กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)

“บพข.” ลุยทัพ “มหิดล” ปลดล็อก 10 นวัตกรรมวิจัยไทย ต่อยอดงานวิจัยสู่สเกลธุรกิจและอิมแพคระดับชาติ

หน่วยบริหารจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถการแข่งขัน (บพข.) นำโดย รศ.ดร.กานดา บุญโสธรสถิตย์ พร้อมด้วยคณะที่ปรึกษาและผู้เชี่ยวชาญแผนงาน ลงพื้นที่มหาวิทยาลัยมหิดล วิทยาเขตศาลายา เพื่อติดตามและประเมินผลสัมฤทธิ์งานวิจัย โดยมี ศ.นพ.หม่อมหลวงชาครีย์ กิติยากร รองอธิการบดีฝ่ายวิจัย ให้การต้อนรับ เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2569

            การลงพื้นที่ครั้งนี้มุ่งเน้นการผลักดันงานวิจัยบนหิ้งสู่การใช้ประโยชน์จริงในเชิงพาณิชย์และสังคม โดยมี 10 โครงการไฮไลท์ที่สร้างผลกระทบเชิงบวกอย่างเป็นรูปธรรม ดังนี้


            อุตสาหกรรมกอล์ฟของไทยกำลังเผชิญภาวะอิ่มตัว ซึ่งสวนทางกับการเติบโตของตลาดโลก ประกอบกับข้อจำกัดด้านนโยบายรัฐที่อาจทำให้เราสูญเสียโอกาสสำคัญ ทั้งในแง่การสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและการปั้นบุคลากรสู่ระดับอาชีพ เพื่ออุดช่องโหว่นี้ ผศ.ดร. รัชพงษ์ กลิ่นศรีสุข จึงศึกษาระบบนิเวศกีฬากอล์ฟเชิงลึกทั้งในและต่างประเทศ นำมาสู่การจัดทำ “ยุทธศาสตร์ขับเคลื่อน 4 มิติ” ได้แก่

1. การปฏิรูปบทบาทภาครัฐเพื่อสนับสนุนกีฬากอล์ฟอย่างเป็นรูปธรรม

2. การสร้างเครือข่ายระดับท้องถิ่นเพื่อผลักดันนักกอล์ฟเยาวชน

3. การบูรณาการภาคเอกชนเพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรม

4. การยกระดับศักยภาพนักกีฬาไทยสู่มาตรฐานสากล

            ผลลัพธ์และผลกระทบ (Impact): ปัจจุบันโครงการได้ส่งมอบชุดข้อมูลยุทธศาสตร์ให้แก่สมาคมผู้บริหารสนามกอล์ฟภาคตะวันออก (EGA Thailand) เป็นที่เรียบร้อย ซึ่งข้อมูลนี้กำลังถูกนำไปใช้เป็น “เข็มทิศ” สำหรับผู้ปกครองในการวางแผนอนาคตให้เยาวชน ทั้งการสร้างโอกาสศึกษาต่อในต่างประเทศ และการปูทางสู่เส้นทางนักกีฬาอาชีพอย่างยั่งยืน


            เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทยในยุคหลังโควิด-19 ทีมนักวิจัย นำโดย รศ.ดร.แก้วตา ม่วงเกษม ได้บูรณาการความเชี่ยวชาญทางการแพทย์จาก SIRIRAJ H SOLUTIONS เข้ากับศิลปะแห่งการใช้ชีวิต เพื่อรังสรรค์ประสบการณ์ “ไลฟ์สไตล์การบำบัด” ที่ก้าวข้ามทุกข้อจำกัดทางร่างกาย

            ด้วยหัวใจสำคัญอย่างหลัก อารยสถาปัตย์ (Universal Design) โครงการได้ทลายกำแพงด้านการเคลื่อนไหว การมองเห็น และการได้ยิน เพื่อเปิดกว้างให้ผู้สูงอายุและผู้พิการสามารถเข้าถึงการพักผ่อนได้อย่างเท่าเทียม ควบคู่ไปกับการพัฒนาแพลตฟอร์มบริหารจัดการฐานข้อมูลอัจฉริยะเพื่อขยายตลาดและดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก

            ผลผลิตที่เป็นรูปธรรมและพร้อมต่อยอดเชิงพาณิชย์

  • เจาะตลาดกลุ่มเป้าหมายคุณภาพ: จัดทำชุดข้อมูลวิเคราะห์ศักยภาพและแผนการตลาด มุ่งเจาะกลุ่มนักท่องเที่ยวจากออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และจีน
  • สร้างประสบการณ์ท่องเที่ยวจริง: เปิดตัว 3 เส้นทางท่องเที่ยวนำร่องที่ตอบโจทย์คนทุกวัย, รังสรรค์ 15 ตำรับอาหารสุขภาพ และบุกเบิกกิจกรรมสันทนาการอย่างเทศกาลดนตรีเพื่อคนทั้งมวล (Music Festival for All)
  • เชื่อมต่อด้วยแพลตฟอร์มอัจฉริยะ: พัฒนาต้นแบบแพลตฟอร์ม Thailand Database บนระบบคลาวด์ ที่มาพร้อมโมเดลธุรกิจแบบครบวงจร

            ผลลัพธ์และผลกระทบ (Impact): ความสำเร็จของโครงการได้รับการพิสูจน์ผ่านการทดสอบตลาดจริง ซึ่งสามารถบรรลุเป้าหมาย OKR ของ บพข. ได้อย่างสมบูรณ์แบบ ทั้งในมิติของการกระจายรายได้เข้าสู่เมืองรอง และการสร้างความแข็งแกร่งให้แก่ผู้ประกอบการรายย่อย (SME) ในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวให้เติบโตได้อย่างยั่งยืน


            ประเทศไทยมีขยะ “รกหมู” ถูกทิ้งถึง 12-15 ล้านชิ้นต่อปี จนสร้างมลพิษ ทีมนักวิจัยนำโดย รศ.ดร.สุรางค์ ชาญกำแหงเดชา จึงดึงสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพขั้นสูงจากรกหมู มาปั้นเป็นผลิตภัณฑ์เวชสำอางและนวัตกรรมทางการแพทย์ เพื่อเตรียมเจาะตลาดกำลังซื้อสูงอย่างจีนและเกาหลีใต้ความคืบหน้าและผลงานที่เป็นรูปธรรม

  • ยกระดับการผลิตสู่โรงงานต้นแบบ: พัฒนากระบวนการเตรียมสารสกัดจากห้องแล็บ ขยายสเกลสู่ระดับโรงงานต้นแบบได้สำเร็จ โดยยังคงคุณภาพมาตรฐานไว้ได้อย่างครบถ้วน
  • ปั้นนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ที่ใช้ได้จริง: ต่อยอดสู่ผลิตภัณฑ์สุดล้ำ เช่น แผ่นไมโครนีเดิลส์ชนิดละลายที่แข็งแรงและส่งผ่านสารบำรุงเข้าสู่ผิวหนังได้ลึกซึ้ง รวมถึงไฮโดรเจลสมานแผลที่ผ่านการทดสอบความปลอดภัยในสัตว์ทดลองแล้ว
  • สร้างสารทดแทนการนำเข้า: พิสูจน์คุณภาพแล้วว่าสามารถใช้เป็นสารชีวผลิตภัณฑ์ทดแทนอาหารเลี้ยงเซลล์ (FBS) ในระบบทางเดินอาหาร ไต และภูมิคุ้มกันได้
  • การันตีด้วยอนุสิทธิบัตร: คว้าอนุสิทธิบัตร “กรรมวิธีสกัดโปรตีนจากรกสัตว์” ไปเมื่อต้นปี 2568 เป็นเครื่องยืนยันมาตรฐานความพร้อมในการเดินหน้าสู่ภาคอุตสาหกรรมอย่างเต็มตัว

            ผลลัพธ์และผลกระทบ (Impact): โครงการนี้ไม่เพียงแต่ช่วยเกษตรกรไทยบอกลาปัญหาขยะและมลพิษสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน แต่ยังช่วยลดต้นทุนมหาศาลจากการนำเข้าสารสกัดจากต่างประเทศ พร้อมทั้งเปิดประตูสร้างรายได้ใหม่ให้กับประเทศผ่านการส่งออกนวัตกรรมสุขภาพที่มีมาตรฐานระดับสากล


            เพื่อยืนยันคุณภาพและมาตรฐานของสมุนไพรไทย ทีมนักวิจัยนำโดย ผศ.ดร. ธฤตา กิติศรีปัญญา จึงได้สร้าง “เข็มทิศวิทยาศาสตร์” ขึ้นมา เพื่อจัดทำฐานข้อมูลสมุนไพรแบบครบวงจร โดยใช้เทคโนโลยีวิเคราะห์ระดับโมเลกุล (LC-MS/MS) ที่มีความแม่นยำสูงลิ่วมาเป็นเครื่องมือยืนยันความถูกต้อง

            ผลงานและความคืบหน้า

  • ถอดรหัสสมุนไพรชั้นเยี่ยม: นำสมุนไพร 10 ชนิดจากแหล่งปลูกชั้นดี 3 แห่งทั่วประเทศ มาสแกนด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง (LC-HRMS QTOF) เพื่อค้นหาและบันทึกข้อมูลสาระสำคัญที่ซ่อนอยู่ในพืชแต่ละต้น
  • สร้างฐานข้อมูลสารมาตรฐาน: จัดทำฐานข้อมูลสารมาตรฐานอีก 30 ชนิด เพื่อช่วยคัดแยกและจำแนกชนิดสารได้อย่างแม่นยำ
  • เดินหน้าเฟสต่อไป: ปัจจุบันโครงการอยู่ครึ่งหลังของแผนงาน ทีมวิจัยกำลังเร่งวิเคราะห์สมุนไพรเพิ่มเติม เพื่อเตรียมส่งมอบฐานข้อมูลฉบับสมบูรณ์

            ผลลัพธ์และผลกระทบ (Impact): ฐานข้อมูลชุดนี้จะเป็น “ข้อมูลอ้างอิงระดับชาติ” ที่ใช้พิสูจน์เอกลักษณ์และควบคุมคุณภาพวัตถุดิบ ช่วยให้ผู้บริโภคมั่นใจได้ว่าสมุนไพรที่ใช้ในภาคอุตสาหกรรมเป็นของแท้แน่นอน และยังเป็นรากฐานสำคัญที่จะขับเคลื่อนอุตสาหกรรมสมุนไพรไทยให้แข่งขันได้บนเวทีโลกอย่างยั่งยืน


            สารให้กลิ่นรส (Functional Ingredients) คือหัวใจสำคัญที่จะผลักดันอุตสาหกรรมอาหารไทยสู่เวทีโลก แต่ที่ผ่านมาไทยต้องพึ่งพาการนำเข้าเป็นหลัก ทีมนักวิจัยนำโดย รศ.ดร. สิทธิวัฒน์ เลิศศิริ จึงได้นำความเชี่ยวชาญด้านจุลินทรีย์หมักซีอิ๊ว มาผสานกับเทคโนโลยีขั้นสูง เพื่อสร้างสารให้กลิ่นรสระดับพรีเมียมขึ้นเองภายในประเทศ

            ผลงานและความคืบหน้า

  • ดึงเทคโนโลยีขั้นสูง (Deep Tech) เสริมทัพ: พัฒนาระบบถังหมักที่ใช้ความเย็นยิ่งยวด (Cryogenic Condensation) ดักจับกลิ่นที่ระเหยออกมา และใช้ระบบเมมเบรน (Membrane Pervaporation) สกัดสารให้กลิ่นรสได้อย่างบริสุทธิ์
  • รังสรรค์ 2 รสชาติพรีเมียม: พัฒนาต้นแบบสารให้กลิ่นรสกลุ่ม Pyrazines (ให้โทนกลิ่น Nutty, Chocolate, Malty, Sweet) และสารให้รส “อูมามิ” จากการหมักกากถั่วเหลืองไร้น้ำมัน
  • ขยายสเกลสู่การผลิตจริง (Scale-up): จับมือภาคเอกชน บริษัท เค เอช โรเบิร์ตส์ (ประเทศไทย) จำกัด ขยายการผลิตจากขวดแก้วในห้องแล็บ สู่ถังหมักระดับกึ่งอุตสาหกรรมขนาดกว่า 50 ลิตรได้สำเร็จ

            ผลลัพธ์และผลกระทบ (Impact): นี่คือการเริ่มต้นสายการผลิตสารให้กลิ่นรสมาตรฐานสากล “ครั้งแรกในประเทศไทย” ซึ่งจะช่วยพลิกโฉมบ้านเราจากเดิมที่เน้น “นำเข้า” สู่การเป็น “ผู้ผลิต” ที่พร้อมขับเคลื่อนธุรกิจนวัตกรรมอาหารสู่เชิงพาณิชย์อย่างเต็มตัว และดันไทยสู่การเป็นศูนย์กลางการผลิตและส่งออกชั้นนำของโลก


            ในยุควิกฤต “โลกเดือด” ที่ปัญหาสิ่งแวดล้อมกลายเป็นความเสี่ยงที่กระทบต่อต้นทุนและกำไรของภาคธุรกิจ ทีมนักวิจัยนำโดย ผศ.ดร.สุทธิชัย บุญประสพ จึงเร่งตอบโจทย์เศรษฐกิจ BCG ด้วยการจับมือกับบริษัทระดับประเทศอย่าง SCG และ SCGC พัฒนานวัตกรรมดักจับคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) รูปแบบใหม่ ที่กะทัดรัด ประสิทธิภาพสูง และหั่นต้นทุนได้ต่ำกว่าเทคโนโลยีเดิมอย่างก้าวกระโดด

            ผลงานและความคืบหน้า

  • แปลงก๊าซเสียเป็นขุมทรัพย์: ผสานวิทยาศาสตร์ขั้นสูงเข้ากับวิศวกรรม โดยใช้แบบจำลองคอมพิวเตอร์ 3 มิติ (CFD) ออกแบบเครื่องปฏิกรณ์สุดล้ำ พร้อมใช้ตัวเร่งปฏิกิริยาพิเศษเพื่อเปลี่ยนก๊าซ CO2 ให้กลายเป็น “เมทานอล” (Methanol) ซึ่งเป็นวัตถุดิบตั้งต้นที่มีมูลค่ามหาศาลในอุตสาหกรรม
  • สร้างมาตรฐานด้วยฝีมือคนไทย: พัฒนาระบบหมุนเวียนตัวดูดซับของแข็งในเครื่องปฏิกรณ์ฟลูอิไดซ์เบด จนประสบความสำเร็จในการสร้าง “รหัสการออกแบบมาตรฐานสากล” (Design Engineering Code) ด้วยฝีมือคนไทย 100%

            ผลลัพธ์และผลกระทบ (Impact): รหัสการออกแบบนี้เปรียบเสมือนกุญแจสำคัญที่ช่วยให้ภาคอุตสาหกรรม สามารถนำเทคโนโลยีไปเชื่อมต่อกับระบบการผลิตเดิมได้อย่างไร้รอยต่อ ไม่เพียงแต่ช่วยลดก๊าซเรือนกระจกอย่างเป็นรูปธรรม แต่ยังสร้างความมั่นคงทางเทคโนโลยี ลดการพึ่งพาต่างชาติ กระตุ้นการลงทุน และยกระดับบุคลากรผู้เชี่ยวชาญระดับสูงของไทยก้าวสู่สากล


            แม้ประเทศไทยจะขึ้นชื่อเรื่องความอุดมสมบูรณ์ของวัตถุดิบ แต่ที่ผ่านมาข้อมูลเชิงลึกอย่าง “สารออกฤทธิ์ทางชีวภาพ” กลับกระจัดกระจายและนำไปใช้ต่อยอดเชิงพาณิชย์ได้ยาก เพื่ออุดช่องโหว่นี้ ทีมนักวิจัย นำโดย รศ.ดร. ชลัท ศานติวรางคณา จึงได้พัฒนาแพลตฟอร์ม BCD (Bioactive Compound Database) ขึ้นมาเป็นศูนย์กลางรวบรวมข้อมูลแบบเบ็ดเสร็จ ตั้งแต่แหล่งที่มา ปริมาณสาร สรรพคุณทางสุขภาพ ไปจนถึงข้อมูลความเป็นพิษที่ผ่านการประเมินคุณภาพอย่างเข้มข้น

            ผลงานและความคืบหน้า

  • ใช้ AI จัดระเบียบข้อมูล: รวบรวมทรัพยากรอาหารไทย 7 กลุ่มหลัก 62 ชนิด กว่า 327 รายการ โดยนำระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามาช่วยให้การสืบค้นข้อมูลรวดเร็วและแม่นยำที่สุด
  • เชื่อมต่อเครือข่ายไร้รอยต่อ: พัฒนาระบบ API บูรณาการเข้ากับฐานข้อมูลโภชนาการระดับประเทศเดิม อย่าง Thai FCD และ INMUCAL ได้อย่างสมบูรณ์แบบ
  • พร้อมเปิดให้บริการแล้ว: อัปเกรดระบบ UI/UX ให้ใช้งานง่ายและตอบโจทย์จริง มีความยืดหยุ่นรองรับการเข้าถึงทั้งรูปแบบระบบเปิดและระบบสมาชิก

            ผลลัพธ์และผลกระทบ (Impact): แพลตฟอร์ม BCD ได้ก้าวขึ้นเป็น “โครงสร้างพื้นฐานระดับชาติ” ที่ตอบโจทย์คนทั้งระบบ ตั้งแต่ช่วยภาครัฐกำหนดมาตรฐานอาหาร เป็นคู่มืออ้างอิงให้แพทย์ใช้แนะนำผู้ป่วยได้อย่างปลอดภัย และที่สำคัญที่สุดคือเป็น “ขุมทรัพย์” ให้ภาคเอกชนสามารถดึงข้อมูลไปต่อยอดสร้างนวัตกรรมอาหารมูลค่าสูง เช่น อาหารฟังก์ชันและอาหารทางการแพทย์ เปิดโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ๆ ให้กับอุตสาหกรรมอาหารไทยได้อย่างยั่งยืน


            แม้ประเทศไทยจะทุ่มงบพัฒนานวัตกรรมอาหารมหาศาล แต่ “คอขวด” สำคัญที่ฉุดรั้งความสำเร็จคือ ความยุ่งยากในการขอรับรอง “การกล่าวอ้างทางสุขภาพ” บนฉลากผลิตภัณฑ์ ซึ่งผู้ประกอบการต้องแบกรับต้นทุนและเวลาในการทดสอบทางคลินิกที่สูงลิ่ว

            เพื่อแก้ปัญหานี้ ทีมนักวิจัยนำโดย รศ.ดร.เชาวนี ชูพีรัชน์ จึงได้เดินหน้าทลายขีดจำกัด ด้วยการสร้างฐานข้อมูลผลการทดสอบทางคลินิกมาตรฐานสากล เพื่อผลักดันสารสกัดจากพืชเศรษฐกิจไทยให้เข้าไปอยู่ในบัญชี “Positive List” ของ อย. ซึ่งบัญชีนี้เปรียบเสมือน “ทางด่วน” ที่ช่วยให้ภาคธุรกิจหยิบสรรพคุณไปอ้างอิงบนฉลากเพื่อทำการตลาดได้ทันที โดยไม่ต้องเริ่มนับหนึ่งทดสอบใหม่ด้วยตัวเอง

            ผลงานและความคืบหน้า

  • ดัน 4 สารสกัดพืชเศรษฐกิจขึ้นแท่น: เตรียมเสนอ อย. เพิ่มรายชื่อ ไพเพอรีน (จากพริกไทย), จินเจอรอล (จากขิง/ข่า), ออกตาโคซานอล (จากอ้อย) และ เบต้ากลูแคน (จากเห็ด) เข้าสู่ระบบ Positive List
  • ปั้นผลิตภัณฑ์ต้นแบบ: นำสารสำคัญมาพัฒนาเป็นนวัตกรรมอาหารที่เข้าถึงง่าย เช่น “ข้าวเกรียบเห็ดเสริมเบต้ากลูแคน” พร้อมตรวจวัดปริมาณสารอย่างแม่นยำ
  • เดินหน้าทดสอบทางคลินิก: ปัจจุบันกำลังยื่นขออนุมัติจริยธรรมวิจัยในมนุษย์ต่อมหาวิทยาลัยมหิดล เพื่อเตรียมทดสอบประสิทธิภาพของ “สารสกัดส้มแขก” (ช่วยระบบขับถ่าย) และ “โพลิโคซานอล” (ดูแลระดับไขมันในเลือด) อย่างโปร่งใสตามมาตรฐานสากล

            ผลลัพธ์และผลกระทบ (Impact): ข้อมูลความปลอดภัยและประสิทธิผลจากงานวิจัยนี้ จะเป็นกุญแจสำคัญให้ อย. นำไปกำหนดเงื่อนไขการกล่าวอ้างสุขภาพได้อย่างครอบคลุม ช่วยเซฟเงินและเวลาให้ผู้ประกอบการไทย ปลดล็อกสินค้าเกษตรให้กลายเป็น “อาหารเพื่อสุขภาพ” ที่น่าเชื่อถือและพร้อมแข่งขันบนเวทีโลกได้อย่างเต็มภาคภูมิ


            การขับเคลื่อนนวัตกรรมอาหารไทยสู่ยุค “อาหารมูลค่าสูง” แค่มีสูตรที่ดียังไม่พอ แต่หัวใจสำคัญคือต้องระบุ “สรรพคุณทางสุขภาพ” บนฉลากได้อย่างถูกต้องตามกฎหมายด้วย ที่ผ่านมาผู้ประกอบการต้องแบกรับภาระการพิสูจน์หลักฐานที่ทั้งซับซ้อนและใช้เวลานาน ทีมนักวิจัยนำโดย รศ.ดร.ทพญ.ดุลยพร ตราชูธรรม จึงอาสาเข้ามาทลายกำแพงนี้ ด้วยการสร้างบัญชีสารสำคัญ (Positive List) เพื่อเป็น “ทางลัด” ให้ภาคธุรกิจไทย

            ผลงานและความคืบหน้า

  • รวบรวมหลักฐานระดับสากล: ใช้วิธีทบทวนวรรณกรรมเชิงระบบและการวิเคราะห์อภิมาณ (Systematic Review/Meta-analysis) เพื่อดึงข้อมูลที่น่าเชื่อถือที่สุดจากทั่วโลก มาจัดทำแฟ้มวิชาการ (Dossier) สำหรับสารสำคัญ 10 รายการ
  • ครอบคลุม 4 กลุ่มสุขภาพฮิต ได้แก่

1. กลุ่มดูแลหัวใจ/หลอดเลือด (เช่น แอนโทไซยานิน, ออกตาโคซานอล)

2. กลุ่มเสริมภูมิคุ้มกัน (เช่น เบต้ากลูแคน, แอสตาแซนธิน)

3. กลุ่มบำรุงสายตา (ลูทีน/ซีแซนทิน)

4. กลุ่มขับสารพิษ (ซัลโฟราเฟน)

ความสำเร็จล่าสุด: สามารถผลักดันสารสำคัญผ่านร่างประกาศ Positive List ของ อย. ได้สำเร็จแล้วถึง 2 รายการ! ได้แก่ “คาเทชิน” จากชาเขียว (ช่วยคุมไขมัน) และ “ลูทีน/ซีแซนทิน” (ช่วยการมองเห็น)

            ผลลัพธ์และผลกระทบ (Impact): สามารถผลักดันสารสำคัญผ่านร่างประกาศ Positive List ของ อย. ได้สำเร็จแล้วถึง 2 รายการ ได้แก่ “คาเทชิน” จากชาเขียว (ช่วยคุมไขมัน) และ “ลูทีน/ซีแซนทิน” (ช่วยการมองเห็น) โดยโครงการนี้ช่วยให้ผู้ประกอบการที่หากผลิตภัณฑ์มีปริมาณสารตรงตามเกณฑ์มาตรฐานที่รับรอง ก็สามารถระบุสรรพคุณบนฉลากเพื่อสื่อสารกับผู้บริโภคได้ทันที ไม่เพียงลดอุปสรรคทางกฎระเบียบและทำให้สินค้าออกสู่ตลาดได้ไวขึ้น ยังเป็นการคุ้มครองผู้บริโภคด้วยความจริงทางวิทยาศาสตร์ และยกระดับมูลค่าวัตถุดิบเกษตรไทยให้แข่งขันได้บนเวทีโลกอย่างสง่างาม


            แม้เทรนด์สุขภาพจะมาแรง แต่ประเทศไทยยังต้องสูญเสียเม็ดเงินมหาศาลในแต่ละปีไปกับการนำเข้า “หัวเชื้อโพรไบโอติก” จากต่างประเทศ สาเหตุหลักมาจากความซับซ้อนในการทดสอบความปลอดภัยเพื่อขอขึ้นทะเบียน อย. ซึ่งต้องใช้ทั้งเทคโนโลยีขั้นสูงและผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง

            เพื่อทลายกำแพงนี้ ทีมนักวิจัยนำโดย รศ.ดร. วรงค์ศิริ เข็มสวัสดิ์ จึงได้จัดตั้ง “ศูนย์บริการทดสอบจุลินทรีย์โพรไบโอติกแบบเบ็ดเสร็จ (One-stop Service)” ที่ได้มาตรฐานสากลขึ้นในประเทศไทย เพื่อเป็นกลไกสำคัญในการสนับสนุนอุตสาหกรรมชีวภาพไทย

            ผลงานและความคืบหน้า

  • เปิดให้บริการเต็มรูปแบบแล้ว: ศูนย์ฯ พร้อมรับจบทุกขั้นตอน ตั้งแต่การทดสอบคุณสมบัติ ประเมินความปลอดภัย ไปจนถึงการวิเคราะห์เจาะลึกระดับรหัสพันธุกรรมทั้งจีโนม (Whole Genome Sequencing: WGS)
  • บริการที่ปรึกษาแบบ End-to-End: ไม่เพียงแค่ทดสอบ แต่ยังช่วยเป็นพี่เลี้ยงสนับสนุนการจัดเตรียมเอกสารและรายงานเพื่อยื่นประเมินความปลอดภัยกับ อย. ให้ผู้ประกอบการทำงานได้ง่ายและรวดเร็วที่สุด
  • นำร่องสายพันธุ์ไทยสู่สากล: ประเดิมทดสอบจุลินทรีย์สายพันธุ์ไทยที่มีศักยภาพสูงไปแล้วถึง 5 สายพันธุ์ และเตรียมขยายสเกลบริการเพื่อรองรับผลิตภัณฑ์กลุ่มอื่นๆ ในอนาคต

     

       ผลลัพธ์และผลกระทบ (Impact): ประเดิมทดสอบจุลินทรีย์สายพันธุ์ไทยที่มีศักยภาพสูงไปแล้วถึง 5 สายพันธุ์ และเตรียมขยายสเกลบริการเพื่อรองรับผลิตภัณฑ์กลุ่มอื่นๆ ในอนาคต โดย ศูนย์ One-stop Service แห่งนี้คือ “จุดเปลี่ยน” สำคัญที่จะช่วยลดภาระความยุ่งยากให้ภาคธุรกิจ ลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างชาติ ดึงเม็ดเงินมหาศาลกลับประเทศ และปลดล็อกศักยภาพทรัพยากรชีวภาพของไทยให้ถูกนำมาสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้อย่างสูงสุด

            นอกจากนี้ คณะทำงาน บพข. ได้เข้าเยี่ยมชม หน่วยวิจัยและบริการทดสอบทางคลินิกสำหรับผลิตภัณฑ์อาหาร (CRU) ศูนย์วิจัยครบวงจรที่เชี่ยวชาญการทดลองทางคลินิกเพื่อสนับสนุนการขอขึ้นทะเบียนอาหารใหม่ (Novel Food) และการกล่าวอ้างทางสุขภาพ จากนั้นได้ศึกษาดูงาน ณ ศูนย์เครื่องมือวิจัยเพื่อความเป็นเลิศ (MUFRF) และ ห้องปฏิบัติการทางจุลินทรีย์ ซึ่งโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีและบุคลากรระดับสูงเหล่านี้ ถือเป็นฟันเฟืองสำคัญที่พร้อมรองรับและเร่งขับเคลื่อนงานวิจัยด้านเทคโนโลยีชีวภาพและนวัตกรรมอาหารของประเทศให้ก้าวสู่ระดับสากลต่อไป