โจทย์ในการทำให้ประเทศไทยก้าวพ้นจากระดับรายได้ปานกลาง ยังคงเป็นโจทย์ที่ท้าทายของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในทุกยุค ทุกสมัย โดยหนึ่งในยุทธศาสตร์ที่ได้นำมาปรับใช้เพื่อตอบโจทย์สำคัญนี้ นั่นคือ การยกระดับความสามารถของผู้ประกอบการไทยให้กลายเป็นผู้ประกอบการธุรกิจนวัตกรรม (IDEs) โดย “นวัตกรรม” นี้เองที่จะเป็นเครื่องมือในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับผู้ประกอบการไทย
ดังนั้น แน่นอนว่าภาคส่วนสำคัญหนึ่งที่เป็นฟันเฟืองขับเคลื่อนให้ ระบบนิเวศ Ecosystem ของ ธุรกิจนวัตกรรมไทย นี้ คือ ภาคเอกชน ที่มีบทบาทสำคัญในการทำให้ไทยหลุกพ้นจากประเทศรายได้ปานกลางสู่ประเทศรายได้สูงภายในปี 2579 ตามยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี
เพราะภาคเอกชนเป็นทั้งผู้ผลิตนวัตกรรมและแหล่งจ้างงาน ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จึงต้องเข้ามามีส่วนร่วมในการเสริมสร้างความสามารถด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมของผู้ประกอบการให้กลายเป็น “ธุรกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม” ที่มียอดขายเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดอย่างน้อย 20% ภายใน 3 ปี ซึ่งถ้าทำได้ สิ่งนี้ย่อมเป็นแรงผลักดันสำคัญที่ช่วยยกระดับระบบเศรษฐกิจของประเทศให้บรรลุเป้าหมายตามยุทธศาสตร์ชาติที่ตั้งไว้ได้อย่างเป็นรูปธรรม
ด้วยตระหนักในความจำเป็นเร่งด่วนนี้ หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) ภายใต้กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) จึงได้ดำเนินแผนงานพัฒนาและส่งเสริมให้ประเทศเพิ่มธุรกิจฐานนวัตกรรม (Innovation driven enterprises: IDEs) ขนาดใหญ่ หรือเรียกสั้นๆ ว่า แผนงาน IDEs ที่สนับสนุนทุนจ้างที่ปรึกษาที่มีความเชี่ยวชาญเชิงลึกบางส่วน แก่ผู้ประกอบการขนาดกลาง (Medium enterprise) และใหญ่ (Large enterprise)

โดยการให้ทุนนี้จะสนับสนุนผ่านกลไกความร่วมมือและร่วมพัฒนากับองค์กรหรือบุคคลในเครือข่ายการพัฒนานวัตกรรม (Intermediary and Innovation network) อาทิเช่น การร่วมมือกันของหน่วยงาน Intermediary หรือ IM ซึ่งเป็นตัวกลางที่เข้าใจภาพธุรกิจและอุตสาหกรรมในภาพรวม กับองค์กรที่มีความเชี่ยวชาญเชิงลึกเฉพาะด้านเพื่อการพัฒนาธุรกิจฐานนวัตกรรม (Innovation Business Development Service หรือ IBDS) เพื่อช่วยวางแผนกลยุทธ์ธุรกิจให้แก่บริษัท เร่งการ scaling up ธุรกิจได้จริงในบริบทที่มีการแข่งขันสูง พัฒนาสมรรถนะและ transformation องค์กรให้แข็งแกร่งสามารถปรับตัวต่อสถานการณ์ใหม่ๆ ให้ก้าวไปข้างหน้าได้อย่างยั่งยืน
และล่าสุด เพื่อรวมพลังเครือข่ายคลัสเตอร์ IDEs & IM สร้าง Ecosystem ของ ธุรกิจนวัตกรรมในไทย กระทรวง อว. โดย บพข. ได้ร่วมกับ บริษัท ซีไอพี แวลู จำกัด และสถาบันพัฒนาเทคโนโลยีอุตสาหกรรม (ITD) จัดงาน “สัมมนาเครือข่าย IDEs & IM เสริมพลังธุรกิจนวัตกรรมสู่ตลาดโลก” เพื่อตอกย้ำความมุ่งมั่นในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยด้วยนวัตกรรม และยังเป็นการแสดงถึงพลังความร่วมมือของทุกภาคส่วน ทุกหน่วยงาน ที่จับมือผู้ประกอบการนวัตกรรมของไทยให้เดินหน้าบุกตลาดโลกแบบไม่โดดเดี่ยว ด้วยการติดอาวุธทั้งเทคโนโลยี วิธีการวางกลยุทธ์การตลาดเพื่อเจาะตลาดของประเทศนั้น ไปจนถึงการขอรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์นวัตกรรมนั้นเพื่อสร้างความเชื่อถือและการยอมรับในกลุ่มผู้บริโภคชาตินั้นด้วย
โดยภายในงานเน้นการพัฒนาศักยภาพธุรกิจนวัตกรรม (Innovation Driven Enterprises – IDEs) ของไทยให้พร้อมทะยานสู่ตลาดโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มประเทศตลาดใหม่ (Emerging Countries) ที่มีศักยภาพการเติบโตสูง งานนี้ได้รับความสนใจจากผู้บริหารหน่วยงานตัวกลางพัฒนาธุรกิจนวัตกรรม (Intermediary – IM) และผู้ประกอบการธุรกิจนวัตกรรมเข้าร่วมอย่างคับคั่ง
และภายในงานนี้ยังมีไฮไลท์สำคัญคือการทำ Workshop ร่วมกันเพื่อระดมสมอง พัฒนากลยุทธ์ในการขับเคลื่อนคลัสเตอร์ธุรกิจนวัตกรรมอย่างเป็นรูปธรรม ผลลัพธ์ที่ได้จะถูกนำไปต่อยอดและส่งเสริมให้ธุรกิจนวัตกรรมไทยสามารถแข่งขันและเติบโตในตลาดสากลได้อย่างยั่งยืน

แชร์กลยุทธ์การสร้างโอกาสในตลาดเกิดใหม่ (Emerging Market) ด้วยการพัฒนา เครือข่ายคลัสเตอร์ IDEs & IM
เมธา จารัตนากร CEO บริษัท ซีไอพี แวลู จำกัด ได้มาบรรยายในหัวข้อแรกเพื่อปูพื้นฐานให้ IDEs ไทยได้เห็นถึงโอกาสในตลาดเกิดใหม่ ซึ่งเกิดขึ้นได้เมื่อธุรกิจได้รับการยกระดับเป็น “ธุรกิจนวัตกรรม”
“การที่ธุรกิจทั่วไปจะยกระดับขึ้นมาเป็น ธุรกิจนวัตกรรม ได้ ต้องเริ่มจากการทำ Market Research หรือการทำวิจัยการตลาดก่อน จากนั้น ต้องสำรวจเทรนด์ของนวัตกรรมและเทคโนโลยี และเมื่อได้เทรนด์เทคโนโลยีที่ตรงกับความต้องการของตลาดแล้วก็ต้องมีการวางแผนดำเนินการในเรื่องของ ทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อมาปกป้องงานนวัตกรรมที่คิดค้นขึ้น”
“จากนั้นสิ่งที่ธุรกิจนวัตกรรมต้องทำคือการประเมินรูปแบบการทำธุรกิจ หรือ Business Model ของตนเองอีกครั้งว่าสามารถนำไปปรับใช้ในเชิงพาณิชย์ได้จริงหรือไม่ โดยเครื่องมือที่จะช่วยได้ คือ การจัดทำ Strategic Roadmap ด้วยการปรับกลยุทธ์ภาพรวมของธุรกิจนวัตกรรม”
“ต่อมา ถ้าต้องการให้ธุรกิจนวัตกรรมนี้ขยายตัวไปสู่ตลาดที่ใหญ่ขึ้นหรือตลาดโลก (Global Market) ก็ต้องทำความเข้าใจในเรื่องกฎเกณฑ์การค้าโลก และเขตการค้าเสรี หรือ FTA ซึ่งแน่นอนว่าถ้าเป็นตลาดยุโรปและอเมริกา การเจาะเข้าสู่ตลาดในประเทศกลุ่มนี้จะมีความท้าทายมาก จึงเกิดเทรนด์การบุกเบิกตลาดใน “กลุ่มประเทศตลาดใหม่” หรือ Emerging Countries ขึ้น ซึ่งกลุ่มประเทศเหล่านี้จะพร้อมเปิดรับเทคโนโลยีที่ธุรกิจนวัตกรรมไทยคิดค้น ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ใช้เป็นประจำและเป็น Appropriated Technology ที่เราสามารถนำเสนอเทคโนโลยีที่เหมาะสมกับแต่ละพื้นที่ได้ ในปัจจุบัน ธุรกิจในบ้านเราจึงเข้าไปบุกเบิกตลาดในกลุ่มประเทศเหล่านี้ได้ง่ายกว่า”

“โดย Emerging Countries ที่น่าจับตา ก็เช่น ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย อิสราเอล รวมไปถึงประเทศตลาดเกิดใหม่ขนาดใหญ่ 4 ประเทศ ที่มีบทบาทสำคัญในเศรษฐกิจโลก หรือเรียกย่อๆ ว่า BRICS อย่างบราซิล รัสเซีย อินเดีย และจีน อีกด้วย”
นอกจากนั้น คุณเมธา ยังได้แชร์ 6 ขั้นตอนที่จะพา ธุรกิจนวัตกรรมไทย หรือ IDEs ไปบุกเบิกตลาดใหม่ได้อย่างยั่งยืน นั่นคือ
1. ทำความเข้าใจใน Character ของแบรนด์นั้นให้ชัดเจน
2. วิเคราะห์ต่อว่าอะไรคือ 70 เปอร์เซ็นต์ของกิจการที่ยังคงได้รับการยอมรับอยู่บ้าง ซึ่งจะต่อยอดสู่การสร้างรายได้ได้อย่างต่อเนื่อง
3. ใช้ 10-30 เปอร์เซ็นต์ของธุรกิจ เพื่อต่อยอดสู่ตลาดใหม่ ด้วยการนำเสนอ Optimize Product ที่เหมาะสม
4. ถ้าทำตามขั้นตอนที่ 1-3 ได้ ธุรกิจนั้นจะเกิดนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ใหม่และจะมีการปรับวัฒนธรรมองค์กรให้เป็น Innovation Culture โดยอัตโนมัติ
5. ธุรกิจควร Rebrand เพื่อสร้าง Brand Identity ใหม่ และหาช่องทางในการสร้าง Brand Royalty ซึ่งจะนำสู่ความยั่งยืนในการเข้าสู่ตลาดใหม่ตั้งแต่แรกเริ่ม
6. ธุรกิจนวัตกรรมจะได้แนวทางในการเจรจา ละการสร้างอำนาจต่อรองทางการค้า หรือ Negotiation and Bargaining Power เพื่อไปเจาะตลาดใหม่

ความท้าทายของ ธุรกิจนวัตกรรมไทย กับการปรับตัวภายใต้นโยบายเศรษฐกิจดิจิทัล
ต่อมางานเสวนาครั้งนี้ ได้นำเสนอประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับ นโยบายการขับเคลื่อน เศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy) ที่เป็นการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศโดยการนำเอาไอทีหรือเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาใช้เพื่อเพิ่มผลผลิต เพิ่มผลงาน โดยใช้เวลาน้อยลงและสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่สินค้าและบริการ เพื่อให้เราแข่งขันกับนานาชาติได้ และจากมาตรการการปรับใช้นโยบายนี้ของภาครัฐ ทำให้ผู้ประกอบการไทยต้องปรับตัวเพื่อเข้าสู่ยุคแห่งเศรษฐกิจดิจิทัล
โดยในประเด็นนี้ ผศ.ดร.สินีนาฎ เสริมชีพ ผู้อำนวยการศูนย์อาเซียนศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้มาอัปเดตสถานการณ์การค้า การลงทุนและโอกาสทางธุรกิจในยุคเศรษฐกิจดิจิทัลว่า “ในปัจจุบัน ปัจจัยที่มีผลต่อเศรษฐกิจโลก คือ ภูมิรัฐศาสตร์ เช่น สหรัฐอเมริกาออกมาประกาศเรื่องกำแพงภาษีกับประเทศต่างๆ ทั่วโลก และ ภูมิเศรษฐศาสตร์ ที่ห่วงโซ่ของประเทศที่เคยร่วมกันผลิต ตอนนี้โซ่นั่นเริ่มขาดออกจากกันแล้ว ทำให้ทุกธุรกิจต้องประสบปัญหาต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น ทิศทางการค้าก็เปลี่ยนไป”
และในสองประเด็นนี้ ผศ.ดร.สินีนาฎ เน้นย้ำว่า ถ้ามองในแง่บวก ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในโลกวันนี้เป็นเหมือน Wakeup call ที่มาส่งสัญญาณให้รู้ว่าท่ามกลางความท้าทายในด้านภูมิรัฐศาสตร์และภูมิเศรษฐศาสตร์นั้น มีโอกาสซ่อนอยู่ด้วย

นอกจากนั้น ปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อเศรษฐกิจโลกทุกวันนี้ ยังเกี่ยวข้องกับวิกฤตการณ์ทางนิเวศวิทยา นั่นคือ ภาวะโลกร้อน การเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศที่รุนแรงสุดขั้ว หรือการปฏิวัติเทคโนโลยี ที่เกิดเทคโนโลยีดิจิทัลมากมายที่มาเป็นตัวช่วยในการทำธุรกิจทำให้การทำธุรกิจง่ายขึ้น ทุกธุรกิจจึงต้องทรานฟอร์มเมชั่นเพื่อปรับตัวรับโอกาสตรงนี้ และสุดท้าย คือ การเปลี่ยนแปลงทางประชากรศาสตร์ ซึ่งโครงสร้างประชากรโลกได้เปลี่ยนแปลงไป มีสัดส่วนผู้สูงวัยเพิ่มมาขึ้น ทำให้ทิศทางการทำธุรกิจเปลี่ยนตามเทรนด์ เช่น เมื่อสังคมมีคนอายุยืนมากขึ้น ย่อมมีความสนใจในอาหารเพื่อสุขภาพและอาหารทางเลือก ทำให้อุตสาหกรรมอาหารสมัยใหม่เติบโตมากขึ้น
ดังนั้น ความท้าทายสำคัญของผู้ประกอบการไทย คือ การค้นหาโอกาสท่ามกลางปัจจัยที่มีผลต่อเศรษฐกิจโลกที่กล่าวมานี้ และทำอย่างไรให้ใช้โอกาสนั้นได้อย่างเหมาะสมและช่วยเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันให้กับธุรกิจนั้นได้
“โดยกลุ่มตลาดเกิดใหม่ อย่าง กลุ่มเอเชียใต้ เช่น อินเดีย บังคลาเทศ กลุ่มเอเชียกลาง อย่าง คาซัคสถาน อุชเบกิสถาน กลุ่มประเทศตะวันออกกลาง อย่าง ซาอุดิอาระเบีย กาตาร์ ก็มีความน่าสนใจที่ธุรกิจไทยจะไปบุกเบิกตลาดที่นี่ ที่แนะนำกลุ่มประเทศที่กล่าวมานี้ นั่นเป็นเพราะตลาดกลุ่มประเทศนี้มีอัตราการเติบโตสูงกว่าค่าเฉลี่ยของโลก แสดงว่ามีโอกาสที่จะเติบโตค่อนข้างสูง”
ด้าน สิริกาญจน์ ประเสริฐยิ่ง ผู้อำนวยการสำนักความร่วมมือระหว่างประเทศ ได้มาเน้นย้ำถึงการปรับตัวสู่เทคโนโลยีดิจิทัล ซึ่งเป็นกุญแจความสำเร็จของธุรกิจไทยในเวทีโลกว่า
“ต้องเน้นย้ำว่าการทำการค้าระหว่างประเทศมีจุดมุ่งหมายสำคัญ คือ การสนับสนุนในด้านการค้าและการพัฒนาอย่างยั่งยืน ตามแนวทางของการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนา (United Nations Conference on Trade and Development หรือ UNCTAD)”

“และจากการวิเคราะห์ของ องค์การการค้าโลก หรือ WTO และ World Economic Forum พบว่าผู้ประกอบการทั่วโลกต้องปรับตัวเพราะ 3 ปัจจัยหลัก คือ พฤติกรรมผู้บริโภคทั่วโลกที่เปลี่ยนแปลงไป และทุกธุรกิจจำเป็นต้องปรับตัวโดยใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเป็นตัวช่วยในการวิเคราะห์ Data Analytic เพื่อวิเคราะห์พฤติกรรมผู้บริโภคแบบเรียลไทม์”
“นอกจากนั้น ในผู้ประกอบการต้องให้ความสำคัญกับการอัปเดตทิศทางการค้าโลก ที่ให้ความสำคัญกับเทรนด์ ESG คือ การทำธุรกิจโดยคำนึงถึง สิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล ส่วนในบริบทของธุรกิจในไทย ก็ต้องปรับตัวตามเทรนด์การค้าโลกให้ทัน เช่น ในการส่งออกของภาคอาหาร เกษตรกรรม ของไทย ก็ต้องหาตลาดใหม่ๆเพื่อเข้าไปบุกเบิก ขยายธุรกิจ เป็นต้น”
สุดท้ายในบทสรุปของการเสวนาในครั้งนี้ ศุภกร สิทธิไชย ผู้ช่วยผู้อำนวยการใหญ่อาวุโส สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล หรือ depa ได้สรุปแนวคิดให้ผู้ประกอบการได้เห็นถึงโอกาสที่ซ่อนอยู่ในยุคเศรษฐกิจดิจิทัลนี้ว่า
“ในมุมของ depa อยากเน้นย้ำกับผู้ประกอบการไทยว่า ในปัจจุบัน เทคโนโลยีดิจิทัล ได้มาเป็นตัวช่วยให้เราสามารถก้าวข้ามอุปสรรคทั้งในเรื่องของภาษา กฎเกณฑ์การค้าระหว่างประเทศ ที่ในตอนนี้ ผู้ประกอบการสามารถหาความรู้ เพื่อนำไปปรับธุรกิจของตนเองให้พร้อมในการขยายไปต่างประเทศได้อย่างง่ายดายแล้ว ขณะเดียวกัน ยังมีหน่วยงานต่างๆ จากหลากหลายกระทรวง รวมถึงภาคส่วนต่างๆที่คอยเป็นหน่วยงานสนับสนุนให้คำปรึกษาว่าโอกาสในธุรกิจที่ท่านทำอยู่นั้นเป็นอย่างไร จากรายงานที่น่าเชื่อถือทั้งของหน่วยงานในไทยและนานาชาติ เหล่านี้เป็นการตอกย้ำว่ายุคนี้เป็นยุคแห่งโอกาสที่บางโอกาสก็อยู่ตรงหน้าของผู้ประกอบการไทย อยู่ที่ว่าท่านจะคว้าไว้หรือไม่เท่านั้นเอง”

รวมพลังหน่วยงานสนับสนุนผู้ประกอบการไทย ปูทางธุรกิจนวัตกรรมไทยสู่ตลาดโลกแบบไร้รอยต่อ
ในการเสวนาหัวข้อต่อมา “Global Market Ecosystem และประเด็น Insight ที่ส่งผลต่อความสำเร็จในการเข้าสู่ตลาดต่างประเทศ” มีตัวแทนจาก 4 หน่วยงาน ที่ได้มาแชร์บทบาทในการร่วมสร้าง Ecosystem ให้ผู้ประกอบการไทยสามารถขยายธุรกิจไปตลาดโลกได้ ได้แก่ ทฤษฎี จำลองราษฎร์ ผู้อำนวยการกองสนเทศเศรษฐกิจ กรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ วรรวรรณ วรรณวิล ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย รศ.ดร.ชาลีดา บรมพิชัยชาติกุล รักษาการรองผู้อำนวยการกลุ่มงานด้านกลยุทธ์วิจัย บพข. และ สมเกียรติ กิตติธรสมบัติ กรรมการผู้จัดการ บริษัท บุญยเกียรติ ไอศกรีม จำกัด ตัวแทนผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการ IDEs
โดยในเวทีนี้เปิดด้วย คุณทฤษฎี ที่มาบอกเล่าความสำคัญของการทูตเศรษฐกิจเชิงรุก ที่เป็นการใช้เครื่องมือทางการทูตในการขับเคลื่อนผลประโยชน์ของประเทศในด้านเศรษฐกิจ เช่น การจัดประชุม การเจรจาระหว่างประเทศ การใช้ประโยชน์จากคณะผู้แทนประเทศไทยที่ประจำอยู่ในต่างประเทศ คือ สถานเอกอัครราชทูต สถานกงศุลใหญ่ ของไทยประจำแต่ละประเทศ และยังมีการใช้มาตรการทางภาษีและมาตรการอื่นที่ไม่ใช่ทางภาษี การใช้นโยบายทางการทูตสาธารณะ
“โดยที่ผ่านมา มีการใช้ “การทูตเชิงรุก” ในการดึงดูดการค้า การลงทุน เข้ามาในไทย และการส่งเสริมภาคเอกชนไทยเข้าไปดำเนินธุรกิจในต่างประเทศ ซึ่งมีการใช้เศรษฐกิจสร้างสรรค์ในการดึงดูดรายได้ให้ประเทศ ทั้งหมดนี้ก็เพื่อส่งเสริมให้เศรษฐกิจเติบโตได้อย่างยั่งยืนในไทย”
“และกรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ก็มีบทบาทเป็นเหมือน Facilitator หรือ ผู้ประสานงานให้กับภาคธุรกิจในการดำเนินธุรกิจระหว่างประเทศ โดยวางเป้าหมายหลัก 3 ด้าน คือ การสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับภาคเอกชนไทยทั้งในประเทศและในต่างประเทศ การดึงดูดการลงทุนให้เกิดขึ้นในประเทศไทย และส่งเสริมการท่องเที่ยว เศรษฐกิจสร้างสรรค์”
“ต่อมาก็เป็นการส่งเสริมให้เกิดภาพลักษณ์ ความเชื่อมั่น ให้กับประเทศไทย และสุดท้าย เป็นการสร้าง Impact ในด้านการเป็นผู้กำหนดกฎเกณฑ์ กฎระเบียบในเวทีระหว่างประเทศ ด้วยการเข้าไปเป็นสมาชิกของกลุ่ม เครือข่าย ระดับโลกต่างๆ เช่น การเข้าร่วมเป็นสมาชิกในองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา หรือ OECD เพื่อร่วมยกระดับความเป็นอยู่ เศรษฐกิจและสังคม ปรับปรุงกฎระเบียบ การค้า การลงทุน ให้เกิดความโปร่งใสมากขึ้นด้วย”

สำหรับ คุณวรวรรณ ได้แชร์ประสบการณ์การทำงานส่งเสริมการค้าและให้คำแนะนำแก่ผู้ประกอบการไทยที่จะมาบุกเบิกธุรกิจในประเทศมาเลเซียว่า
“ที่ผ่านมา เรามีบทบาทสำคัญ คือ การช่วยผู้ประกอบการไทยในการบุกเบิกตลาดสินค้ามากมายในรูปแบบของการจับคู่คู่ค้าจากไทยและมาเลเซีย โดยเป็นตัวกลางในการทำ Business Matching ให้ นอกจากนั้น เรายังมีบทบาทในการจัดงานแสดงสินค้ารวมถึงการเชิญชวนให้ผู้ประกอบการไทยไปร่วมงานแสดงสินค้าที่มาเลเซีย ซึ่งได้ทำควบคู่ไปกับการส่งเสริมผู้ประกอบการไทย ทั้งในแง่ของการศึกษาเทรนด์ ความต้องการของตลาดที่มาเลเซียว่ามีดีมานด์หรือไม่ และช่วยเจรจาหาวิธีที่ดีที่สุด เพื่ออำนวยความสะดวกให้ธุรกิจของไทยผ่านทั้งมาตรการการค้าของที่นี่และนำเสนอสินค้าให้โดนใจคู่ค้าด้วย”
และในเวทีนี้ ยังมีตัวแทนของผู้ประกอบการ IDEs ที่มาร่วมแชร์ความสำเร็จในการพัฒนาธุรกิจนวัตกรรมด้วย นั่นคือ คุณสมเกียรติ ซีอีโอจากบริษัท บุญยเกียรติ ไอศกรีม จำกัด ที่มาแชร์ประสบการณ์ที่ได้รับจากการเข้าร่วมโครงการ IDEs ว่า
“เราทำธุรกิจขายไอศกรีมมา 40 กว่าปีแล้วตั้งแต่สมัยคุณพ่อ คุณแม่ และมาในรุ่นผม ก็มีการพัฒนาผลิตภัณฑ์ต่อมาเรื่อยๆ จนมีโอกาสได้มาเข้าร่วมโครงการ IDEs จากที่เคยผลิตไอศกรีมกะทิ ไอศกรีมเสียบไม้ ทั่วไป ก็มีความคิดที่จะส่งไอศกรีมไปขายที่ต่างประเทศ จึงวางกลยุทธ์การผลิตสินต้าตัวนี้เป็นไอศกรีมที่ใช้วัตถุดิบหลักเป็นผลไม้ไทยที่ได้รับความนิยมในต่างประเทศ เช่น ทุเรียน มะม่วง สัปปะรด และนำเสนอเป็นไอศกรีม Natural Taste หลีกเลี่ยงการใช้วัตถุดิบที่ปรุงแต่งสี รสชาติ หรือ Artificial ซึ่งเราได้รับคำแนะนำที่ดีจากโครงการ IDEs โดยเฉพาะการกำหนดแผนการดำเนินงานที่จะขยายธุรกิจว่าจะไปในทิศทางไหน”
“และล่าสุด เราได้ประสบความสำเร็จในการพัฒนาสินค้านวัตกรรม เป็น ไอศกรีมที่มี Prebiotic สกัดจากเมล็ดมะขามของทาง จ.เพชรบูรณ์ที่เป็นแหล่งมะขามหวานขึ้นชื่อของไทย ซึ่งได้พัฒนาสูตรการผลิตร่วมกับทาง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ตอนนี้อยู่ในระหว่างการทดลองตลาดและจะเปิดตัวจำหน่ายอย่างเป็นทางการในเร็วๆ นี้”

บพข. ร่วมแชร์ แนวทางการปรับใช้เครือข่ายคลัสเตอร์ IDEs & IM สร้าง Ecosystem ปลดล็อคศักยภาพธุรกิจนวัตกรรมไทยให้ไปได้ไกลในเวทีการค้าโลก
ด้าน รศ.ดร.ชาลีดา ได้มาแชร์บทบาทของ แผนงานพัฒนาและส่งเสริมให้ประเทศเพิ่มธุรกิจฐานนวัตกรรม (Innovation driven enterprises: IDEs) ของ บพข. ในการสนับสนุนผู้ประกอบการธุรกิจนวัตกรรม หรือ IDEs ว่า
“ในวันนี้นับว่าเป็นเรื่องที่น่ายินดีที่เราได้เห็นภาพของเครือข่ายคลัสเตอร์ IDEs & IM ซึ่งมีส่วนในการสร้าง Ecosystem ของ ธุรกิจนวัตกรรมในไทย โดยเฉพาะการทำงานของ IM ที่มีส่วนในการเชื่อมโยงข้อมูลต่างๆให้กับผู้ประกอบการเพื่อให้ได้โอกาสหรือช่องทางในการพัฒนาธุรกิจของตนเองทั้งตลาดในประเทศและตลาดต่างประเทศ”
“ทั้งนี้ ในส่วนของ บพข. เป็นหน่วยงานภายใต้ กระทรวง อว. ที่มีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนทุนเพื่อส่งเสริมให้เกิดการทดสอบ วิเคราะห์ วิจัย เพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูลยืนยันถึงประสิทธิภาพและคุณภาพของนวัตกรรมและงานวิจัยนั้นๆ โดยต้องยอมรับว่าในขั้นตอนที่กล่าวมานี้ ผู้ประกอบการจะมีความลังเลว่าควรใช้เวลาในการทำหรือลงทุนหรือไม่ ในจุดนี้เองที่ บพข. เข้ามามีบทบาทในการปิดช่องว่างนี้ด้วยการสนับสนุนในการลงทุนในขั้นของการทดสอบ วิเคราะห์ วิจัย นี้ รวมถึงเรายังเป็นที่ปรึกษาในการให้ข้อมูลที่ถูกต้องว่าเจ้าของธุรกิจนวัตกรรมนั้นควรลงทุน หรือหาข้อมูลอะไรเพิ่มเติม เพื่อเพิ่มขีดความสามารถธุรกิจให้กับธุรกิจของตนเอง”
“โดยแผนงาน IDEs ของ บพข. จะสนับสนุนทุนสำหรับจ้างที่ปรึกษาเพื่อพัฒนานวัตกรรมให้ธุรกิจขยายตัวอย่างก้าวกระโดดจากการเพิ่มความสามารถด้านการแข่งขัน ผ่านกลไกความร่วมมือและร่วมพัฒนากับองค์กรหรือบุคคลในเครือข่ายการพัฒนานวัตกรรม (Intermediary and Innovation network) เช่น Intermediary หรือ หน่วยงานหรือองค์กรที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านเพื่อการพัฒนาธุรกิจฐานนวัตกรรม (IBDS) ซึ่งในตอนนี้มีมากกว่า 30 หน่วยงานที่อยู่ในเครือข่าย Intermediary ของ บพข. เพื่อร่วมกันยกระดับการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศอย่างยั่งยืน”

“ทั้งนี้ Intermediary นี้จะมีบทบาทสำคัญในการช่วยผู้ประกอบการในหลายมิติตั้งแต่การทำธุรกิจไปจนถึงการช่วยทำ R&D หรือ Research and Development Implementation ในแง่ของการพัฒนาธุรกิจ ซึ่งหากต่อไปทางผู้ประกอบการเห็นโอกาสหรือช่องทางในการพัฒนาโซลูชั่นต่อเนื่อง บพข. มีแผนงานที่แบ่งตามอุตสาหกรรมเป้าหมายของไทยในอีก 8 แผนงาน ที่จะรองรับโครงการที่เป็นการประสานความร่วมมือ ระหว่างภาครัฐ กับมหาวิทยาลัย หน่วยงานวิจัยทั้งของภาครัฐและเอกชน เพื่อถ่ายทอดเทคโนโลยีและโซลูชั่นให้ผู้ประกอบการในการที่จะขับเคลื่อนธุรกิจของตนเอง โดยเฉพาะในแง่ของ R&D”
“และในวันนี้ ก็นับเป็นโอกาสของผู้ประกอบการไทย ที่จะได้ร่วมมือกับหน่วยงานหรือองค์กรที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านเพื่อการพัฒนาธุรกิจฐานนวัตกรรม หรือ IBDS ในการพัฒนาข้อเสนอโครงการ โดยมี IM เป็นพี่เลี้ยงที่ชี้ให้เห็นถึงโอกาสในการทำงานร่วมกันเพื่อพัฒนาสินค้านวัตกรรมที่โดนใจตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งเมื่อทำข้อเสนอเสร็จแล้ว ก็สามารถส่งมาเพื่อขอการสนับสนุนจาก บพข. ได้”
“โดย บพข. จะสนับสนุนโครงการที่มีระดับความพร้อมทางเทคโนโลยี (Technology Readiness Levels) หรือ TRL ตั้งแต่ 4-8 เป็นต้นไป ซึ่งเป็นช่วงตั้งแต่การพัฒนาผลิตภัณฑ์จาก Prototype ในห้องแล็บเรียบร้อยแล้ว และจะ Scaleup ไปผลิตในเชิงพาณิชย์ในภาคอุตสาหกรรม ดังนั้น ผู้ที่สนใจทั้งภาครัฐ เอกชน หรือนักวิจัย ก็สามารถส่งข้อเสนอโครงการวิจัยตามรอบใน 8 แผนงานที่เราจะเปิดรับข้อเสนอโครงการตามรอบ ซึ่งสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ในเว็บไซต์ของ บพข.”
“อย่างไรก็ดี กลไกในการสนับสนุนของ บพข. มี 2 ส่วนหลัก คือ ส่วนที่เป็นการสนับสนุนทุนในการวิจัยและส่วนของการขับเคลื่อนการพัฒนาธุรกิจนวัตกรรม แผน IDEs นี้จึงเป็นแพลตฟอร์มที่ใช้คนกลางในการเป็น One Stop Service ให้กับผู้ประกอบการ IDEs ในการพัฒนาธุรกิจ ส่วนอีกความช่วยเหลือหนึ่งเราทำผ่านแผนงาน Global Partnership ที่เป็นการทำงานร่วมกับหน่วยงานในต่างประเทศ โดยมี Facilitator ที่เป็นหน่วยงานภาครัฐของไทยที่อยู่ในต่างประเทศคอยชี้แนะให้ผู้ประกอบการไทยในการขยายธุรกิจในต่างประเทศอย่างถูกต้องและสอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภคในประเทศนั้น”

“ดังนั้น ในส่วนของ Global Partnership จะสนับสนุนใน 2 ส่วน คือ ส่วนที่เป็น Ecosystem Builder ผ่านแพลตฟอร์มช่วยเหลือผู้ประกอบการไทยที่ต้องการจะไปขยายธุรกิจในต่างประเทศ และส่วนที่เป็นโครงการวิจัยที่ผู้ประกอบการอาจจะรับเทคโนโลยีจากต่างประเทศมาให้กับนักวิจัยจากหน่วยงานภาครัฐหรือมหาวิทยาลัย เพื่อมาช่วยปรับและวิเคราะห์ว่าสามารถนำเทคโนโลยีนั้นไปใช้ได้จริงหรือไม่ในบริบทของภาคอุตสาหกรรมไทย”
“โดยที่ผ่านมา แม้ว่า IM จะช่วยให้ผู้ประกอบการเห็นโอกาสในการไปลงทุนในต่างประเทศ ด้วยการใช้จุดแข็งที่เหนือกว่าชาตินั้นในเรื่องของการผลิต แต่ผู้ประกอบการไทยก็ยังต้องศึกษาในเรื่องของพฤติกรรมผู้บริโภค สิ่งแวดล้อม หรือ Facilitator ในประเทศนั้นๆ ไม่ว่าจะเป็น มาตรฐาน หรือ กฎหมายต่างของประเทศนั้นด้วย ซึ่งการศึกษาในประเด็นที่กล่าวมานี้ ถ้าได้ทำกับหน่วยงานของต่างประเทศที่มาเป็น Co-partner หรือหุ้นส่วนในการร่วมผลิตกับผู้ประกอบการไทย ที่อาจจะเป็นมหาวิทยาลัยของประเทศนั้น มาช่วยทำในเรื่องของการวิเคราะห์พฤติกรรมผู้บริโภค หรือ Consumer Research การขอรับรองมาตรฐานของประเทศนั้นๆ ซึ่งถ้าเป็นเช่นนี้ ทางผู้ประกอบการไทยก็สามารถมาขอสนับสนุนทุนจาก บพข. ได้ โดยเรายินดีที่จะสนับสนุนให้ผู้ประกอบการของเราทำงานร่วมกับหน่วยงานหรือบริษัทต่างประเทศ ซึ่งจะมีส่วนช่วยให้ผู้ประกอบการขยายธุรกิจในต่างประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ”
ในตอนท้าย รศ.ดร.ชาลีดา ยังสรุปถึงแนวคิดในการพัฒนาธุรกิจไทย ให้เป็น ธุรกิจนวัตกรรม หรือ IDEs “ผู้ประกอบการไทยที่ต้องการยกระดับธุรกิจของตนเองให้เป็น “ธุรกิจนวัตกรรม” ต้องวางแผนขยายธุรกิจด้วย Innovation Approach โดยสิ่งที่พัฒนาขึ้นต้องมีความใหม่และแตกต่าง ต้องตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคหรือผู้ใช้ ตอบโจทย์ Pain point และมีมาตรฐาน มีคุณภาพ ปลอดภัย ที่กล่าวมานี้ นับเป็นเทคนิคสำคัญที่ช่วยให้ผู้ประกอบการไทยสามารถพัฒนาสินค้า บริการ นวัตกรรม ที่มีมูลค่าเพิ่มเหนือคู่แข่ง และเมื่อไรก็ตามที่เราทำได้ “You win. Country win.” แน่นอนค่ะ”
