด์ผลิตภัณฑ์ ผู้ผลิต ผู้บริโภค และผู้รีไซเคิล เพื่อให้เกิดเศรษฐกิจหมุนเวียนอย่างเป็นรูปธรรมในประเทศไทย จึงได้ให้ทุนสนับสนุนโครงการวิจัยดังกล่าว ภายใต้แผนงานกลุ่มเศรษฐกิจหมุนเวียน โดยมี วีกรีน เป็นผู้ดำเนินงาน ร่วมกับ สมอ. ที่สนับสนุนทุนวิจัยในรูปแบบ in-kind ซึ่ง บพข. คาดหวังว่าระบบ CEMS จะเป็นเครื่องมือและกลไกที่สำคัญในการขับเคลื่อนพัฒนาประเทศไทยด้วยโมเดลเศรษฐกิจหมุนเวียนได้ตามเป้าหมายอย่างเป็นรูปธรรม นำไปสู่การลดการใช้ทรัพยากร การลดปริมาณของเสีย ลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และการเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์หมุนเวียน ตลอดจนทำให้ประเทศไทยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ก้าวสู่ความเป็นผู้นำด้านเศรษฐกิจหมุนเวียนในระดับภูมิภาค

  • บพข. ผนึกกำลังสถาบันฯ สิ่งทอ ปั้นSME สิ่งทอสู่ธุรกิจฐานนวัตกรรมขนาดใหญ่

    บพข. ผนึกกำลังสถาบันฯ สิ่งทอ ปั้นSME สิ่งทอสู่ธุรกิจฐานนวัตกรรมขนาดใหญ่

    หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) ร่วมกับ สถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอ เดินหน้าโปรเจ็กต์บิ๊กเร่งวางกลยุทธ์ด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม ดัน SME สิ่งทอก้าวสู่ธุรกิจฐานนวัตกรรมขนาดใหญ่รองรับอุตสาหกรรม S-Curve และ New S-Curve ตั้งเป้าเพิ่มรายได้ไม่น้อยกว่าร้อยละ 20 ภายใน 3 ปี

    14 ก.พ.67 นางจันทิรา ยิมเรวัต วิวัฒน์รัตน์ประธานคณะอนุกรรมการแผนงานพัฒนาและส่งเสริมให้ประเทศ เพิ่มธุรกิจฐานนวัตกรรมขนาดใหญ่ หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) เปิดเผยว่า ตามนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการให้ภาคอุตสาหกรรมไทยมีการเจริญเติบโตด้วยเทคโนโลยี และนวัตกรรมเชิงลึกในอุตสาหกรรมต่างๆ พร้อมมุ่งเน้นให้เกิดการเพิ่มธุรกิจฐานนวัตกรรม (Innovation Driven Enterprises: IDEs) ขนาดใหญ่ในทุกอุตสาหกรรม อุตสาหกรรมสิ่งทอถือเป็นอุตสาหกรรมหนึ่งที่สามารถปรับตัวและพัฒนาสู่อุตสาหกรรมที่ใช้นวัตกรรมหรือเทคโนโลยีขั้นสูงได้ ไม่ว่าจะเป็นด้าน สิ่งทอทางการแพทย์ (Medical textiles) สิ่งทอทางการเกษตร (Agro-textiles) สิ่งทอเพื่ออุตสาหกรรม (Industrial textiles) สิ่งทอยานยนต์ (Automotive and Aerospace) เป็นต้น อย่างไรก็ตาม ปัญหาที่สำคัญคือการยากที่จะนำงานวิจัยส่วนใหญ่ออกสู่เชิงพาณิชย์ บพข. ซึ่งเป็นหน่วยงานที่มีภารกิจในการสนับสนุนทุนวิจัยเพื่อเพิ่มความสามารถทางการแข่งขันของประเทศ โดยผลักดันให้เกิดการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐและเอกชนทั้งในและต่างประเทศ ทำให้งานวิจัยสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริงในเชิงพาณิชย์ จึงได้ร่วมกับ สถาบันพัฒนาอุตสาหรรมสิ่งทอ ดำเนิน “โครงการพัฒนาผู้ประกอบการสิ่งทอด้วยนวัตกรรมความยั่งยืนด้วยเทคโนโลยีด้านนาโน วัสดุ ชีวภาพ และอิเล็กทรอนิกส์ สู่อุตสาหกรรม S-Curve และ New S-Curve ปีงบประมาณ 2567 โดยช่วยสนับสนุนผู้ประกอบการในภาคอุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม ขนาดกลาง และขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นสถานประกอบการที่มีศักยภาพในการเติบโตสู่การเป็นธุรกิจฐานนวัตกรรม ควบคู่ไปกับการพัฒนาสถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอ ซึ่งเป็นคนกลางและเป็นกลไกบริหารงาน (Intermediary) และเชื่อมโยงผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน (IBDS) โดยมีเป้าหมายให้ประเทศไทยมี IDEs อุตสาหกรรมสิ่งทอที่มีฐานนวัตกรรมขนาดใหญ่เพิ่มขึ้น มีการเติบโตอย่างก้าวกระโดด มีรายได้สูงขึ้นกว่าร้อยละ 20 ภายใน 3 ปี และเติบโตสู่การมีรายได้ 1,000 ล้านบาท ในอนาคต เพื่อสร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยไปสู่ความยั่งยืน

    นางจันทิรา ยิมเรวัต วิวัฒน์รัตน์ ประธานคณะอนุกรรมการแผนงานพัฒนาและส่งเสริมให้ประเทศ เพิ่มธุรกิจฐานนวัตกรรมขนาดใหญ่ หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.)

    ดร.ชาญชัย สิริเกษมเลิศ ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอ กล่าวว่า ในฐานะสถาบันฯ เป็นคนกลางและเป็นกลไกบริหารจัดการ (Intermediary) และดำเนินงานหลักภายใต้กิจกรรมดังกล่าว ในปี 2567 นั้น ได้วางแนวทางขับเคลื่อนผู้ประกอบการหรือ IDEs ประกอบไปด้วย 3 แนวทางคือ การหมุนเวียน (Circularity) การสร้างความยั่งยืน (Sustainability) และ การปรับตัวสู่ดิจิทัล (Digitalization) โดยเน้นด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมเป็นหลัก แบ่งเป็น 4 มิติ  ได้แก่ 1.สร้างนวัตกรรมให้กับสินค้า (Product Innovation) 2.ยกระดับกระบวนการผลิตด้วยนวัตกรรม (Process Innovation) 3.พัฒนาด้านการตลาดด้วยนวัตกรรม (Market Innovation) และ 4.การพัฒนา -2-   รูปแบบธุรกิจด้วยนวัตกรรม (Organization Innovation) โดยมุ่งให้คำปรึกษาแนะนำในการจัดทำแผนกลยุทธ์ธุรกิจ (Strategic Business Plan) และการพัฒนาเครือข่ายเพื่อให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยี (Innovation Transfer) ในอุตสาหกรรมสิ่งทอแฟชั่นทั้งในและต่างประเทศ

    โดยตั้งเป้ามูลค่าทางเศรษฐกิจคือ เพิ่มยอดขายสินค้าของผู้ประกอบการไม่น้อยกว่าร้อยละ 20 และสร้างมูลค่าเพิ่มผลิตภัณฑ์สิ่งทอที่เกิดจากการใช้นวัตกรรมไม่น้อยกว่าร้อยละ 10 เกิดการจ้างแรงงานเพิ่มขึ้นในระบบ มูลค่าทางด้านสังคม ผู้บริโภคได้ใช้นวัตกรรมเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นในราคาที่เหมาะสม เนื่องจากสามารถผลิตเองได้ภายในประเทศ มูลค่าเพิ่มทางด้านสิ่งแวดล้อม นวัตกรรมและเทคโนโลยีที่นำมาใช้ในกระบวนการ จะช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม การปนเปื้อนของสารพิษต่าง ๆ ลดการปล่อยของเสีย ลดการปล่อยคาร์บอนฟุตพริ้น การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์

    อย่างไรก็ตาม จากการดำเนินโครงการดังกล่าวในภาพรวม คาดว่าจะสามารถยกระดับผู้ประกอบการสิ่งทอไทยสู่การเป็นผู้ประกอบการยุคใหม่ที่มีฐานนวัตกรรมขนาดใหญ่ (IDEs) และต่อยอดองค์ความรู้ระหว่างผู้ประกอบการในห่วงโซ่คุณค่าในรูปแบบของนวัตกรรมแบบเปิดได้ ส่งผลให้ช่วยลดการนำเข้าผลิตภัณฑ์หรือบริการด้านเทคโนโลยี รวมถึงส่งเสริมความร่วมมือและร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐ ผู้ประกอบการขนาดใหญ่ สร้างความได้เปรียบในการแข่งขันในตลาดได้ในระยะยาว  สำหรับผู้ประกอบการท่านใดที่สนใจเข้าร่วมกิจกรรมดังกล่าวในปีงบประมาณ 2568 สามารถสอบถามรายละเอียดได้ที่ สถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอ โทร. 0 2713 5492 – 9 ต่อ ฝ่ายประชาสัมพันธ์ หรือติดตามรายละเอียดได้ที่ www.thaitextile.org  และ facebook : Thailand Textile Institute