
ในยุคที่นวัตกรรมทางการแพทย์และเทคโนโลยีชีวภาพมีบทบาทสำคัญในการยกระดับสุขภาพของประชากร การวิจัยและพัฒนาชุดตรวจโรคมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการตรวจวินิจฉัยและการรักษาอย่างมีประสิทธิภาพและแม่นยำ จึงได้มีการรวมกลุ่มและสร้างเครือข่ายความร่วมมือภายใต้โครงการ Innovation Hub ที่เรียกว่า “Collaboration Network of Diagnostics Development Centers (CNDC)”
โดยล่าสุด หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) รับอาสาจัดเวทีเสวนา เปิดโอกาสให้นักวิจัยและผู้สนใจได้มาพบปะและแลกเปลี่ยนประสบการณ์จากศูนย์ต่างๆ ที่ได้พัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมในการตรวจโรคผ่านการทำงานร่วมกันในเครือข่าย CNDC การเสวนาครั้งนี้ยังเป็นโอกาสที่ดีในการสะท้อนถึงความท้าทายและแนวทางในการนำผลงานวิจัยไปสู่การผลิตและจำหน่ายในเชิงพาณิชย์ ซึ่งเป็นก้าวสำคัญในการส่งเสริมนวัตกรรมภายใประเทศที่สามารถตอบโจทย์ปัญหาสุขภาพที่ซับซ้อนของสังคมไทยได้อย่างแท้จริง
จุดเริ่มต้นของเครือข่ายความร่วมมือศูนย์พัฒนาชุดตรวจโรคภายใต้โครงการ Innovation Hub
ความเป็นมาของเครือข่ายความร่วมมือศูนย์พัฒนาชุดตรวจโรค ภายใต้โครงการ Innovation Hub (Collaboration Network for Diagnostic Development Centers หรือ CNDC) เป็นความร่วมมือของ 7 หน่วยงาน ได้แก่ ศูนย์วิจัยและการผลิตเพื่อพัฒนาชุดตรวจโรค และตรวจสอบความปลอดภัยอาหารที่ได้มาตรฐาน (ADDC), ศูนย์พัฒนาชุดตรวจวินิจฉัยตามมาตรฐานสากล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (QDD center), ห้องปฏิบัติการวิจัยเครื่องมือแพทย์ มหาวิทยาลัยนเรศวร (MDRL), หน่วยวิจัยด้านนวัตกรรมเซนเซอร์เพื่อพัฒนาและผลิตชุดทดสอบแห่งมหาวิทยาลัยบูรพา (RUSI), ห้องปฏิบัติการไบโอเซนเซอร์ทางการแพทย์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์, ศูนย์พัฒนานวัตกรรมและมาตรฐาน ทางเทคนิคการแพทย์และกายภาพบำบัด มหาวิทยาลัยขอนแก่น (CISMaP) และศูนย์พัฒนานวัตกรรมชุดตรวจวินิจฉัยทางพันธุกรรรม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (CIID)

ผศ.ดร.สมชาย เชื้อวัชรินทร์ ผู้อำนวยการศูนย์ความเป็นเลิศด้านเทคโนโลยีชีวภาพทางการแพทย์ (CEMB) ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ทำหน้าที่ประสานงานศูนย์ต่างๆ ภายใน CNDC เล่าถึงที่มาที่ไปว่า เครือข่ายนี้เกิดขึ้นมานานราว 7 ปี นับตั้งแต่ได้รับทุนในช่วงปลายปี 2560 จากรัฐบาล โครงการสานพลังประชารัฐที่เกี่ยวข้องกับการยกระดับนวัตกรรมและผลิตภาพ (D1) เหตุผลที่ต้องมีศูนย์เหล่านี้ คือมีนักวิทยาศาสตร์และนักวิจัยที่มีความรู้เชี่ยวชาญจำนวนมากในมหาลัยวิทยาต่างๆ ของประเทศไทย แต่เมื่อจะพัฒนาชุดตรวจใดๆ จะต้องใช้เวลาและส่วนใหญ่จะทำในแล็บของตัวเอง และเมื่อแล้วเสร็จ นวัตกรรมเหล่านั้นกลับไปต่อลำบาก ทางที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) เห็นปัญหา จึงจัดสรรงบประมาณให้มหาวิทยาลัยหลักที่กระจายอยู่ในภูมิภาคต่างๆ ทั่วประเทศ เพื่อจัดตั้งศูนย์ที่มีมาตรฐานสากลและมีแฟซิลิตี้ที่ครบครัน เพื่อรองรับและสนับสนุนบรรดานักวิจัยที่จะทำงานด้านนี้
“CEMB ทำหน้าที่เป็นผู้ประสานงาน สนับสนุน เหมือนเป็นป๋าดัน เจ๊ดัน ทำให้ศูนย์ต่างๆ สามารถทำงานและขอทุนได้อย่างเป็นระบบ และประหยัดงบประมาณในการจัดอบรม ต้องขอขอบคุณ บพข. ที่สนับสนุนเงินทุนและการดำเนินการในส่วนต่างๆ โดยเฉพาะในช่วงแรกของการจัดตั้งศูนย์ต่างๆ ซึ่งบุคลากรยังไม่มีความรู้ในด้านเครื่องมือแพทย์ก็มีการจัดอบรมมาตรฐานสากล ทำให้ทุกศูนย์ได้รับ ISO เรียบร้อยแล้ว”

นอกจากนี้ ยังมีการจัดทำงานวิจัยพื้นฐานต่างๆ เช่น ชุดตรวจสำหรับวินิจฉัยโรค ชุดทดสอบความปลอดภัยในอาหาร สารมาตรฐานเพื่อการทดสอบ และมาตรฐานทางการแพทย์ รวมถึงมีการจัดทำฐานข้อมูลที่มีประสิทธิภาพ ด้วยการปรับปรุงอัพเดทฐานข้อมูล ผลิตภัณฑ์และบริการ นำเสนอความเชี่ยวชาญของแต่ละศูนย์และจัดทำเว็บไซต์ภาษาอังกฤษ ตลอดจนมีการจัดเวิร์กช็อปและจัด อบรมในด้านต่างๆ เช่น ระบบมาตรฐานของกระบวนการผลิต การวิเคราะห์ความเป็นไปได้ในการดำเนินการทางธุรกิจ (Freedom-to-operate; FTO) การพัฒนาซอฟต์แวร์เครื่องมือแพทย์ และการประเมินมูลค่าทรัพย์สินทางปัญญา (IP valuation) เสริมศักยภาพเครือข่ายฯ ในการขยายขอบเขตการพัฒนาบุคลากรไปยังหน่วยงานภาคเอกชนมากยิ่งขึ้น ด้วยการจัดอบรมให้บริษัทที่เกี่ยวข้องที่ยังขาดความรู้ในเรื่องชุดตรวจ
ขณะเดียวกัน ผลผลิตที่ได้รับจากความร่วมมือเชิงกลยุทธ์นี้คือ สถานที่ผลิตที่ได้มาตรฐานสากล เช่น ISO 13485/CE Mark รวมถึงนวัตกรรมเครื่องมือแพทย์ที่ได้มาตรฐานสากล เกิดเทคโนมาร์ทออนไลน์ในช่วงโควิด-19 และมีการไปออกงานนิทรรศการหรืองานแสดงสินค้าทางการแพทย์ต่างๆ เช่น MedLab, ThailandLab และ Medcal Fair ซึ่งได้รับความสนใจจากผู้ประกอบการจำนวนมาก และจากการที่มีเครือข่ายที่เข้มแข็ง มีโปรดักส์ แชมเปี้ยน ที่หลากหลาย มีการจัดทำฐานข้อมูล แค่พิมพ์คีย์เวิร์ดว่า CNDC ก็สามารถดูรายละเอียดข้อมูลเทคโนโลยีและศูนย์ต่างๆ ได้
ด้านผลลัพธ์ที่คาดหวังคือสนับสนุนให้เกิดอุตสาหกรรมแห่งอนาคต (New S-Curve) โดยเฉพาะด้านการแพทย์และสาธารณสุข การแพทย์แม่นยำ (Precision Medicine) ทำให้ประเทศไทยลดการนำเข้าและการพึ่งพาด้านเทคโนโลยีจากต่างประเทศ




ส่องความเชี่ยวชาญและบทบาทสำคัญของศูนย์แต่ละแห่งภายใต้เครือข่าย CNDC
เริ่มกันที่ศูนย์พัฒนานวัตกรรมและมาตรฐาน ทางเทคนิคการแพทย์และกายภาพบำบัด มหาวิทยาลัยขอนแก่น (CISMaP) โดย ศ.ดร.พัชรี เจียรนัยกูร ที่ปรึกษาศูนย์ฯ กล่าวว่า “เรามุ่งสร้างความเป็นเลิศด้านนวัตกรรมทางเทคนิคการแพทย์และทางกายภาพบำบัดระดับสากล ด้วยการร่วมมือกับพันธมิตรภาคส่วนต่างๆ เพื่อนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมไปสู่เชิงพาณิชย์”
โดยในปี 2560-2563 ได้รับประมาณจากโครงการสานพลังประชารัฐ D1 (Aging Innovation Hub) จำนวน 22,855,464 บาท เพื่อพัฒนาเครื่องวิเคราะห์หาองค์ประกอบทางโครงสร้างเคมีของสารโดยใช้ความยาวคลื่นช่วงอินฟราเรด (Fourier-Transform Infrared Spectroscopy หรือ FTIR), ห้องปฏิบัติการอณูชีวโมเลกุล/การทดสอบความชำนาญเพื่อรับรองห้องปฏิบัติการ (Molecular laboratory/ PT lab) และชุดตรวจชนิดแลทเทอรอลโฟลว์ (Lateral Flow Test Strip and Biosensor) ต่อมาในปี 2563-2564 ได้รับทุนจาก บพข. จำนวน 5,268,600 บาท ให้เราสามารถพัฒนานวัตกรรมและบริการให้สู่มาตรฐานสากล เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน เช่น ขอรับรองมาตรฐาน PT Provider-โปรแกรมเพาะเชื้อจากเครื่องอัตโนมัติ

CISMaP มีความเชี่ยวชาญการตรวจวิเคราะห์คุณสมบัติ คุณลักษณะทางเคมี โดยให้บริการตรวจวิเคราะห์องค์ประกอบนิ่วด้วยอินฟราเรดสเปคโทรสโกปี ด้วยอัตราค่าบริการเพียง 560 บาท/ตัวอย่าง มีอัตราการเติบโตของจำนวนส่งตรวจ 40% ต่อปี รวมถึงให้บริการโปรแกรมปัญญาประดิษฐ์สำหรับประเมินอายุร่างกายและอวัยวะสำคัญ โดยตรวจวัดความชราจากผลเลือด เทียบอายุชีวภาพ (Biological Age) ซึ่งเป็นอายุที่แท้จริงของเซลล์และอวัยวะภายในร่างกาย กับอายุตามปฏิทิน (Calendar Age) พร้อมคำแนะนำในการปฏิบัติตัวหรือปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อชะลอวัยหรือชะลอโรคตามอวัยวะต่างๆ เช่น หัวใจ ไต ตับ และตับอ่อน
สำหรับนวัตกรรมเด่นที่นำไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์คือ “วัสดุเก็บรักษาเชื้อจุลินทรีย์ชนิดฟิล์มบาง” เริ่มต้นจากทุนสนับสนุนโครงการวิจัยระดับปริญญาตรี คณะเทคนิคการแพทย์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ปี 2561 เป็นวัสดุทดสอบที่ใช้ทดสอบประสิทธิภาพของเครื่องเพาะเชื้อในเลือดแบบอัตโนมัติ และทดสอบความชำนาญของเจ้าหน้าที่ทดสอบ มีความคงตัวสูง สามารถเก็บในอุณหภูมิ 4ºC เป็นเวลา 1 ปี และยังมีความคงตัวแม้จะถูกขนส่งในอุณหภูมิห้องในระยะเวลา 2 สัปดาห์ โดยในปี 2566 มีเอกชนคือ บริษัท บริษัท อินโนเมด (ประเทศไทย) จำกัด และบริษัท เฟิร์มเมอร์ จำกัด ร่วมขยายตลาดแล็บสมาชิกได้เกือบ 100 แล็บทั่วประเทศ
ขณะที่ความเคลื่อนไหวที่น่าจับตาในขณะนี้คือการพัฒนาชุดตรวจโรคอื่นๆ เพิ่มเติม แต่ยังคงมี pain point สำคัญคือ วัสดุทางการแพทย์ (Medical Consumables) ยังต้องนำเข้าจากต่างประเทศ ทำให้ไม่สามารถแข่งขันด้านต้นทุนได้ CisMaP จึงต้องการผลิตวัสดุดังกล่าวขึ้นมาใช้เอง โดยหน่วยวิจัยการผลิตแอนติบอดีและโปรตีนรีคอมบิแนนท์ เพื่อนำไปใช้ในชุดตรวจเชื้อสแตปฟิโลคอคคัส ออเรียส (Staphylococcus Aureus) ที่ก่อให้เกิดการติดเชื้อในกระแสเลือด ขณะนี้ได้พัฒนาต้นแบบแล้ว และในอีก 3 ปีข้างหน้า คาดว่าจะนำไปสู่เชิงพาณิชย์ได้ ภายใต้ ISO 13485 (มาตรฐานสากลด้านการจัดการคุณภาพของเครื่องมือแพทย์ ตั้งแต่การออกแบบ พัฒนา การนำไปใช้ ไปจนถึงการบำรุงรักษาระบบจัดการคุณภาพให้ได้ตามที่มาตรฐานกำหนดไว้)

ด้าน ศูนย์พัฒนาชุดตรวจวินิจฉัยตามมาตรฐานสากล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (QDD Center) ซึ่งตั้งอยู่ที่คณะวิทยาศาสตร์ เชี่ยวชาญในงานด้าน Diagnostics โดยเฉพาะการพัฒนาชุดทดสอบแบบ Lateral flow test strip โดยให้บริการครบวงจรตั้งแต่การผลิต การพัฒนา จนถึงการตรวจสอบความถูกต้องของวิธี เพื่อนำงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับชุดแถบทดสอบเข้าสู่กระบวนการผลิตที่ได้มาตรฐานสากล ชุดทดสอบที่ได้จึงมีความแม่นยำ น่าเชื่อถือ และพร้อมพัฒนาเพื่อการผลิตในเชิงพาณิชย์ ขณะเดียวกันยังมีการเตรียม prototype ในจำนวนมากพอเพื่อใช้ในการทดสอบระดับ clinical/field trial ของชุดทดสอบแบบรวดเร็วเพื่อตรวจสอบความถูกต้องของวิธีทดสอบตามมาตรฐานสากล และพร้อมถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่การผลิตระดับอุตสาหกรรม
หนึ่งในบทบาทสำคัญของ QDD Center คือจากการที่ในปี 2565 ทีมนักวิจัยจากคณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาฯ ร่วมกับสถาบันวิจัยเทคโนโลยีชีวภาพและวิศวกรรมพันธุศาสตร์ ได้พัฒนาชุดทดสอบโปรเจสเตอโรนเพื่อใช้ในฟาร์มสุกร ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ในไปป์ไลน์ของศูนย์ ช่วยจำแนกสุกรเพศเมียที่พร้อมผสมพันธุ์ เพิ่มจำนวนสุกร และลดต้นทุนการเลี้ยง โดย MSD Animal Health ได้รับสิทธิในการจัดซื้อและใช้เทคโนโลยีนี้ โดยเป็นผู้จัดจำหน่ายโดยเริ่มจำหน่ายที่ประเทศจีนและจะกลับเข้ามาจำหน่ายในประเทศไทย ซึ่งนับเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการนำงานวิจัยบนหิ้งมาต่อยอดสู่การเป็นนวัตกรรมที่นำไปใช้ประโยชน์ได้จริง พร้อมส่งออกจำหน่ายในต่างประเทศทั่วโลก

ชุดทดสอบนี้ในอนาคตจะขยายผลไปสู่แพะและแกะ รวมถึงโคและกระบือซึ่งเป็นสัตว์เศรษฐิจของประเทศไทย มีลักษณะเป็น Strip Test ใช้งานง่าย น้ำหนักเบา พกพาสะดวก ใช้เวลาทดสอบที่รวดเร็วเพียง 15 นาที ให้ผลที่แม่นยำสูงถึง 95% อีกทั้งยังมีราคาไม่แพงนี้ ได้รับเงินทุนสนับสนุนจากหน่วยบริหารงานและจัดการทุนด้วยการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) และการให้ความช่วยเหลือด้านการเจรจากับภาคธุรกิจ (MSD Animal Health) การให้คำปรึกษาในการจดทะเบียน อย. การยื่นจด IP การทำ Licensing Agreement, การทำสัญญาซื้อขาย รวมถึงให้คำแนะนำในการดำเนินงานนวัตกรรมทางธุรกิจ จากศูนย์วิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีเพื่ออุตสาหกรรม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (UTC) ซึ่งนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่ทีมนักวิจัยได้พัฒนาขึ้นมานี้ได้รับการพัฒนาต่อยอดจากงานวิจัยในห้องปฏิบัติการสู่งานนวัตกรรมเชิงพาณิชย์ และผ่านการรับรองมาตรฐานการผลิต โดย QDD Center
ล่าสุดร่วมกับคณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ เปิดตัวนวัตกรรมชุดตรวจไมโครอัลบูมินในปัสสาวะ สามารถคัดกรองภาวะไตเสื่อมได้ด้วยตนเอง ใช้งานง่ายและอ่านผลง่าย แต่มีความแม่นยำสูง ทำให้เกิดประโยชน์ทั้งในแง่ของนโยบายเชิงรุกที่แพทย์และบุคลากรสาธารณสุขสามารถนำไปใช้ในการตรวจคัดกรองผู้ป่วยโรคไตในระยะเริ่มต้น ซึ่งการตรวจพบโรคไตตั้งแต่ระยะเริ่มต้นจะส่งผลให้ผู้ป่วยเกิดการตระหนักรู้ และปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิต เพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดโรคไตเรื้อรัง พัฒนาโดยใช้หลักการภูมิคุ้มกันวิทยา จากการศึกษาของนิสิตปริญญาโทและเอก สาขาเทคโนโลยีชีวภาพ และมีนักวิทยาศาสตร์มาต่อยอด กระทั่งได้รับการรับรอง ISO 13485 และวางจำหน่ายเมื่อกลางปีที่ผ่านมา โดย BJC Healthcare

ศ.ดร.ศิริรัตน์ เร่งพิพัฒน์ ผู้อำนวยการศูนย์พัฒนาชุดตรวจวินิจฉัยตามมาตรฐานสากล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (QDD Center) กล่าวว่า จากการ QDD Center ได้รับการรับรองจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข ให้เป็นสถานที่ผลิตเครื่องมือแพทย์ที่ได้มาตรฐานสากล แสดงถึงความเชี่ยวชาญของบุคลากร และคุณภาพของอุปกรณ์ทางวิทยาศาสตร์ที่ใช้ ศูนย์ฯ ยังมีความพร้อมในการเป็นหน่วยตรวจสอบอิสระ (Third party) และติดตามคุณภาพผลิตภัณฑ์จากงานวิจัยของทีมจุฬาฯ หลายฝ่าย สำหรับนวัตกรรมนี้ ศูนย์ฯ จะสุ่มตรวจชุดทดสอบจากท้องตลาดเพื่อตรวจสอบความถูกต้องและความแม่นยำ ซึ่งจะช่วยสร้างความมั่นใจในผลทดสอบสำหรับการวิเคราะห์สุขภาพไตเบื้องต้น นับเป็นนวัตกรรมที่ส่งเสริมมาตรฐานการผลิตชุดทดสอบในท้องตลาดให้มีคุณภาพสูงและผลลัพธ์ที่รวดเร็ว
นอกจากนี้ QDD Center ซึ่งสามารถดำเนินการได้อย่างราบรื่น ด้วยการสนับสนุนเงินทุนจาก บพข. ยังมีความร่วมมือกับหน่วยงานอื่นๆ อีกด้วย โดยให้บริการและให้ความร่วมมือทางด้านของวิจัยพัฒนาต่อยอดชุดตรวจวินิจฉัย กับหน่วยงานวิจัยภายในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้แก่ คณะวิทยาศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ คณะสัตวแพทยศาสตร์ คณะสหเวชศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีชีวภาพและวิศวกรรมพันธุศาสตร์ เป็นต้น รวมถึงหน่วยงานวิจัยภายนอกมหาวิทยาลัย พร้อมถ่ายทอดเทคโนโลยีชุดตรวจวินิจฉัยที่ผ่านการตรวจสอบความถูกต้องของวิธีไปยังบริษัทเอกชนที่เกี่ยวข้องเพื่อเพิ่มศักยภาพในการผลิต รวมถึงประสานกับหน่วยงานรัฐที่รับประโยชน์จากการใช้งานชุดตรวจ เช่น กรมปศุสัตว์ โรงพยาบาลรัฐ และศูนย์บริการสุขภาพ เป็นต้น เพื่อการประชาสัมพันธ์ และเพื่อการนำชุดตรวจที่ผ่านการตรวจสอบความถูกต้องของวิธีไปใช้ประโยชน์ต่อไป
สำหรับห้องปฏิบัติการวิจัยเครื่องมือแพทย์ มหาวิทยาลัยนเรศวร (MDRL) มีบทบาทและหน้าที่ในการสนับสนุนสถานที่และเครื่องมือในการผลิตต้นแบบเครื่องมือแพทย์ตามมาตรฐานเครื่องมือแพทย์ รวมถึงบริการตรวจวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการทางการแพทย์ตามมาตรฐานสากล (ISO 15189, ISO 15190 และ ISO/IEC 17025) เพื่อสนับสนุนงานวิจัยทางด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์และการผลิตต้นแบบเครื่องมือแพทย์ ตลอดจนเป็นแหล่งศึกษาเรียนรู้ด้านวิชาการมาตรฐานห้องปฏิบัติการ มาตรฐานเครื่องมือแพทย์และชุดทดสอบให้แก่นิสิตในมหาวิทยาลัยนเรศวร ร่วมทั้งสร้างเครือข่ายที่เข้มแข็งกับศูนย์อื่นๆ ใน CNDC

รศ.ดร.วันวิสาข์ ตรีบุพชาติสกุล หัวหน้าห้องปฏิบัติการฯ กล่าวว่า ได้รับทุนจาก บพข. 2 โครงการ คือ โครงการผลิตหลอดเก็บเลือดสุญญากาศ Innomed ที่เป็นไปตามมาตรฐานสากล สำหรับตรวจวิเคราะห์สารชีวเคมีและน้ำตาลกลูโคส โดยสามารถรักษาระดับน้ำตาลกลูโคสได้นาน 8 ชั่วโมง หลังการเจาะเก็บเลือด ทำให้ลดเวลา ลดค่าใช้จ่าย ลดการติดเชื้อ ลดความผิดพลาด และลดปริมาณการเจาะเก็บเลือด ปัจจุบันมีโรงพยาบาลนำไปใช้งานแล้ว 50 แห่ง
นอกจากนี้ยังมีอีกโครงการที่ได้รับทุนสนับสนุนจาก บพข. เช่นกัน คือโครงการผลิตภัณฑ์วัสดุแปรรูปและวัสดุอ้างอิงสำหรับใช้เป็นวัสดุทดสอบความชำนาญเพื่อใช้งานในห้องปฏิบัติการทางการแพทย์ตามมาตรฐาน ISO 13485 และ ISO 17034 โดยเบื้องต้นนำร่องวัสดุอ้างอิง 10 ตัว และมีอยู่ในไปป์ไลน์อีกราว 30 กว่าตัว ซึ่งวัสดุอ้างอิงมีความสำคัญและความท้าทายในการพัฒนาเครื่องมือแพทย์ใหม่ๆ ซึ่งจำเป็นต้องใช้วัสดุอ้างอิง ปัจจุบันทั้งสองผลิตภัณฑ์ได้ต่อยอดกับเอกชนที่นำไปพัฒนาเชิงพาณิชย์และการตลาดเรียบร้อยแล้ว

ขณะนี้ MDRL กำลังพัฒนาโคลนแอนติบอดีนิโคตินซึ่งเป็นสารเมตาบอไลซ์ของนิโคตินสามารถตรวจได้ในปัสสาวะและน้ำลาย จากเดิมที่นักวิจัยไทยต้องนำเข้าแอนติบอดี ซึ่งเป็นราคาสำหรับการวิจัยเท่านั้น ไม่สามารถขยายผลในเชิงพาณิชย์ได้เพราะมีต้นทุนที่แตกต่างกันมาก หรือไม่ก็ติดสัญญากับที่อื่น การพัฒนานี้จึงช่วยขจัด pain point ดังกล่าวได้ โดย MDRL ทำงานร่วมกับ CISMaP ของมหาวิทยาลัยขอนแก่นที่มีความเชี่ยวชาญด้านการตรวจวิเคราะห์ปัสสาวะอยู่แล้ว ขณะที่วัสดุอ้างอิงที่เป็นไมโครโบมีนจะร่วมมือกับ QDD Center ของจุฬาฯ
นี่คือเรื่องราวความเป็นมาที่น่าสนใจของ CNDC และบางส่วนของศูนย์ฯ ในเครือขายนี้ ขณะที่รายละเอียดของศูนย์อีก 4 แห่ง และประเด็นต่างๆ ที่น่าสนใจจะนำเสนอในตอนต่อไป โปรดติดตาม

