กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)

จากสายพานอุตสาหกรรมสู่สนามนโยบายชาติ รศ.ดร.กานดา บุญโสธรสถิตย์ นั่งแท่นผู้อำนวยการ บพข. คนใหม่ ปักธงยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของไทยบนเวทีโลก

นับเป็นเรื่องน่ายินดีเป็นอย่างยิ่งที่หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) ประกาศแต่งตั้ง ผศ.ดร.กานดา บุญโสธรสถิตย์ ให้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการคนใหม่ โดยมีวาระการดำรงตำแหน่ง 3 ปี นับตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2568 การแต่งตั้งครั้งนี้นับเป็นการเปลี่ยนแปลงสำคัญขององค์กรที่มีบทบาทเชิงยุทธศาสตร์ในการขับเคลื่อนนวัตกรรมและการลงทุนเพื่อยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ ด้วยพื้นฐานความเชี่ยวชาญด้าน Manufacturing Engineering และ Industrial Engineering ผสมผสานกับประสบการณ์ทั้งในภาคอุตสาหกรรม การวิจัย การสอนและการพัฒนาทุนมนุษย์ระดับประเทศ รศ.ดร.กานดา ถือเป็นผู้นำรุ่นใหม่ที่ได้รับการจับตามองว่าจะนำพา บพข. ก้าวสู่ยุคใหม่ของการบริหารทุนวิจัย ที่เน้นผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจและนวัตกรรมอย่างแท้จริง


Reform. Rethink. Result บพข. ยุค ผศ.ดร.กานดา เปลี่ยนทุนวิจัยให้กลายเป็นทุนเศรษฐกิจ

การแต่งตั้ง รศ.ดร.กานดา บุญโสธรสถิตย์ ให้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการ หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) ถือเป็นก้าวสำคัญขององค์กร ที่กำลังยืนอยู่บนจุดเปลี่ยนระหว่าง ‘ระบบทุนวิจัยเชิงกระบวนการ’ กับ ‘ระบบทุนวิจัยเชิงผลลัพธ์’ ที่ต้องตอบโจทย์เศรษฐกิจจริงและอนาคตการแข่งขันของไทย

รศ.ดร.กานดา บุญโสธรสถิตย์

รศ.ดร.กานดา เป็นหนึ่งในนักวิชาการรุ่นใหม่ที่มีรากฐานทางวิศวกรรมการผลิต (Manufacturing Engineering) และวิศวกรรมอุตสาหการ (Industrial Engineering) ซึ่งเน้นการเปลี่ยนองค์ความรู้ให้เป็นระบบที่สร้างมูลค่าได้จริง ผสมผสานกับศาสตร์ด้านโลจิสติกส์ และเทคโนโลยีดิจิทัล ซึ่งเป็นหัวใจของการเพิ่มผลิตภาพในภาคการผลิตและบริการตลอดซัพพลายเชนระดับประเทศ จึงไม่ใช่เป็นเพียงนักวิจัย แต่เป็นนักบริหารเชิงระบบที่เข้าใจตั้งแต่สายพานการผลิตจนถึงห่วงโซ่เศรษฐกิจแบบทะลุปรุโปร่ง

ประสบการณ์ในภาคอุตสาหกรรมกับบริษัทระดับโลกอย่างสยามมิชลิน ทำให้เธอเข้าใจ Pain Point ของผู้ประกอบการ ขณะที่บทบาทในแวดวงการศึกษาและงานพัฒนาบุคลากรในคณะทำงานประสานงานด้านการพัฒนาบุคลากรในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC-HDC) ทำให้มองเห็นว่าทุนมนุษย์และนวัตกรรม ต้องเดินคู่กันเพื่อให้ประเทศไทยหลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลาง ซึ่งสอดคล้องกับภารกิจหลักของ บพข. ที่มุ่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยฐานวิจัยและเทคโนโลยี

นอกจากนี้ การที่ รศ.ดร.กานดา เติบโตจากทั้งสายวิชาการ วิจัย และภาคอุตสาหกรรม ยังทำให้มีจุดแข็งด้านการเชื่อมโยงระหว่างภาครัฐ เอกชน และสถาบันการศึกษา ซึ่งเป็นทักษะสำคัญในการบริหารทุนวิจัยเชิงยุทธศาสตร์ในยุคที่นวัตกรรมไม่ได้เกิดจากห้องแล็บเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการจับมือกันอย่างแน่นแฟ้นระหว่างผู้ผลิตและบริการ นักวิจัย และนักลงทุน

รศ.ดร.กานดา จึงถูกจับตาว่าเป็นเบอร์หนึ่งของ บพข. ที่มีศักยภาพในการนำองค์กรก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ ยุคของ ‘Outcome-based Funding’ ที่จะทำให้ทุกบาทของทุนวิจัยสร้างผลลัพธ์เชิงเศรษฐกิจและการแข่งขันอย่างแท้จริง พร้อมวางรากฐานให้ บพข. เป็นกลไกหลักในการผลักดันประเทศไทย 5.0 อย่างยั่งยืน หรือการก้าวสู่สังคมที่ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดี ควบคู่ไปกับการขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อสร้างเศรษฐกิจที่เติบโตอย่างยั่งยืน แตกต่างจากยุคก่อนที่เน้นเพียงการรับจ้างผลิตด้วยแรงงานราคาถูก


รศ.ดร.กานดา บุญโสธรสถิตย์

ผู้นำ บพข. ที่ออกแบบอนาคตประเทศไทยด้วยนวัตกรรมและวิสัยทัศน์

ก่อนเข้ารับตำแหน่งผู้อำนวยการหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) รศ.ดร.กานดา ได้สั่งสมประสบการณ์หลากหลาย ครอบคลุมทุกภาคส่วนในระบบนิเวศนวัตกรรมของประเทศ ทั้งในฐานะวิศวกร นักวิชาการ นักวิจัย และผู้บริหารศูนย์นวัตกรรม โดยเริ่มต้นจากการทำงานในภาคเอกชนในตำแหน่งวิศวกร ซึ่งทำให้เข้าใจสภาพแวดล้อมของอุตสาหกรรมจริงอย่างลึกซึ้ง ก่อนจะก้าวเข้าสู่เส้นทางวิชาการในตำแหน่งอาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี เป็นเวลากว่า 10 ปี หลังสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีด้วยเกียรตินิยมอันดับ 1 จากมหาวิทยาลัยมหิดล ระดับปริญญาโทด้วยทุนในหลวงจาก AIT และระดับปริญญาเอกด้วยทุนรัฐบาลไทยจาก UNSW ออสเตรเลีย

ในช่วงเวลาดังกล่าว รศ.ดร.กานดา ได้ขยายบทบาทสู่การบริหารศูนย์นวัตกรรมโลจิสติกส์ ซึ่งเป็นศูนย์วิจัยแนวหน้าที่มุ่งพัฒนาโซลูชั่นจัดการปัญหาเชิงนวัตกรรมด้วยการบูรณาการองค์ความรู้จากหลายสาขา ทั้งโลจิสติกส์ เทคโนโลยี Internet of Things (IoT) ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และหุ่นยนต์ (Robotics) เพื่อยกระดับขีดความสามารถของภาคอุตสาหกรรมไทยให้สอดรับกับยุคดิจิทัลอย่างแท้จริง

ผลงานของศูนย์ฯ มีจุดเด่นอยู่ที่การผลักดันนวัตกรรมจากห้องแล็บสู่การใช้งานเชิงพาณิชย์ ผ่านการพัฒนาโซลูชันแบบครบวงจร (Turn-key solution) และการให้สิทธิ์เชิงพาณิชย์แบบเอกสิทธิ์ (Exclusive licenses) ซึ่งต้องอาศัยทั้งความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีและความเข้าใจเชิงธุรกิจ จึงให้ความสำคัญกับการสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างภาคเอกชนซึ่งเป็นผู้สะท้อน Pain point ของอุตสาหกรรม นักวิชาการผู้ให้ความรู้เชิงลึก และองค์กรภาครัฐที่มีบทบาทสนับสนุน โดยเฉพาะอย่างยิ่งหน่วยงานอย่าง บพข. ที่เป็นฟันเฟืองสำคัญในการต่อยอดผลงานวิจัยสู่เศรษฐกิจจริง เส้นทางอาชีพอันหลากหลายนี้เองที่กลายเป็นรากฐานสำคัญของวิสัยทัศน์และภาวะผู้นำในบทบาทผู้อำนวยการ บพข. ในปัจจุบัน

หน้าที่หลักของ บพข. คือการทำหน้าที่เป็นตัวเชื่อมระหว่างภาคเอกชน นักวิจัย และหน่วยงานภาครัฐ เพื่อสร้างท่อส่งนวัตกรรมที่เป็นระบบและเกิดผลจริง โดยมีเป้าหมายสำคัญคือการปิดช่องว่างระหว่าง ‘หิ้ง’ และ ‘ห้าง’ เปลี่ยนจากองค์ความรู้ในห้องวิจัย สู่ผลิตภัณฑ์ที่พร้อมจำหน่ายในตลาด

รศ.ดร.กานดา อธิบายว่า “บพข. ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงสนับสนุนงานวิจัย แต่คือแรงขับเคลื่อนที่ทำให้ความรู้จากห้องแล็บกลายเป็นพลังเศรษฐกิจของประเทศ” และเพื่อให้บรรลุเป้าหมายนี้ องค์กรได้วางกลไกการทำงานหลักไว้ 3 ประการ ดังนี้

ประการแรก คือ การเชื่อมโยงข้ามอุตสาหกรรม (Cross-Industry Linkage) เพื่อสร้างโซลูชันใหม่จากการผสานองค์ความรู้ของหลายสาขา เช่น การพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารฟังก์ชัน (Functional food) ที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทั้งวงการแพทย์และเกษตรกรรม ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นของนวัตกรรมเชิงผสมผสาน ที่ตอบโจทย์ชีวิตผู้บริโภคได้จริง

ประการที่สอง คือ การเร่งสู่การใช้งานเชิงพาณิชย์ (Acceleration to Commercial Use) โดย บพข. ทำหน้าที่เป็นกลไกเชื่อมสำคัญในห่วงโซ่ทุนวิจัยของชาติ มุ่งเน้นการพัฒนาช่วงกลาง ที่เป็นจุดเปลี่ยนระหว่างแนวคิดและการผลิตจริง โดยองค์กรจะรับผลงานวิจัยในระดับ TRL 4 จากหน่วยงานต้นน้ำ เช่น สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนากำลังคน (บพค.) และทุนสนับสนุนงานมูลฐาน (Fundamental Fund) และขับเคลื่อนให้ถึงระดับ TRL 8 เพื่อให้พร้อมออกสู่ตลาด

และสุดท้าย คือ การสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมที่ยั่งยืน (Creation of a Sustainable Innovation System) ด้วยแนวคิด Co-creation labs ที่เปิดให้ภาคเอกชนและสถาบันการศึกษาร่วมกันพัฒนา ทดลอง และต่อยอดเทคโนโลยี จนเกิดการนำไปใช้เชิงพาณิชย์จริงในระยะยาว

ทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นว่า บทบาทของ บพข. ภายใต้การนำของ รศ.ดร.กานดา มิได้จำกัดอยู่ที่ “การให้ทุน” เท่านั้น หากแต่คือการออกแบบระบบนิเวศที่ทำให้นวัตกรรมของไทยเดินทางได้ครบวงจร — จากงานในแล็บ สู่เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยความรู้และความร่วมมืออย่างแท้จริง


กรอบ TRL (Technology Readiness Level)

กรอบ TRL คือ เครื่องมือประเมินระดับความสมบูรณ์และความพร้อมของเทคโนโลยี แบ่งเป็น 9 ระดับ เป็นหัวใจสำคัญในการกำหนดบทบาทเฉพาะของ บพข. ในยุทธศาสตร์นวัตกรรมของชาติ


ลุยแก้ 4 ความท้าทายเชิงโครงสร้าง

ผู้อำนวยการ บพข. ระบุความท้าทายเชิงโครงสร้าง 4 ประการที่ บพข. มีความมุ่งมั่นตั้งใจจะแก้ไขให้สำเร็จคือ 

1. ข้อเสนองานวิจัยระดับ TRL ต่ำ: โครงการวิจัยจำนวนมากที่ยื่นเข้าสู่ บพข. ยังอยู่ต่ำกว่า TRL 4 ซึ่งหมายความว่าไม่พร้อมสำหรับเฟสการพัฒนาต้นแบบสินค้าและการพาณิชย์ที่เป็นหน้าที่ของ บพข. ผู้ยื่นขอทุนในอนาคตจะถูกกำหนดให้ต้องแสดงหลักฐานว่ามีขั้นต่ำที่ TRL 4

2. ความไม่สอดคล้องของความต้องการ (Demand Mismatch / Supply-Push Innovation): ระบบนิเวศส่วนใหญ่ยังเป็นแบบ Supply-push จากฝั่งผู้วิจัย ซึ่งพัฒนานวัตกรรมตามความสนใจของตนเอง แทนที่จะเริ่มจากความต้องการตลาด ทำให้เกิดต้นแบบสินค้าที่ขายไม่ได้ แต่ทิศทางใหม่จะเน้นแนวทาง Demand-pull โดยเริ่มจากความต้องการของตลาดเพื่อให้มั่นใจถึงความเป็นไปได้เชิงพาณิชย์

3. ระบบนิเวศที่กระจัดกระจาย: ขาดการสื่อสารและความร่วมมือระหว่างผู้เล่นหลัก รวมถึง PMU ทั้ง 9 หน่วยงาน  (กลไกสำคัญในการบริหารและจัดการทุนวิจัยและนวัตกรรมของประเทศไทย โดยมีหน้าที่สนับสนุนการพัฒนาวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (ววน.) ให้สอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์ของประเทศ) เป้าหมายหลักคือการสร้างท่อการนำนวัตกรรมที่ไร้รอยต่อ ให้ผลงานวิจัยไหลจาก TRL 1 จนถึง TRL 9 อย่างต่อเนื่องข้ามหน่วยงานต่างๆ

ทั้งนี้ PMU ทั้ง 9 หน่วยงาน ประกอบด้วยหน่วยบริหารจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.), มุ่งเน้นการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.)  รับผิดชอบการวิจัยในสาขาต่างๆ, สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) มุ่งเน้นการพัฒนานวัตกรรมและการส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ, สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (สวก.) เน้นการวิจัยและพัฒนาทางการเกษตร, สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) มุ่งเน้นการวิจัยด้านสาธารณสุขและการแพทย์, หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) มุ่งเน้นการพัฒนาท้องถิ่นและชุมชน, หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนากำลังคน และทุนด้านการพัฒนาสถาบันอุดมศึกษา การวิจัย และการสร้างนวัตกรรม (บพค.) เน้นการพัฒนากำลังคนและสถาบันการศึกษา, สถาบันวัคซีนแห่งชาติ มุ่งเน้นการวิจัยและพัฒนาวัคซีน และศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยาศาสตร์ (TCELS) เน้นการวิจัยด้านชีววิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีชีวภาพ

4. ขาดมาตรฐานและความน่าเชื่อถือ: เพื่อให้ผลิตภัณฑ์และบริการไทยสามารถเพิ่มมูลค่าและตั้งราคาสูงขึ้นได้ สิ่งสำคัญคือต้องได้รับมาตรฐานที่เป็นที่ยอมรับในระดับสากล หนึ่งในยุทธศาสตร์หลักของ บพข. คือการสนับสนุนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานคุณภาพของชาติ (National Quality Infrastructure: NQI) พร้อมทั้งส่งเสริมให้ห้องปฏิบัติการทดสอบต่างๆ ได้รับการรับรองตามมาตรฐานสากล เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและความน่าเชื่อถือแก่สินค้าและบริการไทย


ขับเคลื่อนผู้ประกอบการไทยด้วยนวัตกรรมสู่ตลาดโลก

รศ.ดร.กานดา กล่าวว่าเพื่อรับมือกับความท้าทายและบรรลุพันธกิจ บพข. จะใช้กลยุทธ์หลายแขนง จากแผนเชิงยุทธศาสตร์ทั้งสิ้น 11 แผน ซึ่งมี 3 แผนที่ถูกชูเป็นแผนยุทธศาสตร์สำคัญสำหรับการพัฒนาขีดความสามารถภาคเอกชน หนึ่งในแนวทางสำคัญของ บพข. คือการพัฒนา Innovation Driven Enterprise (IDE) ซึ่งมุ่งยกระดับศักยภาพของผู้ประกอบการภาคเอกชนผ่านการขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม โครงการนี้เน้นไปที่บริษัทขนาดกลางและขนาดใหญ่ เพื่อช่วยเพิ่มยอดขายจากระดับราว 100 ล้านบาทไปสู่ระดับ 1,000 ล้านบาท

ผู้อำนวยการ บพข. อธิบายเพิ่มเติมว่า เป้าหมายของ IDE คือไม่ใช่แค่สร้างนวัตกรรม แต่ทำให้นวัตกรรมนั้นสามารถสร้างรายได้และเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ

ขณะเดียวกัน บพข. ยังมุ่งเชื่อมโยงระบบนิเวศนวัตกรรมไทยสู่ตลาดโลกผ่านโครงการ Global Partnership โดยมีกิจกรรมหลัก 4 ด้าน ได้แก่

  • การส่งเสริมการส่งออก: ผลักดันสินค้าและบริการไทยให้เข้าถึงตลาดต่างประเทศอย่างจริงจัง
  • การถ่ายโอนเทคโนโลยี: ค้นหาและถ่ายทอดเทคโนโลยีจากต่างประเทศสู่ผู้ประกอบการไทย เพื่อลดเวลาและต้นทุน R&D “ไม่ต้องเริ่มจากศูนย์ แต่สามารถต่อยอดความสำเร็จที่มีอยู่แล้วได้ทันที
  • การโค้ชชิ่งผู้ประกอบการ: ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญและสถาบันต่างประเทศ เช่น โปรแกรมความร่วมมือกับ Epicenter ผู้เชี่ยวชาญด้านสตาร์ทอัพประเทศสวีเดน ในการโค้ชเพื่อเตรียมความพร้อมให้ผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ตลาดกลุ่มนอร์ดิก
  • การร่วมทุนและร่วมพัฒนา (Co-Funding & Co-Development): สร้างกลไกการร่วมทุนกับคู่ค้าต่างประเทศ เช่น British Council และ CSIRO เพื่อร่วมพัฒนาและลงทุนในผู้ประกอบการและนวัตกรรม

ผู้อำนวยการ บพข. สรุปว่า “สิ่งสำคัญคือการสร้างโครงสร้างที่ผู้ประกอบการไทยสามารถก้าวไปสู่เวทีโลกได้จริง ทั้งด้านเทคโนโลยี การตลาด และเครือข่ายความร่วมมือ


“ประสบการณ์ทั้งในฐานะผู้รับทุนจาก บพข.  ซึ่งทำให้เข้าใจความเจ็บปวดและความท้าทายของผู้สมัคร และในฐานะสมาชิกคณะอนุกรรมการของ บพข. ที่เข้าใจกระบวนการจัดสรรทุน ช่วยให้เห็นช่องว่างระหว่างสองฝ่ายอย่างชัดเจน ในฐานะผู้อำนวยการ บพข. จึงไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของตำแหน่งหรือความรับผิดชอบ แต่เป็นโอกาสสำคัญที่จะขับเคลื่อนและแก้ไขช่องว่างเหล่านี้ เพื่อทำให้ทั้งระบบนิเวศนวัตกรรมมีประสิทธิผลมากขึ้น”


รศ.ดร.กานดา บุญโสธรสถิตย์
เมื่อไอเดียไม่อยู่บนกระดาษอีกต่อไป กลยุทธ์ 4 เสาหลักของ บพข.

เพื่อให้การปฏิบัติงานมีทิศทางชัดเจนและสามารถวัดผลได้อย่างจับต้องได้ บพข. ได้นำกรอบแนวทางใหม่ที่เน้นกรอบแนวทางขับเคลื่อนด้วยผลลัพธ์ (Outcome-Driven Framework) มาใช้ โดยกรอบนี้ประกอบด้วยเสาหลักของความร่วมมือ (Core Pillars of Collaboration) ซึ่งชี้นำทั้งการทำงานและการสร้างผลกระทบเชิงพาณิชย์

“การวิจัยของเราไม่หยุดอยู่แค่บนกระดาษ แต่ต้องกลายเป็น Prototype ที่พร้อมต่อการใช้งานจริงในตลาด นี่คือ TRL 4+ ซึ่งเป็นก้าวแรกสู่ผลลัพธ์ที่จับต้องได้และยั่งยืน”

เสาหลักแรก มุ่ง TRL 4+ หมายถึงการผลักดันงานวิจัยให้ก้าวข้ามแนวคิดต้นแบบสู่ prototype ที่สามารถทดสอบและใช้งานจริงได้

เสาหลักที่สอง ผลกระทบเชิงพาณิชย์ (Commercial Impact) เป็นการสร้าง One Stop Platform และ Innovation Market แพลตฟอร์มดิจิทัลที่ผู้ประกอบการสามารถโพสต์ pain point เพื่อจับคู่กับนักวิจัย ในขณะที่นักวิจัยสามารถโชว์ผลงานเพื่อดึงดูดนักลงทุน

“เราต้องการให้ผู้ประกอบการ นักวิจัย และนักลงทุนมาเจอกันในจุดเดียว เพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจแบบเรียลไทม์”

เสาหลักที่สาม โครงสร้างพื้นฐานคุณภาพของชาติ (National Quality Infrastructure: NQI) มุ่งยกระดับห้องปฏิบัติการและโครงสร้างการทดสอบให้ได้มาตรฐานสากล เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในคุณภาพและความน่าเชื่อถือของผลงานวิจัยไทย

เสาหลักที่สี่ ความสามารถในการแข่งขัน (Competitiveness) คือการสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับ หน่วยงานที่ทำหน้าที่เหมือนกับ บพข. ของต่างประเทศ เพื่อเปิดช่องทางความร่วมมือและเรียนรู้แนวปฏิบัติระดับสากล

“ทุกเสาหลักคือเครื่องมือที่จะทำให้ไทยกลายเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมที่จับต้องได้ และขยายผลเชิงพาณิชย์ได้อย่างแท้จริง”

นอกจากนี้ เพื่อสะท้อนพันธกิจของ บพข. ให้ชัดเจนและตรงเป้ากว่าเดิม องค์กรจึงปรับวิธีการวัดความสำเร็จจาก Key Performance Indicators (KPIs) มาเป็น Key Impact Indicators (KIIs) ซึ่งมุ่งเน้นการสร้างผลกระทบเชิงจับต้องได้และยั่งยืน แทนการประเมินเพียงตัวเลขเชิงปริมาณ

โดย KIIs ของ บพข.แบ่งออกเป็น 4 ประเด็นสำคัญ ได้แก่

  • การร่วมลงทุน (Co-Investment) การวัดระดับความร่วมมือจากภาคเอกชน โดยเน้นการเพิ่มปริมาณและคุณภาพของการลงทุน เพื่อสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมที่เข้มแข็ง
  • ผลกระทบทางเศรษฐกิจ (Economic Impact) การประเมินความมีส่วนร่วมของงานวิจัยและนวัตกรรมต่อระบบเศรษฐกิจในวงกว้าง ทั้งในเชิงรายได้ การจ้างงาน และการสร้างมูลค่าเพิ่ม
  • การรับรอง (Certification) การติดตามจำนวนห้องปฏิบัติการและผลิตภัณฑ์ที่ผ่านการรับรองระดับสากล เพื่อยกระดับความน่าเชื่อถือและมาตรฐานของผลงานวิจัยไทย
  • Innovation Driven Enterprises (IDEs) การสนับสนุนและวัดผลจำนวนผู้ประกอบการและบริษัทที่พัฒนาผ่านโปรแกรม IDE ซึ่งสะท้อนถึงความสามารถในการเปลี่ยนไอเดียเป็นธุรกิจที่มีศักยภาพ

“ด้วยกรอบ KIIs นี้ บพข. ไม่เพียงแค่ติดตามตัวเลข แต่ยังสร้างคุณค่าเชิงผลกระทบที่จับต้องได้จริง ต่อยอดจากงานวิจัยสู่การใช้งานเชิงพาณิชย์ และผลักดันไทยให้กลายเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมระดับสากล”

  • ปรัชญา แนวปฏิบัติ และวิสัยทัศน์นำทาง
  • ปรัชญาการทำงาน “POWER”