กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)

สรุปทุกประเด็นที่ต้องรู้ จากงานสัมมนา บพข. “บทบาทของ Positive List กุญแจสำคัญ เพิ่มความสามารถในการแข่งขันให้ ‘อุตสาหกรรมอาหารสุขภาพ’ ของไทย

ประเทศไทยได้ชื่อว่าเป็นประเทศผู้ผลิตอาหารที่สำคัญระดับโลกมาอย่างยาวนาน ทว่า ในยุคนี้ ต้องยอมรับว่าประเทศต่างๆ ทั่วโลก ก็ต่างพยายามที่จะแย่งชิงพื้นที่การเป็นผู้นำด้านการผลิตอาหารในเวทีการค้าโลก อุตสาหกรรมการผลิตอาหารในไทย จึงจำเป็นต้องยกระดับมาตรฐานและสร้างความเชื่อมั่นต่อคุณภาพของผลิตภัณฑ์อาหารจากไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน อุตสาหกรรมอาหารสุขภาพ ที่ประเทศไทยมีความได้เปรียบในการผลิตทั้งในเรื่องความหลากหลายของ วัตถุดิบทางธรรมชาติ ไปจนถึงภูมิปัญญาของผู้ประกอบการไทยที่สั่งสมประสบการณ์และมีการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่เพื่อนำเสนอสู่ตลาดอาหารเพื่อสุขภาพอย่างต่อเนื่อง

และเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศให้กับผู้ประกอบการใน อุตสาหกรรมอาหารสุขภาพ ของไทย การจัดทำรายชื่อสารสำคัญ หรือ Positive List ถือเป็นกลไกสำคัญที่จะยกระดับอาหารและสมุนไพรไทยให้ได้มาตรฐาน ผ่านการผลักดันให้เกิดการขึ้นทะเบียนสารสำคัญต่างๆ เช่น สารประกอบฟังก์ชัน สารสกัดจากธรรมชาติหรือสมุนไพร การกล่าวอ้างทางสุขภาพให้เป็นตามมาตรฐานสากล

โดยที่ผ่านมา กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) ได้มีบทบาทในการผลักดันการขึ้นทะเบียน Positive List มาอย่างต่อเนื่อง ในฐานะหน่วยงานสนับสนุนทุนผ่านแผนงานอาหารมูลค่าสูง บพข. และเพื่อให้ความรู้กับผู้สนใจ พร้อมแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ในกระบวนการจัดทำรายชื่อสารสำคัญ ปูทางสู่การกำหนดทิศทางการวิจัยและการทำงานร่วมกันของนักวิจัย หน่วยงานภาครัฐ และภาคเอกชน ยกระดับมาตรฐานการขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์สุขภาพและการใช้ประโยชน์เชิงสาธารณะ ในงาน มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ Thailand Research Expo 2025 บพข. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จึงได้จัดงานสัมมนาเชิงวิชาการ เรื่อง “บทบาทของ Positive List ยกระดับมาตรฐานและการแข่งขัน อุตสาหกรรมอาหารสุขภาพ ของประเทศ” ขึ้น

รองศาสตราจารย์ ดร.ชนิพรรณ บุตรยี่ ประธานอนุกรรมการแผนงานอาหารมูลค่าสูง บพข.

ทั้งนี้ ภายในงานสัมมนา มีวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิมาให้ความรู้ พร้อมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับผู้สนใจทุกภาคส่วนในหลากหลายประเด็นน่าสนใจเกี่ยวกับการทำ Positive List เริ่มจาก รองศาสตราจารย์ ดร.ชนิพรรณ บุตรยี่ ประธานอนุกรรมการแผนงานอาหารมูลค่าสูง บพข. ที่มาบรรยายในหัวข้อ “การสนับสนุนการจัดทำ Positive List เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรม Functional Ingredient และ Functional Food”

“สำหรับเกณฑ์การรับข้อเสนอโครงการวิจัยในแผนงานอาหารมูลค่าสูงของ บพข. นั้น ได้มีการวางเป้าหมายไว้ชัดเจนว่าต้องสอดคล้องกับเป้าหมายที่ประเทศไทยจะยกระดับการผลิตและการส่งออก Functional Ingredients, Functional Food, Noval Food ซึ่งใช้วัตถุดิบจากภาคการเกษตรในประเทศ ด้วยการใช้ผลงานวิจัย องค์ความรู้ เทคโนโลยีและนวัตกรรม ตามแนวทางระบบเศรษฐกิจ BCG ทำให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงปูทางให้ไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตสินค้าและส่งออกอาหารชั้นนำของโลก โดยในช่วงปี 2566-2570 มีการตั้งเป้าว่าไทยจะสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจจากการส่งออกอาหารมูลค่าสูงได้ถึง 4,000 ล้านบาท”

“ทั้งนี้ ภายใต้กรอบของแผนงานอาหารมูลค่าสูง ผู้ขอทุนเพื่อสนับสนุนงานวิจัย นวัตกรรม ที่เป็น Functional Food ก็ต้องวางอยู่บนพื้นฐานที่สามารถนำไปขึ้นทะเบียนสารสำคัญในอาหาร หรือ Positive List ในทุกมิติ และแม้ว่านักวิจัยมีความสามารถในการสกัดสารสำคัญก็จริง แต่ก็ต้องมีการมองหาความร่อมมือกับภาคส่วนอื่น เพื่อต่อยอดไปสู่ความถนัดด้านอื่นมาเสริม เช่น การนำไปทดสอบในสัตว์ทดลอง เพื่อประเมินว่ามีประสิทธิผลมากน้อยแค่ไหนก่อนที่จะไปทดสอบกับคน ควบคู่ไปกับการรีวิว Literature ที่เคยทำมาก่อน ว่ามีความเป็นไปได้หรือไม่ หรือมีประเด็นการทำวิจัยที่ซ้ำกับงานวิจัยที่เคยทำมาหรือเปล่า”

“และในวันนี้ ประโยชน์ของการกล่าวอ้างทางสุขภาพ (Positive List) ก็มีมากมายหลายแง่มุม และไม่ได้เป็นประโยชน์แค่กับผู้ประกอบการแค่รายใดรายหนึ่งเท่านั้น ทว่า จะเกิดประโยชน์ต่ออุตสาหกรรมอาหารของไทยเป็นวงกว้าง เพราะถ้าสามารถพิสูจน์ได้ว่าการใช้สารสำคัญในปริมาณตามเกณฑ์ที่กำหนด แล้วไปช่วยในการลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคบางโรค ย่อมนำไปสู่กล่าวอ้างในเชิงสุขภาพได้และต่อยอดไปสู่การผลิตผลิตภัณฑ์ในหลากหลายรูปแบบตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค ทำให้ อุตสาหกรรมอาหารสุขภาพ ของไทยเติบโตได้อย่างมีนัยสำคัญ”

โดยในปัจจุบัน รองศาสตราจารย์ ดร.ชนิพรรณ ได้สรุปให้เห็นถึงข้อพิจารณาการเลือกตัวอย่างที่จะทำการศึกษาวิจัยเพื่อการกล่าวอ้างเชิงหน้าที่สำหรับการทำ Positive List ว่ามีดังนี้

  • ไม่เข้าข่ายอาหารใหม่ โดยนิยามของ อาหารใหม่ หรือ Novel Food เป็นไปตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขฉบับที่ 376 พ.ศ.2559
  • อยู่ในรายการส่วนประกอบ Positive List ด้านความปลอดภัยที่อนุญาตโดย สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.)
  • ขนาดหรือโดสที่มีประสิทธิผลเพื่อการกล่าวอ้างต้องไม่เกินค่าความปลอดภัยที่ อย. กำหนด
  • ไม่อยู่ในรายการ “ส่วนประกอบที่ไม่อนุญาตให้ใช้ในอาหาร (Negative List) ที่ อย. กำหนด
รศ.ดร.ชลัท ศานติวรางคณา ผู้อำนวยการสถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล

ในประเด็นต่อมา รศ.ดร.ชลัท ศานติวรางคณา ผู้อำนวยการสถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้มาบรรยายต่อในเพื่อไขข้อข้องใจในเรื่อง “Positive List การกล่าวอ้างทางสุขภาพ ทำอย่างไรให้สำเร็จ” โดย รศ.ดร.ชลัท ได้เน้นย้ำว่าการทำ Positive List ให้สำเร็จ ผู้ดำเนินการจำเป็นต้องมีความชัดเจนในหลากหลายปัจจัย คือ

  • การกล่าวอ้างทางสุขภาพ ควรเกิดขึ้นจากการกล่าวอ้างที่เหมาะสมและสอดคล้องกับผลการศึกษาที่ยื่นขอตั้งแต่ในตอนต้น ไม่ขอคำกล่าวอ้างที่เกินไปจากความจริง และต้องมี Meta Analysis หรือถ้าไม่มีก็สามารถอ้างอิงจากการศึกษาของต่างประเทศได้ โดยต้องระบุชัดเจนว่าเป็นการกล่าวอ้างในอาหารหรือสารสำคัญ
  • ต้องพิจารณาด้วยว่าส่วนผสมหรือสารสำคัญที่ขึ้นทะเบียน Positive List นั้นมีข้อจำกัดในด้านใดหรือไม่ เพราะในบางครั้ง เมื่อยื่นไปแล้วผู้ผลิตก็อยากที่จะใช้ในทุกผลิตภัณฑ์ ในกรณีนี้อาจเป็นไปไม่ได้ เนื่องจากสารสำคัญนั้น บางครั้งส่วนผสมนั้นอาจมีข้อจำกัด เช่น ปริมาณสารสำคัญที่ลดลงเมื่อโดนความร้อนในกระบวนการผลิต
  • ต้องกำหนดแหล่งที่มา ชนิด และปริมาณของสารสำคัญ คือต้องมี Effective Dose หรือต้องรับประทานในปริมาณเท่าไรถึงจะได้ผล ขณะที่ต้องดูวิธีการรับประทาน เช่น กินก่อนหรือหลังอาหาร ถ้ามีผลต่อประสิทธิภาพของสารสำคัญนั้น ก็ต้องระบุด้วย โดยต้องเป็นวิธีที่ถูกต้องและเป็นที่ยอมรับ
  • ต้องกำหนดกลุ่มเป้าหมายของผลิตภัณฑ์นั้นว่าให้ใครกิน มีข้อยกเว้นหรือไม่ว่าคนในกลุ่มไหนไม่ควรกิน มีข้อควรระวัง หรือคำเตือนอะไรหรือไม่
  • ระบุความยืดหยุ่นในการบริโภค เช่น ควรกินติดต่อกันได้นานแค่ไหน เพราะสารสำคัญในผลิตภัณฑ์บางอย่าง ถ้าจะเห็นผลต้องใช้เวลา ขณะที่บางผลิตภัณฑ์อาจเห็นผลในเวลารวดเร็วก็ได้
ภญ.สุภาวดี ธีระวัฒน์สกุล ผู้อำนวยการกองอาหาร สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.)

มาถึงอีกหนึ่งหัวข้อสำคัญ โดย ภญ.สุภาวดี ธีระวัฒน์สกุล ผู้อำนวยการกองอาหาร สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ที่มาให้ความรู้ในหัวข้อ “ไขข้อสงสัย อย. มี Positive List อะไรบ้างและเลือกใช้อย่างไร”

“ในการพิจารณาว่า อาหาร นั้นเข้า Positive List หรือไม่ ในเบื้องต้นต้องดูว่าเข้า Negative List ที่ อย. กำหนดหรือไม่ ถ้าเข้าก็ต้องห้ามนำเข้า ห้ามจำหน่าย แต่ถ้าไปตรวจสอบแล้วไม่เข้า ก็ต้องไปทวนสอบว่าเป็น อาหารใหม่ หรือ Novel Food หรือเปล่า ถ้าใช่ก็ต้องนำไปประเมินตามหลักเกณฑ์ของ Novel Food ที่ทาง อย. กำหนด อีกครั้ง ซึ่งในหลักเกณฑ์นั้นจะมีครอบคลุมว่าเมื่อเป็น Novel Food แล้ว สามารถกล่าวอ้างทางสุขภาพได้หรือไม่”

“สำหรับ Positive List ที่ทาง อย. จะอนุญาต ให้ใช้ในอาหารทั่วไปหรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร รวมถึงเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของคาเฟอีน อย. จะแบ่งพิจารณาเป็น 2 ด้าน คือ ด้านที่มี Safety Dose หรือปริมาณที่ปลอดภัย แต่ยังไม่มี Health Claim หรือการกล่าวอ้างทางสุขภาพ ซึ่งสามารถนำไปใส่ในผลิตภัณฑ์ อย่าง ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารได้ แต่ยังเอาไปเคลมไม่ได้ และอีกด้านหนึ่งถ้าสามารถทำได้ทั้ง Safety Dose และ Health Claim เช่นนี้ก็จะกล่าวอ้างได้อย่างสมบูรณ์”

“ส่วนพืชและสัตว์ที่นำมาเป็นวัตถุดิบเพื่อทำสารสำคัญนั้น ก็ย่อมมีทั้งการนำมาทำเป็นผง หรือ ทำเป็นสารสกัดที่ใช้ตัวทำละลายอย่างน้ำหรือเอทานอล ซึ่งจะทำให้ได้สารสำคัญทั้งในรูปของของเหลว หรือ Spray dry จากนั้นการนำไปใช้ต้องทราบว่า พืชหรือสัตว์ นั้นมีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่าอะไร ใช้ส่วนไหน ถ้าเป็นพืชใช้ผลหรือใบ สกัดออกมาเป็นผงหรือสกัดด้วยตัวทำละลายอะไร เป็นต้น”

“ต่อมาต้องพิจารณาว่ารูปแบบของอาหารที่นำไปใช้และผลิตออกมาเป็นอาหารประเภทไหน เช่น ใช้ในผลิตภัณฑ์เสริมอาหารหรือนม ตลอดจนต้องมีการแสดงกรรมวิธีการผลิตที่ชัดเจนซึ่งจะบอกที่มาที่ไปในเรื่องของเงื่อนไขการใช้ต่างๆ เช่น การใช้วัตถุเจือปนอาหาร เอนไซม์ หรือตัวทำละลาย ซึ่งทาง อย. จะพิจารณาว่าอยู่ในรายการหรือบัญชีที่ให้ใช้หรือไม่ และยังต้องดูว่าจะนำไปผลิตเป็นรูปแบบไหน นำไปรับประทาน เป็นเม็ด เป็นของเหลวบรรจุขวด เพื่อนำมาประเมินความเสี่ยง ความอันตราย ในทุกมิตินั่นเอง”

โดยการกล่าวอ้างทางสุขภาพของอาหารบนฉลาก คือ การแสดงข้อความ รูป รูปภาพเครื่องหมาย เครื่องหมายการค้า หรือข้อมูลใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับอาหารหรือมีส่วนประกอบของอาหารที่มีผลต่อสุขภาพทั้งทางตรงและทางอ้อม

1. การกล่าวอ้างหน้าที่สารอาหาร (Nutrition Function Claim) 28 รายการ เน้น ที่มีผลต่อการเจริญเติบโต พัฒนาการ หรือการทำหน้าที่ตามปกติของร่างกาย เช่น แคลเซียม จำเป็นต่อการคงสภาพปกติของกระดูและฟัน

2. การกล่าวอ้างหน้าที่อื่น (Other Function Claim) 6 รายการ ระบุคุณประโยชน์เฉพาะเจาะจง ให้ร่างกายทำหน้าที่/กิจกรรมชีวภาพปกติ ส่งผลต่อสุขภาพเชิงบวก เช่น เบต้ากลูแคนจากข้าวโอ๊ตมีส่วนช่วยในการดูดซึมคลอเรสเตอรอล

3. การกล่าวอ้างการลดความเสี่ยงของการเกิดโรค (Reduction of Disease risk Claim) 2 รายการ ระบุสรรพคุณ คุณประโยชน์เพื่อลดความเสี่ยงของการเกิดโรค อาการ หรือสภาวะใดๆ ที่เกี่ยวกับสุขภาพ เช่น การบริโภคอาหารไขมันอิ่มตัว อาจช่วยลดระดับคลอเรสเตอรอลในเลือด ที่เป็นปัจจัยเสี่ยงในการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ

ขณะที่ หลักเกณฑ์ที่ใช้ในการพิจารณาข้อความกล่าวอ้างทางสุขภาพ หรือ Positive List มีดังนี้

1. เอกสาร หลักฐาน เพียงพอพิสูจน์ยืนยันผลการกล่าวอ้างที่สัมพันธ์ต่อสุขภาพ

2. ปริมาณ/ขนาดที่กล่าวอ้าง สามารถวิเคราะห์ได้ด้วยวิธีที่ถูกต้องและเหมาะสม ดังนั้น ห้องปฏิบัติการหรือห้องแล็บจึงเป็นปัจจัยสำคัญในการพิสูจน์ว่าอาหารนั้นมีสารสำคัญเป็นไปตามที่กำหนด

3. ถ้าเป็น Health Claim ต้องเป็นการศึกษาในมนุษย์ในกลุ่มประชากรเป้าหมายที่มีสภาพร่างกายปกติ หรืออาจมีปัญหาสุขภาพแค่ในขั้นแรกเริ่ม เช่น ถ้าจะทำ Positive List เพื่อกล่าวอ้างว่าผลิตภัณฑ์นั้นมีผลช่วยทำให้ความดันโลหิตอยู่ในภาวะปกติ กลุ่มประชากรเป้าหมายที่มาทำการศึกษา เป็นกลุ่มที่พบว่ามีความเสี่ยงและเข้าข่ายความดันโลหิตสูงได้ แต่ทั้งนี้ต้องไม่เป็นโรคหรือจัดเป็นผู้ป่วยด้านนี้

4. รูปแบบ ปริมาณ ที่ใช้ ต้องมีประโยชน์ด้านโภชนาการหรือสรีรวิทยา อย่างมีนัยสำคัญ

5. อยู่บนพื้นฐานหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่เกี่ยวข้องและเป็นปัจจุบัน รวมถึงมีการตีพิมพ์ในวารสารทางวิชาการที่มีความน่าเชื่อถือได้

“อย่างไรก็ดี ที่ผ่านมา อย. ทำงานประสานกับทั้งหน่วยงานของรัฐและภาคเอกชนที่เกี่ยวข้อง โดยเราตั้งใจว่าจะทำ Positive List ออกมาให้ได้อย่างน้อย ปีละ 50 รายการ ซึ่งต้องมีการกำหนดสารสำคัญที่จะทำ Health Claim ขณะที่ จะมีการส่งรายการว่าทางภาคเอกชนอยากจะทำสารสำคัญตัวไหนบ้าง ซึ่งที่ผ่านมา อย. ทำงานร่วมกับ สอวช. เพื่อวางแผนส่งรายชื่อสารสำคัญให้กับหน่วยงานที่มีหน้าที่ทำวิจัย หรือภาคมหาวิทยาลัย โดยทางภาคมหาวิทยาลัยที่เป็นนักวิจัย ก็จะมายื่นขอทุนกับทาง สวก. หรือ บพข. เพื่อจัดทำ Positive List และนำรายงานข้อมูลการกล่าวอ้างทางสุขภาพของส่วนประกอบอาหารที่ได้มายื่นกับทาง อย. เพื่อออกประกาศอนุมัติหลักการกับทาง อย. ที่ในตอนนี้ได้ปรับกระบวนการและขั้นตอนให้รวดเร็วขึ้น และเมื่อผ่านการอนุมัติแล้ว ผู้ประกอบการก็สามารถเอา Health Claim นี้ไปใช้ในฉลาก โฆษณา ได้เลย”

ดร.แบ๊งค์ งามอรุณโชติ ผู้อำนวยการสถาบันวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและนวัตกรรม (STIPI) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.)

วิทยากรท่านสุดท้าย ดร.แบ๊งค์ งามอรุณโชติ ผู้อำนวยการสถาบันวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและนวัตกรรม (STIPI) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) ที่มาบรรยายเพื่อเจาะลึกในหัวข้อ “วิเคราะห์ศักยภาพสมุนไพรไทยเพื่อจัดทำมาตรการส่งเสริมการเข้าสู่ Positive List”

“ผู้ที่ต้องการจะพัฒนาผลิตภัณฑ์สมุนไพร จำเป็นต้องตอบคำถามสำคัญให้ได้ก่อน เช่น ควรเน้นการออกฤทธิ์ใดของสมุนไพร / อยากส่งเสริมในส่วนใดของอุตสาหกรรม ต้นน้ำ ซึ่งหมายถึงการแปรรูปขั้นต้น กลางน้ำ ที่เกี่ยวข้องกับการแปรรูปอุตสาหกรรม สารสกัด หรือ ปลายน้ำ เป็นส่วนของการวางแผนผลิตสินค้าและผลิตภัณฑ์ สร้างแบรนด์ของตนเองให้ถึงมือผู้บริโภค / สินค้าหรือผลิตภัณฑ์ที่ผลิตขึ้นมานั้นจะเป็นยาหรือไม่ใช่ยา (non-drug) / ความพร้อมของตลาดที่จะไปบุกเบิกเป็นตลาดในประเทศหรือต่างประเทศ เป็นต้น”

“ดังนั้น ก่อนจะไปถึงการทำ Positive List อยากชวนให้มาทำ Potential List หรือการพิจารณาพืชสมุนไพรที่มีศักยภาพสูง เพื่อพัฒนาไปเป็นสินค้าสมุนไพรในระดับของการออกฤทธิ์หรือมุ่งเน้นสรรพคุณจากสมุนไพรนั้นๆ ซึ่งสมุนไพรที่ควรนำมาอยู่ใน Potential List ควรมีอย่างน้อย 3 คุณสมบัติ หนึ่ง ต้องมีระดับการออกฤทธิ์ที่ดีในระดับหนึ่ง สอง มีความปลอดภัย สาม มีตลาด ถ้าผ่าน 3 คุณสมบัติหลักนี้ จึงตัดสินเบื้องต้นได้ว่าสมุนไพรนี้มีศักยภาพ”

“จากนั้น ควรต้องมีการศึกษาไปในขั้น “ลงลึกข้อมูล” อีก ใน 3 มิติ คือ หนึ่ง แบ่งข้อมูลของนักวิจัยไทยและต่างประเทศเกี่ยวกับสมุนไพรตัวนั้น เพื่อให้เห็นศักยภาพของสมุนไพรทั้งในระดับประเทศไทยและระดับโลก สอง ควรต้องแบ่งข้อมูลสินค้าในกลุ่ม Non-drugs vs Drugs เพื่อให้เห็นศักยภาพการพัฒนาสินค้า และ สาม ในการศึกษาหาข้อมูลนั้น สามารถศึกษาให้ลึกไปด้วยว่าในการทำ Clinical Study ของนักวิจัย มีการรวมกลุ่มเป็นเครือข่ายนักวิจัยเพื่อมาศึกษาประสิทธิภาพการออกฤทธิ์ด้วยหรือไม่ ซึ่งถ้ามี ก็จาทำให้เห็นภาพได้กว้าง มากกว่าการศึกษาที่ศึกษาโดยนักวิจัยคนเดียว”

ทั้งนี้ ดร.แบ๊งค์ สรุปประโยชน์ของการทำ Potential List ที่จะปูทางสู่การทำ Positive List ในหลากหลายแง่มุม ดังนี้

1. ชี้เป้าการกำหนดกลยุทธ์และมาตรการส่งเสริมเพื่อพัฒนาวัตถุดิบมูลค่าสูง อาทิ สารสกัดมาตรฐานสูงเพื่อส่งออกต่างประเทศ ซึ่งจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับอุตสาหกรรมการผลิตสมุนไพรของไทยให้ครอบคลุมในส่วนต้นน้ำและกลางน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ

2. ช่วยในการจัดทำ Catalog ที่นำสู่การตัดสินใจลงทุนทั้งในภาคเอกชนและภาควิจัย เช่น ใช้วางแผนกลยุทธ์องค์กรและการตลาด ใช้ประกอบการตัดสินใจในการลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนา (R&D) ของผลิตภัณฑ์ เพื่อนำไปหารือกับหน่วยงานที่ให้ทุน ขณะที่ ทางหน่วยงานให้ทุน เช่น บพข. ก็สามารถใช้ Catalog นี้ ประกอบการตัดสินใจให้ทุนและจัดทำกรอบการวิจัยและพัฒนา ต่อมาในระดับ สอวช. หรือหน่วยงานที่กำหนดนโยบาย ก็สามารถนำข้อมูลนี้ไปจัดทำกรอบนโยบายและมาตรการส่งเสริมเฉพาะทาง เพื่อกระตุ้นการเติบโตของภาคอุตสาหกรรมด้วย

3. ต่อยอดสู่การทำ Positive List จากผลของการคัดกรองสมุนไพรที่มีศักยภาพสูง มีงานวิจัย หรือ Clinical Research รองรับ โดยงานวิจัยทางคลินิกนี้ได้ทำเสร็จสิ้นแล้ว และสามารถระบุปริมาณสารสำคัญได้ชัดเจน หรือมีผลลิตภัณฑ์ในตลาดแล้ว โดยภาคเอกชนที่มีความสนใจมีความพร้อมก็สามารถจัดลำดับรายการเพื่อต่อยอดเป็น Positive List ได้ทันที

“และอีกประเด็นสำคัญ ที่จำเป็นต้องดำเนินการต่อเนื่อง คือ การโยง Potential List เข้ากับการทำ Positive List โดยวิเคราะห์ต่อว่าสมุนไพรชนิดนั้นมีความต้องการใช้งานทั้งในไทยหรือต่างประเทศหรือไม่ โดยพิจารณาจากความสัมพันธ์กับความชุกของการเกิดโรค ซึ่งเป็นตัวชชี้วัดว่าเมื่อผลิตมาแล้ว จะมีคนใช้หรือไม่ อีกประเด็นหนึ่งคือ ผู้ผลิตไทยไทยมีความพร้อม (Readiness / Capacity) และมีความสนใจในการพัฒนาผลิตภัณฑ์สู่เชิงพาณิชย์” ดร.แบ๊งค์ กล่าวสรุป