กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)

บพข. ผนึกพันธมิตร ดึงสวีเดนปั้นยูนิคอร์นไทยสู่ตลาดโลกหวังยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน เสริมแกร่งเศรษฐกิจไทย ให้เติบโตอย่างยั่งยืนด้วยนวัตกรรม (ตอนที่ 2)

“สวีเดน” ได้รับสมญานามว่า “โรงงานยูนิคอร์นโลก” มีประวัติศาสตร์อันยาวนานในการพัฒนานวัตกรรม และมียูนิคอร์นเก่าแก่อายุหลายบริษัท โดยสวีเดนเป็นผู้รังสรรค์นวัตกรรมต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นไม้ขีดไฟชนิดต้องขีดกับกล่อง ซิป ไดนาไมต์ เข็มขัดนิรภัย กล่องใส่เครื่องดื่ม ลูกปืน ประแจเลื่อน ไตเทียม เครื่องกระตุ้นหัวใจ ตู้เย็นสมัยใหม่ ฯลฯ ด้วยเหตุนี้ หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) จึงร่วมมือกับสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.), สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงสตอกโฮล์ม, เทคซอสและสมาคมการค้าสตาร์ทอัพไทย (TSA) เปิดตัวโปรแกรมบ่มเพาะสตาร์ทอัพไทยประดับวงการยูนิคอร์นโลก โครงการ “Scaleup Impact! Thailand-Sweden Global Startup Acceleration Program” โดยอาศัยความเชี่ยวชาญของ Epicenter Stockholm ซึ่งเป็น Accelerator ชื่อดังจากสวีเดน

สาเหตุที่โครงการนี้เลือกจับมือกับสวีเดน เนื่องจากเป็นประเทศที่มีระบบนิเวศการพัฒนาสตาร์ทอัพที่แข็งแกร่งและเป็นที่ยอมรับทั่วโลก เป็นประเทศที่ผลิตยูนิคอร์นมากเป็นอันดับที่สองของโลกรองจากซิลิคอนวัลเลย์ แสดงให้เห็นถึงความพร้อมของระบบสนับสนุนสตาร์ทอัพที่มีประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะเป็นการเข้าถึงแหล่งเงินทุน โครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยี รวมถึงความพร้อมของทรัพยากรมนุษย์ที่มีความสามารถสูง การร่วมมือกับสวีเดนในครั้งนี้จะเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยได้เรียนรู้และพัฒนาจากประเทศที่มีศักยภาพและประสบความสำเร็จอย่างสูงในด้านนี้ นอกจากนี้ยังเป็นการส่งเสริมความสัมพันธ์ทวิภาคีระหว่างไทย-สวีเดน ให้มีความใกล้ชิดและจับต้องได้ยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเรียนรู้ร่วมกันเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุน ที่สำคัญโครงการนี้ยังเปิดโอกาสให้สตาร์ทอัพไทยได้เข้าถึงเครือข่ายนานาชาติและเติบโตในระดับโลกได้

บพข. เชื่อมโลก สร้างโอกาส ยกระดับสตาร์ทอัพไทยด้วยเครือข่ายสากล

รศ.ดร.ธงชัย สุวรรณสิชฒน์ ผู้อำนวยการหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) กล่าวว่า “บพข. โดยแผนงานโครงการพัฒนาเครือข่ายความร่วมมือนานาชาติเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ให้ความสำคัญกับส่งเสริมสามารถการแข่งขันระดับนานาชาติของภาคเอกชน ไทยผ่านกระบวนการความร่วมมือในรูปแบบเครือข่ายที่มีการทำงานร่วมกันทั้งภาคการศึกษา สถาบันวิจัย ภาครัฐ ภาคเอกชนของไทย และต่างประเทศ ในการทำงานวิจัยและสร้างนวัตกรรม ผ่านเครือข่ายความร่วมมือระดับนานาชาติอย่างแท้จริง โดยบทบาทของ บพข. ในการสนับสนุนและดำเนินโครงการนี้เน้นไปที่การเพิ่ม ขีดความสามารถในการแข่งขัน (Competitiveness) ของประเทศไทย หากเราสามารถพัฒนาศักยภาพนี้ได้สำเร็จ ประเทศไทยมีโอกาสก้าวขึ้นเป็นหนึ่งใน 10 ประเทศชั้นนำของโลกในอนาคต อย่างไรก็ตาม หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ต้องพัฒนาเช่นกันคือ ประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจ ดังนั้นการเพิ่มผลิตภาพ (Productivity) จึงเป็นหัวใจหลัก ไม่ว่าจะเป็นในกลุ่มสตาร์ทอัพหรืออุตสาหกรรมอื่น ๆ การมีการวิจัยและพัฒนา (R&D) ที่ดี การสร้างนวัตกรรม (Innovation) และคุณภาพของแรงงาน ล้วนเป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อการประสบความสำเร็จ นอกจากนี้ ยังต้องเข้าใจตลาดอย่างลึกซึ้งและสามารถเชื่อมโยงระหว่างระดับท้องถิ่นและระดับโลกได้ (Local to Global และ Global to Local)”

“บพข. ยังมีหน้าที่ เชื่อมต่อ (Connect) ทุกภาคส่วนเข้าด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นภาคการศึกษา สถาบันวิจัย ภาครัฐ และภาคเอกชน ทั้งในและต่างประเทศ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย และเปลี่ยนงานวิจัยให้กลายเป็นสินค้าเชิงพาณิชย์ โดยให้ความสำคัญกับการขยายผล (Scaleup) การวิจัยให้กว้างขวางมากขึ้น รวมถึงการสร้าง เครือข่ายความร่วมมือ (Collaboration) ที่ไม่จำกัดเฉพาะระหว่างภาครัฐและเอกชน แต่ต้องรวมถึงผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (Stakeholders) ในทุกภาคส่วน ซึ่งจะเป็นการสร้างระบบนิเวศที่เอื้อให้ผู้ประกอบการไทยสามารถเชื่อมโยงไปยังตลาดโลกได้ ขณะเดียวกัน บพข. มุ่งเน้นการสร้างงานวิจัยที่มีผลกระทบเชิงบวก (Impact) ต่อการเติบโตของเศรษฐกิจ โดยการสนับสนุนทุนวิจัยและพัฒนา (R&D) ที่สามารถเปลี่ยนให้กลายเป็นสินค้าเชิงพาณิชย์ได้ รวมถึงการจับตามองแนวโน้มของโลก (Global trends) เพื่อให้เข้าใจว่าตลาดต้องการอะไร และพัฒนาเทคโนโลยีหรือวิทยาการที่ตอบโจทย์นั้น ๆ”

“การทำงานของ บพข. ไม่เพียงแค่เป็นตัวเร่ง (Catalyst) ให้เกิดการร่วมมือกับพันธมิตรระดับโลก แต่ยังเป็นการสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่สนับสนุนการวิจัยและพัฒนา ซึ่งจะช่วยเร่งให้เกิดการขยายตัวและสร้างผลกระทบที่เป็นรูปธรรม นอกจากนี้ ยังเน้นการเลือกรับเทคโนโลยีจากต่างประเทศ และการถ่ายทอดเทคโนโลยีของไทยไปสู่ต่างประเทศให้เหมาะสมกับความต้องการของแต่ละประเทศ โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับภาคเอกชนไทยในการนำผลงานวิจัยและนวัตกรรมเข้าสู่ตลาดนานาชาติ”

นอกจากนี้ รศ.ดร.ธงชัย กล่าวเพิ่มเติมว่า “บพข. พร้อมสนับสนุนให้ผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะกลุ่ม Deep Tech Startup ได้เร่งสร้างการเติบโตผ่านเครือข่ายผู้ประกอบการในสวีเดน ซึ่งเป็นเป้าหมายแรกในการก้าวสู่ตลาดโลก กลไกนี้จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันระดับนานาชาติ และเปิดโอกาสให้เข้าถึงแหล่งทุนขนาดใหญ่ ที่จะช่วยกระจายสินค้าและบริการของไทยไปสู่ตลาดทั่วโลก

NIA มอบโอกาสไร้ขีดจำกัด พร้อมหนุน Impact Tech ไทย เปิดประตูสู่อนาคต

รศ.ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) กล่าวว่า “NIA มุ่งมั่นที่จะกำหนดทิศทางนวัตกรรม โดยเน้นการส่งเสริมสตาร์ทอัพไทยให้เติบโตอย่างก้าวกระโดดเพื่อเข้าสู่ตลาดโลก ซึ่งประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่มีระบบนิเวศสตาร์ทอัพที่แข็งแกร่งและเป็นศูนย์กลางนวัตกรรม ภายใต้โครงการ The Scaleup Impact! Thailand – Sweden Global Acceleration Program นี้ เราจะบ่มเพาะสตาร์ทอัพไทยในสาขา Impact Tech จำนวน 12 ราย ซึ่งมุ่งเน้นการสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม การดำเนินงานจะมีระยะเวลา 6 เดือน ตั้งแต่กันยายน 2567 ถึงมีนาคม 2568 โดยจะมีการเชื่อมโยงระหว่างสตาร์ทอัพไทยกับตลาดระดับโลก ผ่านการแลกเปลี่ยนประสบการณ์และความเชี่ยวชาญจากผู้ประกอบการและนักลงทุนชั้นนำจากสวีเดน ซึ่งมีความโดดเด่นในด้านนวัตกรรมและมีสตาร์ทอัพที่ประสบความสำเร็จจำนวนมาก โดยโครงการนี้ประกอบด้วยกิจกรรมที่หลากหลาย เช่น การจัดเวิร์กช็อปเพื่อกำหนด Objectives and Key Results, คำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญ (Expert talks) และการจับคู่ธุรกิจ (Active Sales Support Making) ซึ่งทั้งหมดนี้จะช่วยพัฒนาทักษะและขยายเครือข่ายให้สตาร์ทอัพไทยสามารถแข่งขันในระดับสากลได้ นอกจากนี้ สตาร์ทอัพที่เข้าร่วมยังมีโอกาสนำเสนอแผนธุรกิจที่ประเทศสวีเดน ในงาน Thailand Pitch Day 2025 ในเดือนมีนาคม 2568 อีกด้วย”

“ด้วยกลยุทธ์ Groom – Grant – Growth – Global ของสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนานวัตกรรมของไทยโดยการเชื่อมโยงผู้ประกอบการกับโอกาสและทรัพยากรในระดับสากล เพื่อผลักดันการเติบโตและสร้างยูนิคอร์น นอกจากนี้ยังส่งเสริมความร่วมมือข้ามชาติและมุ่งมั่นที่จะทำให้ไทยเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมในภูมิภาค เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการเติบโตทางเศรษฐกิจในอนาคต แต่ในอดีต หากเราต้องการ Scaleup ด้วยตนเอง เรามักจะสามารถทำได้เพียงในระดับหนึ่งเท่านั้น แต่ครั้งนี้เรามีความตั้งใจที่จะร่วมมือกับสวีเดน ซึ่งมีความเชี่ยวชาญในการสร้างยูนิคอร์น เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริงในวงการสตาร์ทอัพไทย เนื่องจากการ Scaleup และ Impact เป็นสิ่งที่จำเป็นและสำคัญอย่างยิ่ง ในขณะที่ Growth & Global เป็นหัวใจหลักที่สตาร์ทอัพไทยต้องให้ความสำคัญ เรามั่นใจว่าการร่วมมือกันด้วยพลังที่เต็มเปี่ยมจะช่วยให้โครงการนี้ประสบความสำเร็จ และนำไปสู่การเกิด Batch ต่อ ๆ ไป รวมถึงการสร้างชุมชนยูนิคอร์นสายพันธุ์ไทยที่แข็งแกร่งในอนาคต โดยเรามีแผนที่จะขยายความร่วมมือเพิ่มเติม เพื่อให้สตาร์ทอัพไทยสามารถ Scaleup ได้หลากหลายมากยิ่งขึ้น เราหวังว่าจะมียูนิคอร์นจำนวนมากเหมือนกับสวีเดน และในเวลานี้ถือเป็นโอกาสที่ดี อีกทั้งหน่วยงานและองค์กรที่เกี่ยวข้องในโครงการนี้ ล้วนมีความแข็งแกร่งและมีความมุ่งมั่นที่จะผลักดันให้สตาร์ทอัพไทยก้าวสู่การเป็นยูนิคอร์นมากขึ้น เพื่อทำให้ไทยเป็นชาติแห่งนวัตกรรมอย่างแท้จริง เราหวังว่าสตาร์ทอัพไทยที่ได้รับการคัดเลือกจะสามารถทำให้ความฝันนี้เป็นจริงได้”

“โครงการนี้ไม่เพียงแต่จะเปิดประตูให้สตาร์ทอัพไทยเข้าสู่ตลาดใหม่ ๆ และสร้างโอกาสในการเติบโตอย่างไม่มีขีดจำกัด แต่ยังช่วยให้สตาร์ทอัพเข้าถึงทรัพยากร เครือข่าย และตลาดยุโรปที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วอีกด้วย โดยมีเป้าหมายในการสร้างการเติบโตที่ยั่งยืนและก้าวขึ้นเป็นผู้นำระดับโลกในอนาคต ซึ่งสอดคล้องกับภารกิจของ NIA ในการผลักดันสตาร์ทอัพไทยไปสู่ระดับสากล”

เร่งสปีดสู่ยูนิคอร์น! สถานทูตสวีเดนหนุนสตาร์ทอัพไทยให้ทะยานไกลในเวทีโลก

นางอรุณรุ่ง โพธิ์ทอง ฮัมฟรีย์ส เอกอัครราชพูด ณ กรุงสตอกโฮล์ม กล่าวว่า “หนึ่งในภารกิจหลักของสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงสตอกโฮล์ม และ Thailand and Nordic Countries Innovation Unit (TNIU) คือการส่งเสริมการทูตเศรษฐกิจเชิงรุกที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมและความยั่งยืน ซึ่งสวีเดนขึ้นชื่อว่าเป็น “Startup Powerhouse” หรือผู้นำทางด้านนวัตกรรมอันดันดับต้นของโลก และยังเป็นศูนย์กลางของยูนิคอร์นที่ประสบความสำเร็จมากมาย โดยกุญแจสำคัญคือการเข้าถึงโอกาสและระบบนิเวศสตาร์ทอัพที่ส่งเสริมต่อการเติบโตสู่ระดับโลกด้วยการสร้างเครือข่ายระดับสากล ด้วยเหตุนี้ สถานเอกอัครราชทูตฯ จึงร่วมมือกับหน่วยงานชั้นนำในระบบนิเวศสตาร์ทอัพของไทย ทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อเชื่อมโยงไทยสู่โลกและโลกสู่ไทย ตามแนวทาง 5 เสาหลักของแผนแม่บทกระทรวงการต่างประเทศ ได้แก่ 1.Security ความมั่นคงในการดำเนินความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ 2.Synergy การรวมพลังจากพันธมิตรเพื่อความสำเร็จ 3.Sustainability การส่งเสริมนโยบายการทูตวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม (STI Diplomacy) เพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน 4.Status การเสริมสร้างเกียรติภูมิของประเทศไทยในเวทีสากล และ 5.Standard การดำเนินการภายใต้มาตรฐานสากล โดยกระบวนการต่าง ๆ ของโครงการนี้คือ ถือเป็นกระบวนการที่นำความรู้มาสู่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาสตาร์ทอัพของไทย และ เป็นการกระบวนการเรียนรู้ระหว่างหน่วยงานไทยด้วยกันเอง และระหว่างไทยกับ Epicenter ของสวีเดน ซึ่งเป็น Accelerator ที่มีความเชี่ยวชาญในการส่งเสริมศักยภาพสตาร์ทอัพ เพื่อเปิดประตูโอกาสจากไทยสู่สวีเดน ภูมิภาคนอร์ดิก และตลาดโลก”

เอกอัครราชทูตฯ กล่าวเสริมว่า “ในยุคที่โลกเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ความท้าทายใหม่ ๆ ย่อมต้องการแนวทางแก้ไขที่ทันสมัยและการร่วมมือจากทุกภาคส่วน สตาร์ทอัพเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการพัฒนานวัตกรรมที่สามารถสร้างผลกระทบได้อย่างรวดเร็ว จึงขอเชิญชวนผู้ประกอบการที่มีความมุ่งมั่นในการพัฒนานวัตกรรมสู่เป้าหมายแห่งความยั่งยืนเข้าร่วมโครงการนี้ พร้อมแสดงความเชื่อมั่นในศักยภาพของสตาร์ทอัพไทย ว่าสามารถเติบโตอย่างก้าวกระโดดจาก ‘Soonicorn’ สู่การเป็น ‘Unicorn’ ได้อย่างแน่นอน”

สำหรับโครงการนี้มุ่งเฟ้นหา 12 สตาร์ทอัพไทย ดาวเด่นสาขา Impact Tech ด้วยหลักสูตรเฉพาะอันโดดเด่นของ “สวีเดน” ประเทศที่มีระบบนิเวศสตาร์ทอัพที่แข็งแกร่งให้ก้าวสู่ตลาดกลุ่มประเทศนอร์ดิก ผ่านการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ประสบการณ์จากผู้ประกอบการและนักลงทุนชั้นนำ พร้อมคว้าโอกาสทองที่จะได้บินลัดฟ้าไปสตอกโฮล์มเพื่อนำเสนอโมเดลแผนธุรกิจในงาน Thailand Pitch Day 2025

ด้าน Epicenter Stockholm เป็นศูนย์กลางนวัตกรรมและบ้านดิจิทัลแห่งนวัตกรรมที่โดดเด่นซึ่งตั้งอยู่ในสตอกโฮล์ม ประเทศสวีเดน โดยทำหน้าที่เป็นจุดนัดพบกลางสำหรับบริษัทดิจิทัลที่เติบโตอย่างรวดเร็ว บริษัทที่ก่อตั้งมานาน ผู้ประกอบการ และบริษัทสตาร์ทอัพด้านเทคโนโลยี พร้อมมอบพื้นที่ทำงานร่วมกันที่ออกแบบมาเพื่อส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรม ก่อตั้งขึ้นในปี 2015 และมีบทบาทสำคัญในระบบนิเวศสตาร์ทอัพที่เจริญรุ่งเรืองของสวีเดนตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา โดยให้ธุรกิจต่าง ๆ เข้าถึงสภาพแวดล้อมที่สร้างแรงบันดาลใจ ทรัพยากรที่มุ่งเน้นการเติบโต และเครือข่ายผู้สร้างสรรค์นวัตกรรมที่มีชีวิตชีวา

Jack Melcher-Claësson, Head of Accelerate at Epicenter Stockholm และ Edgar Luczak, Head of advisory, Epicenter Stockholm ประเทศสวีเดน ได้ให้คำแนะนำกับสตาร์ทอัพไทย และถ่ายทอดเรื่องราวตลอดจนเคล็ดลับที่น่าสนใจเกี่ยวกับเส้นทางการปั้นสตาร์ทอัพสู่ยูนิคอร์น พร้อมเชิญชวนให้ผู้ประกอบการไทยที่มีคุณสมบัติต่อไปนี้สมัครร่วมโครงการ นั่นคือสตาร์ทอัพที่ใช้ประโยชน์จากนวัตกรรมในการดำเนินการตั้งแต่ระยะเริ่มต้นด้วยโซลูชันที่มีศักยภาพสูงไปจนถึงสตาร์ทอัพในระยะเติบโต มีความทะเยอทะยาน วางแผนที่จะขยายไปในระดับนานาชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภูมิภาคนอร์ดิก และมีความมุ่งมั่นอย่างเต็มที่จะเก็บเกี่ยวความรู้และประสบการณ์ทั้งหมดจากโครงการ รวมถึงมีแรงผลักดันที่พิได้รับการพิสูจน์ความสำเร็จเบื้องต้นแล้ว ตัวอย่างเช่น โปรเจ็กต์นำร่อง ลูกค้ารายแรก หรือหนังสือแสดงเจตจำนง (LOI) จากองค์กรที่มีแนวโน้มดีที่พร้อมจะขยายผลิตภัณฑ์หรือบริการ โดยภาคส่วนที่มุ่งเน้น คือ Impact Techตัวอย่างเช่น โซลูชัน Smart City (โซลูชันการเคลื่อนที่ โซลูชันที่เกี่ยวข้องกับการปล่อยมลพิษเป็นศูนย์ พลังงานสีเขียว การลดคาร์บอน เทคโนโลยีด้านสภาพอากาศ) อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ (AR, VR, CultTech, Circular Fashion, Gaming), สุขภาพ ความมั่นคงทางอาหาร FinTech ฯลฯ

จะเห็นได้ว่า “Scaleup Impact! Thailand-Sweden Global Startup Acceleration Program” นับเป็นโครงการที่เป็นประโยชน์และเป็นรูปธรรมอย่างยิ่งต่อภาคเอกชนที่อยู่ในแวดวงสตาร์ทอัพของประเทศไทยซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการเดินหน้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทยสู่ความยั่งยืนและสร้างผลลัพธ์ที่ชัดเจน ด้วยการมุ่งเน้นให้เอกชนสามารถเข้าถึงและได้รับประโยชน์จากการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐและภาคธุรกิจ ด้วยการนำความรู้และความเชี่ยวชาญจากสวีเดน มาใช้ประโยชน์และพัฒนาศักยภาพของสตาร์ทอัพไทย เพื่อให้สามารถแข่งขันได้ในเวทีโลกและยังช่วยเผยแพร่ภาพลักษณ์ของประเทศไทยสู่สายตานานาชาติ ขณะเดียวกันยังถือเป็นอีกโครงการหนึ่งที่ช่วยผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจดิจิทัลของโลกอีกด้วย

ทำความรู้จัก Impact Tech เหตุใดจึงสร้างศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนได้

Impact Tech คือธุรกิจและนวัตกรรมที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีซึ่งมุ่งหวังที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลงทางสังคม สิ่งแวดล้อม หรือเศรษฐกิจในเชิงบวกไปพร้อมกับสร้างผลตอบแทนทางการเงิน ธุรกิจเหล่านี้ได้รับการออกแบบมาเพื่อแก้ไขปัญหาสำคัญ เช่น ความยั่งยืน การบรรเทาความยากจน การศึกษา สุขภาพ และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยมักจะผสานรวมเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น AI, IoT, Blockchain และการวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อแก้ไขปัญหาในโลกแห่งความเป็นจริง

Impact Tech มีประโยชน์มากมายต่อเศรษฐกิจของประเทศทั้งในแง่ “การสร้างงานและการเติบโตทางเศรษฐกิจ” เพราะมักจะสร้างอุตสาหกรรม ตำแหน่งงาน และโอกาสใหม่ๆ โดยเฉพาะในภาคส่วนที่มีความต้องการสูง เช่น พลังงานสะอาด การดูแลสุขภาพ และการศึกษา การสนับสนุนผู้ประกอบการเหล่านี้ทำให้รัฐบาลสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจในท้องถิ่นและมีส่วนสนับสนุนการเติบโตของจีดีพีผ่านนวัตกรรมและโซลูชันที่ใช้เทคโนโลยีอันเป็นเลิศ  ขณะเดียวกันยัง “ดึงดูดการลงทุนและการยอมรับในระดับนานาชาติ” เพราะประเทศที่ส่งเสริม Impact Tech จะน่าดึงดูดใจสำหรับนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงบริษัทเงินร่วมลงทุนและนักลงทุนด้านผลกระทบทางสังคม ซึ่งจะช่วยเพิ่มการไหลเวียนของเงินทุนเข้าสู่ประเทศ และทำให้ประเทศเป็นศูนย์กลางของโซลูชันนวัตกรรมที่มีความเกี่ยวข้องในระดับโลก ซึ่งจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจอีกด้วย รวมถึง “การพัฒนาอย่างยั่งยืนและแนวทางแก้ไขด้านสิ่งแวดล้อม” เพราะ Impact Tech มักมุ่งเน้นไปที่แนวทางแก้ไขที่ยั่งยืนซึ่งช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เช่น พลังงานหมุนเวียน การจัดการขยะ และการอนุรักษ์ทรัพยากร เทคโนโลยีเหล่านี้สร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจในระยะยาวโดยลดการเสื่อมโทรมของสิ่งแวดล้อมและลดการพึ่งพาทรัพยากรที่ไม่หมุนเวียน

นอกจากนี้ ยังช่วย “ปรับปรุงบริการทางสังคมและลดความเหลื่อมล้ำ” เนื่องจาก Impact Tech จำนวนมากแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำทางสังคม โดยนำเสนอแนวทางแก้ไขที่ปรับขนาดได้ในภาคส่วนต่าง ๆ เช่น การศึกษา การดูแลสุขภาพ และการเข้าถึงบริการทางการเงิน การสนับสนุนบริษัทเหล่านี้จะช่วยให้ประเทศต่าง ๆ สามารถปรับปรุงมาตรฐานการครองชีพของประชาชน นำไปสู่การเติบโตที่เท่าเทียมกันมากขึ้นและเศรษฐกิจที่ยืดหยุ่นมากขึ้น ที่สำคัญคือบทบาทใน “การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันระดับโลก” ประเทศต่าง ๆ ที่ลงทุนใน Impact Tech จะกลายเป็นผู้นำในการแก้ปัญหาความท้าทายระดับโลกที่สำคัญ โดยวางตำแหน่งตัวเองเป็นผู้บุกเบิกในเศรษฐกิจโลก ซึ่งจะเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดต่างประเทศ เนื่องจากประเทศเหล่านี้เป็นที่รู้จักในด้านนวัตกรรมและแนวทางหรือนโยบายที่ก้าวหน้าในการบริหารประเทศ

สตาร์ทอัพเจิดจรัสที่สวีเดน กุญแจสู่ความสำเร็จของยูนิคอร์น

สวีเดนซึ่งมักถูกบดบังด้วยเพื่อนบ้านที่ใหญ่กว่า ได้กลายมาเป็นกำลังสำคัญสำหรับสตาร์ทอัพ โดยเฉพาะ “ยูนิคอร์น” ซึ่งเป็นบริษัทที่มีมูลค่ามากกว่า 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ สวีเดนประสบความสำเร็จในการผลิตยูนิคอร์น 41 แห่ง โดยมีมูลค่ารวมกัน 239,000 ล้านยูโร ประเทศนี้มีระบบนิเวศสตาร์ทอัพที่เฟื่องฟูซึ่งไม่เพียงแต่ส่งเสริมนวัตกรรมเท่านั้น แต่ยังส่งเสริมการเติบโตของธุรกิจที่ประสบความสำเร็จอีกด้วย โดยปัจจัยสำคัญเบื้องหลังความสำเร็จของยูนิคอร์นในสวีเดน ได้แก่

1. ระบบนิเวศที่แข็งแกร่งสำหรับนวัตกรรม ระบบนิเวศสตาร์ทอัพของสวีเดนมีลักษณะเฉพาะคือเป็นเครือข่ายนักลงทุน ผู้บ่มเพาะธุรกิจ และ Accelerator ที่ให้การสนับสนุน โครงการต่าง ๆ เช่น STING (Stockholm Innovation and Growth) ให้คำแนะนำและทรัพยากรแก่บริษัทที่เพิ่งเกิดใหม่ ช่วยให้บริษัทเหล่านี้สามารถรับมือกับความซับซ้อนของการเติบโตและการระดมทุนได้ ขณะเดียวกันการมีบริษัทเงินร่วมลงทุนที่มีชื่อเสียง เช่น Northzone และ Creandum ช่วยเร่งการลงทุนในแนวคิดที่สร้างสรรค์ให้เร็วขึ้นไปอีกขั้น

2. การศึกษาและแหล่งรวมบุคลากรที่มีความสามารถ สวีเดนลงทุนอย่างหนักในด้านการศึกษา ส่งผลให้มีแรงงานที่มีทักษะสูง สถาบันการศึกษาต่าง ๆ เช่น KTH Royal Institute of Technology และ Lund University มีชื่อเสียงในด้านโปรแกรมวิศวกรรมและเทคโนโลยี ซึ่งรับประกันว่าจะมีบุคลากรที่มีความสามารถเข้ามาอย่างต่อเนื่อง การมุ่งเน้นด้านการศึกษาทำให้สตาร์ทอัพของสวีเดนสามารถดึงดูดผู้เชี่ยวชาญชั้นนำจากหลากหลายสาขาได้ ช่วยเพิ่มศักยภาพและความสามารถในการแข่งขัน

3. การสนับสนุนจากรัฐบาลและนโยบายภาครัฐที่เอื้ออำนวย โปรแกรมต่าง ๆ เช่น Vinnova หน่วยงานของรัฐบาลสวีเดนด้านระบบนวัตกรรม มีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนสตาร์ทอัพ โดยให้ทุนสนับสนุนจำนวนมาก ประมาณ 2,000 ถึง 3,000 ล้านโครนสวีเดนต่อปี ผ่านทางเงินช่วยเหลือที่มุ่งเป้าไปที่ภาคส่วนต่าง ๆ เงินช่วยเหลือเหล่านี้ได้รับการออกแบบมาเพื่อสนับสนุนการวิจัยและพัฒนา (R&D) การนำแนวคิดใหม่ ๆ ไปใช้ในเชิงพาณิชย์ และโครงการความร่วมมือระหว่างสตาร์ทอัพ นอกจากนี้ โครงสร้างภาษีที่เอื้ออำนวยของประเทศยังส่งเสริมการลงทุนในธุรกิจใหม่ ทำให้สวีเดนเป็นจุดหมายปลายทางที่น่าดึงดูดสำหรับทั้งผู้ประกอบการและนักลงทุน4.การเข้าถึงแหล่งเงินทุน ในปี 2566 เพียงปีเดียว สตาร์ทอัพในสวีเดนสามารถดึงดูดเงินลงทุนจากเงินร่วมลงทุนได้ 4,700 ล้านยูโร โดยส่วนใหญ่มุ่งเน้นไปที่สตาร์ทอัพที่สร้างผลกระทบ การที่สวีเดนอยู่ในอันดับสูงในยุโรปสำหรับการลงทุนด้านเทคโนโลยีขั้นสูงและผลกระทบ ซึ่งบ่งชี้ว่านักลงทุนให้ความสนใจในการให้ทุนกับบริษัทที่ไม่เพียงแต่ให้คำมั่นว่าจะให้ผลตอบแทนทางการเงินเท่านั้น แต่ยังมีส่วนสนับสนุนสังคมและสิ่งแวดล้อมในเชิงบวกอีกด้วย การเข้าถึงเงินทุนนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับบริษัทสตาร์ทอัพที่ต้องการขยายธุรกิจในระดับนานาชาติ

5. วัฒนธรรมที่เน้นความร่วมมือและการแบ่งปันความรู้ เป็นองค์ประกอบสำคัญสำหรับระบบนิเวศสตาร์ทอัพที่เจริญรุ่งเรือง “Jantelagen” (กฎแห่ง Jante) ซึ่งเน้นย้ำถึงความอ่อนน้อมถ่อมตนและความสำเร็จร่วมกันมากกว่าความสำเร็จส่วนบุคคล ส่งเสริมสภาพแวดล้อมที่ผู้ประกอบการเต็มใจที่จะแบ่งปันข้อมูลเชิงลึกและทรัพยากรมากขึ้น จิตวิญญาณแห่งความร่วมมือนี้ช่วยส่งเสริมนวัตกรรมและขับเคลื่อนการเติบโตร่วมกัน

6.เริ่มต้นด้วย Global Mindset สตาร์ทอัพในสวีเดนหลายแห่งมีมุมมองระดับนานาชาติตั้งแต่เริ่มก่อตั้ง เนื่องจากตลาดภายในประเทศมีขนาดค่อนข้างเล็ก มีประชากรเพียง 10.6 ล้านคนเท่านั้น ผู้ประกอบการจึงได้รับการฝึกฝนให้คิดใหญ่เพื่อโตไกลในระดับโลก ซึ่งส่งผลต่อรูปแบบและกลยุทธ์ทางธุรกิจของบริษัท ตัวอย่างเช่น บริษัทอย่าง iZettle ได้ขยายกิจการไปยังหลายประเทศในช่วงเริ่มต้นของการพัฒนา โดยใช้เครือข่ายระดับโลกเพื่อเพิ่มศักยภาพในการเติบโต แนวคิดระดับโลกนี้ช่วยให้สตาร์ทอัพในสวีเดนปรับตัวได้อย่างรวดเร็วในตลาดใหม่และความแตกต่างทางวัฒนธรรม ช่วยเพิ่มโอกาสในการประสบความสำเร็จในต่างประเทศ

ส่องกรณีศึกษา “ยูนิคอร์น” ที่โดดเด่นของสวีเดน

1. Spotify ปฏิวัติวงการสตรีมเพลง

Spotify ก่อตั้งขึ้นในปี 2549 โดย Daniel Ek และ Martin Lorentzon ซึ่งได้เปลี่ยนแปลงวิธีการฟังเพลงของผู้คน ด้วยผู้ใช้มากกว่า 500 ล้านคนทั่วโลก แพลตฟอร์มนี้มีคลังเพลงจำนวนมากและเพลย์ลิสต์ส่วนตัว ความสำเร็จของ Spotify นั้นมาจากโมเดลฟรีเมียมที่สร้างสรรค์ ซึ่งช่วยให้ผู้ใช้สามารถเข้าถึงบริการพื้นฐานได้ฟรีในขณะที่ให้คุณสมบัติระดับพรีเมียมผ่านการสมัครสมาชิก แนวทางของบริษัทในการแนะนำเพลงที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลได้สร้างมาตรฐานใหม่ในอุตสาหกรรม ซึ่งแสดงให้เห็นถึงพลังของการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีเพื่อปรับปรุงประสบการณ์ของผู้ใช้

2. Klarna นิยามใหม่ของการซื้อของออนไลน์

Klarna เปิดตัวในปี 2548 โดย Sebastian Siemiatkowski, Niklas Adalberth และ Fredrik Wackå และก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำด้านโซลูชันการชำระเงิน บริษัทได้ทำให้การซื้อของออนไลน์ง่ายขึ้นด้วยรูปแบบ “ซื้อตอนนี้ จ่ายทีหลัง” ซึ่งทำให้ลูกค้าสามารถซื้อสินค้าได้โดยไม่ต้องชำระเงินล่วงหน้า การที่ Klarna ให้ความสำคัญกับประสบการณ์ของลูกค้าและการผสานรวมที่ราบรื่นกับแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซทำให้บริษัทเติบโตอย่างแข็งแกร่ง

3. King ยักษ์ใหญ่แห่งวงการเกม ผู้อยู่เบื้องหลัง Candy Crush Saga

King ก่อตั้งขึ้นในปี 2546 และกลายเป็นที่รู้จักในครัวเรือนด้วยการเปิดตัว Candy Crush Saga ในปี 2555 รูปแบบการเล่นที่น่าติดตามและการออกแบบที่ดึงดูดใจของเกมดึงดูดความสนใจของผู้คนนับล้าน ทำให้เกมนี้กลายเป็นหนึ่งในเกมมือถือที่ทำรายได้สูงสุด ความสำเร็จของ King นั้นมาจากความสามารถในการใช้ประโยชน์จากการวิเคราะห์ข้อมูลสำหรับการพัฒนาเกมและกลยุทธ์การตลาด ซึ่งรับประกันการมีส่วนร่วมและการรักษาผู้เล่น

4. iZettle ส่งเสริมธุรกิจขนาดเล็ก

iZettle ก่อตั้งขึ้นในปี 2553 โดยให้บริการโซลูชันการชำระเงินผ่านมือถือที่ออกแบบมาสำหรับธุรกิจขนาดเล็ก โดยนำเสนอระบบจุดขายและเครื่องมือทางการเงินที่ราคาไม่แพง iZettle ช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เทคโนโลยีที่เป็นมิตรกับผู้ใช้ของบริษัทและความทุ่มเทในการสนับสนุนธุรกิจขนาดเล็กทำให้บริษัทเป็นผู้เล่นหลักในภูมิทัศน์ของเทคโนโลยีทางการเงินของยุโรป

5. Mojang ผู้สร้าง Minecraft

Mojang ก่อตั้งขึ้นในปี 2552 และได้รับการยกย่องทั่วโลกด้วยเกม Minecraft ที่สร้างประวัติศาสตร์ เกมแซนด์บ็อกซ์นี้ได้กลายเป็นปรากฏการณ์ทางวัฒนธรรม ดึงดูดผู้เล่นหลายล้านคนและสร้างระบบนิเวศน์ทั้งหมดของสินค้าและเกมภาคแยก Mojang ให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของชุมชนและการอัปเดตอย่างต่อเนื่อง ทำให้เกมนี้มีความเกี่ยวข้องและเป็นที่ชื่นชอบของแฟนๆ แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของความคิดสร้างสรรค์ในอุตสาหกรรมเกม

6.Northvolt ผู้บุกเบิกการผลิตแบตเตอรี่แบบยั่งยืนเพื่ออนาคตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น

ในยุคที่การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและพลังงานหมุนเวียนเป็นปัญหาสำคัญระดับโลก Northvolt ซึ่งก่อตั้งโดยอดีตผู้บริหารของ Tesla ในปี 2559 ได้ก้าวขึ้นมาเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในภูมิทัศน์ด้านพลังงาน ภารกิจของบริษัทนั้นเรียบง่ายแต่ลึกซึ้ง เพื่อผลิตแบตเตอรี่ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้สำหรับยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และระบบกักเก็บพลังงาน

นอกจากนี้ ความสำเร็จของสตาร์ทอัพหลายรายในสวีเดน ยังเต็มไปด้วยเรื่องราวของผู้ประกอบการที่สร้างแรงบันดาลใจ ตัวอย่างเช่น Daniel Ek ผู้ก่อตั้ง Spotify เริ่มต้นจากความรักในเสียงเพลงและเทคโนโลยี และมองเห็นโอกาสในตลาดที่ยังไม่ได้รับการตอบสนอง ขณะเดียวกัน Sebastian Siemiatkowski ผู้ก่อตั้ง Klarna ก็มีวิสัยทัศน์ในการทำให้การชำระเงินออนไลน์เป็นเรื่องง่ายที่สุดสำหรับผู้ใช้ โดยความสำเร็จของพวกเขาไม่ได้เกิดขึ้นจากการทำงานเพียงลำพัง แต่ยังมีการสนับสนุนจากชุมชนและโครงสร้างพื้นฐานที่เข้มแข็งดังกล่าว

ด้วยเหตุนี้ สตอกโฮล์มไม่ได้เป็นเพียงเมืองที่มีเสน่ห์และวัฒนธรรมที่หลากหลาย แต่ยังเป็นเมืองที่เต็มไปด้วยโอกาสสำหรับผู้ประกอบการที่มีความคิดสร้างสรรค์ ด้วยความสำเร็จของบริษัทที่มีมูลค่าพันล้านดอลลาร์ การสนับสนุนจากระบบนิเวศน์ และแรงบันดาลใจจากผู้ประกอบการที่มองโลกในแง่ดี สตอกโฮล์มจึงถือเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของความสำเร็จในโลกของสตาร์ทอัพที่สามารถสร้างผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคมอย่างแท้จริงดังนั้นหากใครกำลังมองหาความคิดสร้างสรรค์ ความสำเร็จ และแรงบันดาลใจ สตอกโฮล์มคือสถานที่ที่ใช่!