
หน่วยบริหารจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถการแข่งขัน (บพข.) สำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (องค์การมหาชน) (รวพ.) นำโดย รศ.ดร.กานดา บุญโสธรสถิตย์ ผู้อำนวยการ บพข. พร้อมด้วย ดร.อัญชัน ชมภูพวง ที่ปรึกษาแผนงานกลุ่มติดตามการใช้ประโยชน์, ผศ.ดร.จิราวรรณ เนียมสกุล ที่ปรึกษาแผนงานระบบคมนาคมแห่งอนาคต แผนด้านดิจิทัลและเซมิคอนดักเตอร์, ผศ.ดร.นภดล วิวัชรโกเศศ คณะทำงานแผนงานระบบคมนาคมแห่งอนาคต และเจ้าหน้าที่ ลงพื้นที่ ณ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) เพื่อนำเสนอกรอบการดำเนินงานของ บพข. พร้อมทั้งติดตามความคืบหน้าของโครงการที่ได้รับจัดสรรทุนวิจัย เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 30 เมษายน 2569 ที่ผ่านมา
การลงพื้นที่ในครั้งนี้เป็นการสำรวจความพร้อมของนวัตกรรมที่ครอบคลุมหลากหลายกลุ่มอุตสาหกรรม จำนวนกว่า 11 โครงการของ สจล. ที่ได้รับทุนจาก บพข. ประกอบด้วย
โครงการพัฒนาการผลิตปลากะพงสายบุรีซอสกอและแช่แข็งพร้อมปรุงเชิงพาณิชย์และการทดสอบตลาด
ที่ได้นำปลากะพงคุณภาพดีซึ่งขึ้นชื่อเรื่องเนื้อสัมผัสที่ดีและไร้กลิ่นคาวอันเป็นผลจากระบบนิเวศที่สมบูรณ์ จากกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงปลากะพงขาวในภาคใต้ของไทย มายกระดับสู่เชิงพาณิชย์อย่างเต็มรูปแบบผ่านกระบวนการแปรรูปที่ได้มาตรฐานสากล จนเกิดเป็นนวัตกรรม “ปลากะพงซอสกอและแช่แข็งพร้อมปรุง” ที่ยังคงรสชาติท้องถิ่นอันเป็นเอกลักษณ์ไว้อย่างครบถ้วน ภายใต้แบรนด์ Marisa O โดยมี รศ.ดร.มาริสา จาตุพรพิพัฒน์ เป็นหัวหน้าโครงการ ปัจจุบันผลิตภัณฑ์นี้ได้ผ่านการทดสอบคุณภาพ และการสาธิตการใช้งานในสถานการณ์จริงเป็นที่เรียบร้อยแล้ว อยู่ในขั้นตอนเตรียมยื่นจดทะเบียนรับรองมาตรฐานจาก อย. เพื่อการันตีคุณภาพและความปลอดภัย พร้อมส่งตรงความอร่อยจากปัตตานีสู่โต๊ะอาหารทั่วประเทศ อันเป็นช่วยการส่งเสริมสินค้าจากกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงปลากะพงขาวในภาคใต้ของไทยอีกด้วย
โครงการปัญญาประดิษฐ์สำหรับการทำนายความครอบคลุมและการควบคุมคุณภาพในโครงข่ายโทรศัพท์มือถือ (ปีที่ 2)
รศ.ดร.เวธิต ภาคย์พิสุทธิ์ ผู้พัฒนาระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่ช่วยทำนายการกระจายสัญญาณมือถือได้อย่างแม่นยำ ช่วยให้การวางแผนติดตั้งเสาสัญญาณมีประสิทธิภาพสูงสุด ลดทั้งต้นทุนด้านบุคลากรและไม่ต้องพึ่งพาซอฟต์แวร์ราคาแพงจากต่างประเทศ ปัจจุบันโครงการอยู่ในระหว่างการทดสอบร่วมกับบริษัทพาร์ทเนอร์และเตรียมขยายผลใช้งานจริงทั่วประเทศ พร้อมทั้งมีการส่งต่อองค์ความรู้เพื่อปั้นบุคลากรสายเทคโนโลยีรุ่นใหม่ให้กับประเทศ โดยหากโครงการนี้ประสบความสำเร็จจะสามารถลดค่าใช้จ่ายซอฟต์แวร์จากต่างประเทศได้ไม่น้อยกว่า 1 ล้านบาทต่อปี และแก้ปัญหาการขาดแคลนวิศวกรที่มีประสบการณ์ในการปรับพารามิเตอร์ของสถานีฐาน
โครงการบ่มเพาะและยกระดับ Deep Tech Startup แบบก้าวกระโดด (KMITL Deep Tech Acceleration Program)
ผศ.ดร.รัชนี กุลยานนท์ ได้นำทีมมุ่งสร้างรากฐานสำคัญในมหาวิทยาลัยเพื่อบ่มเพาะอาจารย์และนักวิจัยให้มีความเชี่ยวชาญด้านธุรกิจรวมถึงการพัฒนาพลตฟอร์มกลางจนประสบความสำเร็จสามารถปิดโครงการได้เป็นที่เรียบร้อย โครงการนี้เป็นสะพานเชื่อมโยงฐานข้อมูลระหว่างสตาร์ทอัพในเครือข่ายเข้ากับนักลงทุนที่พร้อมสนับสนุน ช่วยผลักดันให้งานวิจัยเชิงลึก (Deep Tech) สามารถเติบโตเป็นธุรกิจใหม่หรือ Spin-off ออกสู่ภาคพาณิชย์ และสร้างมูลค่าทางเศษฐกิจได้มากกว่า 100 ล้านบาท
โครงการออกแบบพัฒนาและทดสอบสมรรถนะเครื่องปรับอากาศขนาดใหญ่ที่ใช้พลังงานแบบไฮบริด
รศ.ดร.อรรถสิทธิ์ หล่าสกุล ผู้พัฒนา “เครื่องปรับอากาศอุตสาหกรรมระบบไฮบริด” ขนาดใหญ่ (60,000 BTU ขึ้นไป) ที่โดดเด่นด้วยการใช้แหล่งพลังงานผสมผสานถึง 3 ทาง ทั้งจากระบบสายส่งปกติ พลังงานแสงอาทิตย์ และแบตเตอรี่สำรองกักเก็บพลังงานไฟฟ้าที่ได้จากแสงอาทิตย์พร้อมพัฒนารองรับการใช้งานผ่านแอปพลิเคชันที่ช่วยให้การบริหารจัดการข้อมูลเป็นเรื่องง่ายและสะดวกสบาย เพื่อส่งเสริมอุตสาหกรรม และการผลิตชิ้นส่วนอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ภายในประเทศ และองค์ความรู้ให้แก่ผู้ประกอบการและบุคคลทั่วไป ให้มีความรู้และเข้าใจในกระบวนการการผลิตเครื่องปรับอากาศที่ใช้พลังงานแบบไฮบริด โดยปัจจุบันเครื่องปรับอากาศต้นแบบผ่านการรับรองมาตรฐานอุตสาหกรรมแล้ว จำนวน 1 ระบบ ปัจจุบันอยู่ในขั้นตอนทดสอบระบบอย่างต่อเนื่องเพื่อให้มีความเสถียรสูงสุด ก่อนผลักดันสู่ตลาดเชิงพาณิชย์ เพื่อตอบโจทย์การใช้พลังงานสะอาดและช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างยั่งยืน
โครงการ K-EDUVERSE: แพลตฟอร์มปัญญาประดิษฐ์ส่วนบุคคลเพื่อลดช่องว่างทางการศึกษาและการส่งเสริมการเรียนรู้ ตลอดชีวิต
ผศ.ดร.เมทังกร เสริมสุขได้นำเสนอแพลตฟอร์ม K-EDUVERSE นวัตกรรมปัญญาประดิษฐ์อัจฉริยะในรูปแบบ Conversational AI ที่ทำหน้าที่เป็นติวเตอร์ส่วนบุคคลให้กับผู้เรียน ช่วยลดความเลื่อมล้ำการเข้าถึงสื่อการเรียนรู้ที่มีคุณภาพ และส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต โดยเน้นพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์ (Critical Thinking) ของผู้เรียน และช่วยให้ครูผู้สอนสามารถวัดผลพร้อมปรับปรุงเนื้อหาให้ทันสมัยอยู่เสมอ ปัจจุบันโครงการมีความคืบหน้าแล้วกว่า 50% โดยผ่านการทดสอบในห้องปฏิบัติการ (Lab Testing) เป็นที่เรียบร้อย และกำลังเดินหน้าสู่ขั้นตอนการทดสอบการใช้งานจริงร่วมกับโรงเรียนต้นแบบ
โครงการผ้าใบพอลิเมอร์ชีวภาพ: ต้นแบบที่ใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ สำหรับการก่อสร้างที่เป็นกลางทางคาร์บอน
ต้นแบบ “ผ้าใบพอลิเมอร์ชีวภาพ” ที่ผสานเส้นใยธรรมชาติเข้ากับสารละลายจุลินทรีย์ คิดค้นโดยรศ.ดร.วิรุฬห์ คำชุมโดยนวัตกรรมนี้จะเข้าไปช่วยอุดช่องว่างในชั้นดินเพื่อกักเก็บน้ำ แก้ไขปัญหาการไหลซึมน้ำเข้าสู่มวลดิน ปัจจัยสำคัญที่ก่อให้เกิดการพังทลายและดินถล่ม ทั้งยังช่วยลดปริมาณการใช้คอนกรีตในงานก่อสร้าง ส่งผลดีต่อสิ่งแวดล้อมและตอบโจทย์เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน โดยได้นำไปใช้จริงผ่านโครงการนำร่อง เช่น บ่อเก็บน้ำขนาดเล็ก แปลงเกษตรทฤษฎีใหม่ และโครงการอื่นๆ ของภาครัฐ และจะขยายสู่ตลาดจริงและพันธมิตรในอนาคต ซึ่งผลกระทบสำคัญของโครงการนี้นอกจากจะช่วยลดมลพิษทางสิ่งแวดล้อมแล้ว ยังสามารถนำไปใช้แก้ปัญหาด้านการขาดแคลนน้ำในพื้นที่เกษตรกรรมกว่า 1.3 ล้านไร่ ป้องกันลาดดินถล่มซึ่งเกิดความเสียหายกว่า 1 พันล้านบาทต่อปี และคาดว่าจะช่วยลดปริมาณขยะคอนกรีตได้กว่า 6 แสนตันต่อปี ทั้งยังมีศักยภาพในการสร้างตลาดใหม่กว่า 30 – 298 ล้านบาท
โครงการพัฒนายานยนต์ไฟฟ้าเชิงพาณิชย์และแบตเตอรี่แพ็คที่มีคุณภาพและราคาที่เหมาะสมตอบสนองความต้องการเฉพาะด้านและแข่งขันได้กับสินค้านำเข้าจากต่างประเทศ
นวัตกรรม “แบตเตอรี่แพ็คประสิทธิภาพสูง” ที่โดดเด่นด้วยการใช้ถ่านลิกไนต์ผสมผสานกับวัสดุรีดิวซ์กราฟีนออกไซด์ที่ผลิตได้เองในประเทศไทย นำทีมวิจัยโดย รศ.ดร.สุรพันธุ์ เอื้อไพบูลย์ เพื่อส่งเสริมอุตสาหกรรมและการผลิตอุปกรณ์ ชิ้นส่วนที่เกี่ยวข้องกับการผลิตรถไฟฟ้าภายในประเทศ และพัฒนาองค์ความรู้ให้แก่ผู้ประกอบการและบุคคลทั่วไป โดยหลังจากสิ้นสุดโครงการจะสามารถถ่ายทอดเทคโนโลยีดังกล่าวนี้ให้กับบริษัทพันธมิตรเพื่อขยายขนาดการผลิตผู้ร่วมโครงการไปขยายสเกล เพื่อพัฒนาต่อยอดผลิตภัณฑ์ให้เขาสู่ผลงานที่ระดับ TRL 8-9 และนำไปขยายผลผลิตสู่ระดับอุตสาหกรรมต่อไป โดยมีแผนจะนำมาทดแทนแบตเตอรี่ลิเธียมที่นำเข้าจากต่างประเทศได้ ซึ่งคาดว่าจะช่วยลดงบประมาณในส่วนนี้ได้ 2-4 ล้านบาทต่อปี (คำนวณจากต้นทุนการผลิตแบตเตอรี่ที่ราคา 6,400บาท/แพ็ค) และในระยะเวลา 5 ปี ก็จะลดงบประมาณการนำเข้าแบตเตอรี่ไปได้ถึง 20 ล้านบาท
โครงการเกตเวย์อัจฉริยะสําหรับอุตสาหกรรม
ต้นแบบนวัตกรรมที่จะเข้ามาเปลี่ยนการบริหารจัดการโรงงานให้เป็นเรื่องง่าย โดยสามารถมอนิเตอร์และควบคุมเครื่องจักรได้แบบ Real-time ผ่านเว็บคอนโซลที่เชื่อมต่อกับระบบวางแผนทรัพยากรองค์กร (ERP) โดยตรง ซึ่งได้รับการวิจัยและพัฒนาโดย รศ. ดร.เจริญ วงษ์ชุ่ม หัวใจสำคัญของอุปกรณ์นี้คือความเสถียรและประสิทธิภาพที่สูงพอจะใช้ทดแทนอุปกรณ์ต่อพ่วง PLC สำหรับใช้ในการมอนิเตอร์และ/หรือควบคุมเครื่องจักร ในปัจจุบันยังคงเหลือเพียง “รายงานผลการทดสอบความเข้ากันได้ทางแม่เหล็กไฟฟ้า (EMC Test Report)” ซึ่งโครงการได้นำอุปกรณ์ต้นแบบเข้าสู่กระบวนการทดสอบมาตรฐาน ณ ศูนย์ทดสอบผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ (PTEC) เป็นที่เรียบร้อยแล้ว คาดการณ์ว่าในระยะ 5 ปีภายหลังจากโครงการนี้เสร็จสิ้นจะสามารถสร้างมูลค่าหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจได้ไม่น้อยกว่า 290 ล้านบาท
โครงการหน่วยทดสอบมาตรฐานเครื่องจักรแปรรูปอาหาร
เพื่อสร้างบรรทัดฐานใหม่ด้านความปลอดภัย โดยมุ่งเน้นการตรวจสอบสุขลักษณะและสมรรถนะของเครื่องทำแห้งแบบแช่เยือกแข็ง (Freeze Dryer) ให้สอดคล้องกับมาตรฐานระดับโลกอย่าง ISO 14159, EN 1672-2 และข้อกำหนดของ EHEDG เพื่อถ่ายทอดเทคโนโลยีการออกแบบเครื่องจักรแปรรูปอาหารตามหลักสุขลักษณะ และการประเมินสมรรถนะเครื่องทำแห้งแบบแช่เยือกแข็งให้กับผู้ใช้และผู้ผลิตเครื่องจักรแปรรูปอาหาร ให้มีแนวปฏิบัติมาตรฐานเกณฑ์การออกแบบเครื่องจักรแปรรูปอาหารตามสุขลักษณะ โดยมี ผศ.ดร.เจษฎา ชัยโฉม เป็นหัวหน้าทีมวิจัย ปัจจุบันโครงการดำเนินงานเสร็จสมบูรณ์แล้ว พร้อมเป็นรากฐานสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับอุตสาหกรรมแปรรูปอาหารไทยในเวทีการค้าโลก และคาดว่าจะสร้างมูลค่าหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจได้ไม่น้อยกว่า 290 ล้านบาท
โครงการเพิ่มมูลค่าเศษเหลือจากอุตสาหกรรมแปรรูปมะม่วงเป็นสารสกัดเชิงหน้าที่ด้วยชุดสกัดสเกลอุตสาหกรรม
เพื่อพลิกวิกฤตเศษวัสดุเหลือทิ้งจากอุตสาหกรรมมะม่วงแปรรูป เช่น เปลือกและเมล็ด ที่เคยเป็นภาระค่าใช้จ่ายในการกำจัดมหาศาล ให้กลายเป็นสารสกัดเชิงหน้าที่มูลค่าสูง โดยการพัฒนาเครื่องจักรสกัดสาร “Mangiferin สรรพคุณที่ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันและต้านการอักเสบ และสร้างต้นแบบหน่วยเคลื่อนที่ชุดเครื่องจักรสกัดสาร Mangiferin ระดับกึ่งอุตสาหกรรมที่ควบคุมผ่านระบบ IoT แบบ Real-time” นำทีมวิจัยโดย ศ. ดร.วราวุฒิ ครูส่ง ซึ่งขณะนี้โครงการได้ดำเนินการสำเร็จเสร็จในเบื้องต้น โดยบริษัทผู้ร่วมลงทุนได้นำเปลือกมะม่วงมาผลิตเป็นสารสกัดต้นแบบด้วยเครื่องจักรดังกล่าว พร้อมนำผลการวิจัยด้านประสิทธิภาพทางเภสัชวิทยาและความปลอดภัย รวมถึงใบรับรองมาตรฐาน (Certificate) ไปใช้ประกอบการเจรจาธุรกิจกับคู่ค้าในต่างประเทศ เพื่อมุ่งเป้าพัฒนาสู่ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางนวัตกรรมใหม่ในระดับสากลต่อไป
โครงการจัดการระบบโซ่ความเย็นและการกระจายอุณหภูมิในระบบโลจิสติกส์เพื่อสร้างมาตรฐานรับรองการขนส่งผลิตผลเกษตรพรีเมียมทางอากาศ
รศ.ดร.พิมพ์เพ็ญ พรเฉลิมพงศ์ ที่ได้พัฒนาระบบจัดการ “โซ่ความเย็น” (Cold Chain) เพื่อควบคุมอุณหภูมิสินค้าเกษตรพรีเมียมที่เน่าเสียง่ายตลอดการขนส่งทางอากาศ โดยมุ่งเน้นการสร้างต้นแบบการกระจายอุณหภูมิและจัดทำแนวทางปฏิบัติ (Guideline) เพื่อยกระดับสู่มาตรฐานการรับรองระดับสากลแก้ปัญหาจุดวิกฤตที่กระทบต่อคุณภาพสินค้า ผ่านระบบจำลองสภาวะอุณหภูมิ โดยมีกรณีศึกษาสำคัญคือการส่งออก “มะม่วงน้ำดอกไม้สีทอง จากไทยไปฝรั่งเศส ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้ถูกนำไปใช้เป็นฐานข้อมูลในการสร้างมาตรฐานการส่งออกของประเทศ ปัจจุบันได้มีการพัฒนาเทคโนโลยีเพิ่มเติมเพื่อพร้อมเตรียมผนึกกำลังกับกรมวิชาการเกษตรเพื่อผลักดันให้เกิดการรับรองมาตรฐานระหว่างรัฐบาลไทยและประเทศปลายทาง ความร่วมมือนี้ครอบคลุมทั้งผู้ประกอบการขนส่ง ผู้ส่งออก และเกษตรกร เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผลไม้ไทยในตลาดโลก ช่วยให้สามารถจำหน่ายสินค้าคุณภาพดีได้ในราคาที่เหมาะสม นอกจากนี้ องค์ความรู้ที่ได้ยังช่วยลดต้นทุนและระยะเวลาในการจัดทำแนวปฏิบัติสำหรับพืชชนิดอื่น ๆ เนื่องจากมีฐานข้อมูลที่แม่นยำโดยไม่ต้องเริ่มต้นทดสอบใหม่จากสถานที่จริง ช่วยยกระดับศักยภาพการแข่งขันของภาคเกษตรไทยได้อย่างยั่งยืน

ในโอกาสเดียวกันนี้ คณะผู้บริหาร บพข. ยังได้เข้าเยี่ยมชมศักยภาพและความพร้อมของห้องปฏิบัติการวิจัยเฉพาะทางที่สำคัญภายในพื้นที่ สจล. โดยเริ่มต้นจากโรงงานต้นแบบกราฟีน ศูนย์ความเป็นเลิศนวัตกรรมกราฟีน และหน่วยวิจัยและนวัตกรรมวัสดุอัจฉริยะ ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาวัสดุขั้นสูงสำหรับอนาคต ต่อเนื่องไปยังห้องปฏิบัติการวิจัยเมืองอัจฉริยะ (Smart City) ณ คณะวิศวกรรมศาสตร์ และโรงงานต้นแบบแห่งการเรียนรู้ (FACTory Classroom) ซึ่งเป็นต้นแบบของการบูรณาการองค์ความรู้เพื่อสร้างทักษะแรงงานชั้นสูง รวมถึงเข้าเยี่ยมชมห้องปฏิบัติการ KMITL Hyper-Gravity Centrifuge Facility for Sustainable Infrastructure and Disaster Mitigation ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านการวิจัยระดับสูงที่มุ่งเน้นการเสริมสร้างความยั่งยืนและการบรรเทาสาธารณภัยของประเทศ
การลงพื้นที่ครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามในการเชื่อมโยงงานวิจัยจากห้องปฏิบัติการสู่การใช้งานจริง โดยคณะผู้บริหาร บพข. และทีมนักวิจัยได้หารือร่วมกันถึงแนวทางการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น และวางแผนแนวทางการต่อยอดผลงานให้สามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก ลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศ และสร้างวงจรเศรษฐกิจที่ยั่งยืนผ่านการจ้างงานและการสร้างรายได้ในแต่ละพื้นที่อย่างต่อเนื่อง




















