ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ (SCB EIC) ได้เปิดเผยผลคาดการณ์แนวโน้มการเติบโตของธุรกิจและอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ไทย ไว้ในช่วงต้นปี 2025 ว่ายังมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องท่ามกลางความผันผวนที่เพิ่มสูงขึ้นจากแรงกดดันของเศรษฐกิจโลกที่ขยายตัวชะลอลง และความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่มาพร้อมกับการกีดกันทางการค้าที่รุนแรงขึ้น
นอกจากนั้น ยังชี้ชัดว่าเทรนด์ Green Logistics จะเป็นเรื่องที่ทั่วโลกให้ความสำคัญ ซึ่งในปีที่ผ่านมาผู้ให้บริการโลจิสติกส์ในไทยก็เริ่มเปิดให้บริการ Green Logistics กันมากขึ้น ส่วนเทรนด์ Logistics Technology (LogTech) จะเป็นตัวแปรสำคัญที่ช่วยยกระดับการบริหารจัดการด้านโลจิสติกส์ให้สะดวกและรวดเร็วขึ้น พร้อมทั้งลดต้นทุนการบริหารจัดการอย่างมีนัยสำคัญ
จากการคาดการณ์และทิศทางการเติบโตของ ‘อุตสาหกรรมโลจิสติกส์ไทย’ ที่กล่าวมาข้างต้นนี้เอง ที่แสดงให้ทุกภาคส่วนเห็นถึงโอกาสและความท้าทายในการพัฒนาศักยภาพและเพิ่มขีดความสามารถผู้ประกอบการโลจิสติกส์และขนส่งของไทย ให้เติบโตได้ท่ามกลางปัจจัยความท้าทายทางเศรษฐกิจทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยการขับเคลื่อนให้อีโคซิสเตมของภาคอุตสาหกรรมนี้โตได้อย่างต่อเนื่อง จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน

ด้วยเหตุนี้ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) ซึ่งมีภารกิจสำคัญในการสนับสนุนทุนวิจัยเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยผลักดันให้เกิดการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐและเอกชนทั้งในและต่างประเทศ ทำให้งานวิจัยสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริงในเชิงพาณิชย์ จึงได้จัดงานสัมมนาในหัวข้อ “ติดปีกโลจิสติกส์ไทย เชื่อมวิจัยสู่ธุรกิจด้วยทุน บพข.” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของงาน TILOG-LOGISTIX 2025 ที่จัดขึ้น ณ ไบเทค บางนา โดยเวทีนี้จะแสดงให้เห็นถึงพลังของนวัตกรรมและงานวิจัย ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนและยกระดับภาค อุตสาหกรรมโลจิสติกส์ของไทยได้อย่างเป็นรูปธรรม
ภายในงานนี้ แผนงานกลุ่มโลจิสติกส์และระบบราง บพข. จะได้มาให้มุมมอง ความเข้าใจ เกี่ยวกับแนวทางการขอรับทุนวิจัย นวัตกรรม พร้อมถ่ายทอดกรณีศึกษา ความสำเร็จจากผู้ประกอบการที่สามารถนำทุนวิจัยจาก บพข. ไปใช้ได้จริง ตลอดจนยังจัดให้มีเวทีในการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างนักวิจัย ภาคเอกชน และหน่วยงานสนับสนุนทุน จาก บพข. เพื่อชี้ให้เห็นถึงโอกาส ความท้าทาย และแนวทางการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่สากลผ่านกลไกงานวิจัยและนวัตกรรม
ทั้งนี้ แผนงานกลุ่มโลจิสติกส์และระบบราง บพข. ได้เปิดรับข้อเสนอโครงการตั้งแต่ปี 2566 เป็นต้นมา จนถึงปัจจุบัน และได้รับการตอบรับอย่างดีจากผู้ประกอบการ นักวิจัย ซึ่งครอบคลุมกรอบการวิจัยสำคัญ เช่น การขนส่งอัจฉริยะ คลังสินค้าและระบบราง รวมถึงโครงการที่มีผลกระทบทางเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อม ในวงกว้าง

รองศาสตราจารย์วงกต วงศ์อภัย รองผู้อำนวยการ สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) ได้กล่าวเปิดงานสัมมนาในครั้งนี้ด้วยการให้ข้อมูลสำคัญว่า
“จากการสำรวจกำลังคนที่ต้องการในภาคอุตสาหกรรมโดย กระทรวง อว. เราพบว่า มีความต้องการกำลังคนที่มีทักษะสูง หรือ High Skill Workforce ในช่วงระหว่างปี 2025-2030 ประมาณ 1,100,000 คน และในจำนวนนี้ มีกว่า 400,000 คนที่เป็นความต้องการกำลังคนทักษะสูงในภาคอุตสาหกรรมการบินและโลจิสติกส์ ซึ่งเมื่อเทียบกับกำลังคนในภาคอุตสาหกรรมอื่น เช่น พลังงานและการแพทย์ มีจำนวนมากกว่าอย่างมีนัยสำคัญ”
“ดังนั้น ที่ผ่านมา กระทรวง อว. จึงได้วางหมุดหมายสำคัญในการขับเคลื่อนการจัดการซัพพลายเชนในภาค อุตสาหกรรมโลจิสติกส์ไทย ในทุกมิติ โดยเฉพาะการสนับสนุนงานวิจัยและนวัตกรรมที่ตอบโจทย์สำคัญ 2 ด้าน ดังนี้
- Minimize Course หรือลดต้นทุนในการจัดการซัพพลายเชนของธุรกิจ
- Minimize Carbon หรือการลดปริมาณคาร์บอน เพื่อให้สอดคล้องตามเทรนด์ความยั่งยืน
“โดย บพข. เป็นหน่วยงานหลักที่สนับสนุนนักวิจัยและผู้ประกอบการให้พัฒนางานวิจัยและนวัตกรรมที่สามารถยกระดับการบริหารจัดการโลจิสติกส์และระบบขนส่งอัจฉริยะ โดยงานวิจัยและนวัตกรรมนั้นจะต้องมี Impact หรือสร้างความเปลี่ยนแปลงและต่อยอดไปปรับใช้ในอุตสาหกรรมโลจิสติกส์และขนส่งของประเทศได้ในวงกว้าง”

เจาะลึกกรอบการวิจัย แผนงานกลุ่มโลจิสติกส์และระบบราง บพข. ปี 2569-2574
ดร.ธรรมนูญ เฮงษฎีกุล อนุกรรมการแผนงานกลุ่มโลจิสติกส์และระบบราง บพข. ได้บรรยาย หัวข้อ “เป้าหมายและกรอบการวิจัยด้านการขนส่งและโลจิสติกส์ของประเทศไทย (พ.ศ. 2569 – 2574)”
“จากภารกิจหลักของ บพข. ได้กำหนดไว้ชัดเจนว่ามีภารกิจในการสนับสนุนทุนวิจัยเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยผลักดันให้เกิดการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐและเอกชนทั้งในและต่างประเทศ ทำให้งานวิจัยสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริงในเชิงพาณิชย์ ซึ่ง แผนงานกลุ่มโลจิสติกส์และระบบราง ได้นำมาต่อยอดเพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยสู่สากลผ่านกลไกงานวิจัยและนวัตกรรมซึ่งครอบคลุมกรอบการวิจัยสำคัญ เช่น การขนส่งอัจฉริยะ คลังสินค้าและระบบราง เพราะ “โลจิสติกส์” ไม่ได้หมายความแค่เป็นการขนส่ง แต่เปรียบไปโลจิสติกส์และการขนส่งเป็น “เส้นเลือด” ที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ถ้าเส้นเลือดนี้ไหลเวียนได้ดี แน่นอนว่าเศรษฐกิจไทยก็จะเติบโตได้อย่างยั่งยืน”
“ทั้งนี้ ในปัจจุบันต้องยอมรับว่าประเทศไทยยังมีต้นทุนโลจิสติกส์ที่สูงประมาณ 13.9 เปอร์เซ็นต์ในปี 2565 และเรายังพึ่งพาการขนส่งทางถนนมาเกินไปถึง 85 เปอร์เซ็นต์ นอกจากนั้น พบว่ายังมี Digital Gap เช่น ทักษะของบุคลากรในภาคอุตสาหกรรมนี้ยังคงไม่ได้รับการ Upskill อย่างเหมาะสม โดยเฉพาะในภาคผู้ประกอบการ SMEs”

“ขณะที่ โลกกำลังเปลี่ยนผ่านไปสู่เศรษฐกิจสีเขียว เศรษฐกิจหมุนเวียน และยังใช้ข้อมูลในการขับเคลื่อน หรือ (Data Driven Decision) โดยเรามีข้อมูลเยอะมาก แต่ยังไม่มี Data center ไม่มีฐานข้อมูลรวมของประเทศ ดังนั้นในการทำงานวิจัย การวิเคราะห์ จึงไม่มีการบริหารจัดการข้อมูลอย่างมีประสิทธิภาพและชัดเจน”
“โดยที่ผ่านมา งบประมาณสนับสนุนในกลุ่มโลจิสติกส์และระบบราง ระหว่างปี 2564-2568 ได้นำไปสนับสนุนโครงการวิจัยมากกว่า 70 โครงการ ซึ่งมีทั้งโครงการเชิงระบบ (Policy-Based) และโครงการเชิงเทคโนโลยี (Technology-Driven) โดยมีงบประมาณรวมกว่า 500 ล้านบาท ส่วนประเภทของโครงการที่ได้รับการสนับสนุนจนถึงปัจจุบัน เกี่ยวข้องกับ Smart Logistics Platform ข้อมูลโลจิสติกส์ระดับประเทศ การวิจัยต้นแบบระบบขนส่งทางราง การประเมิน Carbon Footprint และ EV Logistics”
“นอกจากนั้น แผนงานกลุ่มโลจิสติกส์และระบบราง บพข. ยังได้สนับสนุนโครงการวิจัยเด่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับ โครงการวิจัยพัฒนาระบบขนส่งทางราง โครงการพัฒนาระบบดิจิทัลด้านโลจิสติกส์ เช่น Smart Logistic และ Green Logistics ตลอดจนโครงการสนับสนุนการขับเคลื่อน BCG Model ซึ่งทั้งหมดนี้ทำให้ได้มาซึ่งต้นแบบระบบโลจิสติกส์ต้นทุนต่ำ และระบบโลจิสติกส์สีเขียว ตลอดจนการพัฒนาเกณฑ์มาตรฐานด้านโลจิสติกส์ด้วย”

“โดยเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ของ บพข. ในด้านโลจิสติกส์ ที่สำคัญมีดังนี้
- ลดต้นทุนโลจิสติกส์ให้ได้น้อยกว่า 12 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นไปตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 (พ.ศ. 2566-2570)
- เพิ่มสัดส่วนการขนส่งทางรางให้มากกว่า 10 เปอร์เซ็นต์ โดยเปลี่ยนจากการขนส่งทางรถให้มาเป็นการขนส่งทางรางหรือทางน้ำให้ได้มากที่สุด
- ยกระดับขีดความสามารถของผู้ประกอบการ โดยใช้ตัวชี้วัดด้าน Productivity การยอมรับและปรับเปลี่ยนเป็นการใช้ระบบออโตเมชั่นมากขึ้น หรือ Automation Adoption
- พัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัลต้นแบบมาใช้ให้มากขึ้น เช่น AI-Based Forecast และ Blockchain
- ลดการปล่อยก๊าซ CO2 โดยใช้ Carbon Intensity และ Emission Factor เป็นตัวชี้วัด
“ส่วนประเด็นสำคัญที่ใช้ในการขับเคลื่อนการทำงานของ แผนงานกลุ่มโลจิสติกส์และระบบราง บพข. คือ
- ผลักดันให้เกิด Research Utilization หรือการใช้ประโยชน์จากงานวิจัยที่แท้จริง โดยผู้ประกอบการเป็นตัวแปรสำคัญที่จะเป็นโซ่ข้อกลางที่ไปเชื่อมต่อและร่วมมือกับภาคการศึกษาหรือทีมนักวิจัย ไปนำงานวิจัยนั้นมาต่อยอดปรับใช้ในเชิงพาณิชย์ และต้องมีการสนับสนุนให้เกิดเวทีที่เปิดโอกาสให้เกิดการ Matching ระหว่างฝั่งนักวิจัยและฝั่งธุรกิจ
- เชื่อมโยงระหว่าง 3 ภาคส่วน นักวิจัย-ภาคธุรกิจ-หน่วยงานภาครัฐ
- ทดสอบ ตั้งเป้าผลักดันให้เกิด Smart Logistics Sandbox
- เร่งงานวิจัยนโยบายที่ตอบโจทย์ทันทีเช่น การจัดโซนนิ่ง Logistics Park, โครงสร้างภาษีโลจิสติกส์สีเขียว, Incentive สำหรับ Digital Logistics ซึ่งเป็นประเด็นที่ภาครัฐต้องหันมาให้ความสำคัญอย่างมาก เพราะการทำงานของเราจำเป็นต้องอาศัยทรัพยากรภาครัฐ โดยเฉพาะเรื่องของการให้สิทธิพิเศษ หรือ Incentive ในการลงทุนด้านการวางพื้นฐานด้านดิจิทัล

“ส่วนกรอบการวิจัยด้านการขนส่งและโลจิสติกส์ ช่วงปี 2569-2574 ของ บพข. มีเป้าหมายหลักเพื่อยกระดับขีดความสามารถด้านขนส่งและโลจิสติกส์ของประเทศให้สามารถแข่งขันได้ในระดับภูมิภาคและโลก ผ่านการพัฒนาเทคโนโลยี นวัตกรรม และโครงสร้างพื้นฐานที่ยั่งยืน เชื่อมโยงทุกมิติของเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ซึ่งประกอบด้วย นวัตกรรม 7 ด้าน ได้แก่”
- นวัตกรรมและเทคโนโลยีการบริหารจัดการระบบขนส่ง (Smart Transport Systems) เช่น
- นวัตกรรมและเทคโนโลยีด้านการบริหารจัดการคลังสินค้าและสินค้าคงคลัง (Smart Warehousing & Inventory Management)
- นวัตกรรมระบบรางและการเชื่อมต่อการขนส่ง (Rail and Intermodal Innovations)
- นวัตกรรมด้านโครงสร้างพื้นฐานโลจิสติกส์ (Logistics Infrastructure & Nodes Development)
- นวัตกรรมระบบโลจิสติกส์เฉพาะด้าน (Specialized Logistics Systems)
- โลจิสติกส์สีเขียวและการขนส่งที่ยั่งยืน (Green Logistics & Sustainable Mobility)
- นโยบายและระบบสนับสนุนเชิงสถาบัน (Policy, Regulatory & Institutional Innovations)

เปิดเวทีระดมสมอง “ติดปีกโลจิสติกส์ไทย เชื่อมวิจัยสู่ธุรกิจด้วยทุน บพข. Unlock Logistics Potential”
นอกเหนือจากผู้เข้าร่วมงานสัมมนา “ติดปีกโลจิสติกส์ไทย เชื่อมวิจัยสู่ธุรกิจด้วยทุน บพข.” จะได้อัปเดตถึงกรอบการวิจัยที่ แผนงานกลุ่มโลจิสติกส์และระบบราง บพข. จะให้ความสำคัญในช่วงปี 2569-2574 แล้ว ยังได้ฟังมุมมองดีๆ ที่สามารถนำไปปรับใช้ได้จริงในการพัฒนา อุตสาหกรรมโลจิสติกส์ไทย จากผู้ทรงคุณวุฒิ และเคล็ดลับจากนักวิจัยและผู้ประกอบการที่ประสบความสำเร็จในการได้รับทุนจาก บพข. บนเวทีเสวนาด้วย
รศ.ดร.วงกต วงศ์อภัย รอง ผอ.สอวช.และ อนุกรรมการฯ บพข. ได้เน้นย้ำถึงบทบาทของ สอวช. กระทรวง อว. และ บพข. ว่า
“สำหรับภารกิจหลักของ สอวช. ซึ่งเป็นหน่วยงานอยู่ภายใต้ กระทรวง อว. เราให้ความสำคัญกับการพัฒนากำลังคนทักษะสูง เป็นกำลังคนที่สอดคล้องตามความต้องการของภาคธุรกิจและภาคอุตสาหกรรมในแต่ละด้าน ขณะที่ในส่วนของ บพข. ก็ต้องการยกระดับนวัตกรรม งานวิจัย ตั้งแต่ ระดับความพร้อมทางเทคโนโลยี หรือ Technology readiness Level (TRL) ในระดับ 4 ขึ้นไปเป็น ระดับ 6-7 ให้สามารถพัฒนาและต่อยอดไปสู่เชิงพาณิชย์ได้ ดังนั้น งานวิจัยและนวัตกรรม นั้น ต้องสามารถสร้าง Big Impact ต่อภาคอุตสาหกรรมและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับผู้ประกอบการได้ การทำงานของ บพข. จึงเป็นการย้ำให้เห็นถึงอีกหนึ่งภารกิจสำคัญของ กระทรวง อว. กับการทำงานร่วมกับภาคเอกชน เพื่อขับเคลื่อนให้เกิดการพัฒนาในภาคอุตสาหกรรมของประเทศอย่างเป็นรูปธรรม”
ดร.ชลัช วงศ์สงวน ผู้ทรงคุณวุฒิ บพข. ได้มาให้มุมมองน่าสนใจในด้านการพัฒนาบุคลากรและกำลังคนเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของภาคอุตสาหกรรมโลจิสติกส์และการขนส่งของไทยว่า
“การพัฒนาบุคลากรด้านโลจิสติกส์ให้ตอบโจทย์ความต้องการของภาคอุตสาหกรรม ต้องมีความเข้าใจตั้งแต่โจทย์หรือบริบทของประเทศและโจทย์ของภาคธุรกิจ ซึ่งมองว่าอนาคตของอุตสาหกรรมโลจิสติกศ์ขึ้นอยู่กับปัจจัยสำคัญ 3 ด้าน คือ Digital First / Green and Sustainable / Regional Hub”

“และในมิติของการพัฒนาบุคลากรเพื่อตอบโจทย์เป้าหมายเหล่านี้ บุคลากรต้องมีความพร้อมในทักษะหลากหลายด้านที่สอดคล้องกับเทรนด์การเติบโตของภาคอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ เริ่มจากทักษะในด้าน Data Analytic ต้องสามารถบริหารจัดการข้อมูลได้แบบเรียลไทม์ ครบถ้วน ตลอดจนบูรณาการข้อมูลเหล่านี้มาใช้ประโยชน์ได้ ซึ่งจะต่อยอดสู่การทำธุรกิจโดยใช้แพลตฟอร์มหรือโซลูชั่นที่เป็นประโยชน์ต่อภาคอุตสาหกรรมโดยรวมในประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ และนี่คือทักษะสำคัญที่สุดที่บุคลากรที่ทำงานในอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ต้องมีในยุคนี้”
“ต่อมา ต้องมีความสามารถในการใช้งาน IoT และ Digital Tools ทั้งหลาย รวมถึง ระบบอัตโนมัติ หรือ Automation Tools ที่จะนำมาปรับใช้ในระบบขนส่งอัจฉริยะมากขึ้นเรื่อยๆ ตลอดจนต้องมีทักษะสีเขียว สามารถช่วยองค์กรในการลดต้นทุนการขนส่งด้วย Green Technology หรือการใช้พลังงานทดแทน พลังงานสีเขียวได้”
“และสิ่งสำคัญที่จะขับเคลื่อนให้ไทยก้าวสู่การเป็น Regional Hub ของโลจิสติกส์ คือ บุคลากรจะต้องเรียนรู้และอัปเดตในเรื่องการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์และมาตรการในการขนส่งระดับโลกที่เปลี่ยนแปลงไป เพราะถ้าคิดจะขยายธุรกิจ ทำการค้ากับต่างประเทศ บุคลากรในภาคโลจิสติกส์ของไทยต้องต่อยอดความรู้เรื่อง Green Logistic ซึ่งเป็นการจัดการด้านโลจิสติกส์และห่วงโซ่อุปทานด้วยวิธีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพราะในปัจจุบัน หลายประเทศเริ่มกำหนดมาตรการเข้มงวดเกี่ยวกับการนำเข้าสินค้า โดยพิจารณาถึงการปล่อยคาร์บอนของกระบวนการผลิตและขนส่ง หากธุรกิจไม่มีแนวทางการจัดการด้านสิ่งแวดล้อมที่ชัดเจน อาจเผชิญความเสี่ยงด้านการค้าระหว่างประเทศ หรือถูกปฏิเสธจากคู่ค้ารายใหญ่ที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืน”
มาถึงตัวแทนการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและให้มุมมองที่น่าสนใจจากผู้รับทุน นักวิจัย และบริษัทผู้ร่วมทุนวิจัย โดย ศ.ดร.กาญจนา เศรษฐนันท์ อาจารย์ประจำคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น นักวิจัยที่ได้รับการสนับสนุนทุนตั้งแต่ปี 2566-2567 ที่มาแชร์ประสบการณ์จากการขอรับทุนสนับสนุนจาก บพข. ว่า

“โครงการวิจัยที่ประสบความสำเร็จ ได้รับทุนจาก บพข. และสามารถนำไปปรับใช้จริงในภาคอุตสาหกรรมเพื่อช่วยลดต้นทุนการขนส่งให้กับภาคอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ได้จริง คือ โครงการวิจัยที่ไปเพิ่มประสิทธิภาพการขนถ่ายสินค้าเทกองจากการส่งออกและนำเข้า โดยได้พัฒนาแพลตฟอร์มจัดการระบบโลจิสติกส์ เป็นต้นแบบซอฟต์แวร์สำหรับสนับสนุนการขนส่งและขนถ่ายสินค้าเทกอง โดยจัดสรรทุ่นและเครนให้เหมาะสมกับขนาดเรือและชนิดสินค้า ซึ่งสามารถลดต้นทุนและระยะเวลาในการขนถ่ายสินค้าอย่างได้ผล”
“และการพัฒนาแพลตฟอร์มนี้ยังทำขึ้นเพื่อตอบโจทย์การพัฒนาระบบฐานข้อมูลที่ใช้ในการวิเคราะห์และจัดการข้อมูลการขนถ่ายสินค้าขนาดใหญ่ และระบบ Monitoring and Tracking system ที่ปรับปรุงข้อมูลตัวชี้วัดด้านโลจิสติกส์ให้ทันสมัยและสอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงในบริบทต่างๆ ด้วย”
“โดยในการเสนอขอรับทุนสนับสนุนจาก บพข. นักวิจัยต้องทำความร่วมมือกับทางฝั่งผู้ประกอบการที่มีศักยภาพที่จะนำโครงการวิจัยไปปรับใช้ ซึ่งตัวผู้ประกอบการเองต้องมีความพร้อมในการลงทุนเพิ่มเติมเพื่อดำเนินการตามโครงการวิจัยด้วย ขณะที่ตัวนักวิจัยเองก็ต้องมั่นใจว่าโครงการวิจัยนั้นสามารถตอบสนองความต้องการของผู้ประกอบการ ตอบโจทย์ปัญหาหรือ Pain Point ที่ผู้ประกอบการเจอได้ โดยเฉพาะโจทย์ในด้านการช่วยลดต้นทุนและเพิ่มรายได้ให้กับภาคธุรกิจ เพราะถ้าทำไม่ได้ นั่นเท่ากับเป็นการ “ติดกระดุมผิดเม็ด” และสุดท้าย ผลลัพธ์ที่ได้ ย่อมไม่ตรงตามความต้องการของผู้ประกอบการ”
“ไม่เพียงเท่านั้น โครงการวิจัยที่นักวิจัยจะร่วมมือกับผู้ประกอบการ ควรนำไปปรับใช้ได้ในทันทีและเกิดผลลัพธ์ได้ในเวลาที่รวดเร็ว ซึ่งนี่เป็นสิ่งที่ภาคธุรกิจต้องการ และนักวิจัยต้องแสดงให้ผู้ประกอบการเห็นให้ได้ว่า ถ้าทางผู้ประกอบการตกลงที่จะทำโครงการวิจัยร่วมกันแล้ว จะเกิด Outcome หรือผลลัพธ์อะไรขึ้นได้บ้าง โดยเฉพาะการช่วยลดต้นทุนและสร้างรายได้เพิ่มได้จริง รวมถึงช่วยให้ทำงานได้เร็วและง่ายขึ้น เป็นต้น และโครงการวิจัยที่จะมาเสนอขอรับทุนจาก บพข. ควรต้องดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องอย่างน้อย 40 เปอร์เซ็นต์ เพื่อขับเคลื่อนงานต่อได้ทันทีเมื่อได้รับทุนสนับสนุนจาก บพข. แล้ว”

“นอกจากนั้น ในการทำงานร่วมกัน นักวิจัยจำเป็นต้องพูดคุย สื่อสาร กับผู้ประกอบการและพนักงานผู้ปฏิบัติงานอย่างต่อเนื่องว่าทางนักวิจัยต้องการข้อมูลหรือความช่วยเหลือในด้านใดบ้าง โดยเฉพาะพนักงานผู้ปฏิบัติงาน ต้องให้เขาเข้ามามีส่วนร่วมตั้งแต่แรก เพื่อทำให้ผู้ปฏิบัติงานรู้สึกถึงความเป็นเจ้าของ และการทำงานร่วมกันตั้งแต่ต้น ยังถือเป็นการสร้างทักษะหรือประสบการณ์ให้บุคลากรที่ทำงานในภาคอุตสาหกรรมได้เรียนรู้ร่วมไปกับทีมผู้วิจัยอีกด้วย”
ก้องกิติ ลิ่วเจริญชัย บริษัท แซดพีเอส คอร์เปอเรชั่น จำกัด ได้มาแชร์มุมมองในฐานะบริษัทผู้ร่วมทุนวิจัย ว่า
“แพลตฟอร์มเปรียบเทียบการขนส่งระหว่างประเทศที่บริษัทฯ คิดค้นขึ้น สามารถนำไปปรับใช้และช่วยให้ผู้นำเข้า-ส่งออก ลดต้นทุนด้านโลจิสติกส์ลงได้จริงจากการเลือกระบบขนส่งที่เหมาะสม เพราะก่อนที่จะมีแพลตฟอร์มนี้ ผู้นำเข้า-ส่งออก ใช้เกณฑ์ในการเลือกวิธีการขนส่งโดยพิจารณาจากวิธีที่ถูกที่สุดหรือเลือกใช้บริการบริษัทขนส่งเจ้าเดิมที่เคยใช้บริการกันมาเป็น 10 ปี แต่ในวันนี้เงื่อนไขด้านต่างๆ เปลี่ยนไป โดยเฉพาะในเรื่องของภาษีการขนส่งระหว่างประเทศที่เพิ่มขึ้นจากเดิมและมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ด้วย”
“ทว่า ในการนำแพลตฟอร์มนี้ไปใช้ยังไม่สะดวกสบาย เข้าถึงง่าย อย่างที่เราต้องการให้เป็น ด้วยเหตุนี้เองที่ทำให้เรามองหาทุนที่จะนำมาใช้ในการพัฒนาแพลตฟอร์มให้เป็นรูปแบบ Marketplace ที่เข้าถึงได้ง่าย ซึ่งจะทำให้ผู้ให้บริการขนส่งสามารถมาเสนอราคาไว้ในระบบได้เลย”
“นอกจากนั้นเราวางแผนจะพัฒนาระบบ AI Recommendation ที่จะแนะนำผู้ประกอบการว่าจะเลือกผู้ให้บริการที่มีคุณสมบัติแบบไหนถึงจะเหมาะสม โดยแนะนำได้ว่าเหตุผลที่ให้เลือกผู้ให้บริการเจ้านี้เพราะมีประสบการณ์ ขนส่งตรงเวลา มีประสิทธิภาพ เป็นต้น ซึ่งจากการใช้งานจริง พบว่าการใช้แพลตฟอร์มนี้ สามารถช่วยลดต้นทุนทางโลจิสติกส์ไปได้ถึง 5-10 เปอร์เซ็นต์ ทำให้ผู้นำเข้า-ส่งออก มีศักยภาพในการแข่งขันที่เพิ่มขึ้น ขณะที่แพลตฟอร์มของเรายังช่วยจัดหางานที่เหมาะสมกับความเชี่ยวชาญของแต่ละผู้ให้บริการขนส่งด้วย”

“โดยการได้รับทุนสนับสนุนจาก บพข. สามารถปิดช่องว่างและเติมเต็มความต้องการของผู้ประกอบการได้ดีมาก เพราะการให้ทุนส่วนใหญ่ในประเทศไทย จะเป็นทุนที่ให้เพื่อช่วยธุรกิจในการขยายตลาดหรือให้เพื่อจัดตั้งธุรกิจในระยะเริ่มต้น แต่ในช่วงที่บริษัทฯ ต้องการที่จะพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อเพิ่มขีดความสามารถ ทำให้เราเอาชนะคู่แข่งได้ กลับยังขาดหน่วยงานที่มาสนับสนุนทุนตรงนี้”
และการส่งข้อเสนอมาขอรับทุน บพข. นี้ ยังเปิดโอกาสให้บริษัทฯได้ปรึกษาหารือกับผู้ทรงคุณวุฒิและผู้เชี่ยวชาญด้วยว่าผลงานนวัตกรรมของเราตอบโจทย์กับปัญหาได้จริงหรือไม่ เพราะการมาขอรับทุนสนับสนุนจากแผนงานกลุ่มโลจิสติกส์และขนส่ง ของ บพข. ต้องตอบโจทย์สำคัญให้ได้ว่านวัตกรรมหรือโซลูชั่นนั้นช่วยลดต้นทุนโลจิสติกส์ได้จริงหรือเปล่า และเมื่อได้รับทุน ทางทีมผู้ทรงคุณวุฒิของ บพข. ก็จะให้คำปรึกษาทางบริษัทฯ ด้วยว่าควรวางแผนในการขยายตลาดอย่างไร ซึ่งต้องยอมรับว่าคำแนะนำจากผู้ทรงคุณวุฒิของ บพข. ซึ่งเป็นผู้ที่มีความเชี่ยวชาญ และมีประสบการณ์การทำงานจริงในภาคอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ สามารถนำไปปรับใช้เพื่อให้เราสามารถนำเสนอโซลูชั่นนี้ได้อย่างตอบโจทย์ความต้องการของผู้ใช้มากขึ้นด้วย”
“ส่วนในเรื่องของการขยาย Impact ในการใช้แพลตฟอร์ม ในปัจจุบัน เราได้ร่วมมือกับ สภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย ให้นำแพลตฟอร์มตัวนี้ไปขยายผลให้ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวกับอุตสาหกรรมขนส่งและโลจิสติกส์ของไทยได้ใช้งานให้เกิดประโยชน์ได้อย่างเร็วที่สุดและมีประสิทธิภาพที่สุดด้วย”
