กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)

จากเชื้อเพลิงไร้คาร์บอนถึงดาวเทียมไทย บพข. เปิดความก้าวหน้า 11 โครงการวิจัย มจพ. จับมือเร่งพานวัตกรรมสู่การใช้งานจริง


หน่วยบริหารจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถการแข่งขัน (บพข.) ภายใต้สำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (องค์การมหาชน) โดย รศ.ดร.กานดา บุญโสธรสถิตย์ ผู้อำนวยการ บพข. มอบหมายให้ ดร.อัญชัญ ชมภูพวง รอง ผอ.บพข. พร้อมคณะทำงาน ลงพื้นที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) เพื่อติดตามผลการดำเนินงาน รับฟังความก้าวหน้า และหารือแนวทางผลักดันผลงานวิจัย 11 โครงการ ให้ก้าวจากต้นแบบไปสู่การใช้งานจริงและการต่อยอดเชิงพาณิชย์ โดยครอบคลุม 4 แผนงาน บพข. ได้แก่ แผนงานพลังงาน เคมีและวัสดุชีวภาพ(3 โครงการ) แผนงานระบบคมนาคมแห่งอนาคตและระบบราง (3 โครงการ) แผนงานดิจิทัลและเซมิคอนดักเตอร์ (4 โครงการ) และ แผนงานสุขภาพและการแพทย์ (1 โครงการ) และมีเอกชนร่วมสนับสนุนทุนตั้งแต่ต้นทางรวม 15 บริษัท ตั้งแต่เอกชนขนาดใหญ่ จนถึงผู้ประกอบการเฉพาะทาง

           ภาพรวมของงานวิจัยครั้งนี้สะท้อนความเชี่ยวชาญที่หลากหลายของ มจพ. ตั้งแต่การลดคาร์บอนและมลพิษในภาคขนส่ง การผลิตชิ้นส่วนระบบรางภายในประเทศ เทคโนโลยีเซ็นเซอร์และปัญญาประดิษฐ์ ไปจนถึงเครื่องมือแพทย์และดาวเทียมขนาดเล็ก โดยทุกโครงการมีเป้าหมายร่วมกัน คือทำให้องค์ความรู้ตอบโจทย์ผู้ใช้ ลดการพึ่งพาเทคโนโลยีต่างประเทศ และสร้างขีดความสามารถใหม่ให้ภาคอุตสาหกรรมไทย

           แอมโมเนียเป็นเชื้อเพลิงที่ไม่มีคาร์บอนในโมเลกุล จึงไม่ปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์จากการเผาไหม้โดยตรง แต่ข้อจำกัดคือจุดติดไฟยากและเปลวไฟลุกลามช้า รศ.ดร.สุวิมล วงศ์สกุลเภสัช จึงนำทีมวิจัยพัฒนาแนวคิดการเผาไหม้ร่วม (co-combustion) โดยผสมแอมโมเนียกับแก๊สโซลีน เอทานอล หรือแก๊สโซฮอล์ในสัดส่วนที่เหมาะสม เพื่อให้การเผาไหม้มีประสิทธิภาพขึ้น พร้อมพัฒนาระบบฉีดเชื้อเพลิงและระบบบำบัดไอเสียควบคู่กัน

           ปลายทางของงานไม่หยุดอยู่ที่สูตรเชื้อเพลิงในห้องปฏิบัติการ แต่คือการสร้างต้นแบบสำหรับรถตุ๊กตุ๊ก เรือ และเครื่องปั่นไฟ เพื่อประเมินทั้งสมรรถนะ ความปลอดภัย ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจก่อนขยายผลเชิงพาณิชย์

          ความก้าวหน้าที่สำคัญ

  • อยู่ระหว่างทดสอบสัดส่วนแอมโมเนีย–แก๊สโซลีนร้อยละ 0–30 โดยปริมาตร เพื่อหาจุดสมดุลด้านประสิทธิภาพและการลดมลพิษ
  • ติดตั้งเครื่องฟอกไอเสียเชิงเร่งปฏิกิริยาแบบ 3 ทางแล้ว และเตรียมทดสอบการควบคุมแอมโมเนียส่วนเกินไม่เกิน 1,000 ppm ตามเกณฑ์ Euro 6
  • ติดตั้งระบบฉีดแอมโมเนียเข้าท่อไอดีในเครื่องยนต์ต้นแบบสำหรับรถตุ๊กตุ๊กและเครื่องปั่นไฟสำเร็จแล้ว

           อีกหนึ่งโจทย์ใหญ่ของภาคขนส่งคือการลดมลพิษจากเครื่องยนต์ดีเซลโดยไม่เพิ่มภาระให้ผู้ใช้ รศ.ดร.สุวิมล วงศ์สกุลเภสัช จึงต่อยอดการผลิตเชื้อเพลิงเหลวสังเคราะห์ด้วยเทคโนโลยีสีเขียว นำเชื้อเพลิงชีวภาพจากน้ำมันพืชหรือผลิตภัณฑ์พลอยได้ และเชื้อเพลิงจากกระบวนการฟิชเชอร์–โทรปช์ (Fischer–Tropsch) มาพัฒนาเป็นน้ำมันน้ำมันสูตรใหม่ไม่มีสารก๊าซพิษ (ซัลเฟอร์) ที่มีคุณสมบัติใกล้เคียงดีเซลทั่วไป เพื่อให้ใช้กับเครื่องยนต์เดิมได้โดยไม่ต้องดัดแปลง

           หลังผ่านการทดลองสูตรในระดับห้องปฏิบัติการ ทีมวิจัยกำลังขยายกำลังการผลิต พัฒนาตัวเร่งปฏิกิริยาและเครื่องจักรต้นแบบ ควบคู่กับการทดสอบให้สอดคล้องกับมาตรฐานกรมธุรกิจพลังงาน และประเมินวัฏจักรชีวิต (LCA) เพื่อให้คำว่า “เชื้อเพลิงสะอาด” มีข้อมูลรองรับตลอดห่วงโซ่

          ความก้าวหน้าที่สำคัญ

  • ได้ต้นแบบตัวเร่งปฏิกิริยา ระบบผลิตก๊าซสังเคราะห์และไฮโดรเจน รวมถึงระบบเปลี่ยนน้ำมันพืชและก๊าซเป็นดีเซลสูตรสะอาด
  • ทดสอบประสิทธิภาพเชื้อเพลิงกับเครื่องยนต์จริง และประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมด้วยวิธี Life Cycle Assessment (LCA)
  • ยื่นขอความคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา (อนุสิทธิบัตร) 2 เรื่อง ตีพิมพ์บทความนานาชาติ 13 เรื่อง และพัฒนาบุคลากรด้าน biorefinery 13 คน

           เซลล์แสงอาทิตย์เพอรอฟสไกต์มีประสิทธิภาพสูง ผลิตด้วยพลังงานต่ำ และประยุกต์ใช้กับพื้นผิวที่ยืดหยุ่นได้ แต่ความชื้น ออกซิเจน และสภาพอากาศจริงยังทำให้อายุใช้งานเป็นอุปสรรคต่อการเข้าสู่ตลาด ผศ.ดร.ธนา โชติช่วงชัชวาล จึงพัฒนาชั้นห่อหุ้มจากฟิล์มนาโนอะคริลิกราคาประหยัด เพื่อปกป้องเซลล์โดยไม่ลดทอนประสิทธิภาพเดิม

           ทีมวิจัยกำลังผสานฟิล์มดังกล่าวกับระบบซีลขอบและระบบสุญญากาศ พร้อมทำงานกับบริษัท KG Solar เพื่อผลิตชุดทดลองภาคสนาม เป้าหมายคือผ่านการทดสอบความทนทาน 1,000 ชั่วโมงตามแนวทางมาตรฐาน มอก. และ IEC และเริ่มจากตลาดที่ใช้พลังงานไม่สูง เช่น อุปกรณ์ IoT และอุปกรณ์ภายในอาคารที่มีแสงน้อย

          ความก้าวหน้าที่สำคัญ

  • ต้นแบบรักษาประสิทธิภาพได้มากกว่าร้อยละ 80 หลังทำงานต่อเนื่อง 800 ชั่วโมงตามการทดสอบมาตรฐาน ISOS
  • พัฒนาเครื่องอัดสุญญากาศเคลือบผิว PerovVac™ รุ่น Beta พร้อมคู่มือปฏิบัติงานและระบบควบคุมคุณภาพ
  • ยื่นอนุสิทธิบัตร และมีบทความนานาชาติ 3 เรื่องใน iScience, ACS Photonics และ Materials Today Advances

           ชุดขอพ่วงและเครื่องฉุดลากเป็นอุปกรณ์รับแรงที่เชื่อมตู้รถไฟเข้าด้วยกัน จึงมีผลโดยตรงต่อความปลอดภัยและความต่อเนื่องของการเดินรถ ขณะที่ประเทศไทยยังพึ่งพาการนำเข้าด้วยต้นทุนสูง รศ.ดร.อนันต์ สืบสำราญ จึงนำทีมออกแบบและพัฒนาชุดขอพ่วงและเครื่องฉุดลากเหล็ก รุ่น Type E contour 10A สำหรับรถสินค้าและรถโดยสาร เพื่อให้ภาคอุตสาหกรรมไทยผลิตและจำหน่ายได้เอง

           กระบวนการพัฒนาครอบคลุมการถอดแบบ การวิเคราะห์ด้วยคอมพิวเตอร์ การหล่อและขึ้นรูป ตลอดจนการทดสอบตามมาตรฐาน AAR ซึ่งเป็นด่านสำคัญก่อนนำอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยสูงไปใช้งานจริง โครงการจึงสร้างทั้งผลิตภัณฑ์ บุคลากร และความรู้ด้านวิศวกรรมระบบรางไปพร้อมกัน

          ความก้าวหน้าที่สำคัญ

  • ได้ต้นแบบชุดขอพ่วงและเครื่องฉุดลากสำหรับต่อยอดสู่การใช้งานเชิงพาณิชย์
  • ตั้งเป้าหนุนมูลค่าการลงทุนวิจัยและนวัตกรรมของผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมเป้าหมายเพิ่มขึ้นร้อยละ 15 ต่อปี
  • ตั้งเป้าเพิ่มจำนวน SMEs ที่ลงทุนพัฒนาเทคโนโลยีระบบรางร้อยละ 10 ต่อปี

           เซ็นเซอร์ควบคุมอาคารทั่วไปอาจคลาดเคลื่อนจากความชื้น ฝุ่น หรือรูปแบบการแต่งกาย และเมื่อติดตั้งแยกจากวัสดุอาคารก็มีโอกาสชำรุดง่าย รศ.ดร.สุรเมธ เฉลิมวิสุตม์กุล จึงพัฒนาเซ็นเซอร์แบบคาปาซิทีฟที่ฝังอยู่ในกระจก เปลี่ยนพื้นผิวกระจกให้ตอบสนองได้ทั้งการสัมผัสและการเข้าใกล้ พร้อมเชื่อมต่อกับระบบ IoT

           การฝังอุปกรณ์ไว้ในเนื้อกระจกช่วยปกป้องวงจรและเพิ่มความทนทาน ขณะเดียวกันข้อมูลจากเซ็นเซอร์สามารถส่งเข้าสู่เว็บแอปพลิเคชันเพื่อวิเคราะห์และสั่งงานระบบอาคาร ทีมวิจัยยังเตรียมต่อยอดการตรวจจับคราบสกปรกและน้ำฝน เพื่อรองรับโรงพยาบาล โรงแรม โครงการมิกซ์ยูส และเมืองอัจฉริยะ

          ความก้าวหน้าที่สำคัญ

  • ได้ต้นแบบเซ็นเซอร์ฝังกระจก 4 รูปแบบ และต้นแบบสวิตช์กระจกอัจฉริยะแบบสัมผัสและไร้สัมผัส
  • พัฒนากระบวนการเชื่อมต่อขั้วไฟฟ้าที่ผลิตซ้ำในระดับโรงงานได้
  • พัฒนาเว็บแอปพลิเคชันสำหรับบันทึกและวิเคราะห์ข้อมูล โดยโครงการประเมินศักยภาพตลาดมากกว่า 470 ล้านบาทภายใน 5 ปี

           ระบบวิเคราะห์ภาพที่พัฒนาจากต่างประเทศมักไม่เข้าใจบริบทของสถานีบริการน้ำมันไทย เช่น ป้ายทะเบียนภาษาไทย ประเภทน้ำมัน หรือขั้นตอนการให้บริการ ดร.ชูเกียรติ ศักดิ์สุรกานต์ จึงพัฒนาระบบปัญญาประดิษฐ์สำหรับวิเคราะห์วิดีโอแบบเรียลไทม์ เปลี่ยนภาพจากกล้องวงจรปิดเป็นข้อมูลเวลารอ พฤติกรรมการใช้บริการ และสถานะหน้างานบนแดชบอร์ด

           จุดสำคัญคือ AI ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงรายงานย้อนหลัง แต่เชื่อมต่อกับฮาร์ดแวร์หน้างาน เพื่อเตือนเมื่อเสี่ยงเติมน้ำมันผิดประเภทหรือเมื่อการบริการล่าช้า ช่วยให้ผู้ประกอบการจัดการความปลอดภัย ประสิทธิภาพ และประสบการณ์ลูกค้าได้จากระบบเดียว

           ความก้าวหน้าที่สำคัญ

  • พัฒนาโมเดลวิเคราะห์ภาพและระบบเชื่อมโยงข้อมูลสำหรับบริบทสถานีบริการน้ำมันไทย
  • ติดตั้งระบบบันทึกภาพด้วยกล้องประสิทธิภาพสูง 14 ตัว
  • จัดทำชุดฮาร์ดแวร์แจ้งเตือน 3 ชุด พร้อมอุปกรณ์เครือข่ายสำหรับเชื่อมระบบหน้างาน

           การสร้างทางรถไฟสายยาวต้องเชื่อมรางมาตรฐานหลายท่อนให้ต่อเนื่องกัน แต่เครื่องจักรและวัสดุเชื่อมส่วนใหญ่ยังนำเข้า ขณะที่งานภาคสนามซึ่งพึ่งแรงงานมากอาจเกิดความคลาดเคลื่อนของรอยเชื่อม ผศ.ดร.วรรณลักษณ์ เหล่าทวีทรัพย์ จึงพัฒนาเครื่องเชื่อมชนวาบแบบอัตโนมัติ และนำโครงรถไฟเก่าของการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) มาดัดแปลงเป็นฐานเคลื่อนที่

           แนวคิดนี้ทำให้เครื่องจักรเดินทางไปเชื่อมรางตามจุดก่อสร้างได้ ลดขั้นตอนและความผิดพลาดจากการควบคุมด้วยแรงงานคน พร้อมสร้างรอยเชื่อมที่แข็งแรงสม่ำเสมอขึ้น องค์ความรู้และคู่มือจากโครงการยังเป็นฐานต่อยอดสู่เทคโนโลยีรางเชื่อมยาวแบบไร้รอยต่อในประเทศ

          ความก้าวหน้าที่สำคัญ

  • ได้ต้นแบบเครื่องเชื่อมชนวาบบนโครงรถ รฟท. พร้อมคู่มือการใช้งาน
  • มุ่งยกระดับความเร็ว ความแข็งแรง และความสม่ำเสมอของรอยเชื่อมให้เป็นไปตามมาตรฐาน
  • จัดทำพิมพ์เขียวและองค์ความรู้เชิงลึกเพื่อลดการพึ่งพาเครื่องจักรและผู้เชี่ยวชาญต่างประเทศ

           เมื่อจำนวนขบวนรถเพิ่มขึ้น หินโรยทางและหมอนคอนกรีตต้องรับแรงซ้ำจนเสื่อมสภาพเร็ว แผ่นยางยืดหยุ่นรองใต้หมอนคอนกรีต (Under Sleeper Pads: USP) ช่วยลดแรงสั่นสะเทือนและการสึกหรอได้ แต่ไทยยังนำเข้าผลิตภัณฑ์ชนิดนี้ทั้งหมด ผศ.ดร.สุรกิจ ท้วมเพิ่มทรัพย์ จึงพัฒนาสูตรยางสังเคราะห์และสารประสานที่เหมาะกับอากาศร้อนชื้นและสภาพทางรถไฟไทย

           ทีมวิจัยทดสอบทั้งความแข็ง ความทนความร้อนและน้ำมัน การต้านไฟฟ้า และการรับแรงซ้ำระยะยาว พร้อมจำลองการรับแรงด้วยคอมพิวเตอร์ก่อนนำต้นแบบไปทดสอบภาคสนาม อีกผลลัพธ์สำคัญคือร่างมาตรฐานผลิตภัณฑ์สำหรับส่งมอบให้ รฟท. ใช้เป็นเกณฑ์อ้างอิงด้านคุณภาพและการจัดซื้อในอนาคต

          ความก้าวหน้าที่สำคัญ

  • ได้สูตรยางสังเคราะห์และสารประสานสำหรับสภาพภูมิอากาศไทย
  • ได้ต้นแบบแผ่นยางรองใต้หมอนคอนกรีต รวมถึงแม่พิมพ์และเครื่องมือสำหรับขยายกำลังผลิต
  • จัดทำร่างข้อกำหนดมาตรฐานผลิตภัณฑ์เพื่อสนับสนุนการใช้งานจริงและการจัดซื้อของ รฟท.

           ร้านสหกรณ์กรุงเทพ จำกัด มีสมาชิกมากกว่า 140,000 รายและให้บริการ 5 สาขา แต่ระบบเดิมไม่รองรับอุปกรณ์เคลื่อนที่และยังเชื่อมข้อมูลระหว่างสาขากับส่วนกลางได้ไม่เต็มที่ ผศ.ดร.พงศ์ศรัณย์ บุญโญปกรณ์ จึงพัฒนาระบบบริหารจัดการบนคลาวด์และ API เพื่อให้การขาย สต็อก สมาชิก บัญชี ขนส่ง และช่องทางออนไลน์แลกเปลี่ยนข้อมูลกันได้แบบเรียลไทม์

           ระบบใหม่มีเป้าหมายลดงานซ้ำและความผิดพลาด พร้อมรองรับ QR Code บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และการใช้งานผ่านอุปกรณ์เคลื่อนที่ นอกจากช่วยให้สหกรณ์ตอบรับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคดิจิทัล ยังเปิดช่องให้เกษตรกรและวิสาหกิจชุมชนนำสินค้าเข้าสู่ตลาด และสามารถพัฒนาเป็นระบบต้นแบบสำหรับสหกรณ์อื่นทั่วประเทศ

           ความก้าวหน้าที่สำคัญ

  • ระบบขายหน้าร้านและออนไลน์ (POS) รองรับการชำระเงินหลายรูปแบบและอุปกรณ์เคลื่อนที่
  • ระบบหลังบ้าน (BOM) ครอบคลุมสินค้า คลัง การสั่งซื้อ และฐานข้อมูลสมาชิก
  • API เชื่อมต่อบัญชี ขนส่ง ธนาคาร และเครือข่ายเกษตรกร ช่วยลดการป้อนข้อมูลซ้ำระหว่างระบบ

           Picosecond Laser ปล่อยพลังงานในช่วงเวลาสั้นมาก จึงใช้รักษารอยสัก ฝ้า กระ และปานได้อย่างแม่นยำ แต่เครื่องมือส่วนใหญ่มีราคาสูงและต้องนำเข้า รศ.ดร.อมรินทร์ รัตนะวิศ จึงพัฒนาเลเซอร์การแพทย์แบบสองความยาวคลื่นที่ปรับแต่งลำแสงได้รวดเร็ว พร้อมซอฟต์แวร์และหัวยิงอัจฉริยะเพื่อควบคุมตำแหน่งและพลังงานให้เหมาะกับการรักษา

           เป้าหมายของโครงการคือทำให้ต้นแบบฝีมือคนไทยผ่านการทดสอบความปลอดภัยและการรับรองมาตรฐานเครื่องมือแพทย์ ก่อนนำไปใช้ในโรงพยาบาลและคลินิก นอกจากนี้ ทีมวิจัยยังวางรากฐานศูนย์ตรวจสภาพและตั้งค่าเครื่องเลเซอร์ เพื่อให้ผู้ให้บริการในประเทศตรวจสอบความแม่นยำและความปลอดภัยได้โดยไม่ต้องพึ่งต่างประเทศ

           ความก้าวหน้าที่สำคัญ

  • ได้ต้นแบบเครื่องเลเซอร์การแพทย์แบบสองความยาวคลื่น พร้อมระบบควบคุมและหัวยิง
  • เตรียมกระบวนการทดสอบความปลอดภัยและขอรับรองมาตรฐานเครื่องมือแพทย์
  • ต่อยอดสู่ศูนย์ตรวจสภาพและตั้งค่าเครื่องเลเซอร์การแพทย์ และศูนย์วิจัยเลเซอร์พลังงานสูงสำหรับภาคอุตสาหกรรม

           พื้นที่กลางทะเล ป่าลึก หรือพื้นที่ห่างไกลอาจอยู่นอกขอบเขตเครือข่ายภาคพื้นดิน ทำให้ข้อมูลจากเซ็นเซอร์ส่งกลับมาไม่ได้ ดร.พงศธร สายสุจริต นำทีมพัฒนาอุปกรณ์ IoT ฐานอวกาศสำหรับดาวเทียมขนาดเล็ก KNACKSAT-2 ร่วมกับเครือข่ายพันธมิตร โดยมี บพข. และบริษัท แอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ทเวอร์ค จำกัด (AWN) ในเครือ AIS สนับสนุนทุนและร่วมวิจัย

           ดาวเทียมใช้วัสดุภายในประเทศร้อยละ 98 และบรรทุกอุปกรณ์สื่อสาร 2 ชุด คือ Chef และ Postman เพื่อทดสอบการรับส่งข้อมูลร่วมกับเครือข่าย 5G และ NB-IoT ภาคพื้นดิน หากการทดสอบสำเร็จ เทคโนโลยีนี้จะต่อยอดเป็นบริการ Satellite IoT สำหรับติดตามทรัพยากร สิ่งแวดล้อม ความมั่นคง และการดำเนินงานในพื้นที่อับสัญญาณ พร้อมสร้างบุคลากรและโอกาสให้ผู้ผลิตชิ้นส่วนอวกาศไทย

           ความก้าวหน้าที่สำคัญ

  • ดาวเทียมและ IoT payload ทั้งสองชุดถูกปล่อยจากสถานีอวกาศนานาชาติสู่วงโคจรเมื่อ 3 กุมภาพันธ์ 2569 และเริ่มภารกิจเมื่อ 21 กุมภาพันธ์ 2569
  • สถานะตามต้นฉบับอยู่ที่ TRL 6 และระบบทำงานปกติ โดยกำหนดทดสอบรับสัญญาณจากโหนด IoT จริงในเดือนมิถุนายน 2569
  • วางแผนนำผลทดสอบร่วมพัฒนากับ AIS จาก TRL 7 สู่ TRL 9 เพื่อสร้างบริการเชิงพาณิชย์และประยุกต์กับดาวเทียมดวงอื่น

           ภายหลังการนำเสนอ คณะทำงาน บพข. และผู้บริหาร มจพ. ได้เยี่ยมชมห้องปฏิบัติการและศูนย์วิจัย เพื่อดูต้นแบบและระบบทดสอบจริง ทั้งด้านพลังงานสะอาด ยานยนต์ ระบบราง เซ็นเซอร์ดิจิทัล เลเซอร์การแพทย์ และเทคโนโลยีอวกาศ การลงพื้นที่จึงไม่ใช่เพียงการติดตามตัวชี้วัด แต่เป็นโอกาสเชื่อมผู้ให้ทุน นักวิจัย ผู้ใช้ และภาคอุตสาหกรรมเข้าด้วยกัน เพื่อมองให้เห็นว่าผลงานใดพร้อมใช้ ผลงานใดต้องผ่านมาตรฐานเพิ่มเติม และผลงานใดควรเร่งสร้างพันธมิตรเพื่อเข้าสู่ตลาด

           ทั้ง 11 โครงการแสดงให้เห็นว่าเส้นทางจากห้องแล็บสู่ผลกระทบจริงต้องอาศัยมากกว่าความสำเร็จทางวิชาการ แต่รวมถึงการออกแบบต้นแบบ การทดสอบในสภาพใช้งาน การรับรองมาตรฐาน ทรัพย์สินทางปัญญา โมเดลธุรกิจ และการทำงานร่วมกับผู้ใช้ปลายทาง ซึ่งเป็นกลไกสำคัญที่ บพข. และ มจพ. กำลังร่วมกันขับเคลื่อน เพื่อให้งานวิจัยไทยสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมได้อย่างเป็นรูปธรรม