กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)

บพข. หนุนทุนวิจัย “ห้องปฏิบัติการมาตรฐานสากล” ประเมินความปลอดภัยพลาสติกรีไซเคิล rPET กลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม เพิ่มขีดการแข่งขันผู้ประกอบการไทยในเวทีโลก

การใช้พลาสติกรีไซเคิล (rPET: Recycled polyethylene terephthalate) มาผลิตเป็นสินค้าต่างๆ ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ส่วนใหญ่เป็นการรีไซเคิลเพื่อนำไปใช้ในอุตสาหกรรมสิ่งทอ และ เฟอร์นิเจอร์ เมื่อกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว กำหนดว่า “บรรจุภัณฑ์ที่สัมผัสโดยตรงกับอาหารและเครื่องดื่ม ต้องมีส่วนผสมของ rPET” กลายเป็นกำแพงการค้าขนาดใหญ่ ท้าทายผู้ประกอบการไทยในกลุ่มอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มให้ปรับตัว

นำมาสู่การพัฒนาห้องปฏิบัติการมาตรฐานสากล ของ ภาควิชาเทคโนโลยีการบรรจุและวัสดุ คณะอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เพื่อประเมินความปลอดภัยของ rPET สัมผัสอาหาร ให้บริการกับผู้ประกอบการ โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ SME ที่มีทุนรอนจำกัด โดยได้รับการสนับสนุนทุนวิจัยจาก หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) แผนงานกลุ่มโครงสร้างพื้นฐานทางคุณภาพและบริการของประเทศ (National Quality Infrastructure/ NQI)


rPET บรรจุอาหาร-เครื่องดื่ม เงื่อนไขใหม่ที่ต้องยอมรับ

ความต้องการ rPET ถูกขับเคลื่อนอย่างชัดเจนจากกฎระเบียบระหว่างประเทศและเป้าหมายของบริษัทข้ามชาติ โดย กฎหมายสหภาพยุโรป กำหนดเป้าหมายขั้นต่ำของวัสดุรีไซเคิลในบรรจุภัณฑ์ (Minimum Recycled Content) โดยเฉพาะสำหรับขวดเครื่องดื่ม PET ที่ใช้ครั้งเดียว (Single-Use Plastics Directive: SUPD) ไว้ที่ 25% ภายในปี 2025 และสำหรับบรรจุภัณฑ์ PET สัมผัสอาหารอื่นๆ (ตาม Packaging and Packaging Waste Regulation: PPWR) ประมาณ 30% ภายในปี 2030 และ 65% ภายในปี 2040 การบังคับใช้เป้าหมายดังกล่าวส่งผลให้เกิดความต้องการ rPET ในยุโรปสูงถึงราว 800,000 ตัน

สำหรับ บริบทของประเทศไทย แม้จะมีกำลังการผลิต rPET มากกว่า 3 แสนตันต่อปี แต่ rPET ส่วนใหญ่ยังถูกนำไปใช้ในการผลิตเส้นใยสังเคราะห์เป็นหลัก การที่กฎหมายไทยอนุญาตให้ใช้ rPET สัมผัสอาหารได้ จึงเป็นแรงผลักดันให้เกิดการยกระดับอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ให้สอดคล้องกับเป้าหมายของ Global Corporate ที่กดดันผู้ประกอบการในไทยให้ใช้พลาสติกรีไซเคิลอย่างน้อย 25% ภายในปี 2568


อย. แก้กฎหมายรองรับการปรับตัว

การขับเคลื่อนสู่เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) โดยเฉพาะการนำพลาสติกพอลิเอทิลีนเทเรฟทาเลท (polyethylene terephthalate, PET) ใช้แล้วกลับมาแปรใช้ใหม่ (recycled PET, rPET) เป็น วัสดุสัมผัสอาหาร (Food Contact Materials) ถือเป็นวาระสำคัญของอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ทั่วโลก ในขณะที่กฎหมายไทยได้ถูกปลดล็อกด้วย ประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 435 พ.ศ. 2565 อนุญาตให้ใช้ rPET ในการบรรจุอาหารได้อย่างมีเงื่อนไข ผู้ประกอบการไทยจึงต้องเผชิญกับโจทย์เชิงเทคนิคที่ท้าทาย ด้วยการพิสูจน์ความปลอดภัยของกระบวนการรีไซเคิล ให้ได้ตามเกณฑ์ที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กำหนด

จุดเริ่มต้น รศ.ดร.อำพร เสน่ห์ อาจารย์ภาควิชาเทคโนโลยีการบรรจุและวัสดุ คณะอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ซึ่งเป็นหนึ่งในทีมนักวิชาการที่ร่วมเป็นคณะอนุกรรมการด้านวิชาการพิจารณาทบทวนข้อกำหนดฯ ให้ข้อมูลว่า อย. ให้ความสำคัญเรื่องความปลอดภัยของผู้บริโภคในการใช้ rPET ทาง อย. จึงได้ขอความร่วมมือจาก สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ สวก. ในการสนับสนุนทุนวิจัยให้แก่ ภาควิชาเทคโนโลยีการบรรจุและวัสดุ คณะอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ดำเนินงานโครงการ “การพัฒนาและประเมินวิธีทดสอบวัสดุสัมผัสอาหาร” ภายใต้แผนการวิจัย “การพัฒนาวิธีทดสอบและประเมินความปลอดภัยของวัสดุสัมผัสอาหารเพื่อกำหนดมาตรฐานของประเทศไทย” โดยนำผลลัพธ์ที่ได้มากำหนดเป็นเงื่อนไขในประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 435 พ.ศ. 2565

รศ.ดร.อำพร เสน่ห์ อาจารย์ภาควิชาเทคโนโลยีการบรรจุและวัสดุ คณะอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

รศ.ดร.อำพร อธิบายว่า หัวใจสำคัญของการรับรองความปลอดภัย rPET สำหรับบรรจุอาหารและเครื่องดื่ม คือการพิสูจน์ว่ากระบวนการรีไซเคิลมีประสิทธิภาพเพียงพอในการกำจัดสารปนเปื้อน (Contaminants) ที่อาจตกค้างจากการใช้งานก่อนหน้า รวมถึงการปนเปื้อน และการใช้งานผิดประเภท ตามหลักเกณฑ์ของ อย. และมาตรฐานสากล ซึ่งการประเมินความปลอดภัย rPET ประกอบด้วยการทดสอบหลัก 2 ส่วน คือ

1. การประเมินประสิทธิภาพในการกำจัดสารปนเปื้อนตัวแทน (Surrogate Contaminant Test หรือ Challenge Test) เป็นการจำลองสถานการณ์การปนเปื้อน โดยการเติมสารเคมีที่เป็นตัวแทน (Surrogate Contaminants) เข้าไปในพลาสติกเริ่มต้น และนำไปเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลพลาสติก โดยสารเคมีตัวแทนหลัก (อย่างน้อย 4 รายการ) อาทิ คลอโรเบนซีน (Chlorobenzene), โทลูอีน (Toluene), เบนโซฟีโนน (Benzophenone), และฟีนิลไซโคลเฮกเซน (Phenylcyclohexane) โดยต้องจำลองการปนเปื้อนสารเคมี และจำลองกระบวนการรีไซเคิล ให้สอดคล้องกับเทคโนโลยีของอุตสาหกรรม และมีความสามารถในการวิเคราะห์ปริมาณสารปนเปื้อนตัวแทนที่ตกค้างใน rPET และปริมาณไมเกรชัน (Migration) ที่แพร่กระจายไปสู่อาหารจำลอง ในระดับ ppb (ส่วนในพันล้านส่วน) ได้อย่างถูกต้องและแม่นยำ

2. การตรวจวิเคราะห์ปริมาณไมเกรชันตามมาตรฐาน Virgin PET เป็นการตรวจสอบปริมาณสารเคมีที่อาจแพร่กระจายจาก rPET ไปสู่อาหาร โดยอ้างอิงตามมาตรฐานที่กำหนดสำหรับ Virgin PET (vPET) ซึ่งรวมถึง โลหะหนัก, สารกลุ่ม Primary Aromatic Amines (PAAs), มอนอเมอร์ที่ใช้ในการสังเคราะห์ PET และ สารเคมีจำเพาะอื่นๆ ตามการใช้งาน

“กระบวนการทดสอบแต่ละขั้นตอน ทำให้เรารู้ว่าเทคโนโลยีในการรีไซเคิลมีความสามารถในการกำจัดสารปนเปื้อนมากน้อยแค่ไหน ผ่านการล้าง การอบแห้ง การหลอมเป็นเม็ดพลาสติกอีกรอบ จากนั้นนำมาเข้าเครื่องวิเคราะห์ทางเคมี ซึ่งตัวพลาสติกที่ผ่านแต่ละขั้นตอนของกระบวนการรีไซเคิล จะถูกนำมาสกัดเพื่อที่จะนำสารปนเปื้อนที่เราเติมเข้าไปออกมา หาให้รู้ว่าในพลาสติกแต่ละขั้นตอนของกระบวนการรีไซเคิลมีสารปนเปื้อนตกค้างอยู่แค่ไหน ทดสอบกระบวนการจนสามารถรีไซเคิลพลาสติกบรรจุอาหารและเครื่องดื่มที่ปลอดภัยต่อผู้บริโภค” รศ.ดร.อำพร อธิบาย

กระบวนการทดสอบระบบรีไซเคิล rPET บรรจุภัณฑ์ที่สัมผัสโดยตรงกับอาหารและเครื่องดื่ม ของภาควิชาเทคโนโลยีการบรรจุและวัสดุ คณะอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ถูกนำไปเป็นข้อกำหนดในประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 435 พ.ศ. 2565 อนุญาตให้ใช้ rPET ในการบรรจุอาหารได้อย่างมีเงื่อนไข ปลดล็อกประกาศฉบับเดิม คือ ประกาศกระทรวงสาธารณสุขฉบับที่ 295 พ.ศ. 2548 ซึ่งระบุว่า “ห้ามมิให้ใช้ภาชนะบรรจุที่ทำขึ้นจากพลาสติกที่ใช้แล้วบรรจุอาหาร เว้นแต่ใช้เพื่อบรรจุผลไม้ชนิดที่ไม่รับประทานเปลือก”

“เนื่องจากประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 435 พ.ศ. 2565 เกี่ยวกับความปลอดภัยของอาหาร จึงต้องใช้หลักการวิทยาศาสตร์ควบคู่กับการบริหารจัดการ ดึงหน่วยงานต่างๆ ที่เป็นแนวร่วมในซัพพลายเชนพลาสติกรีไซเคิลมาทำงานร่วมกัน พร้อมกับสืบค้นกฎหมายในต่างประเทศ เช่น อเมริกา ยุโรป นำมาเทียบกับกฎหมายของเมืองไทย เพื่อให้ประกาศฉบับนี้มีความสมบูรณ์ตามมาตรฐานสากล ซึ่งเราก็ภูมิใจที่มีส่วนร่วมในการกำหนดมาตรฐาน rPET สำหรับบรรจุอาหารและเครื่องดื่ม ซึ่งเป็นประโยชน์กับผู้ประกอบการทุกรายในอุตสาหกรรมนี้” รศ.ดร.อำพร กล่าว


ขยายสู่การพัฒนาห้องปฏิบัติการมาตรฐานสากล ด้วยพลัง บพข.

จากความสำเร็จในการพัฒนากระบวนการรีไซเคิลและจัดทำมาตรฐาน rPET สำหรับบรรจุภัณฑ์ที่สัมผัสโดยตรงกับอาหารและเครื่องดื่ม ก้าวสู่การพัฒนาห้องปฏิบัติการมาตรฐานสากล เพื่อประเมินความปลอดภัยของ rPET สัมผัสอาหาร ให้บริการกับผู้ประกอบการ โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ SME ที่มีทุนรอนจำกัด นำผลิตภัณฑ์ rPET มาทดสอบ ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยประสบปัญหาขาดแคลนห้องปฏิบัติการที่สามารถให้บริการทดสอบตามเกณฑ์สากล โดยเฉพาะการประเมินประสิทธิภาพในการกำจัดสารปนเปื้อน

“ข้อจำกัดของประเทศไทยคือ ยังไม่มีห้องปฏิบัติการที่สามารถตรวจวิเคราะห์ได้ตามเกณฑ์ของสหภาพยุโรปหรือสหรัฐอเมริกา และถ้าผู้ประกอบการไทยต้องไปใช้ห้องปฏิบัติการเฉพาะทางในต่างประเทศก็มีค่าใช้จ่ายในการทดสอบสูงมาก ทำให้ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดเล็กของไทยไม่สามารถเข้าถึงบริการนี้ได้ การพัฒนาความสามารถของห้องปฏิบัติการในประเทศให้เป็นห้องปฏิบัติการมาตรฐานสากล (ISO/IEC 17025) จึงเป็นกลยุทธ์สำคัญที่จะช่วยลดต้นทุนการทดสอบ สร้างความน่าเชื่อถือในผลการประเมิน และลดมาตรการกีดกันทางการค้าในการส่งออกสินค้า” รศ.ดร.อำพร กล่าวถึงความจำเป็นในการพัฒนาห้องปฏิบัติการ

ด้วยเหตุนี้ ภาควิชาเทคโนโลยีการบรรจุและวัสดุ คณะอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ซึ่งมีประสบการณ์ด้านการวิจัยความปลอดภัยของวัสดุสัมผัสอาหาร จึงได้พัฒนาห้องปฏิบัติการมาตรฐานสากล เพื่อรองรับการประเมินความปลอดภัย rPET โดยร่วมมือกับ กรมวิทยาศาสตร์บริการ (วศ.) ภายใต้โครงการ การพัฒนาห้องปฏิบัติการมาตรฐานสากลในการประเมินความปลอดภัยของกระบวนการรีไซเคิลพลาสติกสำหรับการใช้เป็นวัสดุสัมผัสอาหาร

โครงการนี้ได้รับการสนับสนุนทุนวิจัยจาก หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) แผนงานกลุ่มโครงสร้างพื้นฐานทางคุณภาพ และบริการของประเทศ (National Quality Infrastructure; NQI) เพื่อสร้างรากฐานสำคัญสำหรับห้องปฏิบัติการที่มีความเชี่ยวชาญด้านการประเมินความปลอดภัย rPET และพลาสติกรีไซเคิลชนิดอื่น ซึ่งไม่เพียงแต่ช่วยให้ผู้ประกอบการไทยสามารถปฏิบัติตามกฎหมาย อย. ฉบับใหม่ได้อย่างมั่นใจ แต่ยังเป็นการวางตำแหน่งประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางการตรวจสอบความปลอดภัยวัสดุสัมผัสอาหารในภูมิภาคอาเซียนอีกด้วย


แกร่งด้วยทีมงานและเครือข่าย

รศ.ดร.อำพร กล่าวถึงเป้าหมายของห้องปฏิบัติการว่า ต้องการให้เป็นศูนย์บริการรองรับทุกองค์กร โดยเฉพาะบริษัทระดับกลางและรายย่อย ซึ่งเป็นกลุ่มใหญ่ของประเทศ แต่ไม่มีศักยภาพมากพอในการสร้างห้องปฏิบัติการ ผู้ประกอบการสามารถนำผลิตภัณฑ์เข้ามาทดสอบ สอบถามข้อมูลด้านความปลอดภัย หรืออยากจะผลิตบรรจุภัณฑ์ที่มาจากพลาสติกรีไซเคิล ต้องการอาจารย์หรือทีมนักวิจัยไปช่วยอบรมให้ความรู้ในเชิงคุณภาพ เทคนิคเชิงลึก ก็ยินดีให้บริการ ซึ่งห้องปฏิบัติการไม่ได้ให้บริการเฉพาะพลาสติกรีไซเคิลสัมผัสอาหาร แต่ยังรวมถึงแพกเกจจิ้งอื่นๆ เช่น กระดาษ โลหะ แก้ว ในขณะเดียวกัน ยังมีเครือข่ายซึ่งเป็นห้องปฏิบัติการทั้งในประเทศและต่างประเทศ ช่วยเติมเต็มความร่วมมือ เพื่อประโยชน์ที่สมบูรณ์แบบของผู้ประกอบการในการแข่งขันบนเวทีโลกอย่างมีประสิทธิภาพ

“เรามีทีมผู้เชี่ยวชาญและเครือข่ายห้องปฏิบัติการที่ได้รับการรับรองตาม ISO/IEC 17025 ซึ่งเป็นมาตรฐานของห้องปฏิบัติการสากล รวมถึงยังมีอาจารย์หลายๆ ท่านในภาควิชาเทคโนโลยีการบรรจุและวัสดุ คณะอุตสาหกรรมเกษตร มาช่วยพัฒนาส่วนต่างๆ ดึงศักยภาพของอาจารย์ในภาควิชามาช่วยกัน ซึ่งอาจารย์แต่ละท่านจะมีความเชี่ยวชาญแต่ละด้าน สนับสนุนกันและกัน ห้องปฏิบัติการนี้จึงถือเป็นห้องแลปที่พัฒนาภายใต้โครงสร้างของภาควิชาเทคโนโลยีการบรรจุและวัสดุ คณะอุตสาหกรรมเกษตร เป็นห้องแลปที่จะอยู่กับหน่วยงานเพื่อให้บริการผู้ประกอบการต่อไปในอนาคต”


ทุนวิจัย บพข. เติมเต็มความสมบูรณ์

รศ.ดร.อำพร ยังกล่าวถึงการสนับสนุนทุนวิจัยของ บพข. ว่าเป็นทุนวิจัยจัดสรรตามความจำเป็น ในการพัฒนาวิธีการวิเคราะห์ขั้นสูง การพัฒนาบุคลากรให้มีความสามารถปฏิบัติงานเชิงลึก พัฒนาความรู้และความเข้าใจ เพื่อประโยชน์ต่อการให้บริการผู้ประกอบการ

“เมื่อเราได้รับทุนก็ต้องพยายามจัดสรรใช้ตามระเบียบของ บพข. ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ซึ่งผลที่เกิดขึ้น ไม่ใช่แค่ในห้องปฏิบัติการ แต่เป็นภาพรวมของประเทศ ยกระดับคุณภาพมาตรฐานบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ช่วยเพิ่มขีดความสามารถของผู้ประกอบการ ซึ่งต้องขอบคุณ บพข. ที่เห็นความสำคัญของห้องปฏิบัติการ ช่วยให้การปลดล็อกกฎหมาย อย. เดินหน้าได้ตามวัตถุประสงค์ รวมถึง สวก. ที่เป็นจุดเริ่มต้นทำให้เราก้าวมาถึงจุดนี้”

สำหรับผู้ประกอบการ สามารถติดตามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการประเมินประสิทธิภาพในการกำจัดสารปนเปื้อนของกระบวนการรีไซเคิลพลาสติก (Surrogate Contaminant Test หรือ Challenge Test) ได้ที่เว็บไซต์ของห้องปฏิบัติการ KU Food Contact Materials (KU FCMs) : https://foodcontactlab.agro.ku.ac.th/ หรือติดต่อทางโทรศัพท์ 06 5445 3499 และอีเมล foodcontactlab.agro@ku.th