กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)

บพข. ดัน “AI Carbon Auditor” ฝีมือไทย! คว้าโปรเจค Low Carbon City ของ World Bank ยกระดับโครงสร้างพื้นฐานคาร์บอนเครดิตสากล

จากการประกาศยุทธศาสตร์ “เมืองคาร์บอนต่ำ” (Low Carbon City) ในการประชุม IMF-World Bank 2026 ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา หน่วยบริหารจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถการแข่งขัน (บพข.) ภายใต้สำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (องค์การมหาชน) หรือ รวพ. เดินหน้าตอกย้ำความสำเร็จครั้งสำคัญในการสนับสนุนทุนวิจัยพัฒนา “Digital MRV” หรือ “AI Carbon Auditor” นวัตกรรมระบบติดตาม รายงานผล และทวนสอบคาร์บอนเครดิตอัตโนมัติฝีมือคนไทย ที่ได้รับการกล่าวถึงในเวทีระดับโลกว่าเป็น “แพลตฟอร์มข้อมูลดิจิทัลระดับชาติ” ที่สำคัญในการสร้างความโปร่งใสให้ตลาดคาร์บอนเครดิต ล่าสุดระบบดังกล่าวได้รับการยอมรับระดับสากล และถูกนำไปใช้เป็นโครงสร้างพื้นฐานหลักในโครงการ Low Carbon City ของ World Bank ร่วมกับ EXIM Bank และธนาคารกรุงไทย (KTB) เพื่อยกระดับความน่าเชื่อถือเทียบชั้นสากล พร้อมลุยขยายตลาดสู่ต่างประเทศ

ท่ามกลางการขยายตัวของตลาดคาร์บอนทั่วโลก กระบวนการ MRV (Measurement, Reporting and Verification) หรือการตรวจวัด รายงานผล และทวนสอบ กลายเป็นรากฐานที่ตัดสินว่าคาร์บอนเครดิตแต่ละหน่วยมีคุณค่าและน่าเชื่อถือเพียงใด เพราะผู้ซื้อ นักลงทุน และหน่วยงานกำกับดูแลทั่วโลกต่างต้องการข้อมูลที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ และผ่านการทวนสอบอย่างเป็นอิสระ หากข้อมูลไม่น่าเชื่อถือ มูลค่าของคาร์บอนเครดิตก็ลดลงตามไปด้วย

ตลาดคาร์บอนเครดิตของประเทศไทยในปัจจุบันต้องเผชิญกับอุปสรรคสำคัญ 3 ประการ ได้แก่ ต้นทุนการทวนสอบข้อมูลที่สูงลิ่ว ระยะเวลาการดำเนินการรับรองที่ยาวนานนับปี และปัญหาความน่าเชื่อถือของข้อมูล ซึ่งมีสาเหตุสำคัญมาจากการทำ MRV แบบดั้งเดิมที่ต้องพึ่งพาการเก็บข้อมูลภาคสนามและเอกสารด้วยมือ ตรวจสอบเป็นรอบ จึงใช้เวลา มีต้นทุนสูง และเสี่ยงต่อความคลาดเคลื่อน นี่จึงเป็นเหตุผลที่ Digital MRV (d-MRV) ซึ่งนำเซนเซอร์ IoT ระบบ Cloud และ AI มาเก็บและประมวลผลข้อมูลจากต้นทางอย่างต่อเนื่อง กลายเป็นแนวทางที่ตลาดคาร์บอนทั่วโลกให้ความสำคัญมากขึ้น เพราะช่วยให้ข้อมูลตรวจสอบย้อนกลับได้ และลดการพึ่งพาการทำงานด้วยมือ

แพลตฟอร์ม Digital MRV ที่ได้รับการสนับสนุนทุนวิจัยจาก บพข. จึงถูกพัฒนาขึ้นโดย บริษัท เวคิน (ประเทศไทย) จำกัด โดยมี ดร.ศกยง พัฒนเวคิน เป็นหัวหน้าโครงการ เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว โดยทำหน้าที่เสมือน “AI Carbon Auditor” ที่เข้ามาเปลี่ยนกระบวนการทวนสอบให้อยู่ในรูปแบบดิจิทัล ช่วยให้การประเมินมีความแม่นยำ รวดเร็ว และลดต้นทุนได้อย่างมหาศาล เปิดโอกาสให้โครงการขนาดเล็กและกลุ่มธุรกิจ SMEs สามารถเข้าถึงตลาดคาร์บอนเครดิตได้ง่ายขึ้น

จุดเด่นของแพลตฟอร์มนี้อยู่ที่การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง โดยมีการประทับตราข้อมูล (Stamp) ด้วยระบบ Blockchain และใช้ AI ทำการตรวจสอบความถูกต้องแบบ Cross-check ถึง 3 ระดับ ควบคู่กับระบบรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์ผ่าน VPN ทำให้สามารถตรวจสอบเส้นทางย้อนกลับของคาร์บอนเครดิต (Traceability) ได้อย่างโปร่งใส อุดช่องโหว่ปัญหาการฟอกเขียว (Greenwashing) สร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ซื้อและนักลงทุนจนถึงระดับมาตรฐานสากล

ระบบของเวคินออกแบบให้ครอบคลุมครบทั้งวงจร MRV ตั้งแต่การตรวจวัดข้อมูลจากต้นทางด้วยอุปกรณ์ IoT การรวบรวมและรายงานผ่านระบบ Cloud และฐานข้อมูลอย่างต่อเนื่อง ไปจนถึงการทวนสอบด้วย AI และการประทับตราข้อมูลบน Blockchain โดยรองรับข้อกำหนดด้านการตรวจวัด รายงาน และทวนสอบภายใต้มาตรฐานคาร์บอนระดับสากลอย่าง Gold Standard เพื่อเพิ่มโอกาสให้คาร์บอนเครดิตจากโครงการในไทยเข้าถึงผู้ซื้อและแหล่งเงินทุนต่างประเทศ

ความสำเร็จจากการพัฒนาระบบในระยะเวลาเกือบ 3 ปี ด้วยทุนสนับสนุนจาก บพข. ส่งผลให้ระบบดังกล่าวสามารถแข่งขันชนะระบบจากต่างประเทศ และได้รับเลือกให้เป็นโครงสร้างพื้นฐานหลักของโครงการ Low Carbon City ซึ่งได้รับการสนับสนุนทางการเงินจาก World Bank และกระทรวงการคลัง โดยมีธนาคารกรุงไทยทำหน้าที่บริหารจัดการโครงการ และมี EXIM Bank ร่วมสนับสนุนทุน ไม่เพียงแต่ช่วยให้ประเทศไทยประหยัดงบประมาณจากการนำเข้าซอฟต์แวร์ต่างชาติปีละหลายสิบล้านบาท แต่ World Bank ยังได้นำแพลตฟอร์มนี้ไปเป็นกรณีศึกษาให้กับต่างประเทศอีกด้วย

ด้วยการตรวจสอบย้อนกลับได้ รองรับมาตรฐานสากล และการได้รับเลือกเป็นโครงสร้างพื้นฐานหลักของโครงการระดับโลก ทำให้ d-MRV ของเวคินไม่ใช่เพียงทางเลือกแทนซอฟต์แวร์ต่างประเทศ แต่มีศักยภาพเป็นโครงสร้างพื้นฐานข้อมูลคาร์บอนที่ประเทศอื่นนำไปใช้ได้จริง และเป็นก้าวสำคัญที่จะพาเทคโนโลยีไทยสู่เวทีโลก

ปัจจุบัน แพลตฟอร์ม AI Carbon Auditor กำลังขยายการให้บริการไปยังกลุ่มประเทศเพื่อนบ้าน อาทิ อินโดนีเซีย มาเลเซีย และอินเดีย โดยในระยะต่อไป มีแผนที่จะพัฒนาระบบเพื่อรองรับกลไก Climate Finance โดยนำคาร์บอนเครดิตมาใช้เป็นส่วนลดชดเชยอัตราดอกเบี้ย เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการในการปรับเปลี่ยนธุรกิจไปสู่ความยั่งยืนต่อไป