
จากภารกิจหลักที่ชัดเจนของ หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) ในกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ที่มุ่งยกระดับผู้ประกอบการไทย โดยเร่งให้มีการนำผลงานวิจัยและนวัตกรรมไปสร้างผลิตภัณฑ์ สินค้า และบริการมูลค่าสูงเชิงพาณิชย์ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับประเทศ เพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจ และสร้างสังคมคาร์บอนต่ำอย่างยั่งยืน
และที่ผ่านมา ผลลัพธ์จากการดำเนินภารกิจนี้ ส่งผลให้มีโครงการวิจัยที่ได้รับการสนับสนุนทุนจาก บพข. ใน 8 กลุ่มอุตสาหกรรมหลักของประเทศ และ 4 กลุ่มปัจจัยเอื้อ (enabling) ในการขับเคลื่อนงานวิจัยสู่เชิงพาณิชย์ ที่ได้รับการต่อยอด ขยายผลไปสู่การผลิตในเชิงพาณิชย์มากมาย และมีหลากหลายผลงานวิจัยที่เป็นการคิดค้นและเกิดขึ้นครั้งแรกในประเทศไทย และส่งผลกระทบในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมได้อย่างเป็นรูปธรรม
เพื่อสร้างแรงบันดาลใจและเป็นต้นแบบของความสำเร็จให้กับผู้ประกอบการที่มีความสนใจจะนำงานวิจัยและนวัตกรรมไปปรับใช้ รวมถึงเทคโนโลยีขั้นสูง และ Deep Technology ซึ่งจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันได้อย่างมีประสิทธิภาพ บพข. จึงจัดพิธีมอบรางวัล ‘PMUC Country 1st Award ครั้งแรกของไทย งานวิจัยเปลี่ยนประเทศ’ ขึ้น โดยคัดเลือก 13 โครงการ จาก 1,600 โครงการ ที่ได้รับทุนจาก บพข. และมีผลงานวิจัยที่เสร็จสมบูรณ์ พร้อมนำไปปรับใช้ในเชิงพาณิชย์ และอีกหนึ่งเกณฑ์สำคัญที่ใช้ในการพิจารณารางวัลนี้ คือ ต้องเป็นผลงานวิจัยครั้งแรกในประเทศไทยและส่งผลกระทบในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมอย่างสูงด้วย

บพข. กับภารกิจเดินหน้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย ด้วยการใช้งานวิจัยและนวัตกรรมเปลี่ยนประเทศ
ในโอกาสนี้ รศ.ดร.ธงชัย สุวรรณสิชณน์ ผู้อำนวยการ บพข. ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับรางวัล ‘PMUC Country 1st Award ครั้งแรกของไทย งานวิจัยเปลี่ยนประเทศ’ ว่า
“บพข. มีภารกิจหลักในการยกระดับผู้ประกอบการ ด้วยการเร่งให้มีการนำผลงานวิจัย นวัตกรรม และเทคโนโลยี ไปผลิตเป็นผลิตภัณฑ์ สินค้า บริการ ตลอดจนแพลตฟอร์ม ที่สร้างมูลค่าสูงในเชิงพาณิชย์ ซึ่งเราเชื่อมั่นว่าจะเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนและเพิ่มความสามารถในการแข่งขันให้กับเศรษฐกิจไทยได้”
“โดยที่ผ่านมา บพข. มุ่งเน้นการสร้างผลิตภัณฑ์และบริการมูลค่าสูงที่มีมาตรฐานระดับสากล ทั้งยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาและส่งเสริมให้ประเทศมีจำนวน ธุรกิจฐานนวัตกรรม หรือ Innovation Driven Enterprise (IDEs) เพื่อเชื่อมโยง สร้างความร่วมมือจากทั้งภาครัฐและเอกชนให้มาลงทุนวิจัยเพื่อเร่งพัฒนานวัตกรรมไทยสู่ตลาดโลกร่วมกัน ตลอดจนเรายังให้ทุนเพื่อให้ภาคสถานประกอบการสามารถเพิ่มกำลังคนทักษะสูงรองรับอุตสาหกรรมสมัยใหม่ ยกระดับโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับการขยายผลงานวิจัยไปสู่เชิงพาณิชย์และการสนับสนุนทุนวิจัยเพื่อขับเคลื่อน Soft Power ของไทยต่อไป”

รศ.ดร.ธงชัย สุวรรณสิชณน์ ผู้อำนวยการ บพข.
“ทั้งนี้ บพข. ให้การสนับสนุนทุนวิจัยใน 8 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มอาหารมูลค่าสูง กลุ่มสุขภาพและการแพทย์ กลุ่มพลังงานเคมีและวัสดุชีวภาพ กลุ่มท่องเที่ยวและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ กลุ่มดิจิทัลแพลตฟอร์ม กลุ่มเศรษฐกิจหมุนเวียน กลุ่มระบบคมนาคมแห่งอนาคต และกลุ่มโลจิสติกส์และระบบราง นอกจากนี้ยังให้ทุนสนับสนุนแผนงานกลไกขับเคลื่อนประเทศอีก 4 แผนงาน ได้แก่ แผนงานกลไกขับเคลื่อนงานวิจัยสู่เชิงพาณิชย์อีก 4 แผนงาน ได้แก่ แผนงานโครงสร้างพื้นฐานทางคุณภาพของประเทศ (National Quality Infrastructure) แผนงานพัฒนาเครือข่ายความร่วมมือนานาชาติเพื่อการพัฒนาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมของประเทศ (Global Partnership) แผนงานการสร้างแพลตฟอร์มบ่มเพาะและพัฒนาธุรกิจที่ใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเชิงลึก (Deep Science and Technology Accelerator Platform) และแผนงานพัฒนาและส่งเสริมให้ประเทศเพิ่มธุรกิจฐานนวัตกรรม (Innovation Driven Enterprise : IDEs)”
“โดย “บพข. ได้รับงบอุดหนุนจากกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม หรือ กองทุน ววน. เพื่อนำมาจัดสรรทนวิจัยด้านการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศตั้งแต่ปี 2563 ถึงปี 2566 เราได้ให้การสนับสนุนทุนวิจัยไปแล้วกว่า 1,265 โครงการ เป็นมูลค่ากว่า 7,652 ล้านบาท”

“และหากนับรวมจนถึงปัจจุบัน เราให้การสนับสนุนทุนไปแล้วกว่า 1,600 โครงการ มูลค่ากว่า 11,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นที่น่ายินดีเป็นอย่างยิ่งที่ภาคเอกชน ได้ให้ความสำคัญกับการนำงานวิจัยและนวัตกรรมไปใช้ประโยชน์ โดยจากตัวเลขการร่วมทุนวิจัยจากภาคเอกชน ตลอด 4 ปี ปรากฏว่า มีภาคเอกชนร่วมทุนกับ บพช. ไปแล้ว ไม่ต่ำกว่า 2,400 ล้านบาท ในเกือบ 800 โครงการ และหากวัดผลกระทบทางเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นตัวเลขการสุ่มประเมินจากผู้เชี่ยวชาญซึ่งได้ค่าตัวเลขผลกระทบ ไม่ต่ำกว่า 3,600 ล้านบาทต่อปี ของการประเมินในปี 2563 – 2564″
ในโอกาสที่มีการจัดงาน อว.แฟร์ ทาง บพข. จึงได้จัดพิธีมอบรางวัล ‘PMUC Country 1st Award ครั้งแรกของไทย งานวิจัยเปลี่ยนประเทศ’ โดยคัดเลือก 13 โครงการวิจัยโดดเด่น จาก 1,600 โครงการวิจัย ที่ได้รับทุน บพข. ซึ่งมาจาก 8 กลุ่มอุตสาหกรรมหลักของประเทศ และ 4 กลุ่มปัจจัยเอื้อ (enabling) ในการขับเคลื่อนงานวิจัยสู่เชิงพาณิชย์ โดยแต่ละโครงการมีผลงานวิจัยที่เสร็จสมบูรณ์ พร้อมนำไปปรับใช้ในเชิงพาณิชย์ และยังเป็นผลงานวิจัยครั้งแรกในประเทศไทยและส่งผลกระทบในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมอย่างสูงด้วย
รีวิว 13 โครงการวิจัยเด่น รางวัล ‘PMUC Country 1st Award ครั้งแรกของไทย งานวิจัยเปลี่ยนประเทศ’
และเพื่อให้ข้อมูลเพิ่มเติมถึง 13 โครงการที่ได้รับรางวัล ‘PMUC Country 1st Award ครั้งแรกของไทย งานวิจัยเปลี่ยนประเทศ’ เรามีข้อมูลและความโดดเด่นของโครงการวิจัยเหล่านี้ มารีวิวให้ได้รู้จักกัน
เมติคูลี่ กระดูกเทียมเฉพาะบุคคล จากบริษัท เมติคูลี่ จำกัด

กระดูกเทียมไทเทเนียมเฉพาะบุคคล ที่ออกแบบมาจากภาพ CT scan ของผู้ป่วย เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2017 เพื่อตอบสนองเป้าหมายของศัลยแพทย์ ที่ต้องการทำให้ทุกการผ่าตัดมีผลลัพทธ์ที่ดีที่สุดโดยใช้ระยะเวลาที่สั้นที่สุด เมติคูลี่ จึงได้ออกแบบกระดูกเทียมไทเทเนียมและอุปกรณ์ช่วยผ่าตัด โดยใช้เทคโนโลยี AI การผลิตที่ได้มาตรฐานสากล และการทำงานร่วมกับศัลยแพทย์อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้แพทย์สามารถบรรลุเป้าหมายนี้ได้อย่างราบรื่น และเป็นอีกทางเลือกในการรักษาแบบ personalized healthcare ที่ตอบโจทย์ความต้องการที่แตกต่างกันของผู้ป่วยแต่ละราย
โดย บริษัท เมติคูลี่ จำกัด ก่อตั้งโดยกลุ่มวิศวกรที่มีความมุ่งมั่นในการพัฒนานวัตกรรมทางการแพทย์ เพื่อช่วยให้ศัลยแพทย์สามารถทำการผ่าตัดได้ได้สะดวกสบายและแม่นยำกว่าวิธีแบบดั้งเดิม และทำให้ผู้ป่วยได้มีทางเลือกในการรักษาที่ดียิ่งขึ้น
และเทคโนโลยีที่ใช้ในการผลิต กระดูกเทียมไทเทเนียมเฉพาะบุคคล คือ เทคโนโลยีการพิมพ์สามมิติขั้นสูง หรือ Selective Laser Melting (SLM) เป็นเทคโนโลยีการพิมพ์สามมิติที่ขึ้นรูปกระดูกเทียมไทเทเนียม ผ่านกระบวนการหลอมละลายโลหะด้วยเลเซอร์ สามารถผลิตกระดูกเทียมไทเทเนียมที่มีความแข็งแรง มีคุณสมบัติทางกลที่ดี และยังสามารถขึ้นรูปชิ้นส่วนกระดูกเทียมที่มีความซับซ้อนเฉพาะบุคคลได้อย่างแม่นยำ นอกจากนี้ไทเทเนียมยังมีความเข้ากันได้กับร่างกายของผู้ป่วยซึ่งช่วยลดโอกาสในการติดเชื้อได้อีกด้วย โดยล่าสุด ผลงานทางการรักษาของ เมติคูลี่ ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารทางการแพทย์ที่เป็นที่ยอมรับในระดับสากลแล้ว
Pegfilgrastim ยาชีววัตถุกระตุ้นเม็ดเลือดขาวสำหรับผู้ป่วยมะเร็งที่ได้รับเคมีบำบัด จาก มหาวิทยาลัยมหิดล และ บริษัท สยามไบโอไซเอนซ์ จำกัด

ในวงการแพทย์และสาธารณสุข เป็นที่ทราบกันดีว่า ยาชีววัตถุ ที่ผลิตโดยใช้กระบวนการเทคโนโลยีชีวภาพขั้นสูง เพื่อการเพิ่มประสิทธิภาพสำหรับการรักษาโรคร้ายแรง มีบทบาทสำคัญมาก โดยเฉพาะยาในกลุ่มโมโนโคลนอล แอนติบอดี (Monoclonal Antibodies) ซึ่งถือว่าเป็นกลุ่มยาชีววัตถุที่กำลังเป็นที่ต้องการสำหรับการใช้รักษาโรคมะเร็ง โรคแพ้ภูมิตนเอง (autoimmune diseases) และโรคเรื้อรังอื่นๆ ซึ่งประเทศไทยยังต้องนำเข้ายากลุ่มดังกล่าวจากต่างประเทศ
และเนื่องจากความซับซ้อนของการศึกษาวิจัย กระบวนการผลิต และการควบคุมคุณภาพ จึงทำให้ยากลุ่มนี้มีราคาสูง ส่งผลให้การเข้าถึงยาของผู้ป่วยมีจำกัด ประเทศไทยจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเร่งทำการศึกษาวิจัยและพัฒนาเพื่อการผลิตยาภายในประเทศ แต่ข้อจำกัดคือ โรงงานผลิตยาในประเทศปัจจุบันยังคงทำกระบวนการผลิตที่ซับซ้อนแบบนี้ไม่ได้ต้องนำเข้าตัวยาสำคัญโดยเฉพาะยาที่ได้จากการสังเคราะห์ทางเคมีมาทำการผลิตหรือแบ่งบรรจุเท่านั้น
ด้วยวัตถุประสงค์ที่ต้องการให้ประเทศไทยสามารถพึ่งพาตนเองและเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงยาของผู้ป่วย ได้อย่างทั่วถึงมากที่สุด อีกทั้งยังเป็นการลดภาระค่าใช้จ่ายจากการนำเข้ายาจากต่างประเทศ จนกระทั่ง มหาวิทยาลัยมหิดล และ บริษัท สยามไบโอไซเอนซ์ จำกัด ได้คิดค้นและพัฒนายาชีววัตถุที่ได้รับการขึ้นทะเบียน อย. ได้สำเร็จ โดยเป็น Biologic API ตัวแรกในประเทศไทยพัฒนาผลิตตั้งแต่ TRL 1-9 (API จนถึง Biolosimilar) ซึ่งข้อดีของยา Pegfilgrastim คือช่วยเพิ่ม compliance สะดวกในการฉีดยาของผู้ป่วย โดยฉีดเพียงแค่ 1 เข็ม ต่อรอบการให้ยาเคมีบำบัด และไม่ต้องปรับขนาดยาตามน้ำหนักตัวของคนไข้ คนไข้ทุกรายใช้ขนาดยาเดียวกัน คือ 6 mg/ครั้ง
โรงงานต้นแบบผลิตสารสกัดมาตรฐาน GMP จากสมุนไพร (ตัวอย่าง: พืชกระท่อม) เพื่อใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ ส่งเสริมวิสาหกิจชุมชนภาคใต้

ในพื้นที่ภาคใต้ของไทยมีสภาพทางภูมิศาสตร์เหมาะกับการเติบโตของกระท่อม จึงพบพืชกระท่อมที่ปลูกทั้งในธรรมชาติและในครัวเรือนได้ในหลายจังหวัดภาคใต้ โดยในทางการแพทย์ กระท่อมได้นำไปใช้อย่างแพร่หลายทั่วโลก เพราะมีสรรพคุณในการบำบัดผู้ติดสารเสพติด และยังมีการใช้กระท่อมในการบรรเทาอาการปวดทดแทนมอร์ฟีน แปรรูปเป็นแคปซูลแก้ปวดเมื่อย และใช้ผสมในยาชูกำลังด้วย
ด้วยศักยภาพทั้งในด้านพื้นที่ปลูก สรรพคุณอันหลากหลายของกระท่อม กอปรกับการได้รับการปลดล็อคจากการเป็นยาเสพติดให้โทษแล้วตามกฎหมาย ทำให้เกิดแนวคิดยกระดับการผลิต พืชกระท่อม เพื่อใช้ประโยชน์ทางการแพทย์และอาหาร ซึ่งจะเป็นอีกหนึ่งต้นแบบของการเพิ่มศักยภาพการแข่งขันให้กับอุตสาหกรรมอาหารและยาของประเทศ
โครงการสร้างห้องปฏิบัติการและโรงงานต้นแบบในการผลิตสารสกัดมาตรฐานจากสมุนไพรเพื่อใช้ในทางการแพทย์และอาหารที่ได้มาตรฐาน GMP โดย สถาบันวิจัยนวัตกรรมทางการแพทย์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ หรือ มอ. จึงเกิดขึ้น เพื่อศึกษาและทดลองนำ พืชกระท่อม มาเป็นพืชต้นแบบในการวางระบบการผลิตสารสกัดให้ได้มาตรฐานตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ซึ่งโครงการนี้ได้รับทุนวิจัยสนับสนุนจาก บพข.
โดยที่ผ่านมา การเกิดขึ้นของ โรงงานต้นแบบผลิตสารสกัดกระท่อมเพื่อใช้ในทางการแพทย์และอาหาร มาตรฐาน GMP นี้มีส่วนในการพัฒนาศักยภาพการผลิต พืชกระท่อม ได้อย่างมีประสิทธิภาพและยังต่อยอดสู่การสร้างโอกาสที่ดีในการผลักดันให้กระท่อมกลายมาเป็นอีกหนึ่งในพืชเศรษฐกิจของภาคใต้ในอนาคตได้อีกด้วย
รถไฟสุดขอบฟ้า (Beyond Horizon) รถไฟไทยทำ จาก สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.)

รถไฟ “สุดขอบฟ้า” เป็นรถไฟโดยสารต้นแบบ ผลงานจากการวิจัยและพัฒนาโดยทีมวิจัย สจล. ภายใต้โครงการวิจัย “การพัฒนารถไฟโดยสารต้นแบบ (รถไฟไทยทำ)” ด้วยทุนสนับสนุนจาก บพข. ภายใต้แผนงานกลุ่มระบบคมนาคมแห่งอนาคต ร่วมกับ กิจการร่วมค้า ไซโนเจน-ปิ่นเพชร จำกัด และมี การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เป็นผู้นำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์เพื่อยกระดับการให้บริการทางรถไฟแก่ประชาชน ภายใต้เป้าหมายที่มีร่วมกันคือ ต้องการผลักดันให้เกิดอุตสาหกรรมการผลิตรถขนส่งทางรางด้วยหลักคิด “การพึ่งพาตนเอง”
ตู้รถไฟโดยสารต้นแบบนี้ได้รับการออกแบบและผลิตโดยคนไทย ใช้วัสดุและอุตสาหกรรมภายในประเทศ (Local Content) กว่า 44% (หรือคิดเป็น 76% กรณีไม่รวมแคร่รถไฟ) ในการประกอบตู้รถไฟชนิด Luxury Class และ Super-Luxury ที่หรูหราและทันสมัยที่สุดในภูมิภาค ซึ่งได้รับแรงบรรดาลใจจากที่นั่งชั้นเฟิร์สคลาสบนเครื่องบิน เพื่อรองรับความต้องการใช้ตู้รถไฟโดยสารในอีก 20 ปี ที่มีไม่น้อยกว่า 2,425 ตู้
โดยตู้รถไฟที่ทีมวิจัยผลิตใช้ต้นทุนอยู่ที่ 32 ล้านบาท ซึ่งมีความคุ้มค่ากว่าการนำเข้าจากต่างประเทศเป็นอย่างมาก สามารถช่วยประเทศลดต้นทุนการนำเข้าตู้รถไฟจากต่างชาติได้ไม่น้อยกว่า 30% ซึ่งเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจที่มหาศาล นอกจากนี้องค์ความรู้ และเทคโนโลยี ในการประกอบตู้รถไฟที่ได้จากโครงการจะถูกถ่ายทอดสู่ผู้ประกอบการภายในประเทศ รวมทั้งนักศึกษา ที่จะนำไปสู่การสร้างความเข้มแข็งให้กับอุตสาหกรรมขนส่งทางรางของไทยได้อย่างยั่งยืนต่อไป
โดยล่าสุด เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2567 มีการทดสอบเดินรถโดยสารต้นแบบ “รถไฟไทยทำ” ขบวนพิเศษ “สุดขอบฟ้า” เพื่อทดสอบสมรรถนะ ตรวจสอบการทำงานของอุปกรณ์และส่วนควบคุมต่างๆ จากสถานีกรุงเทพอภิวัฒน์ไปยังสถานีเชียงใหม่ และต่อจากนี้จะมีการทดสอบกับหัวรถจักรของ รฟท. อย่างต่อเนื่อง เพื่อดูความสอดคล้องกับตู้ขบวนอื่นที่ รฟท. ใช้อยู่ในปัจจุบัน เมื่อผ่านกระบวนการทดสอบครบทุกขั้นตอนแล้ว จะเข้าสู่ระเบียบการจัดซื้อ-จัดจ้าง เพื่อให้บริการในเชิงพาณิชย์ภายในเร็ววันนี้
Circular Mark ฉลากผลิตภัณฑ์หมุนเวียน โดย V-Green KU คณะสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์


โครงการวิจัยนี้ได้ร่วมมือกับมูลนิธิสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย สถาบันน้ำและสิ่งแวดล้อมเพื่อความยั่งยืน และสถาบันอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ดำเนินโครงการฯ พัฒนาระบบรับรองฉลากสิ่งแวดล้อมสำหรับผลิตภัณฑ์หมุนเวียน หรือ Circular Mark ขึ้นเป็นครั้งแรกในภูมิภาคและระดับโลก
โดย Circular Mark ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการปรับตัวให้สอดคล้องกับแนวโน้มการค้าโลกในปัจจุบัน ลดข้อกีดกันการค้าในอนาคต เป็นการสนับสนุนให้ผู้ประกอบการไทยสามารถขยายตลาดได้ในวงกว้าง ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านเศรษฐกิจหมุนเวียน สร้างความเชื่อมั่นให้กับแบรนด์สินค้าและบริการของไทยให้เป็นที่ยอบรับในระดับสากล สร้างคุณภาพสิ่งแวดล้อม คุณภาพชีวิตที่ดีให้กับสังคมไทยและประชาคมโลก รวมถึงช่วยเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศไทยในเวทีโลก
Circular Mark เน้นสนับสนุนใน 5 กลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายนำร่อง คือ เกษตรอาหาร, วัสดุก่อสร้าง, พลาสติก, บรรจุภัณฑ์, และ แฟชั่นไลฟ์สไตล์ โดยผู้ประกอบการที่ต้องการสัญลักษณ์ Circular Mark ไปติดบนผลิตภัณฑ์ ต้องได้รับการพิจารณาข้อกำหนดที่ครอบคลุมประเด็นปัญหาการใช้ทรัพยากรสิ้นเปลือง การเกิดขยะ การปล่อยก๊าซเรือนกระจก และ ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมด้านอื่นๆ ตลอดวัฏจักรชีวิตของผลิตภัณฑ์
โดยล่าสุดในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ได้มีการแถลงผลผลิตของโครงการนี้ว่ามีบริษัทที่ผ่านการรับรองมาตรฐานระบบการจัดการเศรษฐกิจหมุนเวียนสำหรับองค์กรเป็นกลุ่มแรกของประเทศไทย จำนวน 26 บริษัท นอกจากนี้ ยังพัฒนาผู้มีความสามารถในการเป็นที่ปรึกษา (Consultants) ให้มี จำนวน 34 คน พัฒนาผู้ตรวจประเมิน (Auditors) จำนวน 20 คน จากหน่วยตรวจรับรอง (CB: Certification Body) จำนวน 4 แห่ง ที่พร้อมดำเนินการขยายขอบเขตการให้บริการตรวจประเมินและให้การรับรองระบบการจัดการเศรษฐกิจหมุนเวียนสำหรับองค์กร
นอกจากนั้น ยังมีผู้ที่ได้รับการพัฒนาทักษะใหม่จำนวน 500 คน และมีผู้ที่ได้รับการถ่ายทอดองค์ความรู้และประสบการณ์เชิงปฏิบัติผ่านการเรียบเรียง คู่มือแนวทางเชิงปฏิบัติที่ดีตามข้อกำหนดมาตรฐานระบบการจัดการเศรษฐกิจหมุนเวียนสำหรับองค์กร ที่จะนำไปปรับใช้ได้ต่อไป
Zero Wastewater Discharge โดย บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน)


ปัญหาเรื่องกลิ่นที่มาจากของเสียจากระบวนการการผลิตในอุตสาหกรรมผลิตอาหารทะเล อย่าง เลือด น้ำนึ่งปลา หรือของเสียที่ปนเปื้อนเครื่องในของสัตว์ทะเล ซึ่งถูกปล่อยลงสู่แหล่งน้ำสาธารณะ นับเป็นปัญหาที่อยู่คู่กับโรงงานอุตสาหกรรมประเภทนี้มาอย่างยาวนาน บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ผู้นำอุตสาหกรรมอาหารทะเลระดับโลก ได้เดินหน้าโครงการลดการปล่อยน้ำทิ้งสู่สาธารณะเป็นศูนย์ (Zero Wastewater Discharge) ที่ดำเนินการภายใต้โครงการวิจัย “การพัฒนาต้นแบบระบบบำบัดน้ำทิ้งเป็นศูนย์ เกิดศูนย์การเรียนรู้ระบบการบำบัดน้ำเพื่อการหมุนเวียนน้ำทิ้งนำกลับมาใช้ประโยชน์การทิ้งน้ำเป็นศูนย์ในอุตสาหกรรมอาหาร” ซึ่งได้รับการสนับสนุนทุนจาก บพข. และไทยยูเนี่ยนจะเป็นโรงงานต้นแบบในการติดตั้งและดำเนินการโดยวิศวกรคนไทยที่สร้างมาตรฐานด้านการบริหารจัดการน้ำทิ้งในระบบได้สำเร็จเป็นรูปธรรม 100% โดยในตอนนี้ ไทยยูเนี่ยน ได้ชื่อว่าเป็นโรงงานอุตสาหกรรมอาหารทะเลแห่งแรกของโลกที่ไม่ปล่อยน้ำเสียสู่สาธารณะแม่แต่หยดเดียว
ด้วยเหตุนี้ ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จึงถือเป็นต้นแบบของโรงงานอุตสาหกรรมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและมุ่งสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน ตอบสนองเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน เศรษฐกิจชีวภาพ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการเดินหน้าประเทศไทยให้บรรลุเป้าหมายในการขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน หรือ SDG (Sustainable Development Goals) ในปี 2573 ได้อย่างเป็นรูปธรรม
เพราะจากเดิมในส่วนของโรงงานไทยยูเนี่ยน ต้องใช้น้ำในการผลิตกว่า 7 ล้านลิตรต่อวัน แต่ในปัจจุบันเหลือเพียง 4 ล้านลิตรต่อวัน เท่านั้น ยิ่งไปกว่านั้นในวันนี้ โรงปลา ไทยยูเนี่ยน ไม่ปล่อยน้ำลงสู่สาธารณะเลยแม้แต่หยดเดียว ทำให้สามารถประหยัดน้ำประปาได้ปีละ 1,095 ล้านลิตร (หรือเท่ากับ 45%) คิดเป็นต้นทุนค่าน้ำประปาที่ลดลงปีละ 27.8 ล้านบาท
น้ำมันหม้อแปลงชีวภาพชนิดติดไฟยาก โดย สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีและวิทยาศาสตร์แห่งชาติ (สวทช.)

ทีมวิจัยได้เริ่มคิดค้นและพัฒนาต้นแบบ EnPAT น้ำมันหม้อแปลงไฟฟ้าปลอดภัยจากปาล์มน้ำมันไทยมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2563 โดยโครงการวิจัยฯนี้ ได้เปิดโอกาสให้ทุกหน่วยงาน ได้มาบูรณาการความร่วมมือกันเพื่อขับเคลื่อนผลงานวิจัยและผลักดันให้เกิดการใช้งานผลิตภัณฑ์ น้ำมันหม้อแปลงไฟฟ้าชีวภาพจากน้ำมันปาล์มเชิงพาณิชย์ อย่างแพร่หลายในประเทศไทย
EnPAT มีคุณสมบัติเด่นคือจุดติดไฟที่อุณหภูมิสูงกว่า 300 องศาเซลเซียส ช่วยป้องกันการเกิดอัคคีภัยจากเหตุการณ์หม้อแปลงไฟฟ้าระเบิด และสามารถย่อยสลายได้โดยธรรมชาติ นับเป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตและความปลอดภัยของประชาชนด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รวมทั้งเป็นการให้ความสำคัญของการสร้างมาตรฐานของประเทศที่เหมาะสมกับผลิตภัณฑ์ที่พัฒนาจากปาล์มน้ำมัน การกำหนดมาตรฐานที่ชัดเจนเป็นก้าวสำคัญที่จะช่วยให้ประเทศก้าวหน้าในอุตสาหกรรมโอเลโอเคมีและส่งเสริมการใช้งานภายในประเทศ มาตรฐานที่ชัดเจนจะช่วยให้ผู้ผลิตสามารถสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งล่าสุด ผลการทดสอบการนำร่องใช้งานน้ำมัน EnPAT ในครั้งนี้จะถูกนำไปใช้เป็นข้อมูลสนับสนุนในการจัดทำมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) น้ำมันหม้อแปลงไฟฟ้าชีวภาพฉบับแรกของประเทศ
นอกจากนี้ น้ำมันหม้อแปลงไฟฟ้าชีวภาพเป็นผลิตภัณฑ์ที่สามารถเพิ่มมูลค่าให้แก่น้ำมันปาล์มของไทยได้อย่างมาก โดยทำให้น้ำมันปาล์มมีมูลค่าเพิ่มขึ้นถึง 565 % ซึ่งมากกว่าน้ำมันบริโภคและน้ำมันไบโอดีเซล ที่มีมูลค่าเพิ่มเพียง 67% และ 23% ตามลำดับ ทั้งยังเป็นการเพิ่มขีดความสามารถด้านการผลิต เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตผลปาล์มน้ำมันและยกระดับการผลิตจากผลิตภัณฑ์อุปโภคบริโภคขั้นต้นไปสู่ผลิตภัณฑ์ในภาคอุตสาหกรรม และอุตสาหกรรมต่อเนื่องที่มีมูลค่าสูงด้วย
แพลตฟอร์มจัดการระบบโลจิสติกส์ โดย มหาวิทยาลัยขอนแก่น ร่วมกับ บริษัท เอส.พี.อินเตอร์ มารีน จำกัด

พื้นที่เกาะสีชังในจังหวัดชลบุรี ถูกใช้ในการขนถ่ายสินค้าขนาดใหญ่ เช่น ข้าว ผลผลิตทางการเกษตร อาหารสัตว์ และแร่เชื้อเพลิง โดยมีปริมาณการขนถ่ายสูงถึง 7.2 ล้านตันต่อปี แต่ปัญหาที่พบคือ ต้นทุนโลจิสติกส์สูงและขาดการจัดการข้อมูลแบบเรียลไทม์ ทำให้การตัดสินใจและดำเนินงานล่าช้า
ดังนั้น เพื่อพัฒนาระบบโลจิสติกส์การขนส่งทางลำน้ำ โดยใช้ Digital platform เพิ่มประสิทธิภาพการขนถ่ายสินค้าเทกองจากการส่งออกและนำเข้า นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยขอนแก่นจึงพัฒนาแพลตฟอร์มจัดการระบบโลจิสติกส์ เป็นต้นแบบซอฟต์แวร์สำหรับสนับสนุนการขนส่งและขนถ่ายสินค้าเทกอง โดยจัดสรรทุ่นและเครนให้เหมาะสมกับขนาดเรือและชนิดสินค้า เพื่อลดต้นทุนและระยะเวลาในการขนถ่ายและการพัฒนาแพลตฟอร์มนี้ยังทำขึ้นเพื่อตอบโจทย์การพัฒนาระบบฐานข้อมูลที่ใช้ในการวิเคราะห์และจัดการข้อมูลการขนถ่ายสินค้าขนาดใหญ่ และระบบ Monitoring and Tracking system ที่ปรับปรุงข้อมูลตัวชี้วัดด้านโลจิสติกสให้ทันสมัยและสอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงในบริบทต่างๆ
โครงการนี้มีการประยุกต์ใช้เทคโนโลยดิจิทัลในการวัดอัตราการใช้พลังงานและจัดการข้อมูลขนาดใหญ่แบบเรียบไทม์สำหรับการขนถ่ายสินค้าเทกอง และใช้ซอฟต์แวร์ในการจัดลำดับการขนถ่ายสินค้าหลายช่วงเวลา (Multi-period scheduling) และระบบฐานข้อมูล (Database) และ Monitoring and Tracking system สำหรับวิเคราะห์ข้อมูลอัตราการใช้พลังงานขนาดใหญ่ (Big data) โดย พัฒนาระบบวัดอัตราการใช้พลังงานในการขนถ่ายสินค้าเทกองโดยใช้เทคโนโลยีดิจิทัล การพัฒนาระบบฐานข้อมูล (Database) และการพัฒนาต้นแบบ/ซอฟต์แวร์เพื่อสนับสนุนการขนส่งและขนถ่ายสินค้าเทกอง
ปัจจุบันหน่วยงานร่วมทุน ได้มีการขยายผลการใช้งานระบบไปยังทุ่นขนถ่ายแล้ว จำนวน 3 ทุ่น จาก 7 ทุ่น ซึ่งคาดว่าจะดำเนินการให้ครอบคลุมทุกทุ่นภายในปีนี้นอกจากนี้ได้มีการเผยแพร่ผลการดำเนินโครงการ แก่ผู้ประกอบการในสมาคมผู้ประกอบการขนส่งสินค้าทางน้ำ เพื่อนำเสนอรายละเอียดผลการดำเนินงานของโครงการ และเผยแพร่ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ให้กับสมาชิกของสมาคมฯ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้รับทราบเพื่อเป็นแนวทางต้นแบบในการพัฒนาเทคโนโลยีและการบริหารสำหรับระบบโลจิสติกส์ของประเทศที่ทันสมัย
การยกระดับมาตรฐานสุขอนามัยระดับสากล GBAC STAR ในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและบริการ โดย มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตภูเก็ต


โครงการการวิจัยและพัฒนาเพื่อยกระดับมาตรฐานสุขอนามัยระดับสากล GBAC Star ในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและบริการ เกิดขึ้นภายใต้การสนับสนุนจาก บพข. สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) และกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และยังร่วมมือกับภาคเอกชน บริษัท พิโซน่า ทัวร์ จำกัด, บริษัท เอส อี เอ คอนซัลติ้ง จำกัด, บริษัท ซี พาร์ทเนอร์ โซลูชั่น จำกัด และบริษัท บางแสนบีชรีสอร์ท จำกัด
โดยโครงการนี้ถือเป็นภารกิจเชิงรุก ที่จะช่วยยกระดับมาตรฐานสุขอนามัยของผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและบริการของไทยให้ได้ตามมาตรฐานสากล การนำมาตรฐานระดับสากลมาประยุกต์ใช้เพื่อยกระดับความปลอดภัยด้านสุขอนามัยให้แก่อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและบริการของไทยในงานวิจัยนี้ นับเป็นมิติหนึ่งของการยกระดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศที่เป็นรูปธรรม ที่จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นด้านสุขอนามัยได้เป็นอย่างดี ส่งผลให้ภาคการท่องเที่ยวและบริการของไทยเข้มแข็งพร้อมรับการเดินทางครั้งใหม่ของนักท่องเที่ยวและนักเดินทางทั้งจากในและต่างประเทศ
นอกเหนือจากมาตรฐาน ISO แล้ว มาตรฐาน GBAC Star ยังเป็น 1 ใน 2 มาตรฐานที่เป็นสากล โดยเป็นมาตรฐานที่ได้รับการยอมรับทั้งในแถบสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ดังนั้น สถานประกอบการใดมีตราสัญลักษณ์นี้ เท่ากับว่าจะได้รับการยอมรับจากนักท่องเที่ยวโดยเฉพาะผู้ที่เดินทางด้วยตนเอง หรือแม้กระทั่งที่เดินทางเป็นกลุ่มทัวร์
ในปัจจุบัน จึงมีการส่งเสริมให้มีหน่วยงานหรือธุรกิจที่เข้าร่วมการประเมินมาตรฐาน GBAC Star ให้มากขึ้น ซึ่งนับว่าเป็นอีกหนึ่งมาตรฐานที่ทำให้ผู้ที่เข้ามาเยือนประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มผู้ประกอบการ นักท่องเที่ยว หรือผู้ที่มาเยี่ยมเยือน จะสามารถตอบรับได้ทุกกลุ่ม และจะช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เข้ามาได้มากยิ่งขึ้น
Winona Probio ผลิตภัณฑ์โพรไบโอติกสายพันธุ์ไทยสำหรับสตรีเจ้าแรก จากศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีแห่งชาติ (ไบโอเทค)


โดยโครงการวิจัยนี้ร่วมมือกับ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ร่วมกับ บริษัท วิโนน่า เฟมินิน จำกัด และ “Winona Probio” ยังเป็นนวัตกรรมผลิตภัณฑ์เสริมอาหารจากจุลินทรีย์โพรไบโอติกสายพันธุ์ไทยรายแรกในประเทศ ผลิตจากจุลินทรีย์มีชีวิตที่ผ่านการคัดแยก วิจัยพัฒนา และทดสอบประสิทธิภาพในคนไทยแล้ว
จุดเด่นของผลิตภัณฑ์วิโนน่าโพรไบโอ คือ ผลิตจากจุลินทรีย์โพรไบโอติก Lactobacillus paracasei และ Bifidobacterium animalis สายพันธุ์ไทย ที่มีเซลล์มีชีวิตจำนวนสูง ผ่านการพิสูจน์คุณสมบัติการเป็นโพรไบโอติกที่ดี และได้รับการขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์ขององค์การอาหารและยา (อย.)
ผลิตภัณฑ์วิโนน่าโพรไบโอ ใช้เทคโนโลยีกระบวนการผลิตเซลล์โพรไบโอติกของโรงงานต้นแบบชีวกระบวนการไบโอเทค (BBF) สวทช. ซึ่งเป็นสถานที่ผลิตอาหาร และได้รับมาตรฐานสากล Codex GHPs และ HACCP รวมถึงการดำเนินงานภายใต้แนวทางการปฏิบัติที่ดีในการใช้จุลินทรีย์ในระดับอุตสาหกรรม หรือ Good Industrial Large Scale Practice (GILSP) ในสภาพควบคุมระดับ LS1 โดย BBF มีความพร้อมทั้งผู้เชี่ยวชาญ องค์ความรู้ และเครื่องมือที่ทันสมัย พร้อมให้การสนับสนุนผู้ประกอบการในการพัฒนาและผลิตผลิตภัณฑ์กลุ่มวัตถุเจือปนอาหาร สารอาหาร และผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของตลาดและรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมอาหารและอุตสาหกรรมชีวภาพ
ดังนั้น การพัฒนาผลิตภัณฑ์จากโพรไบโอติกสายพันธุ์ไทยและผลิตด้วยเทคโนโลยีของคนไทยไม่เพียงตอบโจทย์เทรนด์ของผู้บริโภคในปัจจุบันและอนาคตเท่านั้น แต่ยังช่วยลดการนำเข้าโพรไบโอติก ลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศ เพิ่มการสร้างงาน และเป็นการยกระดับอุตสาหกรรมอาหารใหม่ของไทยให้สามารถแข่งขันได้ในเวทีโลก
Thailand Taste of Tomorrow 2024 Fostering The Future of Food, Faith and Flavors แพลตฟอร์มเร่งรัดการเติบโตทางธุรกิจ หรือ FOREFOOD (สวทช.)


เป็นโครงการที่เกิดขึ้นจากความร่วมมือกับ ศูนย์การศึกษาด้านการท่องเที่ยวเชิงศิลปวิทยาการอาหารนานาชาติ คณะพัฒนาการท่องเที่ยว มหาวิทยาลัยแม่โจ้ หน่วยวิจัยทางประสาทสัมผัสและผู้บริโภคแห่ง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และ สำนักงานเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) และภาคเอกชนซึ่งเป็นการต่อยอดนวัตกรรมอาหารไทยให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์ชั้นนำในตลาดโลก ด้วยการนำเสนอในมิติใหม่ผ่านสื่อสร้างสรรค์
โดยธีมการนำเสนอ “Thailand’s Taste of Tomorrow: Fostering the Future of Food, Faith and Flavors” จะได้รับการนำไปปรับใช้ในการเดินทางสู่ London Tech Week 2024 เพื่อให้ทั้ง 10 สตาร์ทอัพ นำเสนอเสน่ห์ความเป็นไทย ณ ริเวอร์ไซด์ สตูดิโอ กรุงลอนดอน ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 10-14 มิถุนายน 2024 เพื่อดึงดูดนักลงทุน ผู้นำเข้า และกลุ่มเป้าหมายเครือข่ายต่างๆ ต่อยอดอาหารไทยให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์ชั้นนำในตลาดโลก
กิจกรรมครั้งนี้ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ และนวัตกรรม (อว.) โดย บพข. ได้ร่วมกับหน่วยงานพันธมิตร ร่วมสร้างปรากฏการณ์ ฉีกกรอบการตลาดผลิตภัณฑ์นวัตกรรมอาหารไทย ด้วย “แพลตฟอร์มส่งเสริมการตลาดสำหรับธุรกิจนวัตกรรมอาหารแห่งอนาคต” ผ่านกิจกรรมสุดล้ำกระตุ้นสื่อประสาทสัมผัสทั้งห้าของผู้บริโภค ผสมผสานการเล่าเรื่องผ่านวัฒนธรรมไทย แรงบันดาลใจจากตำนานป่าหิมพานต์ โดยมีภาคเอกชนชั้นนำด้านอาหารร่วมสนับสนุน ซึ่งคาดการณ์ว่าจะช่วยสร้าง Content ด้านนวัตกรรมอาหารไทยให้เตะตานักลงทุนที่เข้ามาฟังการ Pitching ของสตาร์ทอัพไทยทั้ง 10 รายอย่างน่าประทับใจ
แพลตฟอร์มเทคโนโลยีเทระเฮิร์ตเพื่อยกระดับอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และการตรวจวัดขั้นสูงของประเทศไทย โดย ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ หรือ NECTEC สวทช.

แพลตฟอร์มเทคโนโลยีเทระเฮิร์ต เกิดจากการที่ทีมนักวิจัย NECTEC ต้องการเสริมศักยภาพจากงานวิจัยด้านเทคโนโลยีเทระเฮิรตซ์เพื่อรองรับการขยายผลเชิงพาณิชย์ไปสู่อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และการตรวจวัดขั้นสูงของประเทศไทย โดยการนำร่องพัฒนา 2 เทคโนโลยี ได้แก่
1. อุปกรณ์รับและส่งสัญญาณเทระเฮิรตซ์เสาอากาศแบบตัวนำเชิงแสง PCA (Tera-Ant)
เป็นหนึ่งในวิธีการผลิตอุปกรณ์รับและส่งสัญญาณย่านเทระเฮิรตซ์ ได้แก่ เสาอากาศแบบตัวนำเชิงแสง หรือ PCA (Photoconductive antenna) ซึ่งอาศัยหลักการกำเนิดและรับสัญญาณเทระเฮิรตซ์จากกระแสไฟฟ้าที่เกิดจากการเคลื่อนที่ของอิเล็กตรอนในระยะเวลาสั้นๆ บริเวณเสาอากาศที่จะมีคุณสมบัติเป็นตัวนำเมื่อได้รับแสงจากเลเซอร์ คุณสมบัติของวัสดุจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในการพัฒนา PCA
เครื่องวิเคราะห์สเปกตรัมสัญญาณเทระเฮิรตซ์แบบโดเมนเวลานี้สามารถนำไปใช้ในตรวจวัดสเปกตรัมชนิดของสารหรือวัสดุ ซึ่งมีลักษณะเฉพาะตัวของสารแต่ละชนิด สามารถนำไปใช้ในการตรวจสอบคุณสมบัติและการทำงานของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ย่านสัญญาณเทระเฮิรตซ์อื่นๆ ได้ เช่น การทำงานของอุปกรณ์รับ ปรับ และกระจายสัญญาณทางการสื่อสารสำหรับรองรับการสื่อสาร, เลนส์ กระจก หรืออุปกรณ์อื่น ๆ ซึ่งนับเป็นอุปกรณ์พื้นฐานในการประยุกต์ใช้งานสัญญาณเทระเฮิรตซ์ในการพัฒนาทางด้านเทคโนโลยีในการพัฒนาประเทศในด้านอื่นๆ ต่อไป
2. แผ่นสะท้อนเมทะเซอเฟส (TeraBoost)
ในอนาคตอันใกล้ อุปกรณ์เทคโนโลยีขั้นสูงที่มีความจำเป็นอย่างยิ่ง ได้แก่ อุปกรณ์สำหรับระบบสื่อสารไร้สายขั้นสูงทั้ง 5G และ 6G เพื่อการขยายศักยภาพงานวิจัยด้าน Terahertz communication (6G and beyond) รองรับความต้องการของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ด้านการสื่อสารในย่านเทระเฮิรตซ์ในปี 2030 อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
คณะผู้วิจัยจึงเล็งเห็นความสำคัญในการพัฒนาอุปกรณ์ดังกล่าวโดยมุ่งเน้นการพัฒนา อุปกรณ์รับ ปรับ และกระจายสัญญาณทางการสื่อสารสำหรับรองรับการสื่อสารแบบ 5G และ 6G โดยจากการผลการทดสอบต้นแบบแผ่นสะท้อนเมทะเซอร์เฟซ บนเครือข่าย 5G NR ณ ย่านความถี่ 26 GHz พบว่า สามารถเพิ่มค่ากำลังงานสัญญาณได้สูงสุดถึง 17 dB (ประมาณ 50 เท่า) ด้วยต้นทุนติดตั้งต่ำกว่าเทคโนโลยีปัจจุบันที่ใช้ตัวทวนสัญญาณ
ความสำเร็จธนาคารชีวภาพสำหรับโรคมะเร็งมาตรฐาน ISO 20387 แห่งแรกของไทยจาก คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล


คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล โดยศูนย์มะเร็ง ภายใต้กลุ่มศูนย์เพื่อความเป็นเลิศ ประสบความสำเร็จในการพัฒนา ธนาคารชีวภาพสำหรับโรคมะเร็งรามาธิบดี (Ramathibodi Tumor Biobank) ให้ได้รับการรับรองมาตรฐาน ISO 20387: 2018 ด้านธนาคารชีวภาพเป็นแห่งแรกในประเทศไทย พร้อมขยายการเข้าถึงด้านวิจัยต่อเนื่องในทุกระดับ ขึ้น ซึ่งการจัดตั้งโครงการดังกล่าว เพื่อเป็นคลังจัดเก็บตัวอย่างทางคลินิกที่มีคุณภาพสูง พร้อมเป็นศูนย์กลางให้ความช่วยเหลือด้านงานวิจัยชีวการแพทย์ด้านโรคมะเร็งสำหรับบุคลากรทางการแพทย์ ให้สามารถสร้างงานวิจัยและนวัตกรรมใหม่ ๆ ในการวินิจฉัย รักษาผู้ป่วยมะเร็งชาวไทยได้
และต่อไปจะมีการต่อยอดความสำเร็จให้ ธนาคารชีวภาพสำหรับโรคมะเร็ง เป็นแหล่งให้บริการจัดเก็บตัวอย่างทางชีวภาพมนุษย์ให้กับโครงการวิจัยทางคลินิก และองค์กรที่สนใจ รวมถึงการจำหน่าย Ramathibodi Tumor Biobank software ภายใต้สิทธิบัตรของมหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งเป็นระบบบริหารจัดการธนาคารชีวภาพ ที่มีมาตรฐานเทียบเท่าระดับสากลด้วย
ในระยะยาว จะดำเนินการเปิดเป็นแหล่งบริการเตรียมตัวอย่างทางชีวภาพมนุษย์เพื่องานวิจัย ส่งเสริมงานวิจัยสหสถาบันกับทั้งภายในและนอกประเทศ เพื่อให้เกิดการสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ในการวินิจฉัยและรักษาโรคมะเร็งได้เองในประเทศไทย เช่น การพัฒนาวิธีการตรวจพบโรคมะเร็งตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ซึ่งจะช่วยเพิ่มผลสำเร็จในการรักษาให้หายขาด ส่งผลให้ผู้ป่วยมะเร็งมีชีวิตยืนยาวและมีคุณภาพชีวิตดีขึ้น ลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศ ลดภาระทางเศรษฐกิจของประเทศ จากค่าใช้จ่ายด้านการรักษามะเร็งในผู้ป่วยที่จะลดลงในระยะยาว







