นวัตกรรม ม.อ. ก้าวไกล! บพข. ลงใต้ติดตามงานวิจัย โชว์ 12 ผลงานเด่น ปั้น “กระท่อม-ยางพารา-อาหารใต้-การแพทย์” เปลี่ยนทรัพยากรภาคใต้สู่อุตสาหกรรมสุขภาพแห่งอนาคต

รศ. ดร.กานดา บุญโสธรสถิตย์ ผู้อำนวยการหน่วยบริหารจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถการแข่งขัน (บพข.) สำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (องค์การมหาชน) หรือ รวพ. นำทีมคณะผู้บริหารและผู้ทรงคุณวุฒิ ลงพื้นที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) จังหวัดสงขลา เพื่อติดตามความคืบหน้าและร่วมแลกเปลี่ยนแนวทางขยายผลงานวิจัยสู่อุตสาหกรรมจริง โดยมี รองศาสตราจารย์ นายแพทย์สุนทร วงษ์ศิริ รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและนวัตกรรม พร้อมด้วย รศ. ดร.แหลมทอง ชื่นชม ผู้อำนวยการสำนักวิจัยและพัฒนา และทีมนักวิจัยให้การต้อนรับ เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2569
ตลอดปีงบประมาณ 2563 – 2568 บพข. ได้สนับสนุนทุนวิจัยให้ ม.อ. ไปแล้วถึง 77 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 407 ล้านบาท โดยการลงพื้นที่ครั้งนี้ได้มีการนำเสนอความก้าวหน้าของโครงการวิจัยเด่นที่พร้อมสร้างผลกระทบเชิงบวกทั้งในมิติเศรษฐกิจและสังคม ดังนี้
โครงการพัฒนากลไกสนับสนุนผู้ประกอบการสู่การเป็นวิสาหกิจฐานนวัตกรรม (IDEs)
ในยุคที่เศรษฐกิจผันผวน ธุรกิจ SMEs ของไทยมักเผชิญทางตันจากข้อจำกัดด้านเงินทุน องค์ความรู้ และความล่าช้าในการขอใบอนุญาตมาตรฐานต่าง ๆ ทำให้ไม่สามารถยกระดับสินค้าดั้งเดิมให้กลายเป็นสินค้ามูลค่าสูงเพื่อแข่งขันในตลาดโลกได้ เพื่อทลายข้อจำกัดเหล่านี้ รศ.นพ.สุนทร วงษ์ศิริ จากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ จึงได้นำทีมวิจัยจัดตั้งโครงการนี้ขึ้นภายใต้การสนับสนุนของ บพข. เพื่อทำหน้าที่เป็น “พี่เลี้ยงและตัวกลาง” โดยใช้ความพร้อมด้านห้องปฏิบัติการและนักวิจัยของ ม.อ. เข้าไปช่วยแก้ปัญหาให้ผู้ประกอบการแบบใกล้ชิด ตั้งแต่การช่วยคิดแผนธุรกิจ พัฒนาสินค้าจากห้องแล็บให้เป็นสินค้าต้นแบบ การทำมาตรฐานสินค้า การยื่นจดสิทธิบัตร ไปจนถึงการหาตลาดและเครือข่ายพันธมิตรร่วมลงทุน
ความก้าวหน้าและผลกระทบ
- ยกระดับผู้ประกอบการและหน่วยงานตัวกลาง: สามารถผลักดันผู้ประกอบการ IDEs ได้ครบ 7 ราย เกิดเป็นนวัตกรรมและบริการใหม่ 4 ผลงาน ควบคู่ไปกับการยกระดับหน่วยงานตัวกลางและผู้ให้บริการทางธุรกิจ (Intermediary และ IBDS) ให้มีระบบประเมินนวัตกรรมที่แม่นยำและมีโมเดลธุรกิจที่ยั่งยืน
- สร้างการเติบโตทางธุรกิจที่คาดหวัง: ตั้งเป้าช่วยผู้ประกอบการเพิ่มยอดขายอย่างน้อย 20% ใน 3 ปี สร้างสัดส่วนรายได้ใหม่จากนวัตกรรม (หรือลดต้นทุน) ไม่น้อยกว่า 10% พร้อมกระตุ้นให้เกิดการลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนา (R&D) อย่างต่อเนื่องทุกปี
- เปิดประตูสู่ตลาดโลก: ช่วยหนุนผู้ประกอบการทดสอบตลาดจนขายได้จริง พร้อมพากระจายเครือข่ายความร่วมมือกว่า 12 หน่วยงานเพื่อจับคู่ธุรกิจและออกงานแสดงสินค้าระดับสากล ตอบโจทย์เศรษฐกิจ BCG และอุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศ รวมถึงปูทางสู่การสร้าง Tech Startup และบริษัท Spin-off ในอนาคต
โครงการเปลี่ยนบ้านเป็นโรงพยาบาล: พลิกโฉมการดูแลกลุ่มเปราะบางด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล
ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ “สังคมสูงอายุอย่างเต็มรูปแบบ” โดยคาดว่าในปี พ.ศ. 2583 จะมีผู้สูงวัยมากถึง 20.5 ล้านคน การวางแผนดูแลผู้ป่วยที่มีภาวะพึ่งพิงและกลุ่มผู้ป่วยติดเตียงจึงกลายเป็นวาระเร่งด่วน ด้วยเหตุนี้ ผศ.พญ.นลินี โกวิทวนาวงษ์ จึงได้นำทีมวิจัยพัฒนาระบบดูแลผู้ป่วยกลุ่มเปราะบางในชุมชน โดยนำเทคโนโลยีดิจิทัลสุดล้ำเข้ามาประยุกต์ใช้เพื่อเปลี่ยนบ้านให้กลายเป็นพื้นที่ดูแลรักษาที่ได้มาตรฐานในลักษณะ “Hospital at Home” (คล้ายโมเดลในญี่ปุ่นและสิงคโปร์) นวัตกรรมนี้ไม่เพียงแต่ช่วยให้ผู้ป่วยปลอดภัย แต่ยังช่วยสร้างระบบนิเวศสุขภาพที่ยั่งยืน เพื่อให้มั่นใจว่าจะไม่มีใครถูกทิ้งไว้ข้างหลังในสังคมไทย
ความก้าวหน้าและผลกระทบ
- นวัตกรรมเตียงพลิกตัวอัจฉริยะ: ทีมวิจัยได้พัฒนา “เตียงพลิกตะแคงไฟฟ้าอัจฉริยะ” ทำงานร่วมกับเบาะเจลยางพารา Doctor N Medigel ควบคู่กับการใช้ Smart Bed Software, ระบบ Central Control และเทคโนโลยี Image Processing เพื่อเฝ้าระวังผู้ป่วย โดยปัจจุบันกำลังผลิตให้ครบระบบจำนวน 20 ชุด
- กระจายสู่พื้นที่ขาดแคลนและเชื่อมโยงข้อมูล: นำร่องติดตั้งเตียงพลิกตะแคงไฟฟ้าให้แก่โรงพยาบาลที่ขาดแคลนแล้ว 5 แห่ง พร้อมสร้างระบบบูรณาการข้อมูลการดูแลผู้ป่วยตั้งแต่ระดับบ้าน สู่ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ และเข้าสู่โรงพยาบาลในพื้นที่ อบจ.สงขลา รวมถึงเพิ่มศักยภาพให้ อสม. และจิตอาสาสามารถดูแลผู้ป่วยที่บ้านได้อย่างเป็นระบบ ช่วยลดความแออัดของสถานพยาบาล
- สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ : โดยผลการคาดการณ์ในอนาคตว่า เมื่อผลักดันนวัตกรรมออกสู่ตลาด จะช่วยสร้าง “มูลค่าผลกระทบเชิงทดแทน” สูงถึง 900 ล้านบาท จากการป้องกันแผลกดทับและลดการเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลโดยไม่จำเป็น
โครงการยกระดับอาหารใต้สู่ Functional Food: นวัตกรรมน้ำยาขนมจีนต้านโรค
“อาหารภาคใต้” ขึ้นชื่อเรื่องรสชาติจัดจ้านและอุดมไปด้วยสมุนไพร โดยเฉพาะ “ขมิ้นชัน” ที่มีสารเคอร์คูมินอยด์ (Curcuminoids) ซึ่งช่วยต้านอนุมูลอิสระและลดการอักเสบ แต่ในกระบวนการปรุงอาหารแบบดั้งเดิม ความร้อนมักทำให้สารสำคัญเหล่านี้สูญสลายไป ประกอบกับประเทศไทยกำลังเผชิญปัญหาผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) เช่น โรคเบาหวาน ที่พุ่งสูงขึ้นตามแนวโน้มสังคมสูงวัย เพื่อแก้ปัญหานี้ ผศ.ดร.ปรียาภรณ์ เดชอรัญ จากคณะอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ จึงได้ร่วมกับเครือข่ายทางการแพทย์ นำกระบวนการทางวิทยาศาสตร์มาล็อกคุณค่าสารอาหารให้มีความแม่นยำ เปลี่ยนจากภูมิปัญญาท้องถิ่นให้กลายเป็น “อาหารฟังก์ชัน (Functional Food)” ระดับพรีเมียมที่อร่อยและมีศักยภาพในการต้านโรค
ความก้าวหน้าและผลกระทบ
- นวัตกรรมผลิตภัณฑ์และฐานข้อมูลวิทยาศาสตร์: ประสบความสำเร็จในการพัฒนาต้นแบบ “น้ำยาขนมจีนเสริมขมิ้นชันเพื่อสุขภาพ” (ลดหวาน มัน เค็ม) ที่ผ่านการฆ่าเชื้อระดับโรงงานต้นแบบ โดยมีการติดตามความคงตัวของสารสำคัญอย่างละเอียด ทั้งเคอร์คูมินอยด์ สารฟีนอลิก (TPC) และฟลาโวนอยด์ (TFC) เพื่อสร้างคลังข้อมูลเชิงลึกที่เชื่อถือได้
- พิสูจน์ผลลัพธ์ทางคลินิกและสร้างเครือข่าย: ผ่านการทดสอบประสิทธิภาพทางคลินิกในกลุ่มผู้บริโภคที่มีภาวะเสี่ยง เพื่อเตรียมใช้ยื่นขอฉลากสรรพคุณทางสุขภาพจาก อย. ควบคู่ไปกับการตีพิมพ์บทความวิจัยระดับสากล และการจับคู่ธุรกิจร่วมกับผู้ประกอบการในท้องถิ่น
- โอกาสขยายสัดส่วนทางการตลาด: โครงการกำลังเดินหน้าสู่การผลิตระดับอุตสาหกรรมและขอมาตรฐานฮาลาล เพื่อเจาะตลาดอาหารพร้อมรับประทาน (Ready-to-Eat) ของไทยที่มีมูลค่ากว่า 85,000 ล้านบาท ซึ่งคาดการณ์ว่าหากชิงส่วนแบ่งการตลาดได้เพียง 0.001% จะสามารถสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนได้สูงถึง 8.5 ล้านบาท
โครงการโรงงาน Biorefinery มาตรฐาน GMP: เปลี่ยน “เซรั่มยางพารา” เป็นส่วนผสมเครื่องสำอางระดับโลก
ในแต่ละปี อุตสาหกรรมผลิตยางแผ่นและยางแท่งของไทยต้องทิ้ง “เซรั่มน้ำยางพารา” หลายล้านลิตรไปอย่างสูญเปล่าและยังต้องแบกรับภาระในการกำจัด จากปัญหาสิ่งแวดล้อมและมูลค่าที่ถูกมองข้ามนี้ รศ.ดร.ภก.ฐณะวัฒน์ พิทักษ์พรปรีชา ได้มองเห็นขุมทรัพย์ที่ซ่อนอยู่ จึงนำเทคโนโลยีชีวภาพมาสกัดสารสำคัญมูลค่าสูงอย่าง BGOs และ HLPs จากเซรั่มน้ำยางพารา ซึ่งมีศักยภาพสูงในการต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง เวชสำอาง และอาหารฟังก์ชันแห่งอนาคต นำไปสู่การจับมือกับ บริษัท อินโนซุส จำกัด เพื่อสร้าง “โรงงาน Biorefinery จากเซรั่มน้ำยางพาราแบบครบวงจรแห่งแรกของโลก” ถือเป็นการขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) และพลิกโฉมอุตสาหกรรมยางพาราไทยอย่างแท้จริง
ความก้าวหน้าและผลกระทบ
- ยกระดับสู่โรงงานมาตรฐาน GMP: ปัจจุบันได้จัดทำคู่มือการผลิต (SOP) และเดินสายการผลิตสารสกัดระดับนำร่องสำเร็จแล้ว โดยอยู่ระหว่างการปรับปรุงโรงงานและติดตั้งเครื่องจักรเพื่อยกระดับสู่โรงงานต้นแบบมาตรฐาน GMP สมุนไพร
- พิสูจน์ผลลัพธ์ทางคลินิกและงานวิจัยเชิงลึก: เครื่องสำอางต้นแบบผ่านการทดสอบความคงสภาพ (ร้อนสลับเย็น) และทดสอบในอาสาสมัครแล้วว่าไม่ก่อให้เกิดการแพ้ พร้อมยืนยันว่าช่วยลดริ้วรอยและเพิ่มความชุ่มชื้นได้จริง ปัจจุบันกำลังลุยทดสอบระดับเซลล์ (ต้านอักเสบและชะลอวัย) และล่าสุดได้รับหนังสือรับรองจริยธรรมการวิจัยในสัตว์ทดลอง เพื่อเตรียมดำเนินงานทดสอบฤทธิ์การสมานแผลต่อไป
- สร้างเม็ดเงินมหาศาล: หากสามารถเดินเครื่องผลิตและจำหน่ายสารสกัดทั้งสองชนิดในรูปแบบส่วนประกอบสำคัญ (Functional Ingredients) ให้กับอุตสาหกรรมความงามแบบ B2B ได้อย่างเต็มรูปแบบ คาดการณ์ว่าจะสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจหมุนเวียนได้สูงถึง 1,857.60 ล้านบาท ภายในระยะเวลา 5 ปี
โครงการขยายสเกลและยกระดับงานวิจัยด้านอุตสาหกรรมเกษตรสู่ภาคอุตสาหกรรม : ปลดล็อกนวัตกรรมอาหารอนาคตด้วยเทคโนโลยีเอกซ์ทรูชัน
ในแวดวงวิชาการไทยมีผลงานวิจัยและนวัตกรรมอาหารสุขภาพระดับห้องปฏิบัติการที่มีศักยภาพอยู่จำนวนมาก ทว่าอุปสรรคสำคัญที่ทำให้งานวิจัยต้องหยุดชะงักอยู่แค่บนหิ้ง คือผู้ประกอบการ SME และภาคเอกชนมักขาดแคลนโครงสร้างพื้นฐาน โรงงานต้นแบบ และเครื่องจักรมาตรฐานอุตสาหกรรมที่จะรองรับการผลิตจริงเพื่อขยายกำลังการผลิต เพื่อทลายขีดจำกัดนี้ ผศ.ดร.เสาวคนธ์ วัฒนจันทร์ จากสถาบันวิจัยและนวัตกรรมอาหาร มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ จึงได้ดำเนินโครงการขยายสเกลงานวิจัยด้านสารสกัดและเอกซ์ทรูชัน ภายใต้การสนับสนุนจาก บพข. เพื่อทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมสำคัญในการยกระดับงานวิจัยสู่อุตสาหกรรมอาหารแห่งอนาคตและผลิตภัณฑ์แปรรูปทางการเกษตร ผ่านกระบวนการถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่อุตสาหกรรมในรูปแบบ Lab-to-Market
ความก้าวหน้าและผลกระทบ
- โรงงานต้นแบบและนวัตกรรมเชิงพาณิชย์: ประสบความสำเร็จในการจัดตั้งโรงงานต้นแบบและติดตั้งเทคโนโลยีแกนหลักอย่างเครื่องเอกซ์ทรูเดอร์ชนิดสกรูคู่ พร้อมระบบซัพพอร์ต ระบบบรรจุถุงแนวตั้งแบบกึ่งอัตโนมัติ และชุดเปลี่ยนขนาดถ้วย-ถาดระบบ Vacuum นำไปสู่ความร่วมมือในการพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารสุขภาพต้นแบบถึง 17 ผลิตภัณฑ์ ครอบคลุมทั้งขนมขบเคี้ยวพองกรอบ ซีเรียล และเส้นพาสต้ากลูเต็นฟรีที่มีศักยภาพสูงในตลาด
- ถ่ายทอดเทคโนโลยีและยกระดับศักยภาพ: ถ่ายทอดองค์ความรู้กระบวนการ Extrusion ให้แก่อาจารย์ นักวิจัย และผู้ประกอบการรวม 147 คน พร้อมทำ Workshop จนได้นวัตกรรมอาหารร่วมกัน 10 ผลิตภัณฑ์ นอกจากนี้ยังส่งมอบเทคโนโลยีเครื่องเอกซ์ทรูเดอร์ชนิดสกรูคู่ให้แก่ผู้ประกอบการ 5 ราย นำไปผลิตเป็นขนมขบเคี้ยวเชิงพาณิชย์ออกสู่ตลาดจริงรวม 6 ผลิตภัณฑ์
- สร้างมูลค่าเชิงเศรษฐกิจจับต้องได้จริง: การดำเนินงานสามารถสร้างรายได้จาก 2 ช่องทางหลัก คือ ยอดขายผลิตภัณฑ์นวัตกรรมหน้าร้านของผู้ประกอบการรวมกว่า 14.8 ล้านบาท (ปี 2565–2568) และรายได้สะสมของศูนย์วิจัยจากการเปิดบริการเครื่องจักรเพื่อการ R&D แก่บุคคลภายนอกอีก 295,500 บาท (ปี 2565–2569) เพื่อนำมาบริหารจัดการระบบให้เติบโตอย่างยั่งยืน
โครงการยกระดับสารสกัดชีวภาพสู่อุตสาหกรรม: เปลี่ยนของเหลือทิ้งประมงใต้เป็นสารอาหารมูลค่าสูง
ภาคใต้ของไทยเต็มไปด้วยวัตถุดิบท้องถิ่นและเศษเหลือชั้นดีจากอุตสาหกรรมอาหารทะเล เช่น หนังปลา กระดูกปลา และเปลือกกุ้ง ซึ่งสามารถนำมาสกัดเป็น “สารอาหารฟังก์ชันและอาหารเสริมมูลค่าสูง” ได้มากมาย แต่ที่ผ่านมางานวิจัยเหล่านี้มักหยุดอยู่แค่ในห้องแล็บ (TRL 4) เพราะไม่มีเครื่องจักรขนาดใหญ่พอที่จะผลิตสินค้าต้นแบบจำนวนมากได้ ส่งผลให้ผู้ประกอบการและกลุ่ม Startup หรือ SME ไม่มั่นใจที่จะลงทุน ด้วยเหตุนี้ ผศ.ดร.เสาวคนธ์ วัฒนจันทร์ จึงได้เดินหน้าโครงการขยายสเกลงานวิจัยด้านสารสกัดเพื่อการถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่อุตสาหกรรม ยกระดับงานวิจัยจากห้องแล็บสู่ระดับกึ่งอุตสาหกรรม (TRL 7) โดยจัดตั้งโรงงานต้นแบบและเครื่องมือสกัด-บดลดขนาดที่ทันสมัย เพื่อส่งมอบเทคโนโลยีที่จับต้องได้จริงให้ภาคเอกชนนำไปผลิตขายเชิงพาณิชย์
ความก้าวหน้าและผลกระทบ
- โรงงานต้นแบบไฮเทคและคลังนวัตกรรมสารสกัด: จัดตั้งโรงงานต้นแบบพร้อมเครื่องจักรขั้นสูง รองรับการสกัด คัดแยก และแปรรูปสารสำคัญสู่รูปแบบผง เม็ด และบรรจุภัณฑ์มาตรฐาน ประสบความสำเร็จในการพัฒนาสารสกัดฟังก์ชันนอลมูลค่าสูงถึง 24 สารสกัด และต่อยอดเป็น 17 ผลิตภัณฑ์ต้นแบบระดับกึ่งอุตสาหกรรม ครอบคลุมกลุ่มอาหารทางการแพทย์ อาหารฟังก์ชัน เครื่องดื่มสุขภาพ ผลิตภัณฑ์สัตว์เลี้ยง และสารไล่แมลงชีวภาพ
- ปั้นกำลังคนสมรรถนะสูงและติดอาวุธผู้ประกอบการ: พัฒนา 3 หลักสูตรฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ ยกระดับนักวิจัยและบุคลากรในการควบคุมเครื่องจักรกึ่งอุตสาหกรรม สร้างผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านเทคโนโลยี Supercritical Fluid และการสกัดด้วยคลื่นไมโครเวฟเข้าสู่ระบบนิเวศอุตสาหกรรมอาหารชีวภาพได้กว่า 130 คน พร้อมยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการท้องถิ่นอีก 216 ราย ผ่านกิจกรรมสร้างสรรค์อย่าง “HACK HATYAI Meetup”
- สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและรายได้หมุนเวียน: ผลักดันโรงงานต้นแบบสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์อย่างยั่งยืน โดยช่วยให้ผู้ประกอบการสร้างรายได้จากการขายผลิตภัณฑ์นวัตกรรมกว่า 1,200,000 บาท และสร้างรายได้หมุนเวียนให้โรงงานจากการเปิดบริการเครื่องมือสะสมอีกกว่า 600,000 บาท รวมมูลค่าผลกระทบทางเศรษฐกิจกว่า 1.8 ล้านบาท
โครงการเครือข่ายห้องปฏิบัติการนวัตกรรมวินิจฉัยโรค: ยกระดับการแพทย์แม่นยำ (Precision Medicine) เพื่อคนภาคใต้
ปัจจุบัน เทคโนโลยีถอดรหัสพันธุกรรมมนุษย์ (Next-Generation Sequencing: NGS) มีบทบาทสำคัญอย่างมากในการทำนายและวางแผนรักษาโรคซับซ้อน เช่น มะเร็งเต้านม มะเร็งลำไส้ใหญ่ รวมถึงการตรวจรหัสพันธุกรรมแบบรวดเร็วในทารกแรกเกิดที่พิการแต่กำเนิด แต่บุคลากรทางการแพทย์ในภาคใต้ยังเผชิญข้อจำกัดด้านโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งการขาดระบบคอมพิวเตอร์สมรรถนะสูง ขาดบุคลากร และต้องพึ่งพาซอฟต์แวร์วิเคราะห์ราคาแพงจากต่างประเทศ เพื่อปิดช่องว่างนี้ ศ.ดร.ธีระพล ศรีชนะ จึงได้นำทีมขับเคลื่อนโครงการพัฒนาเครือข่ายห้องปฏิบัติการความร่วมมือด้านนวัตกรรมการวินิจฉัยโรค เพื่อสร้างระบบนิเวศการตรวจวินิจฉัยที่แม่นยำ รวดเร็ว และสร้างซอฟต์แวร์ของไทยขึ้นมาเอง ลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างชาติ
ความก้าวหน้าและผลกระทบ
คว้ามาตรฐานสากลด้านเครื่องมือแพทย์: จัดตั้งห้องปฏิบัติการไบโอเซนเซอร์ทางการแพทย์ที่มีเทคโนโลยีความไวสูงจนได้รับการรับรองมาตรฐาน ISO 13485:2016 และขึ้นทะเบียนเป็นสถานประกอบการผลิตเครื่องมือแพทย์ พร้อมสร้างองค์ความรู้การผลิตต้นแบบ Microfluidic devices เพื่อถ่ายทอดแก่นักศึกษาหลักสูตรวิศวกรรมชีวการแพทย์
- ยกระดับโครงสร้างพื้นฐานและผลิตบุคลากรสหสาขา: วางระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์สมรรถนะสูงเพื่อวิเคราะห์และจัดเก็บข้อมูลจีโนม ภายใต้การควบคุมจริยธรรมที่ปลอดภัยและปกปิดอัตลักษณ์ ควบคู่กับการพัฒนาซอฟต์แวร์วิเคราะห์จีโนมออนไลน์ (โปรแกรม ICBC) และจัดตั้งหลักสูตรสหสาขาวิชา (แพทย์ วิทยาศาสตร์ และวิศวกรรมคอมพิวเตอร์) เพื่อปั้นผู้เชี่ยวชาญด้านชีวสารสนเทศ
- ทลายข้อจำกัดด้านสาธารณสุขระดับภูมิภาค: ร่วมมือกับกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ จัดตั้งศูนย์ CESLIST ตรวจวิเคราะห์สายพันธุ์โควิด-19 เพิ่มศักยภาพการตรวจสอบลำดับเบสแบบก้าวกระโดดจาก 1,000 เป็น 3,000 ตัวอย่าง พร้อมขยายระบบสารสนเทศโรงพยาบาล (HIS) ไปยังเขตสุขภาพที่ 12 นอกจากนี้ ยังเปิดให้ใช้ระบบจัดเก็บข้อมูลวิจัย (REDCap) ที่ออกแบบตามมาตรฐานสากลขั้นสูงอย่าง US FDA 21 CFR Part 11, FISMA และ HIPAA-compliant แก่นักวิจัยโดยไม่มีค่าใช้จ่าย
โครงการห้องปฏิบัติการตรวจพันธุกรรมมะเร็งเต้านม: ปลดล็อกสิทธิรักษาและคัดกรองความเสี่ยงลึกระดับยีน
มะเร็งเต้านมคือสาเหตุการเสียชีวิตอันดับหนึ่งของสตรีไทย โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคใต้ที่มีความรุนแรงเพิ่มขึ้น แม้การตรวจเชิงรุกลึกระดับพันธุกรรมเพื่อหาการกลายพันธุ์ของยีน BRCA1 และ BRCA2 จะช่วยคัดกรองความเสี่ยงทางสายเลือดได้ และ สปสช. มีสิทธิประโยชน์สนับสนุนค่าตรวจถึง 10,000 บาท แต่ผู้ป่วยกลับเข้าไม่ถึงสิทธิ เนื่องจากประเทศไทยยังขาดห้องปฏิบัติการที่มีมาตรฐานรองรับในระดับสากล ด้วยเหตุนี้ ศ.ดร.นพ.สุรศักดิ์ สังขทัต ณ อยุธยา จึงได้ผลักดันโครงการต้นแบบห้องปฏิบัติการมาตรฐานเพื่อการตรวจวิเคราะห์ทางพันธุกรรมสำหรับผู้ป่วยมะเร็งเต้านมในภาคใต้ เพื่อสร้างเครือข่ายบริการที่ได้มาตรฐานระดับโลก ช่วยให้ผู้ป่วยเข้าถึงการแพทย์แม่นยำได้อย่างแท้จริง
ความก้าวหน้าและผลกระทบ
- ความสำเร็จด้านมาตรฐานสากลและเทคโนโลยีระดับสูง: พัฒนาต้นแบบห้องปฏิบัติการตรวจวิเคราะห์การกลายพันธุ์ตามสายเลือด (Germline Mutation) จนคว้ามาตรฐาน ISO 15189 และมาตรฐานเครื่องมือแพทย์ขั้นสูง IVD โดยผลักดันความพร้อมเทคโนโลยีจากระดับทดลอง (TRL 5) ขึ้นสู่การใช้งานจริง (TRL 8) ด้วยการนำเทคโนโลยี Next Generation Sequencing (Massively parallel sequencing) มาใช้ร่วมกับเครื่องตรวจสอบลำดับเบส MiSeq
- สร้างผลกระทบเชิงสังคมและเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรม: เกิดเครือข่ายส่งต่อตัวอย่างร่วมกับ 3 โรงพยาบาลใหญ่ในภาคใต้ตอนล่าง ภายใต้ประกาศข้อกำหนดของแพทยสภา และช่วยเพิ่มจำนวนผู้เชี่ยวชาญด้านผลิตภัณฑ์การแพทย์ขั้นสูง (ATMPs) ในประเทศ ที่สำคัญคือช่วยให้ผู้ป่วยเข้าถึงสิทธิคัดกรองของ สปสช. มูลค่า 10,000 บาทได้จริง โดยรองรับผู้ป่วยใหม่ได้ต่อเนื่อง 100-140 คนต่อปี ลดการนำเข้าเทคโนโลยีจากต่างประเทศ
- เตรียมต่อยอดสู่มะเร็งชนิดอื่น: โครงการสามารถตีพิมพ์ผลงานวิชาการในฐานข้อมูลสากลถึง 5 เรื่อง และปัจจุบันกำลังเตรียมขยายผลการตรวจวิเคราะห์เชิงโมเลกุลนี้ไปยังกลุ่มมะเร็งชนิดอื่น เพื่อก้าวสู่เป้าหมายสูงสุดระดับ TRL 9 ในการเปิดให้บริการทางการแพทย์ควบคู่กับการเก็บข้อมูลเพื่อการวิจัยอย่างเต็มรูปแบบ
โครงการยกระดับ “พืชกระท่อม” สู่อุตสาหกรรมทางการแพทย์: จากโรงงานสกัดมาตรฐานสากลสู่ความมั่นคงทางยา
หลังการปลดล็อก “พืชกระท่อม” ออกจากบัญชียาเสพติด เกษตรกรไทยสามารถสร้างรายได้จากการขายใบสดได้ราว 12,000 บาทต่อไร่ต่อเดือน แต่มูลค่าเศรษฐกิจกลับกระจุกตัวอยู่แค่ต้นน้ำ เนื่องจากไทยยังขาดแคลนโรงงานสกัดที่ได้มาตรฐานสากล ทำให้สารสกัดไม่สม่ำเสมอและไม่สามารถต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์มูลค่าสูงที่ อย. รับรองได้ นอกจากนี้ ไทยยังต้องแบกรับค่าใช้จ่ายมหาศาลในการนำเข้า “ยาเมทาโดน” 100% เพื่อใช้บำบัดผู้ติดยาเสพติดกลุ่มโอปิออยด์ (เช่น ฝิ่น เฮโรอีน และมอร์ฟีน) ทั้งที่พืชกระท่อมมีสารสำคัญอย่าง Mitragynine และ 7-Hydroxymitragynine ซึ่งมีฤทธิ์บรรเทาอาการถอนยาได้ดีและมีผลข้างเคียงต่ำกว่า
เพื่อทลายขีดจำกัดนี้ รศ.นพ.วรวิทย์ วาณิชย์สุวรรณ จากสถาบันวิจัยและนวัตกรรมทางการแพทย์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ จึงได้ขับเคลื่อน ชุดโครงการวิจัยแบบบูรณาการต่อเนื่อง 4 โครงการ (โครงการที่ 9-12) เพื่อพัฒนาโรงงานต้นแบบผลิตสารสกัดมาตรฐาน โดยใช้พืชกระท่อมเป็นโมเดลนำร่องการผลิตสารสกัดธรรมชาติ (Botanical Extract) ควบคู่กับการศึกษาความเป็นพิษในระยะก่อนคลินิก (Preclinical Study) เพื่อเปลี่ยนผ่านพืชชุมชนสู่อุตสาหกรรมนวัตกรรมชีวภาพระดับโลก
ความก้าวหน้าและผลกระทบ
- โครงสร้างพื้นฐานและโมเดลธุรกิจระดับสากล: จัดตั้ง “โรงงานสารสกัดสมุนไพร” ขนาด 423 ตารางเมตร ณ นิคมอุตสาหกรรมภาคใต้ จ.สงขลา ที่ได้รับมาตรฐาน GMP/PICs และ ISO 9001:2015 พร้อมห้องปฏิบัติการมาตรฐาน ISO/IEC 17025 ตามหลักสากล ICH Q2(R2) ช่วยออกเอกสารรับรอง (CoA) ที่น่าเชื่อถือ ปลดล็อกข้อจำกัด อย. ให้กับผู้ประกอบการปลายน้ำ พร้อมจัดทำโมเดลธุรกิจและอัตราค่าบริการเพื่อให้ศูนย์ฯ สามารถสร้างรายได้หมุนเวียนและพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน
- พิสูจน์ความปลอดภัยเชิงลึกและประสิทธิผลทางยา: พัฒนาเทคโนโลยีการสกัดชั้นน้ำและเอทานอลจนได้สารสำคัญที่มีความบริสุทธิ์สูง (ระดับ TRL 9) พร้อมได้ชุดข้อมูลก่อนคลินิก (Preclinical Data) ครบถ้วน ทั้งการประเมินความเป็นพิษแบบเฉียบพลัน กึ่งเฉียบพลัน และกึ่งเรื้อรัง การพิสูจน์ความเป็นพิษต่อพันธุกรรม (AMES Test) รวมถึงยืนยันประสิทธิผลในการลดปวด ลดกังวล ต้านซึมเศร้า และลดอาการถอนยาเสพติด
- สร้างความมั่นคงทางยาและขยายมูลค่าเศรษฐกิจ: ชุดข้อมูลทั้งหมดเป็นฐานสำคัญในการขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์สุขภาพและเป็นสปริงบอร์ดสู่การวิจัยเชิงคลินิก (Clinical Trial) เพื่อลดการนำเข้ายาเมทาโดน คาดการณ์ว่าการยกระดับสู่สารสกัดมูลค่าสูงนี้ จะสร้างรายได้ให้ภาคเอกชนไทยในการส่งออกสู่ตลาดโลก โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา ได้สูงถึง 250 ล้านบาทต่อปี
ต่อยอดนวัตกรรมจาก “ห้องแล็บ” สู่ “สายการผลิตจริง”
ภายหลังเสร็จสิ้นการนำเสนอความก้าวหน้าของทั้ง 12 โครงการวิจัย คณะผู้บริหารและผู้ทรงคุณวุฒิ บพข. พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ได้ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการดำเนินงานหน้างานจริงใน 3 จุดไฮไลท์สำคัญ เพื่อประเมินความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐาน ได้แก่ 1. ห้องปฏิบัติการ คณะแพทยศาสตร์: นำชมระบบและเทคโนโลยีตรวจวิเคราะห์ทางพันธุกรรมขั้นสูงเพื่อผู้ป่วยมะเร็งเต้านม โดย ศ.ดร.นพ.สุรศักดิ์ สังขทัต ณ อยุธยา 2. โรงงาน Biorefinery มาตรฐาน GMP: นำชมกระบวนการผลิตและขยายสเกลสารมูลค่าสูงจากเซรั่มน้ำยางพารา โดย รศ.ดร.ภก.ฐณะวัฒน์ พิทักษ์พรปรีชา 3. โรงงานต้นแบบผลิตสารสกัดมาตรฐานสมุนไพร (GMP): นำชมความพร้อมของสายการผลิตและระบบบริหารจัดการพืชกระท่อมทางการแพทย์ โดย รศ.นพ.วรวิทย์ วาณิชย์สุวรรณ
การลงพื้นที่ในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความสำเร็จในการผนึกกำลังระหว่าง บพข. และ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ในการเปลี่ยนผ่านงานวิจัยคุณภาพสูงให้กลายเป็น “โครงสร้างพื้นฐานระดับอุตสาหกรรม” ที่พร้อมสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ ขับเคลื่อนความมั่นคงทางสุขภาพ และยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยได้อย่างเป็นรูปธรรม










