หลังจากมีการออกประกาศกฎกระทรวงการคลัง เรื่องการผลิตสุรา และกฎหมายมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 1 พ.ย. 2565 เป็นต้นมา ข้อจำกัดในการดำเนินธุรกิจของผู้ประกอบการผู้ผลิตสุราขนาดเล็กก็ได้รับการผ่อนปรนลง เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยได้ขยับขยายกำลังการผลิตเพื่อสร้างงาน สร้างรายได้ให้ชุมชน และขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากของประเทศ ขณะเดียวกัน ผลของการปรับเปลี่ยนดังกล่าวยังแสดงให้เห็นภาพรวมของตลาดว่าผู้บริโภคปัจจุบันให้ความสนใจ สุราพื้นบ้าน หรือ สุราชุมชน และพร้อมสนับสนุนสินค้าจากภูมิปัญญาไทย โดยการผลิตสุราชุมชนนั้นกระจายอยู่ในทุกภูมิภาคทั่วไทย และหนึ่งในจังหวัดที่มีการทำสุราชุมชนอย่างแพร่หลายนั่นคือ จังหวัดแพร่
โครงการวิจัย “การพัฒนาต่อยอดผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมชีวภาพของจังหวัดแพร่ เพื่อเพิ่มมูลค่าด้านเศรษฐกิจสร้างสรรค์” เป็นความร่วมมือดำเนินการวิจัยระหว่างนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยพะเยา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ และมหาวิทยาลัยราชภัฎจันทร์เกษม ภายใต้การสนับสนุนทุนการศึกษาวิจัยจาก หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) และกลุ่มบริษัทเอกชนประกอบด้วย บริษัท ยามเย็น เดเวลอปเมนท์ 1995 จำกัด และห้างหุ้นส่วนจำกัด สามจอก บริวเวอรี่ โดยการศึกษาวิจัยครั้งนี้เป็นการศึกษาวิจัยที่ต่อยอดด้วยการนำภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมด้านอาหารและเครื่องดื่มท้องถิ่น นำมาพัฒนายกระดับการสร้างเศรษฐกิจรายได้แก่ท้องถิ่นและการวิจัยยังเป็นตอบโจทย์ใน “อุตสาหกรรมในเศรษฐกิจชีวภาพ” อย่างชัดเจน ตั้งแต่การใช้วัตถุดิบในท้องถิ่นตัวอย่างดังเช่น การใช้ข้าวเหนียวพื้นเมือง เป็นวัตถุดิบหลักในการผลิต และยังมีการนำสมุนไพรพื้นบ้านมาพัฒนาหัวเชื้อยีสต์ธรรมชาติสำหรับกระบวนการการหมักทางชีวภาพ ในกระบวนการผลิตสุราชุมชนด้วย

ดังนั้น เพื่อพัฒนาและยกระดับ สุราชุมชนเมืองแพร่ ให้ได้มาตรฐานและเป็นที่ยอมรับของตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ ทีมนักวิจัยจึงได้ทำโครงการวิจัย โดยการดึงเอาศักยภาพของอุตสาหกรรมในท้องถิ่นซึ่งมีจุดแข็งและมีชื่อเสียงในด้าน “เศรษฐกิจชีวภาพ” มาพัฒนาเพิ่มศักยภาพด้วยการใช้แนวคิดเศรษฐกิจสร้างสรรค์ซึ่งเป็นกลไกใหม่ ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยทีมวิจัยได้ดำเนินการสำรวจและพบว่า “เครื่องดื่มสุราพื้นบ้านหรือสุราชุมชน” ของจังหวัดแพร่สามารถสร้างรายได้ให้กับเศรษฐกิจฐานรากอย่างมาก โดยมีหลักฐานเชิงประจักษ์จากการที่ภาครัฐสามารถจัดเก็บ “ภาษีสรรพสามิตร” จากอุตสาหกรรมสุราพื้นบ้าน หรือ สุราชุมชน ได้ในจำนวนหลายร้อยล้านบาทในช่วง 5 ปี ที่ผ่านมา

ความโดดเด่นของ จ.แพร่ ในฐานะห้องรับแขกของภาคเหนือ ด้วยศักยภาพเมืองแห่งภูมิปัญญาสุราชุมชนระดับพรีเมี่ยม” ของไทย
ผศ.ดร.อัมเรศ เทพมา หัวหน้าโครงการวิจัย การพัฒนาต่อยอดผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมชีวภาพของจังหวัดแพร่ เพื่อเพิ่มมูลค่าด้านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ให้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับโครงการวิจัยนี้ว่า
“พื้นที่จังหวัดแพร่ เป็นพื้นที่ให้บริการทางวิชาการของ มหาวิทยาลัยพะเยา และในฐานะนักวิจัยซึ่งมีโอกาสได้ไปทำงานวิจัยในจังหวัดแพร่อย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับบริบททางวัฒนธรรม ซึ่งในช่วงที่ผ่านมาเราได้พัฒนางานวิจัยให้เป็นไปในทิศทางที่สามารถตอบโจทย์การสร้างเศรษฐกิจรายได้ในระดับท้องถิ่นด้วยการเน้นนำเอาแนวคิดเศรษฐกิจสร้างสรรค์” มาเป็นแนวคิดในการพัฒนาเศรษฐกิจ “ในปีแรกของการวิจัยราว พ.ศ. 2565 ได้ทำโครงการวิจัยที่ตอบโจทย์การสร้าง “เศรษฐกิจสร้างสรรค์” ในจังหวัดแพร่”
“การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์สำคัญในการค้นหาศักยภาพของทรัพยากรที่จะเป็นต้นทุนในการนำไปพัฒนาเศรษฐกิจ ซึ่งทีมนักวิจัยได้มีโอกาสศึกษาและค้นคว้าข้อมูลที่เกี่ยวกับมรดกทางวัฒนธรรมทั้งในตัวเมืองแพร่และในอำเภอต่างๆ ของจังหวัดแพร่ เพื่อค้นหาศักยภาพของทรัพยากรในฐานการผลิตงานสร้างสรรค์”

“จากการศึกษาพบว่ามีกลุ่มทรัพยากรทางด้านงานสร้างสรรค์ จำนวน 5 ประเภทอุตสาหกรรม ประกอบด้วย เศรษฐกิจจากอุตสาหกรรมไม้สัก เศรษฐกิจจากหัตถกรรมผ้ามัดย้อม เศรษฐกิจจากอุตสาหกรรมด้านอาหารและเครื่องดื่มภูมิปัญญาท้องถิ่น เศรษฐกิจจากอุตสาหกรรมเครื่องมือเหล็กที่สนับสนุนด้านการเกษตร และสุดท้ายคือเศรษฐกิจจากอุตสาหกรรมงานสร้างสรรค์เน้นด้านงานคราฟท์เซรามิก”
“ในช่วงปีแรกเราพบว่าหนึ่งในประเด็นที่น่าสนใจ คือ อาหารและเครื่องดื่มจากภูมิปัญญาท้องถิ่น ซึ่งเป็นประเด็นการสร้างเศรษฐกิจสร้างสรรค์จากฐานทุนวัฒนธรรรมที่จังหวัดแพร่มี และมีการนำไปต่อยอดสร้างรายได้และขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระดับท้องถิ่นได้ สุราชุมชน หรือ สุราพื้นบ้าน จังหวัดแพร่ จึงเป็นผลิตภัณฑ์ที่สื่อถึงอัตลักษณ์ของจังหวัดแพร่ เพราะผลิตจากแหล่งทรัพยากรธรรมชาติในลุ่มน้ำยม และเป็นผลผลิตที่มีความเชื่อมโยงในอุตสาหกรรมไม้สักนับตั้งแต่อดีต”
“สุราชุมชน เป็นหนึ่งในเครื่องดื่มที่เป็นภูมิปัญญาของคนแพร่ ที่ผลิตด้วยการนำสมุนไพรท้องถิ่นมาใช้เป็นวัตถุดิบผลิตยีสต์ธรรมชาติสำหรับใช้เป็นหัวเชื้อในการผลิตสุราชุมชน และได้ผ่านมากาลเวลามานับตั้งแต่ไม่ถูกรับรองตามกฎหมายกระทั่งผ่านช่วงเวลาของการต่อสู้เพื่อสร้างการยอมรับทั้งในจังหวัดแพร่ สุโขทัย อุตรดิตถ์ และภาคเหนือของประเทศไทย จนกระทั่งในตอนนี้พัฒนามาจนถึงการยอมรับทางกฎหมายจึงทำให้ สุราชุมชน พื้นบ้าน จ.แพร่ ไม่ใช่ ”สุราเถื่อน“ อีกต่อไป แต่เป็นสุราชุมชนที่พร้อมที่จะส่งเสริมให้เป็นผลิตภัณฑ์ประจำ จ.แพร่ และเป็นเครื่องมือขับเคลื่อนเศรษฐกิจตัวใหม่ของจังหวัด จนนำมาสู่ความภาคภูมิใจโดยการเป็นผลิตภัณฑ์จากมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม จนได้รับการขึ้นทะเบียนได้รับเครื่องหมายสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) อย่างน่าภาคภูมิใจ”

“ด้วยที่มาและความสำคัญที่กล่าวมาข้างต้น ทางทีมนักวิจัยพบว่าสุราพื้นบ้านที่ผลิตในอำเภอวังชิ้นเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีศักยภาพที่จะสามารถพัฒนา และยกระดับคุณภาพมาตรฐานให้เป็นผลิตภัณฑ์ที่สร้างรายได้แก่ผู้ประกอบการใน จ.แพร่ แต่ยังขาดการสนับสนุนและการพัฒนาโดยใช้กลไกของ วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม มาเป็นเครื่องมือในการพัฒนา ทีมนักวิจัยจึงได้จับมือกับภาคเอกชนซึ่งเป็นผู้ประกอบการที่ผลิต “สุราชุมชน” ในอำเภอวังชิ้น จังหวัดแพร่ จัดทำข้อเสนอเพื่อขอรับทุนสนับสนุนโครงการวิจัย จากหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) เพื่อหากลไกใหม่ในการยกระดับและสร้างมาตรฐานการผลิต การสร้างภาพลักษณ์แบรนด์ (Branding) และพัฒนาแนวทางการใช้ทรัพยากรในทุกกระบวนการผลิตอย่างคุ้มค่า และช่วยให้การผลิตเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ตลอดจนสร้างศักยภาพของห่วงโซ่การผลิตสุราชุมชนตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ซึ่งจะเป็นการเพิ่มรายได้ให้กับผู้ประกอบการที่ผลิตสุราพื้นบ้าน จ.แพร่ อย่างยั่งยืน”
การจัดทำข้อเสนอโครงการวิจัยฯนี้ ทีมวิจัยได้พบประเด็นที่เป็นทั้งความท้าทายและปัญหาของการทำสุราพื้นบ้านในพื้นที่ อำเภอวังชิ้น และอำเภอสอง ที่มีผู้ประกอบการทำสุราพื้นบ้านหรือสุราชุมชนกระจายอยู่จำนวนมาก และผู้ประกอบการจากอำเภอวังชิ้นได้เข้ามามีส่วนร่วมกับทีมวิจัยมหาวิทยาลัยพะเยาและเครือข่ายความร่วมมือ ซึ่งถือว่าเป็นผู้ประกอบการท้องถิ่นที่มีศักยภาพแต่ยังคงมีเป้าหมายต่อการพัฒนาสร้างแบรนด์ (Branding) อย่างต่อเนื่องเพื่อให้ได้รับการยอมรับในมาตรฐานและยกระดับสู่การส่งออกในต่างประเทศได้ นอกจากนั้นยังมีส่วนสำคัญในการพัฒนาความเชื่อมั่น ร่วมสร้างมาตรฐานในการผลิต ให้ได้รับการยอมรับด้วย

สำหรับเป้าหมายในการขยายพื้นที่ทางการตลาดในต่างประเทศที่สำคัญ เช่น ตลาดในประเทศจีน จากการศึกษาวิจัย ยังพบว่าสามารถพัฒนาศักยภาพของสุราชุมชนให้ไปได้ไกลกว่าการผลิตและจำหน่ายในแบบเดิม โดยใช้หลักการและแนวทางของ “เศรษฐกิจชีวภาพสร้างสรรค์” มาเป็นเครื่องมือในการขับเคลื่อนและยกระดับรายได้ให้สูงขึ้นได้
กระบวนการวิจัย ในครั้งนี้จึงได้พัฒนาโมเดล “เศรษฐกิจชีวภาพสร้างสรรค์” หรือ 3G Economy Model ซึ่งเป็นการรวมหลักการสำคัญของการทำเศรษฐกิจชีวภาพและเศรษฐกิจสร้างสรรค์เข้าด้วยกัน โดยงานวิจัยนี้จะไม่ได้แค่พัฒนาสุราชุมชนซึ่งเป็นอัตลักษณ์ท้องถิ่นหลักของสุราชุมชนเมืองแพร่อยู่แล้วเท่านั้น แต่ยังมีโจทย์สำคัญคือ จะใช้เศรษฐกิจสร้างสรรค์มาเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือหรือกลไกใหม่ ในการนำพาให้ผลิตภัณฑ์สุราชุมชนมีคุณค่าและสร้างมูลค่าที่สูงขึ้น และก่อให้เกิดกระบวนทัศน์ต่อการบริโภคในรูปแบบใหม่ด้วยช่องทางการตลาดใหม่ และสร้าง ให้เกิดการยอมรับผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ผลิตจากกระบวนการผลิตชุมชนในรูปแบบใหม่ขึ้นด้วย
เจาะลึกแผนยกระดับและพัฒนา สุราชุมชนเมืองแพร่ ด้วย 3G Economy Model
โครงการวิจัยนี้ ไม่ได้มองสุราชุมชนเป็นเพียงสุราที่ใช้เป็นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เพียงอย่างเดียว แต่ต้องการพัฒนาผลิตภัณฑ์ตามโมเดล 3G Economy ซึ่งเป็นการตีความตามโอกาสการขยายตลาดของผลิตภัณฑ์จากกระบวนการผลิตสุราชุมชนและสามารถแบ่งออกได้ดังนี้

1. Grey Market หมายถึงตลาดผลิตภัณฑ์สุราชุมชนเดิมที่จะได้รับการยกระดับให้ได้มาตรฐานการผลิตมีการปรับปรุง รสชาติให้ตรงตามความต้องการของลูกค้าในตลาดแต่ละกลุ่ม และขยายกระบวนการสร้างรูปแบบการบริโภคแนวใหม่ เช่น การใช้เป็นส่วนประกอบของ อาหารมูลค่าสูง ได้
2. Green Market ทีมผู้วิจัยมองว่าสุราชุมชน มีศักยภาพที่ขยายเข้าไปในตลาดกลุ่มนโยบายความเป็นกลางทางคาร์บอน หรือ (Carbon Neutrality) เป็นเครื่องดื่มที่ใช้ในธุรกิจโรงแรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Green plus hotel) โดยธุรกิจในปัจจุบันที่ให้บริการด้านการท่องเที่ยวที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมก็เป็นองค์กรที่ให้ความสำคัญกับการปลดปล่อยคาร์บอน และได้ดำเนินนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมที่ลดการปลดปล่อยคาร์บอนในทุกกิจกรรม นอกจากนั้น การพัฒนางานวิจัยในครั้งนี้ได้ทำให้ผลิตภัณฑ์นี้กลุ่มสุราชุมชนเดิมทั้งสองผู้ประกอบการได้รับการรับรองปริมาณคาร์บอนต่อผลิตภัณฑ์ (ฉลากคาร์บอนด์) จากองค์การบริหารก๊าซเรือนกระจก (อบก) อย่างเป็นทางการ และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่จากกระบวนการผลิตสุราชุมชนด้วยแนวคิด Waste to Value โดยนำวัตถุดิบที่เหลือใช้ในกระบวนการผลิตสุราชุมชน เช่น “ส่าเหล้า” มาพัฒนาเป็น เครื่องดื่มในกลุ่ม Post-biotic ที่ให้ประโยชน์ต่อร่างกายและส่งเสริมสุขภาพ


3. Gold Market เป็นการพัฒนาสร้างแบรนด์ผลิตภัณฑ์ให้ภาพลักษณ์ของผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง เพื่อเชื่อมโยงกับโอกาสสำคัญในการพัฒนากับกลุ่มตลาดในต่างประเทศ โดยเฉพาะในโอกาสความสัมพันธ์ไทยและจีน 50 ปี ด้วยเหตุนี้ จึงเกิดการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ภายใต้แบรนด์ วังชิ้น “Wangchin” ซึ่งการพัฒนาภาพลักษ์แบรนด์ในครั้งนี้มีความสำคัญมาก สามารถยืนยันถึงมาตรฐานและการยอมรับโดยเฉพาะในปตลาดจีนที่เป็นตลาดต่างประเทศที่จะส่งเสริมให้ผู้ประกอบการสุราชุมชนของไทยได้เข้าไปบุกเบิกตลาด ซึ่งที่ผ่านมาทีมวิจัยได้นำผลิตภัณฑ์ไปนำเสนอในมหกรรมแสดงสินค้าไทยจีน ปี 2025 ณ.เมืองกวางโจและพื้นที่อื่นๆ ที่จัดขึ้นในภูมิภาคเอเชีย ถือเป็นโอกาสครั้งสำคัญที่ทำให้ผู้ประกอบการสุราชุมชนของไทยได้พบปะกับผู้ประกอบการจำหน่ายสินค้าของไทยซึ่งผลิตภัณฑ์ได้รับเสียงตอบรับที่ดีจากกลุ่มผู้บริโภคชาวจีน และล่าสุดแบรนด์ Wangchin ได้รับความสนใจจากรายการโทรทัศน์ของเมืองกวางโจว ประเทศจีนในการวางแผนมามาถ่ายทำรายการแนะนำแบรนด์ Wangchin ไปประชาสัมพันธ์ในประเทศจีน
แชร์ความท้าทาย พร้อมเทคนิคสร้างสตอรี่ ปูทางให้ สุราชุมชนเมืองแพร่ พร้อมบุกตลาดจีน
ผศ.ดร.อัมเรศ ยังเน้นย้ำว่า “ทีมวิจัยได้ให้ความสำคัญกับการขยายองค์ความรู้ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์สุราชุมชนให้กับผู้ประกอบการรายอื่นๆ และผู้ประกอบการอื่นทั่วทุกภูมิภาคของไทย เพราะวัตถุดิบในการผลิตสุราชุมชนนี้มีความแตกต่างกันไปตามภูมิปัญญาของแต่ละพื้นที่ อย่างที่วังชิ้นใช้ข้าวเหนียว แต่ในพื้นที่อื่นอาจใช้วัตถุดิบอย่าง อ้อย ตาลโตนด ฯลฯ เพราะฉะนั้นการพัฒนาผลิตภัณฑ์สุราชุมชนของไทยจึงยังต้องดำเนินการอย่างเนื่องให้ครอบคลุมในทุกภูมิภาค”

“อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่าก่อนหน้าที่จะมีโครงการวิจัยนี้ ผู้ประกอบการไทยโดยเฉพาะผู้ประกอบการสุราชุมชนของไทยยังไม่เคยนำผลิตภัณฑ์ไปขยายตลาดในประเทศจีน ซึ่งการขยายตลาดเข้าไปในประเทศจีนถือว่าความท้าทายอย่างมากโโยเฉพาะในประเด็นต่อไปนี้”
- มาตรฐานการนำเข้าสินค้าที่เข้มงวดจึงส่งผลต่อมาตรฐานการผลิตตั้งแต่ต้นน้ำ จุดนี้ผู้ประกอบการก็ต้องปรับตัวเพื่อวางกลยุทธ์ด้านการสร้างมาตรฐานผลิตภัณฑ์ให้ผ่านมาตรฐานตรงนี้ไปให้ได้
- ช่องทางการจำหน่ายในตลาดจีนที่เป็นตลาดใหญ่จึงมีความท้าทายมาก และการพัฒนาสินค้าก็ต้องเข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภคด้วย เช่น การบริโภคในตลาดระดับกลางถึงระดับบน ใช้ผลิตภัณฑ์สุราขาวในโอกาสของการรับรองแขก และเน้นการบริโภคเพื่อให้เกียรติกับแขก ผลิตภัณฑ์มีราคาสูงแต่คุณภาพและกระบวนการผลิตก็มีมาตรฐานสูงเช่นกัน
- การสร้างแบรนด์และการสร้างความเชื่อมั่นให้กับแบรนด์ ถือเป็นอีกปัจจัยที่ผู้ประกอบการไทยต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษ ดังนั้น นอกจากการวางแผนการตลาดที่เป็นการโฆษณา ประชาสัมพันธ์ในรูปแบบทั่วไปแล้ว ภาพลักษณ์ของแบรนด์ก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน โดยการพัฒนาสุราชุมชนแบรนด์ Wangchin ได้สร้างภาพลักษณ์เน้นเรื่องผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและคุณภาพ สร้างภาพลักษณ์ของสุราชุมชนของไทยเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีคุณค่า เหมาะสมกับช่วงเวลาแห่งความเป็นมงคล
“อย่างไรก็ดีแบรนด์ของสุราชุมชนไทยยังสามารถไปต่อได้ได้อีกไกล ซึ่งไม่ได้จบแค่การพัฒนาผลิตภัณฑ์ตามเทรนด์รักษาสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่การสร้างความเชื่อมั่น และการวางเรื่องราว (Story Telling) ที่สามารถหยั่งลึกถึงความเข้าใจ ดังเช่น ความเป็นมงคล เป็นสิ่งที่ผู้ประกอบการและผู้พัฒนาแบรนด์ของไทย ต้องทำความเข้าใจและให้ความสำคัญ ในตลาดจีนด้วย” ผศ.ดร.อัมเรศ เน้นย้ำ
“นอกจากนั้น ความพิเศษของการพัฒนาผลิตภัณฑ์สุราชุมชน แบรนด์ Wangchin ยังอยู่ที่การออกแบบบรรจุภัณฑ์โดยถือเอาโอกาสที่ประเทศไทยและจีนได้ครอบความสัมพันธ์ 50 ปี โดยใช้สัญลักษณ์ของจีนและจังหวัดแพร่ประเทศไทยอย่าง “มังกรและเสือ” โดยเสือเป็นสัญลักษณ์ของ พระธาตุปีเสือ วัดพระธาตุช่อแฮ่ จ.แพร่ ส่วนมังกรเป็นสัญลักษณ์ของประเทศจีน ดังนั้น มังกรและเสือเป็นสัญลักษณ์ที่สื่อถึงความสัมพันธ์อันยืนยาวและยั่งยืนของทั้ง 2 ประเทศ สัญลักษณ์เสือคาบอัญมณีจึงสื่อถึงความอุดมสมบูรณ์ของเมืองแพร่ในฐานะแหล่งทรัพยากรลุ่มน้ำยม มีประวัติศาสตร์อันยาวนานในการเป็นแหล่งร่อนพลอยธรรมชาติ สีน้ำเงิน ที่เรียกว่า Blue Sapphire และทับทิมสีแดง หรือ Red Ruby“.


“และด้วยความโดดเด่นของชัยภูมิที่ตั้งอยู่ลุ่มแม่น้ำยมการผลิตสุราชุมชนจาก อ.วังชิ้น จึงใช้น้ำจากสายน้ำแม่สินธ์ แม่น้ำสาขาของแม่น้ำยมมาใช้เป็นแนวคิดในการออกแบบบรรจุภัณฑ์ (Packaging) ของสุราชุมชนแบรนด์ วังชิ้น (Wangchin) โดยใช้สีแดงและน้ำเงินในการออกแบบ เพื่อแทนความหมายสีน้ำเงิน หมายถึงอัญมณีสีน้ำเงิน Blue sapphire แทนสัญลักษณ์ของสุราชุมชนแบรนด์ยามเย็นที่มีรสชาตินุ่มนวล ส่วนสีแดง Red Ruby แทนสัญลักษณ์ของ สุราชุมชนแบรนด์สามจอก ที่มีรสชาติร้อนแรงด้วยรสสมุนไพร”
“ทั้ง 2 แบรนด์ ได้ร่วมกันสร้างสรรค์แบรนด์วังชิ้นขึ้น โดยคำว่า วังชิ้น หรือ วังจิ้น เป็นคำพ้องเสียงในภาษาจีน ซึ่งหมายถึง จิตวิญญาณที่บริสุทธิ์ของผู้ปกครอง นอกจากนั้น ในส่วนของขวดบรรจุภัณฑ์ ได้ออกแบบโดยใช้แนวคิดจาก “ผลน้ำเต้า” ซึ่งเชื่อว่าเป็นสัญลักษณ์แสดงความอุดมสมบูรณ์และคอขวดรูปน้ำเต้าได้ออกแบบให้มีเหลี่ยมลักษณะเหมือนอัญมณีที่ได้รับการเจียระไน ส่วนกล่องบรรจุภัณฑ์สำหรับผลิตภัณฑ์ที่ส่งออกต่างประเทศจะใช้กล่องบรรจุภัณฑ์ในรูปแบบกล่องกระดาษ ส่วนผลิตภัณฑ์ที่จำหน่ายในประเทศไทยจะใช้บรรจุภัณฑ์ในกล่องไม้”
เมื่อถามถึงแนวทางการพัฒนาอุตสาหกรรมสุราชุมชนในไทย ผศ.ดร.อัมเรศ มองว่าอยากให้มีการเปิดกว้างในเรื่องการ ประชาสัมพันธ์ข้อมูล ให้มากขึ้น เพื่อทำให้สุราชุมชนหรือสุราพื้นบ้านของไทยเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางมากขึ้น


“เมื่อเปรียบเทียบกับในต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศจีน มีการเปิดกว้างในส่วนของการประชาสัมพันธ์ให้ข้อมูลผลิตภัณฑ์ในวงกว้างทั้งในสื่อออนไลน์และออฟไลน์ สื่อโซเชียลมีเดีย ป้ายประชาสัมพันธ์ เป็นต้น ดังนั้น จึงมองว่าสำหรับประเทศไทยจำเป็นต้องมีการสื่อสารตั้งแต่การสร้างความรู้ การสร้างการรับรู้และความเข้าใจให้กับผู้บริโภค และนำเสนอด้วยภาพลักษณ์และเรื่องราวที่เหมาะสม”
“สำหรับผู้ประกอบการไทยที่ต้องการนำผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวกับภูมิปัญญาไทยไปนำเสนอและขยายตลาดในต่างประเทศ โดยเฉพาะในตลาดจีน มองว่าผู้ประกอบการจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีคู่ค้าทางธุรกิจ และต้องมีการสร้างเครือข่ายผู้ประกอบการเพื่อสร้างความร่วมมือและพัฒนาผลิตภัณฑ์ร่วมกัน จนทำให้สินค้าไปถึงมือผู้บริโภคได้ ขณะเดียวกันผู้ประกอบการก็ต้องเข้าใจตลาดจีนอย่างจริงจังในด้านความต้องการ ข้อจำกัด หรือเงื่อนไขอะไรที่ต้องผ่านมาตรฐานให้ได้”
“ขณะเดียวกัน ถ้ามองในอีกแง่หนึ่ง เราอาจไม่จำเป็นต้องส่งออกไปเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อขายเท่านั้น แต่สิ่งที่เราส่งออกไปอาจเป็นภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมเพื่อไปผลิตในต่างประเทศ ก็เป็นอีกช่องทางหนึ่งที่น่าสนใจ กล่าวคือ อาจไม่มีจำเป็นต้องขนย้ายผลิตภัณฑ์ที่มีฐานผลิตตั้งอยู่ในประเทศไทยไปขายอย่างเดียว แต่เราอาจจะเป็นผู้ส่งภูมิปัญญา สูตรเฉพาะภายใต้ความคุ้มครองทางด้านทรัพย์สินทางปัญญา และส่งออกวัตถุดิบหลักสำคัญสำหรับผลิต ไปจำหน่ายแทนในตลาดต่างประเทศก็อาจกระทำได้ ซึ่งถ้าทำได้ย่อมเป็นอีกช่องทางหนึ่งในการหลีกเลี่ยงข้อกำหนดที่มีมาตรฐานสูงสำหรับกลุ่มผลิตภัณฑ์ในกลุ่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ได้อีกด้วย”

บพข. ฟันเฟืองสำคัญ เคียงข้างทีมวิจัยและผู้ประกอบการไทย ส่ง สุราชุมชนเมืองแพร่ ผงาดในตลาดโลก
“บพข. คือหน่วยงานที่ทำให้งานวิจัยพื้นฐานได้รับการยอมรับและทำให้งานวิจัยเกิดขึ้นเป็นรูปธรรมได้อย่างแท้จริง ถ้าไม่มี บพข. แบรนด์ Wangchin คงไม่เกิดขึ้น หรือถ้าจะเกิดก็ต้องใช้เวลา เพราะผู้ประกอบการจะต้องลงทุนอย่างสูงมากเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์และบุกเบิกตลาดด้วยตนเอง” ผศ.ดร.อัมเรศ เน้นย้ำให้เห็นชัดเจนถึงความสำคัญของหน่วยงานสนับสนุน อย่าง บพข.
“ดังนั้น ถ้างานวิจัยของไทยได้รับการสนับสนุนทุนอย่างต่อเนื่อง ย่อมสามารถพัฒนา ต่อยอด และสามารถดำเนินการอย่างเป็นขั้นเป็นตอน เป็นระบบ จนกระทั่งส่งเสริมให้เกิดผลิตภัณฑ์ที่สร้างรายได้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยตัวใหม่ได้ และนี่คือบทบาทสำคัญของ บพข. ต่อการพัฒนางานวิจัยไปสู่ผลิตภัณฑ์ที่ขายได้จริงในเชิงพาณิชย์”
“ด้วยมุมมองในฐานะนักวิจัย จึงมองว่า ถ้าประเทศไทยหากขาดหน่วยงานสนับสนุนทุนอย่าง บพข. การขับเคลื่อนงานวิจัยเพื่อพัฒนาประเทศก็อาจจะดำเนินไปได้้เชื่องช้า ไม่ตอบโจทย์ตลาด ดังนั้น บพข. จึงเป็นเหมือนหัวจักรสำคัญที่ต้องนำพาโบกี้รถไฟที่หมายถึงความหวังของประเทศ แต่ละตู้เดินทางไปให้ถึงจุดมุ่งหมายอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ” ซึ่งการการวิจัยซึ่งผ่านมาตรฐานและได้รับทุนสนับสนุนการวิจัยจาก บพข. ก็เหมือนเป็นเหมือนบทพิสูจน์ว่างานวิจัยนั้นไม่ใช่แค่งานวิจัยธรรมดาเท่านั้น แต่เป็นงานวิจัยที่ต้องมีผลลัพธ์เชิงพานิชย์ คือ การขายได้จริง” อย่างเป็นรูปธรรม”
