
ต้องยอมรับว่าที่ผ่านมา สิ่งหนึ่งที่เป็นปัญหาใหญ่ของเหล่าผู้ประกอบการมือใหม่ คือ ความพร้อมในด้านของแหล่งผลิตและยังไม่มีโรงงานผลิตที่ได้มาตรฐานทำให้ผลิตภัณฑ์ยังไม่มีคุณภาพเพียงพอที่จะไปสู่เชิงพาณิชย์ได้ ขณะที่ ผู้ประกอบการหลายราย แม้จะมีไอเดีย มีสินค้าต้นแบบ แต่ไม่มีกำลังหรือมีเงินทุนที่จะผลิตสินค้าได้
ซึ่งกลไกสำคัญที่จะมาเติมเต็มและผิดช่องว่างนี้ คือ การมี โรงงานต้นแบบ หรือ Pilot plant ที่ซึ่งผู้ประกอบการจะมาใช้บริการเพื่อทดสอบการผลิตกับเครื่องจักรจริง โดยที่ยังไม่จำเป็นต้องลงทุนเอง และโรงงานต้นแบบนี้มักจะตั้งอยู่ในสถาบันการศึกษาหรือหน่วยงานวิจัย ที่มีคณาจารย์ ผู้เชี่ยวชาญ คอยให้คำปรึกษาและแนะนำในทุกเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการยกระดับการผลิตไปสู่เชิงพาณิชย์
ด้วยตระหนักในความสำคัญนี้ ทำให้ หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) ได้สนับสนุนทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อสร้างเครือข่าย ‘โรงงานต้นแบบ’ ด้านอุตสาหกรรมอาหาร และ Functional Ingredients ด้วยการสนับสนุนเครื่องจักรอุปกรณ์ที่ได้มาตรฐานสากลและเทคโนโลยีสมัยใหม่ เพื่อปูโครงสร้างพื้นฐานที่จะช่วยส่งเสริมศักยภาพของมหาวิทยาลัยให้มีความพร้อม สามารถรองรับความต้องการของภาคเอกชน และก้าวทันการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมอาหาร โดยแต่ละโรงงานมีผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางให้คำปรึกษาด้านการผลิตแบบขยายสเกล รวมถึงบริการวิเคราะห์ทดสอบผลิตภัณฑ์ การตรวจสอบรับรองคุณภาพ การอบรมและถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อพัฒนาผู้ประกอบการอาหารมูลค่าสูง
และในวันนี้ ได้เกิดโรงงานต้นแบบขึ้นทั่วไทย ที่อยู่ในการดูแลของ 9 มหาวิทยาลัย ละ 1 หน่วยงานวิจัย เพื่อให้บริการแก่ภาคเอกชนในทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ ดังนี้

ภาคเหนือ
1.ศูนย์บริการธุรกิจอุตสาหกรรมเกษตร (Agro-Biz) มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
2.ศูนย์นวัตกรรมสมุนไพรครบวงจร มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง
3.โรงงานต้นแบบสารสกัดและผลิตภัณฑ์สมุนไพร มหาวิทยาลัยนเรศวร
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
4.โรงงานต้นแบบเกษตรและอาหาร มหาวิทยาลัยขอนแก่น
5.โรงงานต้นแบบอุตสาหกรรมพลังงานชีวภาพและเคมีชีวภาพ (Biorefinery Pilot Plant) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสรุนารี
ภาคกลาง
6.สถาบันพัฒนาและฝึกอบรมโรงงานต้นแบบ (สรบ.) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี1
7.โรงงานต้นแบบสกัดสารให้กลิ่นรสจากธรรมชาติ มหาวิทยาลัยเกษตรศาตร์
8.เมืองนวัตกรรมอาหารส่วนขยาย มหาวิทยาลัยเกษตรศาตร์
9.ศูนย์วิจัยและพัฒนาวัตถุดิบอาหารสัตว์ทางเลือกมูลค่าสูง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (กำแพงแสน)
10.Food Science Park @SU มหาวิทยาลัยศิลปากร
11.โรงงานต้นแบบชีวกระบวนการไบโอเทค (BIOTECH Bioprocessing Facility : BFF) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)
ภาคใต้
12.สถาบันวิจัยและนวัตกรรมอาหาร มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
และเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม ที่ผ่านมา ทาง บพข. ได้จัดการประชุมนำเสนอความก้าวหน้าโครงการ ด้าน Infrastructure: Pilot plant หรือ โรงงานต้นแบบ ขึ้น โดยมีผู้บริหารที่รับผิดชอบดูแลโรงงานต้นแบบทั้ง 9 แห่ง มาเข้าร่วมอภิปรายและให้ข้อมูลของการดำเนินงานของแต่ละโรงงานต้นแบบอย่างพร้อมเพรียง
ทั้งนี้ ในการประชุม มีการนำเสนอจุดเด่นของแต่ละโรงงานต้นแบบ และการให้บริการที่โรงงานต้นแบบแต่ละแห่งมี ตลอดจนช่วงเวลาที่ผ่านมาสามารถช่วยส่งเสริมให้ธุรกิจของผู้ประกอบการไทยประสบความสำเร็จได้อย่างไรบ้าง และแผนการดำเนินงานของโรงงานต้นแบบนั้นในอนาคตเป็นอย่างไร ซึ่งในโอกาสนี้ เราได้ไปพูดคุยกับ 4 ใน 9 โรงงานต้นแบบ ที่จะมาแชร์มุมองที่น่าสนใจจากการดำเนินงานของโรงงานต้นแบบในช่วงเวลาที่ผ่านมา

โรงงานต้นแบบอุตสาหกรรมพลังงานชีวภาพและเคมีชีวภาพ (Biorefinery Pilot Plant) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี
เริ่มจาก รศ.ดร.อภิชาติ บุญทาวัน อาจารย์ประจำสาขาเทคโนโลยีชีวภาพ สำนักวิชาเทคโนโลยีการเกษตร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี ที่มาบอกเล่าถึงที่มาและความพร้อมของ โรงงานต้นแบบอุตสาหกรรมพลังงานชีวภาพและเคมีชีวภาพ (Biorefinery Pilot Plant) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี
“โรงงานต้นแบบอุตสาหกรรมพลังงานชีวภาพและเคมีชีวภาพ (Biorefinery Pilot Plant) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี นับเป็นโรงงานต้นแบบไบโอรีไฟเนอรี่ หรือ SUT Biorefinery Pilot Plant แห่งแรกในภาคอีสาน ที่พร้อมตอบโจทย์ขยายฐานการเติบโตกลุ่มธุรกิจ SMEs และ Startup โดยการส่งเสริมและสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาทางด้านอุตสาหกรรมชีวภาพจากมันสำปะหลัง อ้อย และพืชเศรษฐกิจอื่น เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมชีวภาพ ด้านพลังงานชีวภาพ เคมีชีวภาพ และพลาสติกชีวภาพ พัฒนาเศรษฐกิจฐานชีวภาพ (Bioeconomy) ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ”

“โดยโรงงานต้นแบบนี้ได้ออกแบบเป็นลักษณะ R&D Pilot Plant และเปิดให้บริการรับให้คำปรึกษา ออกแบบ และทดลองกระบวนการผลิตทางชีวภาพ เพื่อให้เห็นลักษณะผลิตภัณฑ์และกระบวนการผลิตในระดับโรงงานต้นแบบ และมีทีมงานนักวิจัยและผู้ช่วยวิจัยกว่า 10 คน คอยให้บริการ”
“ทั้งนี้ ที่ผ่านมา เราเปิดให้บริการและให้คำปรึกษากับภาคเอกชนได้ ในหลากหลายเรื่อง เช่น กระบวนการผลิตน้ำตาลจากชีวมวลชนิดต่างๆ กระบวนการหมัก การกรองสารละลายด้วยเยื่อแผ่นบาง การดูดซับ กระบวนการระเหยด้วยฟิล์มบาง การกลั่นลำดับส่วนแบบต่อเนื่อง การกลั่นลำดับส่วนแบบมีปฏิกิริยา การตกผลึก การกลั่นด้วยระยะทางสั้น การทำแห้งแบบพ่นฝอย การอบแห้งแบบถาด ระบบดูดซับแบบสลับความดันสำหรับการแยกคาร์บอนไดออกไซด์จากไบโอแก๊ส การแยกไนโตรเจนออกจากอากาศเพื่อผลิตออกซิเจน หรือ การแยกน้ำออกจากเอทานอลเพื่อการผลิตเชื้อเพลิงเอทานอล เป็นต้น”
“นอกจากนั้น ทางโรงงานต้นแบบได้ ยังเดินหน้าภารกิจการเร่งสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าเกษตรของไทยด้วยการใช้เทคโนโลยี เพื่อลดการนำเข้า สนับสนุนการส่งออก ควบคู่ไปกับการนำงานวิจัยไปปรับใช้จริงเพื่อเพิ่มขีดความสามารถให้กับภาคผู้ประกอบการ ซึ่งทำให้ปี 2565 โรงงานต้นแบบของเราได้รับทุนสนับสนุนจาก บพข. ซึ่งเป็นต้นทางต่อยอดให้เกิดโครงการวิจัยหลากหลาย”

“เช่น โครงการวิจัยเพื่อผลิตสารเคมีชีวภาพ เช่น น้ำตาลไซลิทอลจากชานอ้อย ซึ่งมีภาคเอกชนมาร่วมมือกัน โดยนำกากอ้อยซึ่งเป็นของเหลือทิ้งจากภาคอุตสาหกรรมที่ส่วนใหญ่จะนำไปเผาเพื่อผลิตไฟฟ้าเท่านั้น แต่ทางภาคเอกชนมีโจทย์ว่าจริงๆ แล้วกากอ้อยนี้ สามารถนำไปเพิ่มมูลค่าและใช้ในการผลิตพลังงานชีวภาพ เชื้อเพลิงชีวภาพ ได้อีกหรือไม่ ซึ่งตอนนี้โครงการวิจัยนี้อยู่ใน TRL6 หรือ มี ระดับความพร้อมของเทคโนโลยี (Technology Readiness Level) อยู่ในระดับ 6 แล้ว”
“และทุกวันนี้ก็มีผู้ประกอบการทุกระดับมาขอคำปรึกษาและขอใช้บริการที่โรงงานต้นแบบอย่างต่อเนื่อง ซึ่งส่วนใหญ่โจทย์ที่ผู้ประกอบการจะเข้ามาปรึกษาคือการเพิ่มมูลค่าให้กับวัสดุที่เหลือจากกระบวนการผลิตสินค้าและผลิตภัณฑ์ โดยโจทย์นี้ก็สอดคล้องกับเทรนด์ Circular Economy หรือเศรษฐกิจหมุนเวียนด้วย”

โรงงานต้นแบบชีวกระบวนการไบโอเทค (BIOTECH Bioprocessing Facility : BFF) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)
ดร.กอบกุล เหล่าเท้ง รักษาการรองผู้อำนวยการศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (BIOTEC) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ได้กล่าวถึงวัตถุประสงค์ของ โรงงานต้นแบบชีวกระบวนการไบโอเทค ว่า
“โรงงานต้นแบบชีวกระบวนการไบโอเทค (BIOTEC Bioprocessing Facility) หรือ BBF เป็นโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญสำหรับการดำเนินงานวิจัยด้านการใช้ประโยชน์จากจุลินทรีย์ในระดับกึ่งอุตสาหกรรมที่ได้รับมาตรฐานระดับสากลอย่าง Codex GHPs และ HACCP รองรับการทำวิจัยร่วมกับภาคเอกชน และงานให้บริการ เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของภาคอุตสาหกรรม และเร่งผลักดันการนำงานวิจัยไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ไปสู่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนตามนโยบายโมเดลเศรษฐกิจ BCG”
“BBF ตั้งอยู่ที่อาคาร BIOTEC pilot plant อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย ทำงานวิจัยและพัฒนาโดยทีมวิจัยแบบสหสาขาวิชาที่มีความเชี่ยวชาญและประสบการณ์เชิงบูรณาการ โดยผนวกองค์ความรู้พื้นฐานด้านจุลินทรีย์เข้ากับเทคโนโลยีด้านวิศวกรรมชีวกระบวนการและเทคโนโลยีชีววิทยาสังเคราะห์ ในการออกแบบและพัฒนานวัตกรรมกระบวนการผลิตเซลล์จุลินทรีย์ สารชีวภัณฑ์จากจุลินทรีย์ และส่วนผสมฟังก์ชั่น หรือ functional ingredients ในระดับขยาย”


“ที่ผ่านมา เรามี Bioreactor ที่สามารถรองรับการผลิตในรูปแบบ Submerged Fermentation ขนาด 300 ลิตร และ Solid-state Fermentation ขนาด 500 กิโลกรัม รวมทั้งเครื่องมือในกระบวนการปลายน้ำและวิเคราะห์ทดสอบที่รองรับการผลิตสำหรับขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์ และในเร็ว ๆ นี้ BEF จะได้รับงบสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานจาก บพข. ซึ่งทำให้โรงงานต้นแบบชีวกระบวนการไบโอเทค สามารถขยายกำลังผลิต ได้ถึง 33,000 ลิตรต่อปี ซึ่งถือว่าเป็นประโยชน์กับผู้ประกอบการไทยและทุกภาคส่วนที่จะมาใช้บริการโรงงานต้นแบบแห่งนี้อย่างมาก”
“ทั้งนี้ BBF ยังให้การสนับสนุนผู้ประกอบการในการผลิตผลิตภัณฑ์กลุ่มวัตถุเจือปนอาหาร สารอาหาร โปรตีนทางเลือกจากจุลินทรีย์ และผลิตภัณฑ์เสริมอาหารโพรไบโอติก เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้ประกอบการในการผลิตเพื่อขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์ การทดสอบตลาด หรือการทดสอบทางคลินิก รวมถึงการถ่ายทอดเทคโนโลยีกระบวนการผลิต เพื่อขยายผลสู่การนำไปใช้จริงในอุตสาหกรรมอาหาร ส่วนผสมฟังก์ชัน และอุตสาหกรรมชีววิทยาสังเคราะห์ด้วย
“จนในวันนี้เรามี Success case สำคัญ ที่เกิดขึ้นได้จากการมี Pilot Plant แห่งนี้ คือ โครงการสนับสนุนการพัฒนาโพรไบโอติกสายพันธุ์ไทย นวัตกรรมเพื่อคุณภาพชีวิตของสตรี กับ “การพัฒนากระบวนการผลิตผลิตภัณฑ์โพรไบโอติกสำหรับสตรี” โดย ไบโอเทค ได้พยายามบูรณาการความเชี่ยวชาญของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ร่วมกับการวางแผนและบริหารจัดการทางธุรกิจ จนประสบความสำเร็จ”


“กอปรกับได้สร้างแนวทางการพัฒนานวัตกรรมกระบวนการผลิตผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง เพื่ออุตสาหกรรมอาหารใหม่ของประเทศได้อย่างยั่งยืน โครงการนี้ได้พัฒนาผลิตภัณฑ์เสริมอาหารโพรไบโอติกสายพันธุ์ไทย โดยใช้แบคทีเรีย L. paracasei MSMC 39-1 ทำให้ได้ต้นแบบกระบวนการผลิตเซลล์โพรไบโอติกแบบผงในระดับกึ่งอุตสาหกรรมที่นำไปสู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์เสริมอาหารร่วมกับบริษัท วิโนน่า เฟมินิน จำกัด ภายใต้แบรนด์วิโนน่า โพรไบโอ (Winona Probio) นำไปสู่การพัฒนาโครงการ “การผลิตเชิงพาณิชย์และการทดสอบประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์โพรไบโอติกสายพันธุ์ไทยผสมสารสกัดจากพืชต่อภาวะแวดล้อมทางจุลชีพและกลุ่มอาการทางระบบสืบพันธุ์และทางเดินปัสสาวะ ระดับน้ำตาลในเลือด และคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพองค์รวมของสตรีวัยหมดระดูไทย” เพื่อศึกษาประสิทธิภาพทางคลินิกและนำขึ้นทะเบียนกับ อย. ต่อไป”
“นอกจากนี้ ยังสามารถพัฒนากระบวนการผลิต ferment filtrate หรือ โพสต์ไบโอติก (postbiotics) จากน้ำหมักที่เป็นผลผลิตพลอยได้ในการเพาะเลี้ยงเซลล์โพรไบโอติก ที่มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระและต้านการอักเสบ และถูกใช้เป็นส่วนผสมฟังก์ชันในการผลิตผลิตภัณฑ์เฟมินินสำหรับทำความสะอาดจุดซ่อนเร้นของสตรี ภายใต้แบรนด์ “Winona Postbio Feminine Wash” ด้วย”

“ดังนั้น การสนับสนุนทุนจาก บพข. จึงเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญที่มาปิดช่องว่างของการให้ทุนสนับสนุนงานวิจัยแต่เดิม ที่เราจะให้ทุนจนกระทั่งคิดค้นและทำเสร็จในห้องปฏิบัติการ แต่ยังไม่มีการสนับสนุนอย่างต่อเนื่องเพื่อให้งานวิจัยนั้นได้นำมาปรับใช้กับการใช้งานจริงในภาคธุรกิจได้ เพราะภาคเอกชนของเราก็คุ้นเคยกับการซื้อเทคโนโลยีสำเร็จรูปที่ผ่านการพัฒนามาแล้ว เพราะฉะนั้นสิ่งที่ประเทศไทยขาด คือ กระบวนการ Technology Development ซึ่งเป็นส่วนที่ต้องต้องบอกตามตรงว่า “แทบไม่มีใครให้ทุน” จนกระทั่งมีหน่วยงานอย่าง บพข. ช่องว่างนี้ก็ได้รับการเติมเต็มทันที”
“ยิ่งการมอบทุนเพื่อสนับสนุนให้เกิดโรงงานต้นแบบ นับเป็นการสนับสนุนทุนที่คุ้มค่าและก่อให้เกิดประโยชน์ชัดเจน เนื่องจากการบริหารจัดการในโรงงานต้นแบบจะเกิดขึ้นโดยเน้นประโยชน์ที่เกิดกับผู้ประกอบการอย่างแท้จริง ผู้ประกอบการไม่จำเป็นต้องลงทุนเครื่องมือขนาดใหญ่ สามารถมาใช้ที่โรงงานต้นแบบได้ และทดลองเดินหน้าผลิตจนแน่ใจว่าสามารถผลิตสินค้าและผลิตภัณฑ์นั้นได้จริง”

เมืองนวัตกรรมอาหารส่วนขยาย มหาวิทยาลัยเกษตรศาตร์
ผศ.ดร.กิติพงศ์ รัตนาภรณ์ รองคณบดีฝ่ายกิจการเมืองนวัตกรรมอาหาร คณะอุตสาหกรรมการเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้กล่าวถึงที่มาของการจัดตั้ง เมืองนวัตกรรมอาหารส่วนขยายมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ หรือ Foodinnopolis@Kasetsart (FI@KU) ว่า
“FI@KU เป็นโครงการที่เกิดขึ้นจากความร่วมมือระหว่างสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ภายใต้บันทึกข้อตกลงความร่วมมือการขยายพื้นที่ดำเนินการเมืองนวัตกรรมอาหารไปยังมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ที่ทำขึ้นเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2562 โดยเป็นโครงการบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานหลักในด้านอาหาร 5 หน่วยงาน ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์”
“ได้แก่ คณะอุตสาหกรรมเกษตร คณะประมง คณะวิทยาศาสตร์ สถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร (IFRPD) และสถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตผลทางการเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร (KAPI) มีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือและพัฒนาผู้ประกอบการด้านอุตสาหกรรมเกษตรและอาหารในรูปแบบศูนย์ให้บริการแบบเบ็ดเสร็จ (One-Stop service) โดยอาศัยความเชี่ยวชาญของนักวิจัยจากหน่วยงานต่าง ๆ ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ที่มีความพร้อมทุกด้านในการให้บริการอุตสาหกรรมอาหาร ควบคู่ไปกับการพัฒนาศักยภาพและเพื่อขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับอุตสาหกรรมอาหารของไทยได้ และยังเชื่อมโยงกับศูนย์นวัตกรรมวิทยาการอาหาร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (KU-FIRST) อุทยานวิทยาศาสตร์อาหาร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (KU Food Science Park) และหน่วยงานพันธมิตร ได้อย่างครบวงจร”


“และภายหลังจากการเซ็น MOU ทาง FI@KU ก็ได้รับทุนสนับสนุนจาก บพข. ในการซื้ออุปกรณ์และเครื่องมือแปรรูปอาหารสำหรับโรงงานต้นแบบ ไปจนถึงการปรับปรุงสถานที่ให้เอื้อต่อการเป็นโรงงานต้นแบบของอุตสาหกรรมอาหาร ซึ่งที่ผ่านมา การให้บริการของ FI@KU เป็นไปในรูปแบบทั้งการให้คำปรึกษาไปจนถึงการรับจ้างผลิตในโรงงานต้นแบบ ทั้งยังช่วยทำการตลาด เพื่อผลักดันให้สินค้าหรือผลิตภัณฑ์นั้นออกสู่การจำหน่ายในเชิงพาณิชย์ด้วย”
“ยกตัวอย่าง รูปแบบการให้บริการที่เปิดให้กับผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมอาหารของไทยได้เข้ามาใช้ จะเป็นในส่วนของการออกแบบ Infrastructure พื้นที่ที่ใช้ในการผลิต ตั้งแต่ Food Maker Space, Future Food Lab, โรงงานต้นแบบวิจัยและพัฒนานวัตกรรม หรือ RDI Pilot Plant และยังมี Small Scale Manufacturing Process เพื่อตอบสนองความต้องการของ SME หรือ Startup ด้วย”
“แพลตฟอร์ม FI@KU จึงเป็นเหมือนหน่วยงานที่จะเชื่อมโยงผู้ประกอบการจากภายนอกเข้ามาที่หน่วยงานให้คำปรึกษาอย่างมหาวิทยาลัย และเป็น System Integrator หรือ SI ของมหาวิทยาลัยที่จะประสานหน่วยงานที่มีความเชี่ยวชาญในการใช้ทรัพยากรของมหาวิทยาลัยไม่ว่าจะเป็น คน เครื่องมือ ต่างๆ เพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมอาหารของไทยต่อไป”

“โดยการให้บริการจะมีทั้งหมด 6 ด้าน ทั้งการให้คำปรึกษา วิจัยและพัฒนา ผลิต วิเคราะห์ทดสอบ อบรมสัมมนา และเช่าใช้เครื่องมือและสถานที่ โดยในส่วนของการให้คำปรึกษาก็จะมาด้วยโจทย์อยากยืดอายุการผลิต อยากรักษาคุณค่าของผลิตภัณฑ์ให้ได้นานขึ้น การพัฒนาให้มีความแปลกใหม่เพื่อดึงดูดกลุ่มผู้บริโภค การออกแบบบรรจุภัณฑ์ การประเมินการตอบรับของผู้บริโภคกับผลิตภัณฑ์ ไปจนถึงการทำการตลาด เป็นต้น”
“ที่ผ่านมา ใน 1 ปี เราให้บริการในเชิงให้คำปรึกษากับผู้ประกอบการของไทยไปกว่า 10,000 ครั้ง โดยผู้ประกอบการหนึ่งคนก็จะมาขอรับบริการในแต่ละด้านมากกว่าหนึ่งด้าน หรือถ้าคิดเป็นจำนวนผู้ประกอบการที่มาขอคำปรึกษาก็มีไม่น้อยกว่า 1,000 รายต่อปี และถ้าเป็น บริษัท Startup เราก็จะให้เราช่วยในส่วนของการเป็น Technology Consult หรือมีบริการให้เช่าใช้เครื่องมือเพื่อทำต้นแบบผลิตภัณฑ์ของบริษัท Startup นั้นๆ เพราะ Startup ก็จะต้องพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อไปทดสอบกับตลาดและผู้บริโภค เพื่อเอาผลนี้ไปใช้ในการระดมทุนกับนักลงทุนว่าโปรเจกต์นั้นมีความเป็นไปได้ที่จะส่งเสริมให้เข้าสู่กระบวนการผลิตเชิงพาณิชย์”
“ส่วน SME ตอนนี้ก็เป็น Innovation Smart Driven Enterprise หรือเป็น Smart SME ซึ่งเราจะใช้หลักในการสร้างนวัตกรรมไปเป็นตัวช่วย SME คิด ทำแผนธุรกิจใหม่ รวมทั้งฝึกอบรมระยะสั้นเพื่อติดอาวุธให้ ตลอดจนถ้า SME นั้นจะขยับสู่การส่งออก เราก็จะให้คำปรึกษา เพื่อให้เขามีการวางกลยุทธ์ที่ถูกต้องในการตีตลาดนั้นๆด้วย และในวันนี้ด้วยการบริหารจัดการ FI@KU ในรูปแบบของ Business Unit ก็ยิ่งทำให้การทำงานของ FI@KU มีความคล่องตัว มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น”

สถาบันพัฒนาและฝึกอบรมโรงงานต้นแบบ (สรบ.) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี
ผศ.ดร.บุณยพัต สุภานิช ผู้อำนวยการ สถาบันพัฒนาและฝึกอบรมโรงงานต้นแบบ (สรบ.) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี และ ทนงค์ ฉายาวัฒนะ หัวหน้าหน่วยวิศวกรรมและระบบ สรบ. ได้ร่วมกันให้ข้อมูลเพิ่มเติม ถึงการดำเนินงานของ สรบ. มจธ. ในฐานะอีกหนึ่งโรงงานต้นแบบที่ได้รับทุนสนับสนุนจาก บพข. ว่า
“สรบ. จัดตั้งขึ้นตั้งแต่เมื่อปี พ.ศ. 2533 เพื่อเป็นหน่วยงานต้นแบบด้านการพัฒนารูปแบบการบริหารจัดการงานวิจัยและพัฒนา ที่ทำให้เกิดการทำงานร่วมกันระหว่างบุคลากรที่มีความชำนาญหลากหลายสาขาจากหน่วยงานต่างๆ ทั้งของมหาวิทยาลัย และหน่วยงานเครือข่ายและพันธมิตร ร่วมกับบุคลากรของ สรบ. เพื่อทำการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีขึ้นภายในประเทศ และถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่ภาคอุตสาหกรรมและการใช้งานเชิงพาณิชย์”

“ทั้งนี้ อีกหนึ่งเหตุผลหลักของการจัดตั้ง สรบ. คือ เราเห็นจุดอ่อนของการพัฒนางานวิจัย โดยในการพัฒนางานวิจัยไปสู่เชิงพาณิชย์ได้นั้น ต้องผ่านขั้นตอนของการมี โรงงานต้นแบบ และถ้าไม่มีผู้ที่จะมารับผิดชอบในส่วนของโรงงานต้นแบบ การพัฒนาเทคโนโลยีจากห้องแล็บไปจนถึงปลายทางก็จะเกิดอุปสรรคขึ้น สรบ. จึงตั้งมาเพื่อตอบโจทย์วัตถุประสงค์ด้านนี้โดยเฉพาะ คือ การพัฒนาต่อยอดงานวิจัยในกระบวนการโรงงานต้นแบบ ที่จะเดินหน้าสู่การผลิตเพื่อจำหน่ายในเชิงพาณิชย์และภาคอุตสาหกรรมต่อไป นอกจากนั้น อีกหนึ่งภารกิจสำคัญของ สรบ. คือ การฝึกอบรม เพื่อพัฒนาทักษะจำเป็นให้กับบุคลากรในภาคอุตสาหกรรมควบคู่กันไปด้วย”
“โดยหนึ่งใน Success Case ของผู้ประกอบการที่มาขอคำปรึกษาและใช้บริการโรงงานต้นแบบที่ สรบ. จนประสบความสำเร็จ คือ ผู้ประกอบการแบรนด์ แม่ตุ๊ก ที่มีผลิตภัณฑ์ สินค้า หลากหลาย และหนึ่งในสินค้าโดดเด่นของแบรนด์นี้ คือ ส้มตำฟรีซดราย ซึ่งปัญหาที่โรงงานของแม่ตุ๊กพบ คือ ที่โรงงานมีเครื่องฟรีซดรายแต่ก็ไม่สามารถผลิตสินค้านี้ให้ได้มาตรฐานตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ ทาง สรบ. จึงนำเครื่องฟรีซดรายที่มีขนาดใหญ่ซึ่งได้รับทุนสนับสนุนจาก บพข. มาใช้ในการทดสอบเพื่อหา Condition ที่เหมาะสมเพื่อผลิต ส้มตำ ด้วยเทคโนโลยีฟรีซดราย และเมื่อได้ผลการทดสอบแล้วก็นำมาเผยแพร่ให้กับทางแบรนด์แม่ตุ๊กเพื่อนำไปปรับใช้ในการผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ขณะที่ ทาง สรบ. ยังได้จัดอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญไปอบรมให้พนักงานของทางแบรนด์แม่ตุ๊กสามารถใช้เครื่องจักรทุกประเภทได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วย จนในวันนี้สินค้าแบรนด์แม่ตุ๊กมีคุณภาพสามารถส่งออกและวางขายที่คิงส์พาวเวอร์ได้”

“ส่วนหลักสูตรอบรมที่เราเปิดให้ผู้ประกอบการ บุคลากรในสถานประกอบการ หรือผู้สนใจเข้ามาเรียนก็จะสอดคล้องกับเครื่องจักรและเครื่องมือ ตลอดจนความเชี่ยวชาญที่เรามี เช่น หลักสูตรเทคโนโลยีการอบแห้ง ที่เรามีเครื่องจักรที่ใช้ในการอบแห้งหลายประเภท เราจึงจัดหลักสูตรตามเทคโนโลยีแต่ละเรื่องที่ผู้ประกอบการควรรู้ เช่น เรื่อง Spray Dryer หรือ เทคโนโลยีฟรีซดราย เป็นต้น”
“โดยที่สุดแล้ว ทุนสนับสนุนจาก บพข. ทำให้ สรบ. สามารถจัดหาเครื่องจักรที่มาเป็นจิ๊กซอว์ที่มาต่อกับโครงสร้างเดิมได้อย่างลงตัว ยกตัวอย่าง เครื่องฟรีซดรายที่เราเคยมี จะเป็นขนาด 200 กิโลกรัมน้ำแข็ง ซึ่งแน่นอนว่าถ้าจะทดสอบหา Condition ที่เหมาะสม ก็ต้องมีของถึง 200 กิโลกรัมน้ำแข็ง ถึงจะเดินเครื่องได้ ดังนั้นเมื่อได้รับทุนจาก บพข. ทำให้ทางสถาบันสามารถจัดหาเครื่องที่มีขนาดย่อมลงมา เพื่อตอบโจทย์การเข้ามาใช้บริการของสถานประกอบการขนาดกลาง ขนาดเล็ก และ Startup นอกจากนั้น เมื่อเครื่องจักรขนาดเล็กลง ก็มีค่าดูแลรักษาน้อยกว่า รวมไปถึงค่าใช้จ่ายในการทดสอบ ต้นทุนในการวิจัยก็ลดน้อยลงไปด้วย”

“โรงงานต้นแบบ หรือ Pilot Plant จึงมีบทบาทสำคัญมากในการขับเคลื่อนให้ทั้งงานวิจัยและผู้ประกอบการไทยได้เดินหน้าไปสู่เชิงพาณิชย์ เพราะแม้ว่างานวิจัยที่กำลังจะนำไปปรับใช้นั้นเป็นการออกแบบระบบที่ใหม่มาก ไม่เคยมีมาก่อน ซึ่งมีการทดสอบในห้องแล็บจนมั่นใจแล้ว แต่ในการผลิตในภาคอุตสาหกรรมนั้นจะต้องยกระดับจากการผลิตในแล็บที่ 1 ลิตร มาเป็นการผลิตในภาคอุตสาหกรรมเลย คือ 10,000 ลิตร ย่อมมีความเสี่ยง เพราะเราไม่มีทางรู้ว่าปัจจัยต่างๆ ที่เกิดขึ้นจะเหมือนการทดลองในห้องแล็บหรือไม่”
“ดังนั้นการมีโรงงานต้นแบบ ที่สามารถทดลองการผลิตที่อยู่ในปริมาณระหว่างกลาง โดยเกณฑ์ที่ใช้ก็จะเป็นประมาณ 10 เท่า 1 ลิตร เป็น 10 ลิตร แล้วจึงเป็น 100 ลิตร ซึ่งก็จะทำให้เห็นได้ว่า เมื่อขยายขนาดไปแล้ว จะเกิดปัจจัยอื่นที่มามีผลกระทบต่อระบบ Operation ของโรงงานรึเปล่า และจะนำสู่การปรับแก้จนนำไปสู่การนำไปรับใช้ได้อย่างเหมาะสมในที่สุด”
“การให้ทุนของ บพข. จึงมีส่วนสำคัญอย่างมากทั้งกับนักวิจัยและภาคผู้ประกอบการหรือภาคอุตสาหกรรม เพราะถ้าเราจะพัฒนาเทคโนโลยีขึ้นมาใช้เอง ก็จำเป็นต้องมีการพัฒนาขั้นตอน กระบวนการ อย่างที่กล่าวไปในตอนต้น และการมี Pilot Plant มีความสำคัญมากในการ Scale-up งานวิจัยจากในห้องแล็บ ไปสู่งานวิจัยที่จะนำไปปรับใช้และผลิตออกสู่เชิงพาณิชย์ได้จริง เป็นเหมือนจิ๊กซอว์ที่มาเชื่อมต่อการทดสอบการผลิตจากห้องแล็บสู่การผลิตในภาคอุตสาหกรรม ช่วยลดความเสี่ยงและลดต้นทุนในการเริ่มธุรกิจหรือเริ่มผลิตสินค้าใหม่ให้ผู้ประกอบการอย่างมีประสิทธิภาพ”
