กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)

แผนสุขภาพและการแพทย์ บพข. กับบทบาทที่มากกว่าหน่วยงานสนับสนุนทุนวิจัย พร้อมเป็น “ลมใต้ปีก” เพิ่มขีดความสามารถให้ ‘อุตสาหกรรมการแพทย์ไทย’ (ตอนที่ 1)

ที่ผ่านมา ชื่อเสียงของระบบการให้บริการทางการแพทย์และสาธารณสุขของไทยเป็นที่กล่าวขวัญไปทั่วโลก ยิ่งเมื่อเกิดวิกฤตโรคระบาด ก็ยิ่งทำให้สปอตไลต์ส่องมาที่การบริหารจัดการทางการแพทย์และสาธารณสุขที่มีประสิทธิภาพ จนทำให้ประเทศไทยก้าวผ่านวิกฤตนี้มาได้ท่ามกลางเสียงชื่นชมจากนานาประเทศทั่วโลก

จากภาพลักษณ์ที่ดีนี้เอง ที่ส่งผลให้หลายภาคส่วนต่างคาดหวังว่าเป้าหมายในการผลักดันให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็น Medical Hub แห่งภูมิภาค ดูจะไม่ใช่เรื่องยากเกินกว่าจะก้าวไปถึง ทว่า แม้มาตรฐานการให้บริการทางการแพทย์และสาธารณสุขจะได้รับการยอมรับดังที่กล่าวมา แต่ในส่วนของการพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีทางการแพทย์ของไทยเพื่อลดการนำเข้า ก็ยังคงเป็นอีกหนึ่งจิ๊กซอว์ที่ยังไม่สมบูรณ์และไม่สามารถเติมเต็มให้ภาพของการเดินหน้าไปสู่ Medical Hub แห่งภูมิภาคชัดเจนได้อย่างที่ควรจะเป็น

ศาสตราจารย์ ดร.ศันสนีย์ ไชยโรจน์ ที่ปรึกษาและอดีตประธานอนุกรรมการแผนงานกลุ่มสุขภาพและการแพทย์ หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.)

ศาสตราจารย์ ดร.ศันสนีย์ ไชยโรจน์ ที่ปรึกษาและอดีตประธานอนุกรรมการแผนงานกลุ่มสุขภาพและการแพทย์ หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) ให้ข้อมูลเพิ่มเติมในประเด็นนี้ว่า

“Medical Hub แห่งภูมิภาค” เป็นเป้าหมายที่หลายฝ่ายคาดหวังว่าจะเป็นแต้มต่อให้กับประเทศไทย ทว่า ถ้าเราพิจารณาตาม IMD Ranking หรือ การจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศโดย World Competitiveness Center ของ International Institute for Management Development หรือ IMD จะเห็นได้เลยว่าระบบสาธารณสุขไทย อยู่ในอันดับประมาณ 50 ขึ้นไปในการจัด Ranking นี้”

“ดังนั้น ถ้าเจาะลึกลงไป การแพทย์และสาธารณสุขของไทย ซึ่งหลายภาคส่วนมองว่าได้มาตรฐานนั้น ต้องยอมรับว่าเราดีจริงในแง่ของการให้บริการทางการแพทย์และสาธารณสุข คือ แพทย์ให้การรักษาดี บุคลากรทางการแพทย์ให้บริการดี แต่ถ้ามาพิจารณาแบบเจาะลึกลงไปรอบด้าน ประเทศไทยยังต้องใช้งบประมาณจำนวนมากไปกับการนำเข้ายา เครื่องมือแพทย์ ซึ่งเท่ากับว่าที่ผ่านมาประเทศไทยเสียดุลการค้ามาโดยตลอด นี่คือความจริงที่เกิดขึ้น และทุกภาคส่วนควรต้องมาระดมสมองเพื่อหาแนวทางที่เหมาะสมในการยกระดับอุตสาหกรรมการแพทย์ของไทยให้พัฒนาได้มากกว่านี้”

“และจากข้อเท็จจริงที่กล่าวมานี้เอง จึงนำสู่ภารกิจแห่งความร่วมมือกันของทุกฝ่ายที่มีจุดมุ่งหมายเดียวกัน คือ การยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย ด้วยการสนับสนุนและพัฒนาโครงการวิจัยทางการแพทย์และสุขภาพไปสู่การผลิตใช้จริงในเชิงพาณิชย์ ซึ่งจะทำให้ประเทศไทยสามารถพึ่งพาตนเอง ลดงบประมาณของประเทศที่ใช้ไปกับการนำเข้ายาและเครื่องมือแพทย์อย่างได้ผล”

“ทั้งนี้ ตั้งแต่ปี 2562 หน่วยงานที่มุ่งมั่นทำภารกิจที่กล่าวมาข้างต้นนี้อย่างแข็งขัน นั่นคือ หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) ภายใต้ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ซึ่งได้กำหนดให้มีแผนงานกลุ่มสุขภาพและการแพทย์ เป็นหน่วยงานที่พิจารณาการสนับสนุนทุนให้กับโครงการวิจัยด้านสุขภาพและการแพทย์ที่อยู่ในระดับความพร้อมทางเทคโนโลยี (Technology readiness levels) หรือ TRL4-7 ให้สามารถพัฒนาไปสู่การผลิตเพื่อใช้จริงทั้งในประเทศ ตลอดจนส่งเสริมและเพิ่มขีดความสามารถผลงานนั้นไปบุกเบิกธุรกิจในตลาดโลกด้วย”

ที่ผ่านมา มีโครงการวิจัยด้านสุขภาพและการแพทย์ต้นแบบซึ่งเป็นผลงานของนักวิจัยไทยมากมายที่ได้รับการสนับสนุนทุน จาก แผนงานกลุ่มสุขภาพและการแพทย์ บพข. จนกระทั่งประสบความสำเร็จสามารถผลิตเพื่อใช้งานจริง และได้รับการต่อยอดไปสร้างชื่อเสียงให้ประเทศไทยในหลายประเทศทั่วโลก วันนี้ ศาสตราจารย์ ดร.ศันสนีย์ ที่ปรึกษาและอดีตประธานอนุกรรมการแผนงานกลุ่มสุขภาพและการแพทย์ จะได้มาบอกเล่าเรื่องราว “ระหว่างทาง” ที่มีความสำคัญไม่น้อยไปกว่า “ปลายทาง” กับบทบาทของ บพข. ที่เป็นมากกว่าแค่หน่วยงานสนับสนุนทุน แต่ยังเป็น “พี่เลี้ยง” และ “ที่ปรึกษา” ให้ผู้ได้รับทุนสามารถเดินไปถึงฝั่งฝันที่ตั้งไว้ พร้อมกันนี้ ศาสตราจารย์ ดร.ศันสนีย์ ยังได้ให้มุมมองและข้อเสนอแนะที่สามารถนำไปปรับใช้ เพื่อส่งเสริมให้ประเทศไทยได้มีความพร้อมในการก้าวสู่การเป็น Medical Hub แห่งภูมิภาคได้อย่างแท้จริง


ความจริงที่ต้องยอมรับ เพื่อเดินหน้าพัฒนาโครงการวิจัย TRL4-7 สร้างแต้มต่อให้อุตสาหกรรมสุขภาพและการแพทย์ไทย

เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องตรงกัน ก่อนที่จะนำไปสู่การพัฒนาและเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันให้กับโครงการวิจัยของไทย ศาสตราจารย์ ดร.ศันสนีย์ ได้อัปเดตสถานการณ์อุตสาหกรรมการผลิตยา ชีววัตถุ และเครื่องมือแพทย์ของไทยว่า

“ต้องยอมรับว่าสถานการณ์อุตสาหกรรมการผลิตยาและชีววัตถุ (ยาฉีด เช่น ยารักษามะเร็ง รักษาอาการแพ้ภูมิตัวเอง รวมถึงยาที่ให้ทางเส้นเลือด) ภายในประเทศ ยังมีการนำเข้ามากกว่าการส่งออกทั้งในเชิงมูลค่าและอัตราการเติบโต นั่นหมายถึงเราผลิตยาที่ใช้ในประเทศได้ต่ำกว่าการนำเข้าสูงมาก และยาที่ประเทศไทยผลิตเองได้ก็มักจะเป็น “ยาสามัญ” หรือ Generic drugs ส่วนยาใหม่ๆ หรือยาสำหรับโรคที่รักษาได้ยากที่มีราคาแพง กลับเป็นยาที่เราต้องนำเข้าทั้งหมด เพราะฉะนั้นศักยภาพในการผลิตยาของไทยจึงยังอยู่ในขั้นต่ำมาก”

“ทั้งนี้ ถ้าพิจารณาจากบริษัทผู้ผลิตยาในประเทศไทย มีทั้งหมด 322 ราย ในจำนวนนี้มีบริษัทที่ทำรายได้ถึง 1,000 ล้านบาท แค่ 21 ราย ซึ่งแสดงให้เห็นชัดเจนว่ายาที่ประเทศไทยผลิตได้นั้นเป็นยาสามัญที่มีราคาไม่แพง”

“ส่วนอุตสาหกรรมการผลิตเครื่องมือแพทย์ ประเทศไทยก็จะผลิต Medical Device ชิ้นเล็กๆ ที่ใช้ครั้งเดียวแล้วทิ้ง (Single Use) หรือ Agent ที่เป็นสารน้ำที่ใช้ในทางการแพทย์ รวมถึง Assistive Medical Device หรืออุปกรณ์ที่ใช้ในการฟื้นฟูสมรรถนะผู้ป่วย เช่น ไม้เท้า ซึ่งของเหล่านี้ไม่ได้มีราคาสูง เทียบกับ เครื่องเอกซเรย์ เครื่อง CT Scan ที่มีราคาสูงกว่ามากและเราก็นำเข้ามาทั้งหมด เพราะฉะนั้นในภาคของการผลิตเครื่องมือแพทย์ การส่งออกก็ยังน้อยกว่าการนำเข้าอยู่ดี”

“นอกเหนือจากภาคอุตสาหกรรมการผลิต ยา เครื่องมือแพทย์ ในส่วนของการวิจัยในด้านสุขภาพ การแพทย์ ของประเทศ หากย้อนหลังไปในปี 2560 ส่วนใหญ่งานวิจัยด้านนี้จะเป็นงานวิจัยในระดับที่ตีพิมพ์ เผยแพร่ในวารสาร ไม่ได้มีการพัฒนา ต่อยอด ออกมาเป็นผลิตภัณฑ์ จึงมีประเด็นในเรื่อง “งานวิจัยขึ้นหิ้ง” เกิดขึ้น ดังนั้น ความรู้ในการพัฒนางานวิจัยไปสู่ในขั้นของอุตสาหกรรม จึงยังไม่เกิดขึ้นเท่าไรนักในแวดวงการวิจัยด้านสุขภาพ การแพทย์ ของไทย”

“โดยในการพัฒนางานวิจัยไปสู่ในขั้นของอุตสาหกรรม ถ้าเราใช้หลักการในการพิจารณาด้วยการชี้วัดจากระดับความพร้อมทางเทคโนโลยี Technology Readiness Level หรือ TRL จะพบว่างานวิจัยที่เป็นพื้นฐานความรู้ที่นักวิจัยทำในมหาวิทยาลัย จะอยู่ที่ TRL 1-3 และยังมีโครงการวิจัยน้อยมากที่สามารถก้าวข้าม TRL 4-7 ที่เป็นการนำเอาความรู้มาพัฒนาเป็นเทคโนโลยีเพื่อต่อยอดไปสู่การผลิตในภาคอุตสาหกรรมได้ ขณะที่ เทคโนโลยีที่ใช้ในภาคอุตสาหกรรม ส่วนใหญ่ก็เป็นการซื้อเทคโนโลยีจากต่างประเทศมาใช้เลย”

“ดังนั้น การพัฒนางานวิจัยไปสู่การผลิตในเชิงพาณิชย์ที่ผ่านมา จึงมักจะเจอปัญหาในช่วงของการข้ามผ่านจาก TRL3 ไปสู่ TRL4-7 ซึ่งในช่วงนี้เราเรียกว่าเป็น Valley of Death หรือ หุบเขามรณะ ด้วยเหตุนี้ ที่ผ่านมา จึงมีความพยายามที่จะเชื่อมให้นักวิจัยไปทำงานกับภาคเอกชนหรือภาคอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นเรื่องที่ท้าทายมาก เพราะจริงๆ แล้ว ทางภาคเอกชนเองก็ต้องเข้ามาร่วมมือในเชิงลึกขึ้นกว่าเดิม คือ ต้องยอมลงทุนเพื่อทำงานวิจัยและเทคโนโลยีมากขึ้น เพื่อปูทางให้ทางภาควิชาการ นักวิจัย มาเจอกับฝั่งภาคอุตสาหกรรมมากขึ้นด้วย”

“และนี่ก็เป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้มีการจัดตั้ง หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) หรือ PMUC ขึ้นในปี 2562 โดยเป็นหน่วยงานหนึ่งใน กระทรวง อว. ซึ่ง บพข. จะเข้ามามีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนโครงการวิจัยที่อยู่ใน TRL4-7 ซึ่ง บพข. ได้จัดตั้งขึ้นในสมัยที่ ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ เป็น รัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. ที่ได้มีการประชุมหารือจนได้ข้อสรุปร่วมกันว่าเราต้องมีหน่วยงานที่ให้ทุนแก่นักวิจัย ที่มีความเป็นนักวิทยาศาสตร์หรือมีความเป็นวิศวกร สามารถพัฒนา ต่อยอดงานวิจัย จาก TRL4 ให้ไปถึง TRL7 ซึ่งเป็นการร่วมมือกับภาคเอกชน ทำการผลิตเพื่อจำหน่ายในเชิงพาณิชย์ให้ได้”

“เพราะถ้าเราดูจากต้นแบบในต่างประเทศ ในการพัฒนา ต่อยอดงานวิจัย จาก TRL4 ไปถึง TRL7 จะไม่ใช้กลไกของมหาวิทยาลัยเป็นตัวขับเคลื่อน แต่จะใช้รูปแบบของการทำเป็น Spin-off Company หรือเป็น Startup Company โดยอาจารย์อาจจะมาเป็น Chief Technology Officer (CTO) ใน Startup Company จากนั้นจึงบริหาร Startup Company ที่มีจุดเด่นตรงมีความคล่องตัว และต่อมาอาจจะมีบริษัทใหญ่ให้ความสนใจ Startup Company โดยต้องการสนับสนุนทุนหรือซื้อกิจการ Startup Company นี้ไปก็ได้”

“โมเดลที่กล่าวมานี้เป็นรูปแบบที่ สหรัฐอเมริกา หรือประเทศในยุโรปทำกันมาตั้งแต่ในยุค 80’s หรือในยุคที่มี ซิลิคอนวัลเลย์ เกิดขึ้น ซึ่งโมเดลนี้เป็นอีกแนวทางหนึ่งที่ต่อยอดทำให้เกิดยูนิคอร์นสำคัญๆ ขึ้นในโลกนี้ได้มากมาย”

“ดังนั้น นอกเหนือจาก บพข. จะเกิดขึ้นมาด้วยวัตถุประสงค์หลักคือการให้ทุนแล้ว บพข. ยังมีหน่วยงานที่เชื่อมกับภาคเอกชน และเป็นหน่วยงานกลางเพื่อให้ความช่วยเหลือกับ Startup Company ด้วย โดยทาง บพข. จะสนับสนุนทั้งเงินทุนและเทคโนโลยี ในรูปแบบของการเสริมความรู้ เพิ่มขีดความสามารถ หรือ Capability ให้นักวิจัยด้วย”


เสริมจุดอ่อน ต่อยอดจุดแข็ง เร่งเครื่องยนต์ “การพัฒนางานวิจัยไทย” ให้ถูกทาง

ต่อมา ศาสตราจารย์ ดร.ศันสนีย์ ได้อธิบายเพิ่มเติม เพื่อให้เห็นภาพบทบาทการสนับสนุนทุนของ แผนสุขภาพและการแพทย์ บพข. ที่มุ่งเติมเต็มภารกิจ “การพัฒนางานวิจัยไทย” ให้ถูกทาง ซึ่งจะตอบสนองกับทิศทางการพัฒนาประเทศ เพื่อศักยภาพการผลิตในอุตสาหกรรมการแพทย์ได้อย่างตรงจุด

“ที่ผ่านมา นอกเหนือจากการสนับสนุนโครงการวิจัยด้านการแพทย์ หนึ่งในโจทย์วิจัยที่ แผนสุขภาพและการแพทย์ บพข. ให้ความสำคัญ คือ การพัฒนาโครงการวิจัยด้านสารสกัดสมุนไพรและยาแผนโบราณของไทยจากสมุนไพร (Botanical Extract Herbal and Traditional Medicine) ซึ่งเป็นส่วนที่ประเทศไทยมีศักยภาพในการผลิตอย่างมาก”

“ทว่า มักมีคำถามเกิดขึ้นมาว่าทำไมในการผลิตสมุนไพร เราถึงขายได้ราคาไม่สูง คำตอบก็ชัดเจนแล้วว่าเป็นเพราะที่ผ่านมาเราขายสมุนไพรที่เป็น Raw material ไม่ได้ขายสมุนไพรที่แปรรูปเป็นสารสกัดซึ่งมีราคาสูง เพื่อนำมาแปรรูปเป็นอาหารเสริม เป็นยาสมุนไพร เวชสำอาง”

“ขณะที่ ในการปลูกสมุนไพร ก็เป็นการปลูกในพื้นที่ที่ใช้สารเคมี ยาปราบศัตรูพืชมาก่อน ทำให้ผลิตผลของสมุนไพรที่ได้มีสารเคมีในประเภทโลหะหนักปนเปื้อนเป็นจำนวนมาก จึงมีปัญหาในการส่งไปขายในตลาดต่างประเทศเพราะการรับซื้อสมุนไพรและให้ราคาสูง จะต้องมีการปลูกในระบบสมาร์ทฟาร์ม ผ่านการรับรอง GAP หรือ Good Agricultural Practice ยิ่งในประเทศอย่างสหรัฐฯ หรือประเทศในยุโรป ก็มักจะเป็นสมาชิก OECD Country ซึ่งให้ความสำคัญกับการตรวจสอบสารปนเปื้อนในผลิตผล พืชพันธุ์ที่นำเข้ามาในประเทศก่อน”

“นอกจากนั้น ที่ผ่านมา นักวิจัยไทยที่ทำวิจัยเรื่องสารสกัดสมุนไพรส่วนใหญ่ ก็จะไม่ส่งตรวจสารปนเปื้อนกับหน่วยงานที่ได้มาตรฐาน เพราะผลิตภัณฑ์สมุนไพรที่ใช้เป็นยาก็ต้องส่งทดสอบ Clinical Trial ต้องได้รับ GCP หรือ Good Clinical Practice ซึ่งถ้าไม่มีตรงนี้ก็เท่ากับไม่ผ่านระบบการรับรองคุณภาพที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล และทำให้ส่งขายในตลาดโลกไม่ได้”

“ดังนั้น ที่ผ่านมา บพข. จึงสนับสนุนโครงการวิจัยทั้งในด้านการแพทย์และสมุนไพร โดยโครงการวิจัยสมุนไพรที่ทาง บพข. สนับสนุนทุนจะมุ่งเน้นสมุนไพรที่เป็นยา และเมื่อนักวิจัยเข้ามาขอทุนก็ต้องมีการส่งตรวจมาตรฐาน จะทำแค่การทดสอบในห้องแล็บอย่างเดียวไม่ได้อีกต่อไป”

“ส่วนยาชีววัตถุและ Medical Device ถ้าจะพัฒนา ต่อยอด ต่อไป ก็จะต้องเข้าสู่กระบวนการควบคุมคุณภาพของทาง สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา หรือ อย. ซึ่งมีการวางมาตรฐานไว้ระดับหนึ่ง แต่มาตรฐานของ อย. ก็ยังไม่ได้รับการยอมรับในมาตรฐานการรับรอง Level of Quality ให้เทียบเท่ากับ WHO หรือ องค์การอนามัยโลก ทำให้ยาชีววัตถุหรือ Medical Device ที่คิดค้นโดยนักวิจัยไทย จำเป็นต้องยื่นขอการรับรองมาตรฐานจากทั้ง WHO และหน่วยงานรับรองมาตรฐานที่สูงกว่า WHO เช่น Therapeutic Goods Administration (TGA) ประเทศออสเตรเลีย หรือ U.S. Food and Drug Administration (FDA) จึงจะได้รับการยอมรับในตลาดนานาชาติได้”

“นอกจากนั้น การพิจารณาให้ทุนสนับสนุนของ บพข. จะมุ่งเน้นที่การพัฒนาศักยภาพของบุคลากรไทย ไม่ได้เป็นการให้ทุนเพื่อนำไปสร้างสถานที่ ห้องแล็บ ที่สวยงาม ทันสมัย เพราะสิ่งที่สำคัญที่สุด คือ ความสามารถและทักษะของคนไทย ที่จะเป็นใบเบิกทางไปสู่การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศได้”


อัปเดตโจทย์วิจัยที่ แผนสุขภาพและการแพทย์ บพข. ให้ความสำคัญ และบทบาทที่มากกว่าแค่หน่วยงานให้ทุน

ศาสตราจารย์ ดร.ศันสนีย์ อัปเดตถึงโจทย์วิจัยที่ แผนสุขภาพและการแพทย์ บพข. ให้ความสำคัญ และเปิดรับพิจารณาเพื่อขอรับทุนสนับสนุนในการพัฒนาโครงการวิจัยใน TRL4-7 ว่ามีดังนี้

1. ชุดตรวจวินิจฉัยโรค หรือชุดคัดกรองโรค

2. วัคซีนรักษาโรค (ไม่รวมถึงวัคซีนป้องกันโรค ที่ทาง สถาบันวัคซีน จะเป็นคนดูแลในส่วนนี้)

3. อาคารและ Infrastructure ที่มีความจำเป็น ต่อการพัฒนางานวิจัยใน TRL4-7

4. ยากลุ่มใหม่ เช่น Gene Therapy และ Cell Therapy, Tissue Engineering

5. อาหารทางการแพทย์

6. การทดสอบทางคลินิกสำหรับผลิตภัณฑ์ เพื่อไปขึ้นทะเบียนการรับรองจาก อย.

7. AI ทางการแพทย์

8. สารสกัดสมุนไพร ยาแผนไทยดั้งเดิมที่ต้องการเปลี่ยนวิธีการผลิต

“โดยหัวใจสำคัญของการพิจารณาสนับสนุนทุน คือ งานวิจัยนั้นต้องนำไปปรับใช้และผลิตในภาคอุตสาหกรรมได้ มี Supply chain และมีแนวโน้มที่จะขยับขยายไปสู่ Scale การทำธุรกิจที่ใหญ่ขึ้นได้ ทั้งในแง่ของการผลิตใน Scale ที่ใหญ่ขึ้น และสามารถจ้างบุคลากรจำนวนมากขึ้นได้ด้วย”

“นอกจากนั้น ในส่วนของเทคโนโลยี ต้องเป็นเทคโนโลยีที่ผ่านมาทดสอบมาแล้วจาก Lab Scale มีการ Proof of Concept มาแล้ว มีต้นแบบผลิตภัณฑ์ หรือ Prototype มาแล้ว ขณะที่ผู้มาขอสนับสนุนทุนจำเป็นต้องมี Business Mindset ต้องมองได้ว่าผลิตภัณฑ์ที่จะทำนั้นดีกว่าของคู่แข่งอย่างไร เทคโนโลยีที่ใช้ในการผลิตดีกว่าหรือไม่”

“ขณะที่ มีประเด็นสำคัญที่ต้องยอมรับว่าผู้มาขอรับทุนจาก บพข. ยังต้องมีการศึกษาในเรื่องของกฎหมาย เรื่องของทรัพย์สินทางปัญญาด้วย และต้องมั่นใจว่าไม่ได้ไปละเมิดใครมา ผลิตภัณฑ์นั้นผู้ขอรับทุนต้องเป็นเจ้าของ เป็นคนคิดค้นจริงๆ เพราะถ้าพิสูจน์ได้ว่าไปนำไอเดียของคนอื่นมา ก็จะโดนฟ้องได้ ดังนั้นในช่วงเริ่มต้น จึงต้องมีการทำ Feasibility Study มาก่อน เพื่อแสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพของโปรเจ็กต์ว่าจะไปต่อได้”

“อย่างไรก็ตาม การพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อไปต่อใน TRL4-7 ต้องมีเงินทุนสูง เพราะถ้าจะผ่านการทดสอบในสัตว์ทดลอง เช่น การทำ GLP ก็ต้องใช้แล็บพิเศษที่มีค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างสูง ยกตัวอย่าง ถ้าทำในห้องแล็บของมหาวิทยาลัย อาจใช้งบประมาณแค่ 5 แสนบาท แต่พอมาทำในห้องที่ต้องส่งไปให้ทำ อาจต้องใช้เงินถึง 5 ล้านบาท ก็ได้ เพราะฉะนั้น ในการพิจารณาสนับสนุนของ บพข. จึงจำเป็นต้องมีการ Validate และต้องมี Third Party ที่จะมาพิจารณาว่าผลิตภัณฑ์นั้นดีหรือไม่ เมื่อตรวจสอบว่าผลิตภัณฑ์นั้นดี ขายได้ จึงจะให้การสนับสนุนทุน”

“อย่างไรก็ตาม การพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อไปต่อใน TRL4-7 ต้องมีเงินทุนสูง เพราะถ้าจะผ่านการทดสอบในสัตว์ทดลอง เช่น การทำ GLP ก็ต้องใช้แล็บพิเศษที่มีค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างสูง ยกตัวอย่าง ถ้าทำในห้องแล็บของมหาวิทยาลัย อาจใช้งบประมาณแค่ 5 แสนบาท แต่พอมาทำในห้องที่ต้องส่งไปให้ทำ อาจต้องใช้เงินถึง 5 ล้านบาท ก็ได้ เพราะฉะนั้น ในการพิจารณาสนับสนุนของ บพข. จึงจำเป็นต้องมีการ Validate และต้องมี Third Party ที่จะมาพิจารณาว่าผลิตภัณฑ์นั้นดีหรือไม่ เมื่อตรวจสอบว่าผลิตภัณฑ์นั้นดี ขายได้ จึงจะให้การสนับสนุนทุน”

“และจากเดิม ที่ในการทำโครงการวิจัย มักมีเป้าหมายการทำวิจัยว่าต้องทำตั้งแต่ “ต้นน้ำถึงปลายน้ำ” ต้องยอมรับว่าแนวคิดอาจไม่เหมาะสมกับบริบทของยุคนี้แล้ว เพราะในปัจจุบัน แนวทางการทำ Open Innovation จะเป็นสิ่งที่ตอบโจทย์มากกว่า เพราะว่าการจะทำตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำต้องใช้เวลา ขณะที่ Time to Market หรือเวลาในการคิดค้น พัฒนา จนถึงการผลิตออกสู่ตลาด ก็ยังคงมีความสำคัญ เนื่องจากต้องมีการแข่งขันกันเข้าตลาด”

“ดังนั้น ในยุคนี้ การผลิตสินค้าสักชิ้น อาจต้องตั้งต้นด้วยไอเดีย แล้วไปจ้างผู้อื่นให้มาผลิต เมื่อผลิตเสร็จ ค่อยนำเข้ามาเข้ากระบวนการอีกครั้ง จากนั้นจึงเสร็จเป็นผลิตภัณฑ์ที่ทำให้สามรถพัฒนาไปสู่ตลาดได้เร็วกว่า การทำงานในยุคนี้จึงจำเป็นต้องมี Partnership คือหุ้นส่วนหรือคนที่จะมาทำงานร่วมกัน ไม่ใช่การทำคนเดียวอีกต่อไป”

“นอกจากนั้น อาจมีกรณีของความร่วมมือกันระหว่างประเทศ เช่น เทคโนโลยีที่ใช้ในการผลิตมีอยู่แล้วที่ต่างประเทศบางส่วน ก็สามารถนำมาใช้ที่เมืองไทยได้ ถ้ามีบริษัทสัญชาติไทยยอมลงทุนในลักษณะของการเป็น Partner กัน การดำเนินงานเช่นนี้ก็อยู่ในนิยามของ Open Innovation เช่นกัน”

“และที่ผ่านมา บพข. ยังมีบทบาทในการ Matching Fund โดยถ้าผู้ประกอบการติดต่อมาอยากให้มีอาจารย์เป็น CTO หรือ Chief Technology Officer ให้ ก็สามารถทำได้ โดย บพข. จะเป็นตัวกลาง โดยเราจะพิจารณาจากระดับ TRL ถ้าเป็น TRL 4 ทางบริษัทอาจลงทุนแค่ 10 เปอร์เซ็นต์ และ ถ้าผลิตภัณฑ์นั้นอยู่ใน TRL 6-7 บริษัทนั้นก็ต้องลงทุนเพิ่มขึ้นอยู่ที่ 50-70 เปอร์เซ็นต์ เพราะมีการทำตลาดมากขึ้น ที่เป็นเช่นนี้เพื่อดึงบทบาทของทางบริษัทให้เข้ามาร่วมลึกขึ้น เพื่อผลักดันให้มีการขยายธุรกิจไปได้อย่างต่อเนื่อง นี่คือวิธีที่ บพข. ทำ”

“ส่วนในการเขียนโครงการวิจัย ทาง บพข. จะมีขั้นตอนในการดำเนินการที่แตกต่างจากหน่วยงานให้ทุนที่อื่น โดย บพข. จะมีการให้ทุนโดยใช้หลัก State Gate ซึ่งเป็นหลักการขอทุนแบบอุตสาหกรรม ยกตัวอย่าง ถ้าผู้มาขอรับทุนเข้ามายื่นขอทุนเพื่อทำขั้นตอนของสัตว์ทดลองเพื่อการผลิตยา ทาง บพข. ก็จะรับข้อเสนอ และกำหนดว่า เมื่อเราให้ทุนไปเพื่อทำสัตว์ทดลอง เราก็จะขอดูผล ถ้าผลออกมาว่ายานี้ไม่มี Toxicity ก็สามารถดำเนินการต่อได้ และเป็นการให้ทุนใน State Gate ต่อไป ตรงนี้เป็นวิธีหนึ่งในการประหยัดงบประมาณการสนับสนุนทุนวิจัยซึ่งโดยหลักการนี้เราพิจารณาแล้วว่ามีความเหมาะสมกว่าการสนับสนุนทุนวิจัยแบบเดิมที่ให้เป็นก้อนใหญ่เพื่อทำวิจัยตั้งแต่ “ต้นน้ำถึงปลายน้ำ”

และเพื่อให้เห็นถึงผลลัพธ์ในการดำเนินงานของ แผนงานกลุ่มสุขภาพและการแพทย์ บพข. ในบทความตอนต่อไปจะเป็นการรีวิวถึง Success cases หรือโครงการวิจัยที่ได้รับทุนสนับสนุนในขั้น TRL4-7 จนสามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์ด้วยการร่วมมือกับภาคเอกชน สามารถผลิตเพื่อใช้จริงได้ ตลอดจนมุมมองจาก ศาสตราจารย์ ดร.ศันสนีย์ กับการเพิ่มขีดความสามารถให้โครงการวิจัยในด้านสุขภาพและการแพทย์ของไทย เพื่อให้ประเทศไทยเดินหน้าสู่การเป็น Thailand Medical Hub ได้ในทุกมิติ