กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)

บพข. หนุนแพลตฟอร์ม The Craft Continuum ยกระดับ “คราฟต์” ฝีมือคนไทย ก้าวสู่ระดับโลก

“คราฟต์” (Craft) งานหัตถกรรมที่ถูกสร้างด้วย “มือ” ผ่านกระบวนการพิถีพิถันทีละขั้นตอน ไม่เพียงแต่แสดงถึงทักษะทางฝีมือ แต่คือมรดกทางวัฒนธรรมที่มีชีวิต สะท้อนศิลปะในแต่ละภูมิภาค มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว และสามารถเพิ่มมูลค่าได้อย่างไร้ขีดจำกัด หากมีการนำเทคโนโลยีการเคลือบผิวเข้าไปผสมผสาน ยกตัวอย่าง ประตูบานหนึ่งจำหน่ายในราคาชิ้นละ 1 หมื่นบาท ถ้านำเทคโนโลยีเข้าไปเพิ่มคุณสมบัติ ประกอบกับความพิเศษของลวดลาย อาจสามารถเพิ่มราคาขายเป็น 1 แสนบาท หรือ 1 ล้านบาท แม้กระทั่งการนำโลหะมาเคลือบดอกไม้จริงให้คงสภาพอยู่ได้อย่างยาวนาน ล้วนเป็นเพิ่มมูลค่าให้กับงานคราฟต์มีเอกลักษณ์ในเวทีโลก

ด้วยจุดเด่นของอุตสาหกรรมคราฟต์ หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ หรือ บพข จึงสนับสนุนทุนวิจัย “โครงการแพลตฟอร์มพัฒนางานฝีมืออย่างต่อเนื่องเพื่อการสร้างศักยภาพให้กับเศรษฐกิจสร้างสรรค์ไทย” ให้กับ สถาบันวิจัยโลหะและวัสดุ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยมี ศ.ดร.ยุทธนันท์ บุญยงมณีรัตน์ เป็นหัวหน้าโครงการ ดำเนินการพัฒนาร่วมกับ บริษัท เนกซัส อิมแพ็ค คอร์ปอเรชั่น จำกัด เริ่มต้นด้วยการพัฒนางาน “คราฟต์” ภายใต้แพลตฟอร์ม “The Craft Continuum” 

The Craft Continuum เป็นโครงการริเริ่มเพื่อพัฒนาแพลตฟอร์มที่มุ่งเน้นการพัฒนาผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมงานคราฟต์ ยกระดับผลิตภัณฑ์ฝีมือคนไทยให้ก้าวไกลในเวทีโลก ผ่านการบูรณาการเทคโนโลยี โดยในปีแรกจะเน้นเทคโนโลยีวัสดุ โลหะ และเทคโนโลยีการเคลือบผิว จากทั้งสถาบันและเครือข่ายภาคเอกชน พร้อมทั้งสร้างเครือข่ายผู้เชี่ยวชาญและผู้ประกอบการงานคราฟต์ ตามวิสัยทัศน์ของแพลตฟอร์ม คือ “Preserve the past, empower the present and inspire the future” ซึ่งสะท้อนผ่านกิจกรรมหลักของโครงการ ได้แก่

Craft Lab เน้นการพัฒนาทักษะและองค์ความรู้ โดยการเติมเต็มองค์ประกอบที่ผู้ประกอบการต้องการ เน้นการเพิ่มมูลค่าผ่านการผสานเทคโนโลยี การตลาด และธุรกิจ 

Craft Ignite เวทีสำคัญที่สร้างการพบปะระหว่างผู้ประกอบการ นักออกแบบ นักวิจัย และนักลงทุน พร้อมเปิดโอกาสสู่การตลาด การยอมรับ การต่อยอด และยังเป็นเวทีที่ใช้คัดเลือกผู้ประกอบการงานคราฟต์เข้ามาในแพลตฟอร์มอีกด้วย 

Craft Frontier กลไกสำคัญในการเชื่อมโยงงานฝีมือไทยเข้าสู่ตลาดต่างประเทศ ด้วยการสร้างความร่วมมือระหว่างภาคธุรกิจ องค์การรัฐและเครือข่ายระดับโลก

กลุ่มเป้าหมายในปีแรก เน้นผู้ประกอบการในกลุ่มเครื่องประดับและของตกแต่ง ที่สามารถนำเทคโนโลยีวัสดุ โลหะ และการเคลือบผิวไปเพิ่มคุณสมบัติของผลิตภัณฑ์ได้อย่างเป็นรูปธรรม

คุณพงศกร ขันติชัยมงคล Founder & Innovation advisor Nexus Impact Corporation เล่าถึงแนวทางกิจกรรมในปีแรก ภายใต้ทุนสนับสนุนทุนวิจัยจาก บพข. ได้แก่

1. Craft Ignite Pre-seed & Scouting : การจัดกิจกรรมแนะนำ platform, ทดสอบสมมุติฐานของงาน Craft Ignite, prelim workshop เพื่อคัดกรองผู้ประกอบการ รวมถึงการวิเคราะห์แนวทางและความเป็นไปได้ในการสนับสนุนผู้ประกอบการ 

2. Craft Lab : จัดเวิร์กช็อป หรือจัดหาที่ปรึกษา ผู้ร่วมงาน เพื่อถ่ายทอดเทคโนโลยีและพัฒนาผลิตภัณฑ์ต้นแบบ โดยใช้เทคโนโลยีของสถาบันและเครือข่าย พร้อมทั้งการพัฒนาองค์ประกอบทางธุรกิจและตลาดในส่วนที่ผู้ประกอบการขาด

3. Craft Ignite : งานแสดงผลงานและเปิดพื้นที่ความร่วมมือทางการตลาด 

4. Craft Frontier : พัฒนาข้อมูลเครือข่าย รวมถึงแนวทางและรูปแบบการร่วมมือกับเครือข่ายการค้าและงานในเวทีระดับนานาชาติ 


ปั้น “ดอกรัก” เป็น “อุบะ” งานแต่ง

คุณพงศกร กล่าวถึงประสบการณ์การทำงานกับสตาร์ทอัพหลายกลุ่ม เขามองว่างานคราฟต์สามารถพัฒนาให้แข่งขันในตลาดโลกได้ ผู้ผลิตงานคราฟต์ถือเป็น “ศิลปิน” คนหนึ่ง ทำอย่างไรให้ศิลปะชิ้นนั้นมีทั้ง คุณค่า และ มูลค่า

“จุดเริ่มต้นของแนวคิดในการทำโครงการนี้คือ ก่อนหน้านี้ผมเจอกับนักร้อยดอกไม้ท่านหนึ่ง เขาถามผมว่าดอกรักที่นำมาร้อยเป็นพวงมาลัย สามารถทำอะไรได้มากกว่านี้ไหม เนื่องจากเขามีเพื่อนชาวต่างชาติ มาเที่ยวแล้วชอบ แต่ซื้อกลับไปไม่ได้ ในขณะที่พวงมาลัยของไทย ไม่เคยส่งไปขายในต่างประเทศ เพราะไม่สามารถคงสถาพเดิมได้ ผมจึงคุยกับผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมจิวเวลรี ใช้เทคโนโลยีเคลือบดอกรักจริงๆ ด้วยทองแดง ทอง ทำเป็นอุบะ ใช้ในงานแต่งเชิงวัฒนธรรม เรานำไปจัดแสดงในงาน Bangkok Design Week มีดีไซน์เนอร์ต่างประเทศมาขอซื้อ ราคาชิ้นละ 60,000 บาท เราไม่ได้ขาย เพราะทำเป็นสินค้าต้นแบบ แต่ทำให้เราเห็นภาพว่า เมื่อนำเทคโนโลยีมาประกบงานคราฟต์ สามารถสร้างตลาดใหม่ที่มีมูลค่าสูง ดอกจำปา จำปี บานไม่รู้โรย เคลือบโลหะ ทอง นาก เงิน ทำเป็นตุ้มหู เครื่องประดับต่างๆ สถาบันวิจัยโลหะและวัสดุ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จึงเสนอขอทุนวิจัยจากโครงการ Innovation Driven Enterprise (IDE) ของ บพข. โดยมีทีม เน็กซัส อิมแพ็ค คอร์ปอเรชั่น เข้ามาร่วมในโครงการนี้”


จากเครื่องปั้นดินเผา สู่ เซรามิกส์รักษ์โลก

คุณพงศกร กล่าวถึงเป้าหมายของโครงการนี้ ทำอย่างไรให้งานคราฟต์ของผู้ประกอบการมีมูลค่าเพิ่ม สามารถขยายเครือข่ายการผลิตเชื่อมต่อกับตลาดโลก ขณะที่ผู้ผลิตงานคราฟต์ส่วนใหญ่มีงานประจำล้นมือ จนไม่สามารถปลีกตัวมาเรียนรู้พัฒนาสินค้ารูปแบบใหม่ กลายเป็นโจทย์ที่จะต้องนำมาปรับจูน ค้นหาผู้ประกอบการคราฟต์ สัมภาษณ์แนวคิด เพื่อเฟ้นหาผู้ที่ต้องการเข้าร่วมกับแพลตฟอร์ม ประเมินว่าผู้ประกอบการมีความพร้อมแค่ไหนในการเข้าสู่กระบวนการบ่มเพาะ ทั้งในด้านการผลิต การตลาด และ เทคโนโลยี ผู้ประกอบการแต่ละคนอยู่ระดับไหน บางคนมีเทคโนโลยี แต่ไม่มีตลาดอื่นนอกจากตลาดปัจจุบัน บางคนผลิตสินค้าดีแต่ไม่มีเทคโนโลยีต่อยอด เป็นต้น

“ผมยกตัวอย่างผู้ประกอบการโรงงานเซรามิกส์เก่าแก่ ที่รับจ้างผลิตมาตลอด เราเข้าไปคุยกับเขาว่า อยากพัฒนาสินค้าที่เป็นแบรนด์ของตัวเองไหม ตรงนี้ต้องเคลียร์กับเจ้าของกิจการให้ชัดเจนว่า การสร้างแบรนด์เหนื่อยนะ เหนื่อยจริงๆ แต่ถ้าอยากจะไปในจุดนั้น เราช่วยได้ วันนี้คุณอาจจะเป็นแค่ช่างผลิตงานตามออเดอร์ แต่ถ้าต้องการพัฒนาแบรนด์สินค้าของตัวเอง ต้องปรับกระบวนการผลิตทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นการดีไซน์ การใช้เทคโนโลยี การบริหารการเงิน รวมถึงการปรากฏตัวต่อสาธารณชน เพื่อให้คนรู้จักแบรนด์ของคุณ หลังจากจูนกันได้  จึงเปลี่ยนจากการผลิตเครื่องปั้นดินเผาปกติ เติมเทคโนโลยีเข้าไป นำแนวคิด Sustainbility มาเป็นส่วนสำคัญในกระบวนการผลิต เพื่อสร้างเครื่องปั้นดินเผารักษ์โลก ซึ่ง Sustainbility ไม่ใช่แค่การลดต้นทุนการผลิต แต่ยังเป็นการสร้างความยั่งยืนของสินค้า ตลาดรับซื้อในราคาที่สูงขึ้น อันนี้คือเทคโนโลยีที่เราพัฒนาร่วมกับผู้ประกอบการในโครงการนี้”

นอกจากการปรับกระบวนการผลิตสู่ “เครื่องปั้นดินเผารักษ์โลก” แพลตฟอร์ม The Craft Continuum ยังช่วยเชื่อมโยงซัพพลายเชนในตลาดโลกให้อีกด้วย 


สร้าง “หนังสือ” กลิ่นหอมตามเนื้อหา

นอกจากการเชื่อมโยงผู้ประกอบการเครื่องปั้นดินเผาของไทยกับผู้ผลิตแก้วกาแฟแนวใหม่ ทีมเน็กซัส อิมแพ็ค คอร์ปอเรชั่น ยังเชื่อมโยงผู้ผลิตน้ำหอมกับผู้ประกอบการสำนักพิมพ์ ผลิตหนังสือที่มีกลิ่นหอมตามเนื้อหาของหนังสือ นับเป็นอีกหนึ่งกรณีศึกษาที่น่าสนใจอย่างยิ่ง

“เรานำผู้ที่มีองค์ความรู้ด้านกลิ่น มาเชื่อมต่อกับสำนักพิมพ์ นำกลิ่นน้ำหอมใส่ไว้ในหนังสือ โดยมีวัสดุการดูดน้ำหอมแล้วปล่อยช้าๆ เวลาหนังสือปิดจะไม่มีกลิ่น แต่เมื่อไหร่ที่เปิดจะมีกลิ่นจางๆ สอดคล้องกับเนื้อหาของหนังสือ เช่น หนังสือเกี่ยวกับอัศวิน กลิ่นจะเป็นฝุ่นๆ หน่อย มีความเป็นสปอร์ตผสมกลิ่นเหงื่อนิดๆ เพราะฉะนั้นหนังสือที่ผลิตในรูปแบบนี้จะมีมูลค่ามากขึ้น ทำให้คนจดจำมากขึ้น เคสนี้คือหนึ่งในโครงการนี้ ตั้งเป้าผลิตจำหน่ายในเชิงพาณิชย์ประมาณเดือนมกราคม 2569 นอกจากหนังสือแล้ว เรายังนำกลิ่นน้ำหอมไปเชื่อมกับวงการเซรามิกส์เทียนหอม ซึ่งปัจจุบันต้องจุดแล้วจึงเกิดกลิ่น ทำให้เกิดคาร์บอน สิ่งที่เราดำเนินการ นำน้ำหอมเคลือบบนเซรามิกส์ เมื่อเกิดความร้อนจะได้กลิ่นเทียนหอม หมายความว่าแทนที่จะต้องจุดเทียน ก็ใช้ขดลวดให้ความร้อนแทน กดปุบก็จะแสงเทียนและกลิ่นจางๆ ของเปลวเทียน โดยไม่มีควัน เหมาะกับเทรนของตลาด”


Craft Ignite ดึงความต่างเป็นความสำเร็จ

อย่างไรก็ตาม คุณพงศกรยอมรับว่า ขั้นตอนการทำงานของแพลตฟอร์มไม่ง่าย เพราะต้องเชื่อมโยง 3 เรื่องเข้าด้วยกัน คือ เทคโนโลยี การผลิต และ การตลาด เพราะฉะนั้น การทำงานจึงต้องมุ่งสเต็ปบายสเต็ป แต่ถ้าแพลตฟอร์มดำเนินการได้อย่างต่อเนื่อง จะสร้างองค์ความรู้และย่นระยะเวลาของผู้ประกอบการในซัพพลายเชนได้อย่างเป็นรูปธรรม

“ผมจัดงานอีเวนท์ที่ร้านช่างชุ่ย คือ Craft Ignite ซึ่งเป็นงานแสดงผลงานและเปิดพื้นที่ความร่วมมือทางการตลาด เชิญผู้ประกอบการเชี่ยวชาญด้านกาแฟ ด้านกลิ่น ด้านการจัดดอกไม้ และผู้ขายวัตถุดิบในอุตสาหกรรมหนัก มาในงานเดียวกัน เพื่อเกิดการพูดคุย แล้วเราเก็บข้อมูล นำความแตกต่างมาผสมผสานให้เกิดมูลค่าใหม่ ในต่างประเทศมีงานลักษณะนี้มาก แต่ในเมืองไทยจะเน้นจัดเป็นหมวดหมู่ ไม่นิยมแยกหมวด เช่น งานอาหาร งานเฟอร์นิเจอร์ งานอัญมณี แต่จากประสบการณ์ของผม การแยกกลุ่มเกิดมูลค่าได้ง่ายกว่า เช่น เราไปงานแสดงสินค้าเกี่ยวกับอาหาร เห็นร้าน ‘ข้าวมันไก่ไทยแท้’ อร่อยมาก แต่อยู่ในงานที่มีร้านอาหารมากมาย อาจมองเป็นเรื่องธรรมดา แต่ลองจินตนาการว่าถ้าร้านอาหารร้านนี้ ได้รับการคัดเลือกเพียงเจ้าเดียว ให้ไปอยู่ในโซนวีไอพีของงาน jewellry จะทำให้แสงฉายชัดเจนมากขึ้นขนาดไหน”

ด้วยเป้าหมายของแพลตฟอร์ม The Craft Continuum ต้องการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้ากลุ่มคราฟต์อย่างเป็นรูปธรรม การคัดกรองผู้ประกอบการจึงต้องเข้มข้น ค้นหาจากหลายสิบกิจการ ลงลึกตั้งแต่การสัมภาษณ์ การให้คำปรึกษาด้านการผลิต การบริหารบัญชี การสร้างทีมงาน เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ตามตัวชี้วัดประสิทธิภาพหลัก หรือ KPI หลังจบโครงการ 

“เป้าหมายความสำเร็จ คือ ผลประกอบการต้องเพิ่มขึ้น แต่งานคราฟต์สิ่งที่ต้องเพิ่มอีกเรื่องคือความเป็นที่รู้จักในระดับโลก ทำอย่างไรให้สินค้าของเขาถูกเห็นมากขึ้น การประเมินความสำเร็จของงานคราฟต์แตกต่างจากอุตสาหกรรมอื่น เพราะผู้ประกอบการบางรายไม่มีทีม ผมต้องจัดทีมไปทำงานเป็นทีมของเขาเลย ซึ่งในอนาคตผมกำลังคุยกับมหาวิทยาลัยว่าเป็นไปได้ไหมในการนำนักศึกษาของมหาวิทยาลัยไปร่วมทีม เป็นเคสบายเคส ถ้าโครงการจบ ผู้ประกอบการแฮปปี้ อาจจ้างงานต่อได้เลย”


Craft Frontier เส้นทางสู่ตลาดโลก

เป้าหมายความสำเร็จของงานคราฟต์อีกด้านหนึ่ง คือการที่สินค้าของผู้ประกอบการได้ประกวดบนเวทีระดับโลก และหากได้รับรางวัล ถือเป็นอีกหนึ่งความสำเร็จที่นำมาวัดผลได้ รวมถึงการสร้าง Craft Frontier พัฒนาข้อมูลเครือข่าย รวมถึงแนวทางและรูปแบบการร่วมมือกับเครือข่ายการค้าและงานในเวทีระดับนานาชาติ เช่น BANGKOK GEMS & JEWELRY FAIR

“เราคุยกับ บพข. ว่าเป้าหมายคือขยายคราฟต์ไทยไปตลาดโลก ผ่านงานประกวดระดับโกลบอล ลองนึกภาพว่าถ้าคราฟต์ไทยได้รางวัลติดต่อกันเรื่อยๆ ไม่นานก็กลายเป็นซอฟต์พาวเวอร์ และผลดีที่เกิดขึ้น ไม่ใช่เฉพาะกับผู้ชนะเท่านั้น แต่เป็นผลดีกับคราฟต์ไทยทั้งระบบ เราจะได้มูลค่าการตลาดกลับมาจากเวทีประกวด เช่น บายเออร์ระดับโลก ไปเดินงานประกวด งานอีเวนท์ งานแฟร์ เพื่อคัดเลือกสินค้าเข้าไปขายในห้างสรรพสินค้า เห็นคราฟต์ไทย เขาก็มั่นใจในการสั่งออเดอร์ไปขายในห้างของเขา”

เมื่อถามถึงเป้าหมายสูงสุดของแพลตฟอร์มนี้ คุณพงศกร กล่าวว่า อยากเห็นไดเรกชั่นความชัดเจนของแพลตฟอร์ม ขยายจากงานคราฟต์ไปสู่อุตสาหกรรมสร้างสรรค์อื่นๆ ซึ่งต้องอาศัยทุนวิจัยที่ต่อเนื่อง 

“อย่างวันนี้ผมดึงพาร์ทเนอร์จากออสเตรเลีย สิงคโปร์ มาช่วยโดยไม่มีการคิดเงิน ณ ตอนนี้ ซึ่งสิ่งที่เขาอยากเห็นคือความต่อเนื่องของโครงการ และโอกาสในการสร้างความร่วมมืออย่างต่อเนื่องในระยะยาว ในขณะเดียวกัน ในฐานะผู้รับทุนวิจัย เราต้องทำผลลัพธ์ให้ได้ตาม KPI กลายเป็นซอฟต์พาวเวอร์ มีสตอรีที่ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมหยิบไปสร้างสรรค์ต่อได้” คุณพงศกร กล่าวปิดท้าย