ตามที่ สำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (องค์การมหาชน) โดยหน่วยบริหารจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถการแข่งขันได้รับข้อเสนอโครงการวิจัยและนวัตกรรม ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 นั้น
บัดนี้ หน่วยบริหารจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถการแข่งขันได้ดำเนินการพิจารณา คัดเลือกข้อเสนอโครงการวิจัยและนวัตกรรม ประจำปีงบประมาณ 2569 ในครั้งที่ 10 เรียบร้อยแล้ว จึงขอประกาศข้อเสนอโครงการวิจัยและนวัตกรรมที่ผ่านการพิจารณาเพื่อรับสนับสนุนทุน จำนวน 14 โครงการ รายละเอียดปรากฏดังเอกสารแนบท้าย
Author: pinyapat
-

ประกาศผลการพิจารณาข้อเสนอโครงการ ประจำปีงบประมาณ 2569 ครั้ง 10
-

Agricultural Residue Logistics Ecosystem Challenge 2026
ปัญหาฝุ่น PM 2.5 จากการเผาเศษวัสดุทางการเกษตร สามารถแก้ได้ด้วยระบบโลจิสติกส์ที่มีประสิทธิภาพ บพข. ขอเชิญชวน นักวิจัย, สถาบันการศึกษา, บริษัทเอกชน, Startup และวิสาหกิจชุมชน มาร่วมปลดล็อกศักยภาพของเศษวัสดุทางการเกษตร ให้กลายเป็นวัตถุดิบมูลค่าสูง ผ่านนวัตกรรมโลจิสติกส์และซัพพลายเชนกับกิจกรรม “การประกวดออกแบบระบบนิเวศโลจิสติกสและซัพพลายเชน เพื่อการจัดการเศษวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตร พ.ศ. 2569” ในงาน Tilog 2026 ณ ไบเทค บางนา
เรามุ่งเน้นการค้นหานวัตกรรมที่ช่วย:
🚫 ลดการเผา ลด PM 2.5 และก๊าซเรือนกระจก
💸 เพิ่มรายได้ให้เกษตรกร
📈 สร้างธุรกิจใหม่และความร่วมมือที่ยั่งยืน [cite: 1]หากคุณเป็นนักวิจัย, Startup หรือผู้ประกอบการที่มีโซลูชันด้าน:
✅ Smart Collection & Harvesting
✅ AI & Transportation
✅ Pre-processing & Packaging
✅ Digital Supply Chain Platform
✅ Business & Collaboration Modelมาร่วม Pitching ไอเดียของคุณ เพื่อร่วม Coaching เข้มข้นกับทีมผู้เชี่ยวชาญจาก บพข. พร้อมโอกาสในการขอรับทุนสนับสนุนจาก บพข. เพื่อพัฒนาต้นแบบสู่การใช้จริงในพื้นที่
ดาวน์โหลดรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่นี่
สนใจสมัคร Click เลย >>>> PMUC-Logistics Pitching-Agricultural Residue Innovation & Logistics Challenge
-

ประกาศรับสมัครบุคลากร ตำแหน่ง ผู้ช่วยบริหารงานกลยุทธ์ (TOR)
หน่วยบริหารจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถการแข่งขัน (บพข.) มีพันธกิจสำคัญในการบริหารจัดการทุนวิจัยและสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมไทยในระดับสากล เรามุ่งเน้นการเปลี่ยนผ่านงานวิจัยคุณภาพไปสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์อย่างเป็นรูปธรรม เพื่อสร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืน
เพื่อให้การดำเนินงานตามยุทธศาสตร์และเป้าหมายขององค์กรเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ บพข. มีความประสงค์จะเปิดรับสมัครบุคคลากรที่มีความรู้ ความสามารถ และมีทัศนคติเชิงรุก เพื่อเข้ามาร่วมปฏิบัติงานในตำแหน่ง จ้างเหมาบริการ (TOR) จำนวน 1 ตำแหน่ง ดังนี้:

-

จากเชื้อเพลิงไร้คาร์บอนถึงดาวเทียมไทย บพข. เปิดความก้าวหน้า 11 โครงการวิจัย มจพ. จับมือเร่งพานวัตกรรมสู่การใช้งานจริง

หน่วยบริหารจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถการแข่งขัน (บพข.) ภายใต้สำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (องค์การมหาชน) โดย รศ.ดร.กานดา บุญโสธรสถิตย์ ผู้อำนวยการ บพข. มอบหมายให้ ดร.อัญชัญ ชมภูพวง รอง ผอ.บพข. พร้อมคณะทำงาน ลงพื้นที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) เพื่อติดตามผลการดำเนินงาน รับฟังความก้าวหน้า และหารือแนวทางผลักดันผลงานวิจัย 11 โครงการ ให้ก้าวจากต้นแบบไปสู่การใช้งานจริงและการต่อยอดเชิงพาณิชย์ โดยครอบคลุม 4 แผนงาน บพข. ได้แก่ แผนงานพลังงาน เคมีและวัสดุชีวภาพ(3 โครงการ) แผนงานระบบคมนาคมแห่งอนาคตและระบบราง (3 โครงการ) แผนงานดิจิทัลและเซมิคอนดักเตอร์ (4 โครงการ) และ แผนงานสุขภาพและการแพทย์ (1 โครงการ) และมีเอกชนร่วมสนับสนุนทุนตั้งแต่ต้นทางรวม 15 บริษัท ตั้งแต่เอกชนขนาดใหญ่ จนถึงผู้ประกอบการเฉพาะทาง
ภาพรวมของงานวิจัยครั้งนี้สะท้อนความเชี่ยวชาญที่หลากหลายของ มจพ. ตั้งแต่การลดคาร์บอนและมลพิษในภาคขนส่ง การผลิตชิ้นส่วนระบบรางภายในประเทศ เทคโนโลยีเซ็นเซอร์และปัญญาประดิษฐ์ ไปจนถึงเครื่องมือแพทย์และดาวเทียมขนาดเล็ก โดยทุกโครงการมีเป้าหมายร่วมกัน คือทำให้องค์ความรู้ตอบโจทย์ผู้ใช้ ลดการพึ่งพาเทคโนโลยีต่างประเทศ และสร้างขีดความสามารถใหม่ให้ภาคอุตสาหกรรมไทย
11 โครงการวิจัย 11 เส้นทางสู่การใช้ประโยชน์
1. ผสมแอมโมเนียกับเชื้อเพลิงเดิม เปิดทางเครื่องยนต์คาร์บอนต่ำ
แอมโมเนียเป็นเชื้อเพลิงที่ไม่มีคาร์บอนในโมเลกุล จึงไม่ปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์จากการเผาไหม้โดยตรง แต่ข้อจำกัดคือจุดติดไฟยากและเปลวไฟลุกลามช้า รศ.ดร.สุวิมล วงศ์สกุลเภสัช จึงนำทีมวิจัยพัฒนาแนวคิดการเผาไหม้ร่วม (co-combustion) โดยผสมแอมโมเนียกับแก๊สโซลีน เอทานอล หรือแก๊สโซฮอล์ในสัดส่วนที่เหมาะสม เพื่อให้การเผาไหม้มีประสิทธิภาพขึ้น พร้อมพัฒนาระบบฉีดเชื้อเพลิงและระบบบำบัดไอเสียควบคู่กัน
ปลายทางของงานไม่หยุดอยู่ที่สูตรเชื้อเพลิงในห้องปฏิบัติการ แต่คือการสร้างต้นแบบสำหรับรถตุ๊กตุ๊ก เรือ และเครื่องปั่นไฟ เพื่อประเมินทั้งสมรรถนะ ความปลอดภัย ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจก่อนขยายผลเชิงพาณิชย์
ความก้าวหน้าที่สำคัญ
- อยู่ระหว่างทดสอบสัดส่วนแอมโมเนีย–แก๊สโซลีนร้อยละ 0–30 โดยปริมาตร เพื่อหาจุดสมดุลด้านประสิทธิภาพและการลดมลพิษ
- ติดตั้งเครื่องฟอกไอเสียเชิงเร่งปฏิกิริยาแบบ 3 ทางแล้ว และเตรียมทดสอบการควบคุมแอมโมเนียส่วนเกินไม่เกิน 1,000 ppm ตามเกณฑ์ Euro 6
- ติดตั้งระบบฉีดแอมโมเนียเข้าท่อไอดีในเครื่องยนต์ต้นแบบสำหรับรถตุ๊กตุ๊กและเครื่องปั่นไฟสำเร็จแล้ว
2. เปลี่ยนน้ำมันพืชและก๊าซสังเคราะห์เป็นดีเซลสูตรสะอาด
อีกหนึ่งโจทย์ใหญ่ของภาคขนส่งคือการลดมลพิษจากเครื่องยนต์ดีเซลโดยไม่เพิ่มภาระให้ผู้ใช้ รศ.ดร.สุวิมล วงศ์สกุลเภสัช จึงต่อยอดการผลิตเชื้อเพลิงเหลวสังเคราะห์ด้วยเทคโนโลยีสีเขียว นำเชื้อเพลิงชีวภาพจากน้ำมันพืชหรือผลิตภัณฑ์พลอยได้ และเชื้อเพลิงจากกระบวนการฟิชเชอร์–โทรปช์ (Fischer–Tropsch) มาพัฒนาเป็นน้ำมันน้ำมันสูตรใหม่ไม่มีสารก๊าซพิษ (ซัลเฟอร์) ที่มีคุณสมบัติใกล้เคียงดีเซลทั่วไป เพื่อให้ใช้กับเครื่องยนต์เดิมได้โดยไม่ต้องดัดแปลง
หลังผ่านการทดลองสูตรในระดับห้องปฏิบัติการ ทีมวิจัยกำลังขยายกำลังการผลิต พัฒนาตัวเร่งปฏิกิริยาและเครื่องจักรต้นแบบ ควบคู่กับการทดสอบให้สอดคล้องกับมาตรฐานกรมธุรกิจพลังงาน และประเมินวัฏจักรชีวิต (LCA) เพื่อให้คำว่า “เชื้อเพลิงสะอาด” มีข้อมูลรองรับตลอดห่วงโซ่
ความก้าวหน้าที่สำคัญ
- ได้ต้นแบบตัวเร่งปฏิกิริยา ระบบผลิตก๊าซสังเคราะห์และไฮโดรเจน รวมถึงระบบเปลี่ยนน้ำมันพืชและก๊าซเป็นดีเซลสูตรสะอาด
- ทดสอบประสิทธิภาพเชื้อเพลิงกับเครื่องยนต์จริง และประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมด้วยวิธี Life Cycle Assessment (LCA)
- ยื่นขอความคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา (อนุสิทธิบัตร) 2 เรื่อง ตีพิมพ์บทความนานาชาติ 13 เรื่อง และพัฒนาบุคลากรด้าน biorefinery 13 คน
3. ฟิล์มนาโนราคาประหยัด ยืดอายุเซลล์แสงอาทิตย์เพอรอฟสไกต์
เซลล์แสงอาทิตย์เพอรอฟสไกต์มีประสิทธิภาพสูง ผลิตด้วยพลังงานต่ำ และประยุกต์ใช้กับพื้นผิวที่ยืดหยุ่นได้ แต่ความชื้น ออกซิเจน และสภาพอากาศจริงยังทำให้อายุใช้งานเป็นอุปสรรคต่อการเข้าสู่ตลาด ผศ.ดร.ธนา โชติช่วงชัชวาล จึงพัฒนาชั้นห่อหุ้มจากฟิล์มนาโนอะคริลิกราคาประหยัด เพื่อปกป้องเซลล์โดยไม่ลดทอนประสิทธิภาพเดิม
ทีมวิจัยกำลังผสานฟิล์มดังกล่าวกับระบบซีลขอบและระบบสุญญากาศ พร้อมทำงานกับบริษัท KG Solar เพื่อผลิตชุดทดลองภาคสนาม เป้าหมายคือผ่านการทดสอบความทนทาน 1,000 ชั่วโมงตามแนวทางมาตรฐาน มอก. และ IEC และเริ่มจากตลาดที่ใช้พลังงานไม่สูง เช่น อุปกรณ์ IoT และอุปกรณ์ภายในอาคารที่มีแสงน้อย
ความก้าวหน้าที่สำคัญ
- ต้นแบบรักษาประสิทธิภาพได้มากกว่าร้อยละ 80 หลังทำงานต่อเนื่อง 800 ชั่วโมงตามการทดสอบมาตรฐาน ISOS
- พัฒนาเครื่องอัดสุญญากาศเคลือบผิว PerovVac™ รุ่น Beta พร้อมคู่มือปฏิบัติงานและระบบควบคุมคุณภาพ
- ยื่นอนุสิทธิบัตร และมีบทความนานาชาติ 3 เรื่องใน iScience, ACS Photonics และ Materials Today Advances
4. ชุดขอพ่วงรถไฟฝีมือไทย ลดนำเข้าและยกระดับความปลอดภัย
ชุดขอพ่วงและเครื่องฉุดลากเป็นอุปกรณ์รับแรงที่เชื่อมตู้รถไฟเข้าด้วยกัน จึงมีผลโดยตรงต่อความปลอดภัยและความต่อเนื่องของการเดินรถ ขณะที่ประเทศไทยยังพึ่งพาการนำเข้าด้วยต้นทุนสูง รศ.ดร.อนันต์ สืบสำราญ จึงนำทีมออกแบบและพัฒนาชุดขอพ่วงและเครื่องฉุดลากเหล็ก รุ่น Type E contour 10A สำหรับรถสินค้าและรถโดยสาร เพื่อให้ภาคอุตสาหกรรมไทยผลิตและจำหน่ายได้เอง
กระบวนการพัฒนาครอบคลุมการถอดแบบ การวิเคราะห์ด้วยคอมพิวเตอร์ การหล่อและขึ้นรูป ตลอดจนการทดสอบตามมาตรฐาน AAR ซึ่งเป็นด่านสำคัญก่อนนำอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยสูงไปใช้งานจริง โครงการจึงสร้างทั้งผลิตภัณฑ์ บุคลากร และความรู้ด้านวิศวกรรมระบบรางไปพร้อมกัน
ความก้าวหน้าที่สำคัญ
- ได้ต้นแบบชุดขอพ่วงและเครื่องฉุดลากสำหรับต่อยอดสู่การใช้งานเชิงพาณิชย์
- ตั้งเป้าหนุนมูลค่าการลงทุนวิจัยและนวัตกรรมของผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมเป้าหมายเพิ่มขึ้นร้อยละ 15 ต่อปี
- ตั้งเป้าเพิ่มจำนวน SMEs ที่ลงทุนพัฒนาเทคโนโลยีระบบรางร้อยละ 10 ต่อปี
5. เปลี่ยนกระจกเป็นเซ็นเซอร์ไร้สัมผัส เชื่อมอาคารสู่ Smart City
เซ็นเซอร์ควบคุมอาคารทั่วไปอาจคลาดเคลื่อนจากความชื้น ฝุ่น หรือรูปแบบการแต่งกาย และเมื่อติดตั้งแยกจากวัสดุอาคารก็มีโอกาสชำรุดง่าย รศ.ดร.สุรเมธ เฉลิมวิสุตม์กุล จึงพัฒนาเซ็นเซอร์แบบคาปาซิทีฟที่ฝังอยู่ในกระจก เปลี่ยนพื้นผิวกระจกให้ตอบสนองได้ทั้งการสัมผัสและการเข้าใกล้ พร้อมเชื่อมต่อกับระบบ IoT
การฝังอุปกรณ์ไว้ในเนื้อกระจกช่วยปกป้องวงจรและเพิ่มความทนทาน ขณะเดียวกันข้อมูลจากเซ็นเซอร์สามารถส่งเข้าสู่เว็บแอปพลิเคชันเพื่อวิเคราะห์และสั่งงานระบบอาคาร ทีมวิจัยยังเตรียมต่อยอดการตรวจจับคราบสกปรกและน้ำฝน เพื่อรองรับโรงพยาบาล โรงแรม โครงการมิกซ์ยูส และเมืองอัจฉริยะ
ความก้าวหน้าที่สำคัญ
- ได้ต้นแบบเซ็นเซอร์ฝังกระจก 4 รูปแบบ และต้นแบบสวิตช์กระจกอัจฉริยะแบบสัมผัสและไร้สัมผัส
- พัฒนากระบวนการเชื่อมต่อขั้วไฟฟ้าที่ผลิตซ้ำในระดับโรงงานได้
- พัฒนาเว็บแอปพลิเคชันสำหรับบันทึกและวิเคราะห์ข้อมูล โดยโครงการประเมินศักยภาพตลาดมากกว่า 470 ล้านบาทภายใน 5 ปี
6. AI มองลึกทุกจุดบริการ ยกระดับปั๊มน้ำมันสู่ Smart Station
ระบบวิเคราะห์ภาพที่พัฒนาจากต่างประเทศมักไม่เข้าใจบริบทของสถานีบริการน้ำมันไทย เช่น ป้ายทะเบียนภาษาไทย ประเภทน้ำมัน หรือขั้นตอนการให้บริการ ดร.ชูเกียรติ ศักดิ์สุรกานต์ จึงพัฒนาระบบปัญญาประดิษฐ์สำหรับวิเคราะห์วิดีโอแบบเรียลไทม์ เปลี่ยนภาพจากกล้องวงจรปิดเป็นข้อมูลเวลารอ พฤติกรรมการใช้บริการ และสถานะหน้างานบนแดชบอร์ด
จุดสำคัญคือ AI ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงรายงานย้อนหลัง แต่เชื่อมต่อกับฮาร์ดแวร์หน้างาน เพื่อเตือนเมื่อเสี่ยงเติมน้ำมันผิดประเภทหรือเมื่อการบริการล่าช้า ช่วยให้ผู้ประกอบการจัดการความปลอดภัย ประสิทธิภาพ และประสบการณ์ลูกค้าได้จากระบบเดียว
ความก้าวหน้าที่สำคัญ
- พัฒนาโมเดลวิเคราะห์ภาพและระบบเชื่อมโยงข้อมูลสำหรับบริบทสถานีบริการน้ำมันไทย
- ติดตั้งระบบบันทึกภาพด้วยกล้องประสิทธิภาพสูง 14 ตัว
- จัดทำชุดฮาร์ดแวร์แจ้งเตือน 3 ชุด พร้อมอุปกรณ์เครือข่ายสำหรับเชื่อมระบบหน้างาน
7. คืนชีพรถเก่า รฟท. สู่เครื่องเชื่อมรางอัตโนมัติฝีมือไทย
การสร้างทางรถไฟสายยาวต้องเชื่อมรางมาตรฐานหลายท่อนให้ต่อเนื่องกัน แต่เครื่องจักรและวัสดุเชื่อมส่วนใหญ่ยังนำเข้า ขณะที่งานภาคสนามซึ่งพึ่งแรงงานมากอาจเกิดความคลาดเคลื่อนของรอยเชื่อม ผศ.ดร.วรรณลักษณ์ เหล่าทวีทรัพย์ จึงพัฒนาเครื่องเชื่อมชนวาบแบบอัตโนมัติ และนำโครงรถไฟเก่าของการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) มาดัดแปลงเป็นฐานเคลื่อนที่
แนวคิดนี้ทำให้เครื่องจักรเดินทางไปเชื่อมรางตามจุดก่อสร้างได้ ลดขั้นตอนและความผิดพลาดจากการควบคุมด้วยแรงงานคน พร้อมสร้างรอยเชื่อมที่แข็งแรงสม่ำเสมอขึ้น องค์ความรู้และคู่มือจากโครงการยังเป็นฐานต่อยอดสู่เทคโนโลยีรางเชื่อมยาวแบบไร้รอยต่อในประเทศ
ความก้าวหน้าที่สำคัญ
- ได้ต้นแบบเครื่องเชื่อมชนวาบบนโครงรถ รฟท. พร้อมคู่มือการใช้งาน
- มุ่งยกระดับความเร็ว ความแข็งแรง และความสม่ำเสมอของรอยเชื่อมให้เป็นไปตามมาตรฐาน
- จัดทำพิมพ์เขียวและองค์ความรู้เชิงลึกเพื่อลดการพึ่งพาเครื่องจักรและผู้เชี่ยวชาญต่างประเทศ
8. แผ่นยางรองหมอนคอนกรีต ลดแรงสั่นและค่าบำรุงรักษาทางรถไฟ
เมื่อจำนวนขบวนรถเพิ่มขึ้น หินโรยทางและหมอนคอนกรีตต้องรับแรงซ้ำจนเสื่อมสภาพเร็ว แผ่นยางยืดหยุ่นรองใต้หมอนคอนกรีต (Under Sleeper Pads: USP) ช่วยลดแรงสั่นสะเทือนและการสึกหรอได้ แต่ไทยยังนำเข้าผลิตภัณฑ์ชนิดนี้ทั้งหมด ผศ.ดร.สุรกิจ ท้วมเพิ่มทรัพย์ จึงพัฒนาสูตรยางสังเคราะห์และสารประสานที่เหมาะกับอากาศร้อนชื้นและสภาพทางรถไฟไทย
ทีมวิจัยทดสอบทั้งความแข็ง ความทนความร้อนและน้ำมัน การต้านไฟฟ้า และการรับแรงซ้ำระยะยาว พร้อมจำลองการรับแรงด้วยคอมพิวเตอร์ก่อนนำต้นแบบไปทดสอบภาคสนาม อีกผลลัพธ์สำคัญคือร่างมาตรฐานผลิตภัณฑ์สำหรับส่งมอบให้ รฟท. ใช้เป็นเกณฑ์อ้างอิงด้านคุณภาพและการจัดซื้อในอนาคต
ความก้าวหน้าที่สำคัญ
- ได้สูตรยางสังเคราะห์และสารประสานสำหรับสภาพภูมิอากาศไทย
- ได้ต้นแบบแผ่นยางรองใต้หมอนคอนกรีต รวมถึงแม่พิมพ์และเครื่องมือสำหรับขยายกำลังผลิต
- จัดทำร่างข้อกำหนดมาตรฐานผลิตภัณฑ์เพื่อสนับสนุนการใช้งานจริงและการจัดซื้อของ รฟท.
9. ยกเครื่องร้านสหกรณ์กรุงเทพ เชื่อมหน้าร้าน–หลังบ้านแบบเรียลไทม์
ร้านสหกรณ์กรุงเทพ จำกัด มีสมาชิกมากกว่า 140,000 รายและให้บริการ 5 สาขา แต่ระบบเดิมไม่รองรับอุปกรณ์เคลื่อนที่และยังเชื่อมข้อมูลระหว่างสาขากับส่วนกลางได้ไม่เต็มที่ ผศ.ดร.พงศ์ศรัณย์ บุญโญปกรณ์ จึงพัฒนาระบบบริหารจัดการบนคลาวด์และ API เพื่อให้การขาย สต็อก สมาชิก บัญชี ขนส่ง และช่องทางออนไลน์แลกเปลี่ยนข้อมูลกันได้แบบเรียลไทม์
ระบบใหม่มีเป้าหมายลดงานซ้ำและความผิดพลาด พร้อมรองรับ QR Code บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และการใช้งานผ่านอุปกรณ์เคลื่อนที่ นอกจากช่วยให้สหกรณ์ตอบรับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคดิจิทัล ยังเปิดช่องให้เกษตรกรและวิสาหกิจชุมชนนำสินค้าเข้าสู่ตลาด และสามารถพัฒนาเป็นระบบต้นแบบสำหรับสหกรณ์อื่นทั่วประเทศ
ความก้าวหน้าที่สำคัญ
- ระบบขายหน้าร้านและออนไลน์ (POS) รองรับการชำระเงินหลายรูปแบบและอุปกรณ์เคลื่อนที่
- ระบบหลังบ้าน (BOM) ครอบคลุมสินค้า คลัง การสั่งซื้อ และฐานข้อมูลสมาชิก
- API เชื่อมต่อบัญชี ขนส่ง ธนาคาร และเครือข่ายเกษตรกร ช่วยลดการป้อนข้อมูลซ้ำระหว่างระบบ
10. Picosecond Laser สองความยาวคลื่น เครื่องมือแพทย์ไทยพร้อมทดสอบมาตรฐาน
Picosecond Laser ปล่อยพลังงานในช่วงเวลาสั้นมาก จึงใช้รักษารอยสัก ฝ้า กระ และปานได้อย่างแม่นยำ แต่เครื่องมือส่วนใหญ่มีราคาสูงและต้องนำเข้า รศ.ดร.อมรินทร์ รัตนะวิศ จึงพัฒนาเลเซอร์การแพทย์แบบสองความยาวคลื่นที่ปรับแต่งลำแสงได้รวดเร็ว พร้อมซอฟต์แวร์และหัวยิงอัจฉริยะเพื่อควบคุมตำแหน่งและพลังงานให้เหมาะกับการรักษา
เป้าหมายของโครงการคือทำให้ต้นแบบฝีมือคนไทยผ่านการทดสอบความปลอดภัยและการรับรองมาตรฐานเครื่องมือแพทย์ ก่อนนำไปใช้ในโรงพยาบาลและคลินิก นอกจากนี้ ทีมวิจัยยังวางรากฐานศูนย์ตรวจสภาพและตั้งค่าเครื่องเลเซอร์ เพื่อให้ผู้ให้บริการในประเทศตรวจสอบความแม่นยำและความปลอดภัยได้โดยไม่ต้องพึ่งต่างประเทศ
ความก้าวหน้าที่สำคัญ
- ได้ต้นแบบเครื่องเลเซอร์การแพทย์แบบสองความยาวคลื่น พร้อมระบบควบคุมและหัวยิง
- เตรียมกระบวนการทดสอบความปลอดภัยและขอรับรองมาตรฐานเครื่องมือแพทย์
- ต่อยอดสู่ศูนย์ตรวจสภาพและตั้งค่าเครื่องเลเซอร์การแพทย์ และศูนย์วิจัยเลเซอร์พลังงานสูงสำหรับภาคอุตสาหกรรม
11. KNACKSAT-2 พา IoT ไทยจากพื้นที่อับสัญญาณขึ้นทดสอบในอวกาศ
พื้นที่กลางทะเล ป่าลึก หรือพื้นที่ห่างไกลอาจอยู่นอกขอบเขตเครือข่ายภาคพื้นดิน ทำให้ข้อมูลจากเซ็นเซอร์ส่งกลับมาไม่ได้ ดร.พงศธร สายสุจริต นำทีมพัฒนาอุปกรณ์ IoT ฐานอวกาศสำหรับดาวเทียมขนาดเล็ก KNACKSAT-2 ร่วมกับเครือข่ายพันธมิตร โดยมี บพข. และบริษัท แอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ทเวอร์ค จำกัด (AWN) ในเครือ AIS สนับสนุนทุนและร่วมวิจัย
ดาวเทียมใช้วัสดุภายในประเทศร้อยละ 98 และบรรทุกอุปกรณ์สื่อสาร 2 ชุด คือ Chef และ Postman เพื่อทดสอบการรับส่งข้อมูลร่วมกับเครือข่าย 5G และ NB-IoT ภาคพื้นดิน หากการทดสอบสำเร็จ เทคโนโลยีนี้จะต่อยอดเป็นบริการ Satellite IoT สำหรับติดตามทรัพยากร สิ่งแวดล้อม ความมั่นคง และการดำเนินงานในพื้นที่อับสัญญาณ พร้อมสร้างบุคลากรและโอกาสให้ผู้ผลิตชิ้นส่วนอวกาศไทย
ความก้าวหน้าที่สำคัญ
- ดาวเทียมและ IoT payload ทั้งสองชุดถูกปล่อยจากสถานีอวกาศนานาชาติสู่วงโคจรเมื่อ 3 กุมภาพันธ์ 2569 และเริ่มภารกิจเมื่อ 21 กุมภาพันธ์ 2569
- สถานะตามต้นฉบับอยู่ที่ TRL 6 และระบบทำงานปกติ โดยกำหนดทดสอบรับสัญญาณจากโหนด IoT จริงในเดือนมิถุนายน 2569
- วางแผนนำผลทดสอบร่วมพัฒนากับ AIS จาก TRL 7 สู่ TRL 9 เพื่อสร้างบริการเชิงพาณิชย์และประยุกต์กับดาวเทียมดวงอื่น
จากต้นแบบสู่ผลกระทบ ต้องเชื่อมงานวิจัยกับผู้ใช้จริง
ภายหลังการนำเสนอ คณะทำงาน บพข. และผู้บริหาร มจพ. ได้เยี่ยมชมห้องปฏิบัติการและศูนย์วิจัย เพื่อดูต้นแบบและระบบทดสอบจริง ทั้งด้านพลังงานสะอาด ยานยนต์ ระบบราง เซ็นเซอร์ดิจิทัล เลเซอร์การแพทย์ และเทคโนโลยีอวกาศ การลงพื้นที่จึงไม่ใช่เพียงการติดตามตัวชี้วัด แต่เป็นโอกาสเชื่อมผู้ให้ทุน นักวิจัย ผู้ใช้ และภาคอุตสาหกรรมเข้าด้วยกัน เพื่อมองให้เห็นว่าผลงานใดพร้อมใช้ ผลงานใดต้องผ่านมาตรฐานเพิ่มเติม และผลงานใดควรเร่งสร้างพันธมิตรเพื่อเข้าสู่ตลาด
ทั้ง 11 โครงการแสดงให้เห็นว่าเส้นทางจากห้องแล็บสู่ผลกระทบจริงต้องอาศัยมากกว่าความสำเร็จทางวิชาการ แต่รวมถึงการออกแบบต้นแบบ การทดสอบในสภาพใช้งาน การรับรองมาตรฐาน ทรัพย์สินทางปัญญา โมเดลธุรกิจ และการทำงานร่วมกับผู้ใช้ปลายทาง ซึ่งเป็นกลไกสำคัญที่ บพข. และ มจพ. กำลังร่วมกันขับเคลื่อน เพื่อให้งานวิจัยไทยสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมได้อย่างเป็นรูปธรรม
-

บพข. ผนึกกำลัง อว. – สอวช. และภาคีเครือข่าย เร่งผลักดัน Positive Lists ยกระดับอาหารอนาคตไทยสู่ Future Food Innovation Hub ของเอเชีย!

รศ. ดร.กานดา บุญโสธรสถิตย์ ผู้อำนวยการหน่วยบริหารจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถการแข่งขัน (บพข.) ภายใต้สำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (องค์การมหาชน) หรือ รวพ. ร่วมประกาศความร่วมมือครั้งสำคัญในการเร่งผลักดัน Positive Lists เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการไทยลดเวลา ลดต้นทุน และสื่อสารประโยชน์ทางสุขภาพ (Health Claims) ได้อย่างถูกต้องและรวดเร็วในงานFrom Science to Shelf: Positive Lists เร่งพัฒนาผลิตภัณฑ์ ลดต้นทุน และยกระดับอุตสาหกรรมอาหารอนาคตไทยสู่มูลค่าสูง” ณ อาคารจัตุรัสจามจุรี ในวันที่ 27 ก.ค.2569 โดยมี สอวช. กระทรวง อว. เป็นแกนนำหลักในการจัดงานครั้งนี้ ร่วมกับภาคีเครือข่าย อาทิ บพข., อย., สวก., สกสว., มกอช., สถาบันอาหาร สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สมาคมการค้าอาหารอนาคตไทย และที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย
.
ภายในงาน ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. ได้กล่าวแสดงความยินดีและประกาศความร่วมมือ โดยย้ำว่า Positive Lists เป็นก้าวสำคัญของการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านนวัตกรรมของประเทศ เพราะช่วยลดต้นทุน ลดระยะเวลา และเพิ่มประสิทธิภาพในการพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารอนาคต สอดคล้องกับนโยบายของกระทรวง อว. ที่มุ่งผลักดันงานวิจัยและนวัตกรรมไปใช้ประโยชน์จริง สร้างเศรษฐกิจฐานนวัตกรรม และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
ปัจจุบันมีการประกาศ Positive Lists แล้ว 16 รายการกล่าวอ้าง ครอบคลุมสารสำคัญหลายชนิด เช่น เบต้า-กลูแคนจากข้าวโอ๊ตและข้าวบาร์เลย์ อินูลินจากชิคอรี โกโก้ฟลาวานอล คาเทชินจากชาเขียว ขณะเดียวกันยังมีสารสำคัญจากวัตถุดิบไทยอีกกว่า 48 ชนิด ที่อยู่ระหว่างการวิจัยและจัดเตรียมข้อมูลทางวิชาการ รวมถึงหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ เพื่อสนับสนุนการขึ้นทะเบียนรายการกล่าวอ้างทางสุขภาพเพิ่มเติม โดยมีเป้าหมายพัฒนาให้ได้ 150 รายการ
.
ในกระบวนการผลักดันสารสำคัญให้ขึ้นทะเบียนใน Positive List นั้น บพข. เป็นหนึ่งในภาคีเครือข่ายที่สนับสนุนทุนวิจัยแก่นักวิจัยไทยในการทำ Systematic Review เพื่อรวบรวมข้อมูลทางวิชาการและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ยืนยันความปลอดภัยและสรรพคุณของอาหารและสมุนไพรไทย สำหรับใช้ยื่นขึ้นทะเบียนรายการกล่าวอ้างทางสุขภาพต่อสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ซึ่งเป็นกลไกสำคัญที่อยู่เบื้องหลังสารสำคัญอีกกว่า 48 ชนิดที่กำลังอยู่ระหว่างการวิจัยในขณะนี้
.
ทั้งนี้ เมื่อสารใดผ่านการพิจารณาตามหลักเกณฑ์ของประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 447) พ.ศ. 2566 ว่าด้วยการกล่าวอ้างทางสุขภาพของอาหารบนฉลาก และ อย. ประกาศขึ้นทะเบียนในบัญชี Positive List เรียบร้อยแล้ว สารดังกล่าวจะกลายเป็น “ประโยชน์สาธารณะ” ที่ผู้ประกอบการทุกรายสามารถนำไปใช้และแสดงข้อความกล่าวอ้างบนฉลากได้ทันที หากใช้ในปริมาณตามที่กำหนด โดยไม่ต้องยื่นขออนุมัติใหม่เป็นรายกรณี ช่วยให้ผู้ประกอบการไทยลดเวลา ลดต้นทุน และสื่อสารประโยชน์ทางสุขภาพ (Health Claims) ได้อย่างถูกต้องและรวดเร็ว
นอกจากนี้ ภาคีเครือข่ายยังได้ร่วมกันตั้งเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ว่า ภายในปี พ.ศ. 2575 ประเทศไทยจะมีมูลค่าตลาดเกษตรและอาหารรวม 4.7 ล้านล้านบาท และผลักดันสัดส่วนอาหารอนาคตให้เติบโตเป็น 1.2 ล้านล้านบาท หรือร้อยละ 25 ของตลาดทั้งหมด พร้อมก้าวสู่การเป็น Future Food Innovation Hub of Asia โดยการขับเคลื่อนจะดำเนินผ่าน 3 มิติ ได้แก่ การสร้างอุตสาหกรรมอาหารอนาคต การสร้างเทคโนโลยีของประเทศไทยเอง และการสร้างคนควบคู่กับการสร้างตลาดอนาคต
.
สำหรับงานครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อแถลงความร่วมมือการบูรณาการระหว่างภาครัฐ หน่วยงานวิจัย และภาคเอกชน เพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรมอาหารอนาคตของไทย รวมถึงรายงานผลการดำเนินงาน ความก้าวหน้า และถอดบทเรียนจากการขับเคลื่อน Positive Lists ให้ข้อมูลและแนวทางปฏิบัติแก่ผู้ประกอบการในการนำ Positive Lists ไปใช้พัฒนาผลิตภัณฑ์และสื่อสาร Health Claims อย่างถูกต้อง และสร้างกลไกติดตามข้อมูลการใช้ประโยชน์จาก Positive Lists เพื่อนำไปสู่การประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจ
ภายในงานยังมีการเปิดพื้นที่บูธนิทรรศการและบริการให้คำปรึกษาการใช้งาน Positive Lists แก่ผู้ประกอบการ พร้อมจัดเวทีเสวนาไฮไลต์ “Winning the Claim Game: Positive List สินค้าผ่านเคลมไว เพิ่มโอกาสใหม่ให้ผู้ประกอบการไทยได้เร็วขึ้น” โดย ศ.ดร.ณัฐดนัย หาญการสุจริต ที่ปรึกษาแผนงานอาหารมูลค่าสูง บพข. ได้ร่วมถ่ายทอดแนวทางปฏิบัติจริงในการพัฒนาผลิตภัณฑ์และการกล่าวอ้างทางสุขภาพอย่างถูกกฎหมาย เพื่อช่วยขับเคลื่อนสินค้าไทยให้ออกสู่ตลาดโลกได้อย่างรวดเร็วและยั่งยืน
#บพข #PMUC #รวพ #RCAD #สอวช #อย #กระทรวงอว #PositiveLists #FutureFood #นวัตกรรมอาหาร #อาหารมูลค่าสูง
-

ประกาศรับสมัคร ผู้เชี่ยวชาญงานกฎหมาย
หน่วยบริหารจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถการแข่งขัน (บพข.) มีพันธกิจสำคัญในการบริหารจัดการทุนวิจัยและสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมไทยในระดับสากล เรามุ่งเน้นการเปลี่ยนผ่านงานวิจัยคุณภาพไปสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์อย่างเป็นรูปธรรม เพื่อสร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืน
เพื่อให้การดำเนินงานตามยุทธศาสตร์และเป้าหมายขององค์กรเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ บพข. มีความประสงค์จะเปิดรับสมัครบุคคลากรที่มีความรู้ ความสามารถ และมีทัศนคติเชิงรุก เพื่อเข้ามาร่วมปฏิบัติงานในตำแหน่ง ผู้เชี่ยวชาญงาน งานกฎหมาย

-

บพข. ติดตาม ม.เกษตรฯ โชว์ 9 ผลงานเด่น ปั้น “อาหารสัตว์เลี้ยง-บรรจุภัณฑ์ไผ่-AI-สมุนไพร” เปลี่ยนวัตถุดิบเกษตรสู่อุตสาหกรรมมูลค่าสูงแห่งอนาคต
นวัตกรรม มก. ไม่หยุดนิ่ง! บพข. ติดตามงานวิจัย ม.เกษตรฯ โชว์ 9 ผลงานเด่น ปั้น “อาหารสัตว์เลี้ยง-บรรจุภัณฑ์ไผ่-AI-สมุนไพร” เปลี่ยนวัตถุดิบเกษตรสู่อุตสาหกรรมมูลค่าสูงแห่งอนาคต
รศ.ดร.กานดา บุญโสธรสถิตย์ ผู้อำนวยการหน่วยบริหารจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถการแข่งขัน (บพข.) ภายใต้ สำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (องค์การมหาชน) (รวพ.) ได้มอบหมายให้ ดร.อัญชัญ ชมภูพวง รองผู้อำนวยการ บพข. และ ศ.ดร.ณัฐดนัย หาญการสุจริต ที่ปรึกษาแผนงานกลุ่มอาหารมูลค่าสูง พร้อมทั้งคณะทำงานลงพื้นที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เพื่อติดตามความคืบหน้าและร่วมแลกเปลี่ยนแนวทางขยายผลงานวิจัยสู่อุตสาหกรรมจริง เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2569 โดยตลอดปี 5 ปี (2563-2568) บพข. ได้สนับสนุนทุนวิจัยให้มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ไปแล้วถึง 171 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 1,004 ล้านบาท โดยการลงพื้นที่ครั้งนี้ได้มีการนำเสนอความก้าวหน้าของโครงการวิจัยเด่นที่พร้อมสร้างผลกระทบเชิงบวกทั้งในมิติเศรษฐกิจและสังคม ดังนี้

โครงการพัฒนาผลิตภัณฑ์ผงโปรไบโอติกส์เสริมภูมิคุ้มกันสำหรับสัตว์เลี้ยง: จุลินทรีย์สายพันธุ์ไทยที่จะลดพึ่งพาหัวเชื้อนำเข้า
ยุคที่คนเลี้ยงสัตว์เหมือนลูก ตลาดอาหารสัตว์เลี้ยงพรีเมียมโดยเฉพาะกลุ่ม “โปรไบโอติกส์” จุลินทรีย์ที่ช่วยปรับสมดุลลำไส้และลดอาการท้องเสียจากเชื้อ E. coli และ Salmonella เติบโตอย่างก้าวกระโดด รศ.ดร.มัสลิน นาคไพจิตร จากภาควิชาเทคโนโลยีชีวภาพ คณะอุตสาหกรรมเกษตรจึงได้นำทีมวิจัยคัดเลือกจุลินทรีย์สายพันธุ์ไทย 2 สายพันธุ์ คือ Limosilactobacillus fermentum KUB-D18 และ Lactiplantibacillus plantarum HMM04-88 ที่ยับยั้งเชื้อก่อโรคท้องเสียและปรับภูมิคุ้มกันลำไส้สัตว์เลี้ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพ ภายใต้การสนับสนุนของ บพข. จนภาคเอกชนสนใจต่อยอดเป็น “ผงเชื้อโปรไบโอติกส์พร้อมใช้” สำหรับอุตสาหกรรมอาหารสัตว์เลี้ยง
ความก้าวหน้าโครงการ
• พัฒนาสูตรอาหารเลี้ยงเชื้อระดับอุตสาหกรรม: ปีแรกทีมวิจัยพัฒนาสูตรสำเร็จ ได้เชื้อรอดชีวิตเข้มข้นถึง 10 log CFU/g ผ่านมาตรฐานปศุสัตว์ในต้นทุนที่แข่งขันได้
• ทดสอบประสิทธิภาพในตัวสัตว์จริง: ปีที่ 2 เดินหน้าศึกษาการเสริมภูมิคุ้มกัน ปัจจุบันคืบหน้าแล้วกว่า 70% ได้ผลเลือดทางคลินิกครบแล้ว เหลือทดสอบตัวอย่างอุจจาระเพื่อความสมบูรณ์ของรายงาน
• เปิดโอกาสตลาดมูลค่าสูง: ได้ผลิตภัณฑ์ผงโปรไบโอติกส์สัญชาติไทย 2 ผลิตภัณฑ์ พร้อมโมเดลธุรกิจแบบ B2B รองรับตลาด Functional Pet Food ไทยที่คาดว่าจะโตถึง 3.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2030 ช่วยลดการนำเข้าหัวเชื้อราคาแพงจากต่างประเทศ
โครงการพัฒนาระบบปฏิบัติการรถบัสไฟฟ้าร่วมกับสายการผลิตในโรงงาน: ปิดจุดบอด Data Silo ด้วย AI และ IoT
โรงงานอุตสาหกรรมที่เดินเครื่องตลอด 24 ชั่วโมง มักเผชิญปัญหาระบบรถรับส่งพนักงานกับระบบวางแผนการผลิตที่ทำงานแยกจากกันโดยสิ้นเชิง (Data Silo) เมื่อรถล่าช้าฝ่ายผลิตจะไม่รู้ล่วงหน้า ส่งผลกระทบต่อการจัดกำลังคนเป็นลูกโซ่ และยิ่งซับซ้อนขึ้นเมื่อเปลี่ยนมาใช้รถบัสไฟฟ้า (EV Bus) ที่ต้องบริหารทั้งแบตเตอรี่และสถานีชาร์จ ผศ.ดร.พงศ์ธร พรหมบุตร จึงได้นำทีมวิจัยพัฒนาระบบปฏิบัติการอัจฉริยะที่นำ AI, IoT และ Big Data มาเป็นตัวกลางเชื่อมโลกการเดินทางกับกระบวนการผลิตให้เป็นเนื้อเดียวกัน ภายใต้การสนับสนุนของ บพข.
ความก้าวหน้าโครงการ
• วิเคราะห์และออกแบบระบบครบวงจร: วิเคราะห์ข้อมูล 3 มิติ (กระบวนการผลิต พฤติกรรมการเดินทาง และความสัมพันธ์ระหว่างเวลาเดินทางกับแผนการผลิต) พร้อมออกแบบสถาปัตยกรรมระบบและฐานข้อมูลบนคลาวด์
• พัฒนาและติดตั้งระบบต้นแบบจริง: ติดตั้งอุปกรณ์ IoT บนรถบัสไฟฟ้าที่ระบุตำแหน่ง ยืนยันตัวตน และตรวจสุขภาพ-คุณภาพอากาศ เชื่อมข้อมูลเข้ากับคลาวด์ส่วนกลางและแอปพนักงาน แสดงผลผ่าน Dashboard แบบเรียลไทม์
• ยกระดับสู่ Smart Factory: โมเดล AI คาดการณ์เวลาถึงโรงงานและความพร้อมของพนักงานล่วงหน้า ช่วยวางแผนกำลังคนแม่นยำขึ้น บริหารพลังงานรถบัสไฟฟ้าคุ้มค่าขึ้น ตอบโจทย์แนวคิด BCG Economy
โครงการบรรจุภัณฑ์ปลอดเคมีจากเยื่อไผ่: พลิกไผ่ 500 สายพันธุ์สู่บรรจุภัณฑ์รักษ์โลก
บนพื้นที่กว่า 2,000 ไร่ในจังหวัดเพชรบูรณ์ บริษัท พรีไซซ สมาร์ท ไลฟ์ จำกัด ปลูกไผ่ไว้มากกว่า 500 สายพันธุ์ ด้วยเป้าหมายผลิต “บรรจุภัณฑ์เยื่อไผ่ปลอดเคมี 100%” แต่ติดข้อจำกัดที่เทคโนโลยีการผลิตเยื่อเชิงกลยังทำได้แค่ระดับห้องปฏิบัติการ ผศ.ดร.พิชิต สมบูรณ์ จากคณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จึงได้จับมือกับบริษัทฯ ภายใต้การสนับสนุนของ บพข. วิจัยสร้างโรงงานและผลิตภัณฑ์ต้นแบบเชิงพาณิชย์ ตั้งแต่การเตรียมวัตถุดิบ การผลิตเยื่อด้วยเครื่องบดเชิงกลแรงดันไอน้ำสูง (TMP) ไปจนถึงการอัดร้อนขึ้นรูป
ความก้าวหน้าโครงการ
• โรงงานต้นแบบครบวงจร: ผลิตได้ตั้งแต่เตรียมวัตถุดิบจนถึงชิ้นงานสำเร็จรูป ผ่านระบบการผลิตอัจฉริยะ 5 ขั้นตอน กำลังผลิตเยื่อไผ่เชิงกล 200 กิโลกรัมต่อชั่วโมง
• ผลิตภัณฑ์พร้อมทดลองตลาดจริง: ได้บรรจุภัณฑ์รักษ์โลก เช่น กล่อง ถาด และจานอาหาร ที่สะอาด ปลอดภัย ไร้สารเคมีตกค้าง ขึ้นรูปได้วันละ 2,000 ชิ้น
• กระจายรายได้สู่ชุมชน: สร้างรายได้หมุนเวียนให้เกษตรกรในพื้นที่รอบโรงงานต้นแบบไปพร้อมกัน
“มันสมองดิจิทัล” AI/HPC เพื่องานเกษตร อาหาร และความหลากหลายทางชีวภาพ: โครงสร้างพื้นฐาน AI ที่นักวิจัยไทยเข้าถึงได้จริง
ไทยมีความหลากหลายทางชีวภาพสูงถึง 10% ของโลก แต่ความมั่นคงทางอาหารกำลังถูกท้าทายจากประชากรที่เพิ่มขึ้นสวนทางผลผลิตการเกษตรที่ลดลง ทางออกสำคัญคือการปรับสู่ “เกษตรแม่นยำ” ด้วย AI, IoT และ Big Data แต่นักวิจัยไทยส่วนใหญ่เข้าไม่ถึงโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลราคาแพง รศ.ดร.สุตเขตต์ นาคะเสถียร (หัวหน้าโครงการเดิม) และ รศ.ดร.อนันต์ ผลเพิ่ม (หัวหน้าโครงการปัจจุบัน) จึงได้ขับเคลื่อนโครงการนี้ภายใต้การสนับสนุนของ บพข. เพื่อทำให้ “โครงสร้างพื้นฐานด้านปัญญาประดิษฐ์” กลายเป็นของที่นักวิจัยและผู้ประกอบการเข้าถึงได้จริง พร้อมเชื่อมกับเครือข่าย Thailand AI University Consortium
ความก้าวหน้าโครงการ
• ติดตั้งมันสมองดิจิทัลของประเทศ: ส่งมอบระบบคอมพิวเตอร์สมรรถนะสูง (AI/HPC) 15 เครื่อง/ระบบ ณ สำนัก บริการคอมพิวเตอร์ มก. บริหารจัดการผ่านแพลตฟอร์ม KU Nontri AI
• เปิดให้นักวิจัยเข้าถึงจริง: ทดลองใช้ฟรี 3 เดือนเต็มในช่วงแรก (เมษายน – 31 กรกฎาคม 2567) มีผู้ส่งหัวข้อวิจัย เข้ามาใช้งานแล้วอย่างน้อย 23 หัวข้อ
• ปั้นบุคลากรสาย AI: เปิดคอร์สออนไลน์ระดับโลกจาก NVIDIA 4 หลักสูตร ได้แก่ Conversational AI, CLARA Medical Imaging, Computer Vision AI และ RAPIDS AI พร้อมวางแผนขยายบริการต่อเนื่องให้ครอบคลุม นักวิจัย นิสิต ภาครัฐ เอกชน และ SMEs/Startup
โครงการเมืองนวัตกรรมอาหารภาคกลาง: ตู้จำหน่ายอาหารอัจฉริยะที่รู้ใจโภชนาการเฉพาะบุคคล
สังคมเมืองที่เร่งรีบและกำลังเข้าสู่สังคมสูงวัย ทำให้คนยุคใหม่มองหาอาหารเพื่อสุขภาพที่ตอบโจทย์เฉพาะตัวมากขึ้น แต่อุตสาหกรรมอาหารแบบเดิมยังเน้นผลิตทีละมากๆ เพื่อคุมต้นทุน รศ.ดร.อนุวัตร แจ้งชัด จากคณะอุตสาหกรรมเกษตร จึงได้นำทีมวิจัยพัฒนาแพลตฟอร์ม “เมืองนวัตกรรมอาหารภาคกลาง” ภายใต้การสนับสนุนของ บพข. เชื่อมมหาวิทยาลัย ภาครัฐ และเอกชน ผลักดันอาหารพร้อมทาน (Ready-to-Eat) คุณค่าสูงสู่ระดับอุตสาหกรรม โดยมีพระเอกคือ “ตู้จำหน่ายอาหารอัตโนมัติอัจฉริยะต้นแบบ” ที่ช่วยจัดชุดอาหารให้ตรงกับความต้องการทางโภชนาการของแต่ละคน
ความก้าวหน้าโครงการ
• สร้างวัตถุดิบมูลค่าสูงจากของเหลือทิ้ง: สกัดโปรตีนและสารมูลค่าสูงจากกากและเปลือกถั่วเขียวได้สำเร็จ 2 ชนิด พร้อมขยายสู่ระดับอุตสาหกรรม
• ผลิตภัณฑ์และช่องทางจำหน่ายต้นแบบ: ได้เมนูพร้อมทานเพื่อสุขภาพ 5 เมนู ได้แก่ นักเก็ตไก่ทอด ไข่ออมเล็ต พืช พาสต้าไร้กลูเตน น้ำเกรวี่ข้นหนืด และทาร์ตไข่ไร้ไข่แดง พร้อมต้นแบบตู้ Smart Food Vending Machine 1 เครื่อง และยื่นจดอนุสิทธิบัตรแล้ว 3 ฉบับ
• ต่อยอดรับทุนเชิงพาณิชย์ต่อเนื่อง: องค์ความรู้จากโครงการถูกต่อยอดรับทุนวิจัยร่วมกับภาคเอกชนอีก 2 สาย ทั้งกลุ่มสารสกัดให้ความคงตัวและกลุ่มโปรตีนพืชสำหรับคนออกกำลังกาย
โครงการขยายสเกลงานวิจัยอุตสาหกรรมเกษตรสู่ภาคอุตสาหกรรม: ปั้น มก. บางเขน เป็นฐานส่งงานวิจัยออกสู่ตลาดจริง
ผลสำรวจจากเมืองนวัตกรรมอาหาร (Food Innopolis) ชี้ว่า มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตบางเขน คือจุดยุทธศาสตร์ที่มีความพร้อมสูง ทั้งทำเลใกล้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และระบบนิเวศนวัตกรรมอาหารที่ครบเครื่อง แต่จุดอ่อนสำคัญคือยังขาดเครื่องมือแปรรูปและโครงสร้างพื้นฐานรองรับการขยายขนาดการผลิต รศ.ดร.อนุวัตร แจ้งชัด จึงได้นำคณะอุตสาหกรรมเกษตร จับมือ สวทช. ภายใต้การสนับสนุนของ บพข. ขยายพื้นที่ “เมืองนวัตกรรมอาหารส่วนขยาย” สร้างโรงงานต้นแบบมาตรฐานครบวงจร (Pilot Plant) เพื่อแปรรูปผลผลิตเกษตรสู่สินค้ามูลค่าสูง
ความก้าวหน้าโครงการ
• ยกระดับโครงสร้างพื้นฐานการวิจัย: จัดหาเครื่องมือระดับกึ่งอุตสาหกรรมรองรับการขยายขนาดการผลิตแล้ว 5 เครื่อง
• พัฒนาบุคลากรและพื้นที่มาตรฐานสากล: มีบุคลากรผู้เชี่ยวชาญพร้อมให้บริการภาคอุตสาหกรรม พื้นที่โรงงาน ต้นแบบได้รับการปรับปรุงให้ได้มาตรฐานสากล
• ขยายเครือข่ายผู้ใช้บริการ: เริ่มมีผู้ประกอบการทั้ง SMEs สตาร์ทอัพด้านนวัตกรรมอาหาร และภาคอุตสาหกรรม เข้ามาใช้บริการมากขึ้น
“ราชินีแห่งผลไม้” สู่ยาแห่งอนาคต: ผลิตภัณฑ์มูลค่าสูงจากสารสกัดแซนโทนในเปลือกมังคุด
มังคุดได้ชื่อว่าเป็น “ราชินีแห่งผลไม้” แต่ผลผลิตที่มากเกินไปกลับกลายเป็นปัญหาราคาตกต่ำซ้ำซาก งานวิจัยพบว่าเปลือกมังคุดที่เคยถูกทิ้งเป็นขยะ กลับอุดมไปด้วย “สารแซนโทน (Xanthone)” ที่มีฤทธิ์ลดอักเสบ แก้แพ้ ต้านอนุมูลอิสระ ชะลอวัย และฆ่าเชื้อแบคทีเรีย ดร.อุดมลักษณ์ สุขอัตตะ จากสถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตผลทางการเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร จึงได้นำทีมวิจัยใช้เทคนิคโครมาโทกราฟีขั้นสูงสกัดสารบริสุทธิ์ในระดับอุตสาหกรรม ภายใต้การสนับสนุนของ บพข. เป้าหมายสร้างผลิตภัณฑ์การแพทย์มูลค่าสูง เช่น ยารักษาแผลกดทับและเวชสำอาง
ความก้าวหน้าโครงการ
• สร้างระบบสกัดระดับกึ่งอุตสาหกรรม: ออกแบบและสร้างระบบสกัดด้วยของเหลวความดันสูงสำเร็จ 1 ระบบ ใช้ได้ทั้งตัวทำละลายเอทานอลและคาร์บอนไดออกไซด์
• พัฒนาองค์ความรู้พร้อมถ่ายทอด: ได้สารสกัดแซนโทนคุณภาพสูงและกระบวนการผลิตระดับพาณิชย์ที่พร้อม ถ่ายทอดให้เอกชนได้ทันที
• ผลิตภัณฑ์การแพทย์ต้นแบบ: พัฒนาผลิตภัณฑ์เจลนาโนอิมัลชันบรรจุสารแซนโทนสำหรับรักษาแผลกดทับที่ผ่าน การทดสอบมาตรฐานแล้ว
โครงการโรงงานต้นแบบผลิตสารให้กลิ่นรสจากวัตถุดิบฐานชีวภาพ: มะนาวไทยที่จะลดนำเข้าสารแต่งกลิ่นจากต่างประเทศ
ไทยส่งออกอาหารสร้างรายได้ปีละกว่า 20,000 ล้านเหรียญสหรัฐ แต่อุตสาหกรรมอาหารไทยยังต้องนำเข้า “สารให้กลิ่นรส” จากต่างประเทศเป็นหลัก เพราะขาดเทคโนโลยีแปรรูป และงานวิจัยด้านนี้มักไปติดอยู่แค่ระดับห้องปฏิบัติการ ดร.พิลาณี ไวถนอมสัตย์ จากสถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตผลทางการเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร จึงได้นำทีมวิจัยจัดตั้ง “โรงงานต้นแบบผลิตสารให้กลิ่นรสจากธรรมชาติครบวงจรมาตรฐาน GMP” ภายใต้การสนับสนุนของ บพข. โดยเริ่มจากมะนาวไทยเป็นวัตถุดิบหลัก
ความก้าวหน้าโครงการ
• ติดตั้งเครื่องมือครบวงจร: โรงงานต้นแบบมีเครื่องมือครบวงจรรวม 10 รายการ อาทิ เครื่องสกัดด้วย CO2 Supercritical Fluid เครื่องสกัดมัลติฟังก์ชั่น เครื่องสกัดน้ำมันแบบสกรูเพรส เครื่องกลั่นแยกสารระดับโมเลกุลเครื่องทำแห้งแบบแช่แข็ง (Freeze Dryer) และเครื่องทดสอบความคงตัวของผลิตภัณฑ์ (Oxidation Stability Tester)
• ได้มาตรฐานความปลอดภัยอาหาร: ได้รับใบอนุญาตสถานที่ผลิตอาหารจาก อย. แล้ว และกำลังรอตรวจประเมิน มาตรฐาน GHP-Codex
• ยกระดับ TRL สู่เชิงพาณิชย์: ได้ผลิตภัณฑ์ต้นแบบสารให้กลิ่นรสมะนาวและกาแฟจากวัตถุดิบเกษตรไทย ยกระดับงานวิจัยจาก TRL 4 ขึ้นไปถึง TRL 6-8 ที่พร้อมใช้เชิงพาณิชย์
โครงการพัฒนาห้องปฏิบัติการมาตรฐานสากลประเมินความปลอดภัยพลาสติกรีไซเคิล: ปลดล็อก rPET ให้กลับมาห่ออาหารได้อีกครั้ง
ไทยผลิตพลาสติกรีไซเคิลชนิด rPET ได้มากกว่า 3 แสนตันต่อปี แต่ส่วนใหญ่ทำได้แค่แปรรูปเป็นเส้นใยเสื้อผ้า ยังนำมาผลิตบรรจุภัณฑ์สัมผัสอาหารไม่ได้เต็มที่เพราะข้อกังวลด้านความปลอดภัย และห้องปฏิบัติการในไทยที่ตรวจได้ตามมาตรฐานสากลก็มีน้อยมาก รศ.ดร.อำพร เสน่ห์ จากภาควิชาเทคโนโลยีการบรรจุและวัสดุ คณะอุตสาหกรรมเกษตร จึงได้นำทีมวิจัยจับมือกรมวิทยาศาสตร์บริการ (วศ.) ภายใต้การสนับสนุนของ บพข. พัฒนาห้องปฏิบัติการในประเทศให้ได้มาตรฐานสากล
ความก้าวหน้าโครงการ
• วางระบบและทดสอบความแม่นยำ: ปีแรกวางระบบ เครื่องมือ และบุคลากรเสร็จแล้ว ปีที่ 2 กำลังตรวจสอบ ความแม่นยำและทดสอบความเสถียรของวัสดุตั้งต้น
• ให้บริการทดสอบในประเทศได้จริง: รองรับการทดสอบได้ 2 รายการ และวัสดุเริ่มต้น 1 รายการ ช่วยให้ผู้ผลิต rPET ไม่ต้องส่งตรวจต่างประเทศ
• หนุนมาตรฐานและพัฒนาบุคลากร: เกิดเครือข่ายความร่วมมือระหว่าง มก. และกรมวิทยาศาสตร์บริการ (วศ.) หนุนการทำงานของ อย. ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 435) พร้อมจัดทำร่างคู่มือมาตรฐานแล้ว 2 ฉบับ และพัฒนาบุคลากรด้านวัสดุสัมผัสอาหารอย่างน้อย 20 คนต่อปี ด้านระบบคุณภาพอีกอย่างน้อย 3 คนต่อปี
ต่อยอดนวัตกรรมจาก “ห้องแล็บ” สู่ “สายการผลิตจริง”
ภายหลังเสร็จสิ้นการนำเสนอความก้าวหน้าของทั้ง 9 โครงการวิจัย คณะผู้บริหาร บพข. พร้อมด้วยคณะผู้บริหารมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการดำเนินงานหน้างานจริงใน 3 จุดไฮไลท์สำคัญ เพื่อประเมินความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐาน ได้แก่ 1. ระบบ AI/HPC และแพลตฟอร์ม KU Nontri AI ณ สำนักบริการคอมพิวเตอร์ นำชมโดย รศ.ดร.อนันต์ ผลเพิ่ม 2. ห้องปฏิบัติการมาตรฐานสากลด้านความปลอดภัยพลาสติกรีไซเคิล ณ ภาควิชาเทคโนโลยีการบรรจุและวัสดุ นำชมโดย รศ.ดร.อำพร เสน่ห์ 3. โรงงานต้นแบบผลิตสารให้กลิ่นรสมูลค่าสูง ณ สถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตผลทางการเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร นำชมโดย ดร.พิลาณี ไวถนอมสัตย์ และ ดร.อุดมลักษณ์ สุขอัตตะ
การลงพื้นที่ในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความสำเร็จในการผนึกกำลังระหว่าง บพข. และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในการเปลี่ยนผ่านงานวิจัยคุณภาพสูงให้กลายเป็น “โครงสร้างพื้นฐานระดับอุตสาหกรรม” ที่พร้อมสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ ขับเคลื่อนความมั่นคงทางอาหารและพลังงาน และยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยได้อย่างเป็นรูปธรรม
-

ประกาศรับสมัครบุคลากร (จ้างเหมาบริการ : TOR)
หน่วยบริหารจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถการแข่งขัน (บพข.) มีพันธกิจสำคัญในการบริหารจัดการทุนวิจัยและสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมไทยในระดับสากล เรามุ่งเน้นการเปลี่ยนผ่านงานวิจัยคุณภาพไปสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์อย่างเป็นรูปธรรม เพื่อสร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืน
เพื่อให้การดำเนินงานตามยุทธศาสตร์และเป้าหมายขององค์กรเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ บพข. มีความประสงค์จะเปิดรับสมัครบุคคลากรที่มีความรู้ ความสามารถ และมีทัศนคติเชิงรุก เพื่อเข้ามาร่วมปฏิบัติงานในตำแหน่ง จ้างเหมาบริการ (TOR) จำนวน 1 ตำแหน่ง ดังนี้:
2. ตำแหน่งนักวิเคราะห์และบริหารงาน ด้านส่งเสริมการใช้ประโยชน์ (จำนวน 1 อัตรา)

-

บพข. ลงใต้ติดตามงานวิจัย โชว์ 12 ผลงานเด่น ปั้น “กระท่อม-ยางพารา-อาหารใต้-การแพทย์”
นวัตกรรม ม.อ. ก้าวไกล! บพข. ลงใต้ติดตามงานวิจัย โชว์ 12 ผลงานเด่น ปั้น “กระท่อม-ยางพารา-อาหารใต้-การแพทย์” เปลี่ยนทรัพยากรภาคใต้สู่อุตสาหกรรมสุขภาพแห่งอนาคต

รศ. ดร.กานดา บุญโสธรสถิตย์ ผู้อำนวยการหน่วยบริหารจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถการแข่งขัน (บพข.) สำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (องค์การมหาชน) หรือ รวพ. นำทีมคณะผู้บริหารและผู้ทรงคุณวุฒิ ลงพื้นที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) จังหวัดสงขลา เพื่อติดตามความคืบหน้าและร่วมแลกเปลี่ยนแนวทางขยายผลงานวิจัยสู่อุตสาหกรรมจริง โดยมี รองศาสตราจารย์ นายแพทย์สุนทร วงษ์ศิริ รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและนวัตกรรม พร้อมด้วย รศ. ดร.แหลมทอง ชื่นชม ผู้อำนวยการสำนักวิจัยและพัฒนา และทีมนักวิจัยให้การต้อนรับ เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2569
ตลอดปีงบประมาณ 2563 – 2568 บพข. ได้สนับสนุนทุนวิจัยให้ ม.อ. ไปแล้วถึง 77 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 407 ล้านบาท โดยการลงพื้นที่ครั้งนี้ได้มีการนำเสนอความก้าวหน้าของโครงการวิจัยเด่นที่พร้อมสร้างผลกระทบเชิงบวกทั้งในมิติเศรษฐกิจและสังคม ดังนี้
โครงการพัฒนากลไกสนับสนุนผู้ประกอบการสู่การเป็นวิสาหกิจฐานนวัตกรรม (IDEs)
ในยุคที่เศรษฐกิจผันผวน ธุรกิจ SMEs ของไทยมักเผชิญทางตันจากข้อจำกัดด้านเงินทุน องค์ความรู้ และความล่าช้าในการขอใบอนุญาตมาตรฐานต่าง ๆ ทำให้ไม่สามารถยกระดับสินค้าดั้งเดิมให้กลายเป็นสินค้ามูลค่าสูงเพื่อแข่งขันในตลาดโลกได้ เพื่อทลายข้อจำกัดเหล่านี้ รศ.นพ.สุนทร วงษ์ศิริ จากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ จึงได้นำทีมวิจัยจัดตั้งโครงการนี้ขึ้นภายใต้การสนับสนุนของ บพข. เพื่อทำหน้าที่เป็น “พี่เลี้ยงและตัวกลาง” โดยใช้ความพร้อมด้านห้องปฏิบัติการและนักวิจัยของ ม.อ. เข้าไปช่วยแก้ปัญหาให้ผู้ประกอบการแบบใกล้ชิด ตั้งแต่การช่วยคิดแผนธุรกิจ พัฒนาสินค้าจากห้องแล็บให้เป็นสินค้าต้นแบบ การทำมาตรฐานสินค้า การยื่นจดสิทธิบัตร ไปจนถึงการหาตลาดและเครือข่ายพันธมิตรร่วมลงทุน
ความก้าวหน้าและผลกระทบ
- ยกระดับผู้ประกอบการและหน่วยงานตัวกลาง: สามารถผลักดันผู้ประกอบการ IDEs ได้ครบ 7 ราย เกิดเป็นนวัตกรรมและบริการใหม่ 4 ผลงาน ควบคู่ไปกับการยกระดับหน่วยงานตัวกลางและผู้ให้บริการทางธุรกิจ (Intermediary และ IBDS) ให้มีระบบประเมินนวัตกรรมที่แม่นยำและมีโมเดลธุรกิจที่ยั่งยืน
- สร้างการเติบโตทางธุรกิจที่คาดหวัง: ตั้งเป้าช่วยผู้ประกอบการเพิ่มยอดขายอย่างน้อย 20% ใน 3 ปี สร้างสัดส่วนรายได้ใหม่จากนวัตกรรม (หรือลดต้นทุน) ไม่น้อยกว่า 10% พร้อมกระตุ้นให้เกิดการลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนา (R&D) อย่างต่อเนื่องทุกปี
- เปิดประตูสู่ตลาดโลก: ช่วยหนุนผู้ประกอบการทดสอบตลาดจนขายได้จริง พร้อมพากระจายเครือข่ายความร่วมมือกว่า 12 หน่วยงานเพื่อจับคู่ธุรกิจและออกงานแสดงสินค้าระดับสากล ตอบโจทย์เศรษฐกิจ BCG และอุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศ รวมถึงปูทางสู่การสร้าง Tech Startup และบริษัท Spin-off ในอนาคต
โครงการเปลี่ยนบ้านเป็นโรงพยาบาล: พลิกโฉมการดูแลกลุ่มเปราะบางด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล
ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ “สังคมสูงอายุอย่างเต็มรูปแบบ” โดยคาดว่าในปี พ.ศ. 2583 จะมีผู้สูงวัยมากถึง 20.5 ล้านคน การวางแผนดูแลผู้ป่วยที่มีภาวะพึ่งพิงและกลุ่มผู้ป่วยติดเตียงจึงกลายเป็นวาระเร่งด่วน ด้วยเหตุนี้ ผศ.พญ.นลินี โกวิทวนาวงษ์ จึงได้นำทีมวิจัยพัฒนาระบบดูแลผู้ป่วยกลุ่มเปราะบางในชุมชน โดยนำเทคโนโลยีดิจิทัลสุดล้ำเข้ามาประยุกต์ใช้เพื่อเปลี่ยนบ้านให้กลายเป็นพื้นที่ดูแลรักษาที่ได้มาตรฐานในลักษณะ “Hospital at Home” (คล้ายโมเดลในญี่ปุ่นและสิงคโปร์) นวัตกรรมนี้ไม่เพียงแต่ช่วยให้ผู้ป่วยปลอดภัย แต่ยังช่วยสร้างระบบนิเวศสุขภาพที่ยั่งยืน เพื่อให้มั่นใจว่าจะไม่มีใครถูกทิ้งไว้ข้างหลังในสังคมไทย
ความก้าวหน้าและผลกระทบ
- นวัตกรรมเตียงพลิกตัวอัจฉริยะ: ทีมวิจัยได้พัฒนา “เตียงพลิกตะแคงไฟฟ้าอัจฉริยะ” ทำงานร่วมกับเบาะเจลยางพารา Doctor N Medigel ควบคู่กับการใช้ Smart Bed Software, ระบบ Central Control และเทคโนโลยี Image Processing เพื่อเฝ้าระวังผู้ป่วย โดยปัจจุบันกำลังผลิตให้ครบระบบจำนวน 20 ชุด
- กระจายสู่พื้นที่ขาดแคลนและเชื่อมโยงข้อมูล: นำร่องติดตั้งเตียงพลิกตะแคงไฟฟ้าให้แก่โรงพยาบาลที่ขาดแคลนแล้ว 5 แห่ง พร้อมสร้างระบบบูรณาการข้อมูลการดูแลผู้ป่วยตั้งแต่ระดับบ้าน สู่ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ และเข้าสู่โรงพยาบาลในพื้นที่ อบจ.สงขลา รวมถึงเพิ่มศักยภาพให้ อสม. และจิตอาสาสามารถดูแลผู้ป่วยที่บ้านได้อย่างเป็นระบบ ช่วยลดความแออัดของสถานพยาบาล
- สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ : โดยผลการคาดการณ์ในอนาคตว่า เมื่อผลักดันนวัตกรรมออกสู่ตลาด จะช่วยสร้าง “มูลค่าผลกระทบเชิงทดแทน” สูงถึง 900 ล้านบาท จากการป้องกันแผลกดทับและลดการเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลโดยไม่จำเป็น
โครงการยกระดับอาหารใต้สู่ Functional Food: นวัตกรรมน้ำยาขนมจีนต้านโรค
“อาหารภาคใต้” ขึ้นชื่อเรื่องรสชาติจัดจ้านและอุดมไปด้วยสมุนไพร โดยเฉพาะ “ขมิ้นชัน” ที่มีสารเคอร์คูมินอยด์ (Curcuminoids) ซึ่งช่วยต้านอนุมูลอิสระและลดการอักเสบ แต่ในกระบวนการปรุงอาหารแบบดั้งเดิม ความร้อนมักทำให้สารสำคัญเหล่านี้สูญสลายไป ประกอบกับประเทศไทยกำลังเผชิญปัญหาผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) เช่น โรคเบาหวาน ที่พุ่งสูงขึ้นตามแนวโน้มสังคมสูงวัย เพื่อแก้ปัญหานี้ ผศ.ดร.ปรียาภรณ์ เดชอรัญ จากคณะอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ จึงได้ร่วมกับเครือข่ายทางการแพทย์ นำกระบวนการทางวิทยาศาสตร์มาล็อกคุณค่าสารอาหารให้มีความแม่นยำ เปลี่ยนจากภูมิปัญญาท้องถิ่นให้กลายเป็น “อาหารฟังก์ชัน (Functional Food)” ระดับพรีเมียมที่อร่อยและมีศักยภาพในการต้านโรค
ความก้าวหน้าและผลกระทบ
- นวัตกรรมผลิตภัณฑ์และฐานข้อมูลวิทยาศาสตร์: ประสบความสำเร็จในการพัฒนาต้นแบบ “น้ำยาขนมจีนเสริมขมิ้นชันเพื่อสุขภาพ” (ลดหวาน มัน เค็ม) ที่ผ่านการฆ่าเชื้อระดับโรงงานต้นแบบ โดยมีการติดตามความคงตัวของสารสำคัญอย่างละเอียด ทั้งเคอร์คูมินอยด์ สารฟีนอลิก (TPC) และฟลาโวนอยด์ (TFC) เพื่อสร้างคลังข้อมูลเชิงลึกที่เชื่อถือได้
- พิสูจน์ผลลัพธ์ทางคลินิกและสร้างเครือข่าย: ผ่านการทดสอบประสิทธิภาพทางคลินิกในกลุ่มผู้บริโภคที่มีภาวะเสี่ยง เพื่อเตรียมใช้ยื่นขอฉลากสรรพคุณทางสุขภาพจาก อย. ควบคู่ไปกับการตีพิมพ์บทความวิจัยระดับสากล และการจับคู่ธุรกิจร่วมกับผู้ประกอบการในท้องถิ่น
- โอกาสขยายสัดส่วนทางการตลาด: โครงการกำลังเดินหน้าสู่การผลิตระดับอุตสาหกรรมและขอมาตรฐานฮาลาล เพื่อเจาะตลาดอาหารพร้อมรับประทาน (Ready-to-Eat) ของไทยที่มีมูลค่ากว่า 85,000 ล้านบาท ซึ่งคาดการณ์ว่าหากชิงส่วนแบ่งการตลาดได้เพียง 0.001% จะสามารถสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนได้สูงถึง 8.5 ล้านบาท
โครงการโรงงาน Biorefinery มาตรฐาน GMP: เปลี่ยน “เซรั่มยางพารา” เป็นส่วนผสมเครื่องสำอางระดับโลก
ในแต่ละปี อุตสาหกรรมผลิตยางแผ่นและยางแท่งของไทยต้องทิ้ง “เซรั่มน้ำยางพารา” หลายล้านลิตรไปอย่างสูญเปล่าและยังต้องแบกรับภาระในการกำจัด จากปัญหาสิ่งแวดล้อมและมูลค่าที่ถูกมองข้ามนี้ รศ.ดร.ภก.ฐณะวัฒน์ พิทักษ์พรปรีชา ได้มองเห็นขุมทรัพย์ที่ซ่อนอยู่ จึงนำเทคโนโลยีชีวภาพมาสกัดสารสำคัญมูลค่าสูงอย่าง BGOs และ HLPs จากเซรั่มน้ำยางพารา ซึ่งมีศักยภาพสูงในการต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง เวชสำอาง และอาหารฟังก์ชันแห่งอนาคต นำไปสู่การจับมือกับ บริษัท อินโนซุส จำกัด เพื่อสร้าง “โรงงาน Biorefinery จากเซรั่มน้ำยางพาราแบบครบวงจรแห่งแรกของโลก” ถือเป็นการขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) และพลิกโฉมอุตสาหกรรมยางพาราไทยอย่างแท้จริง
ความก้าวหน้าและผลกระทบ
- ยกระดับสู่โรงงานมาตรฐาน GMP: ปัจจุบันได้จัดทำคู่มือการผลิต (SOP) และเดินสายการผลิตสารสกัดระดับนำร่องสำเร็จแล้ว โดยอยู่ระหว่างการปรับปรุงโรงงานและติดตั้งเครื่องจักรเพื่อยกระดับสู่โรงงานต้นแบบมาตรฐาน GMP สมุนไพร
- พิสูจน์ผลลัพธ์ทางคลินิกและงานวิจัยเชิงลึก: เครื่องสำอางต้นแบบผ่านการทดสอบความคงสภาพ (ร้อนสลับเย็น) และทดสอบในอาสาสมัครแล้วว่าไม่ก่อให้เกิดการแพ้ พร้อมยืนยันว่าช่วยลดริ้วรอยและเพิ่มความชุ่มชื้นได้จริง ปัจจุบันกำลังลุยทดสอบระดับเซลล์ (ต้านอักเสบและชะลอวัย) และล่าสุดได้รับหนังสือรับรองจริยธรรมการวิจัยในสัตว์ทดลอง เพื่อเตรียมดำเนินงานทดสอบฤทธิ์การสมานแผลต่อไป
- สร้างเม็ดเงินมหาศาล: หากสามารถเดินเครื่องผลิตและจำหน่ายสารสกัดทั้งสองชนิดในรูปแบบส่วนประกอบสำคัญ (Functional Ingredients) ให้กับอุตสาหกรรมความงามแบบ B2B ได้อย่างเต็มรูปแบบ คาดการณ์ว่าจะสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจหมุนเวียนได้สูงถึง 1,857.60 ล้านบาท ภายในระยะเวลา 5 ปี
โครงการขยายสเกลและยกระดับงานวิจัยด้านอุตสาหกรรมเกษตรสู่ภาคอุตสาหกรรม : ปลดล็อกนวัตกรรมอาหารอนาคตด้วยเทคโนโลยีเอกซ์ทรูชัน
ในแวดวงวิชาการไทยมีผลงานวิจัยและนวัตกรรมอาหารสุขภาพระดับห้องปฏิบัติการที่มีศักยภาพอยู่จำนวนมาก ทว่าอุปสรรคสำคัญที่ทำให้งานวิจัยต้องหยุดชะงักอยู่แค่บนหิ้ง คือผู้ประกอบการ SME และภาคเอกชนมักขาดแคลนโครงสร้างพื้นฐาน โรงงานต้นแบบ และเครื่องจักรมาตรฐานอุตสาหกรรมที่จะรองรับการผลิตจริงเพื่อขยายกำลังการผลิต เพื่อทลายขีดจำกัดนี้ ผศ.ดร.เสาวคนธ์ วัฒนจันทร์ จากสถาบันวิจัยและนวัตกรรมอาหาร มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ จึงได้ดำเนินโครงการขยายสเกลงานวิจัยด้านสารสกัดและเอกซ์ทรูชัน ภายใต้การสนับสนุนจาก บพข. เพื่อทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมสำคัญในการยกระดับงานวิจัยสู่อุตสาหกรรมอาหารแห่งอนาคตและผลิตภัณฑ์แปรรูปทางการเกษตร ผ่านกระบวนการถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่อุตสาหกรรมในรูปแบบ Lab-to-Market
ความก้าวหน้าและผลกระทบ
- โรงงานต้นแบบและนวัตกรรมเชิงพาณิชย์: ประสบความสำเร็จในการจัดตั้งโรงงานต้นแบบและติดตั้งเทคโนโลยีแกนหลักอย่างเครื่องเอกซ์ทรูเดอร์ชนิดสกรูคู่ พร้อมระบบซัพพอร์ต ระบบบรรจุถุงแนวตั้งแบบกึ่งอัตโนมัติ และชุดเปลี่ยนขนาดถ้วย-ถาดระบบ Vacuum นำไปสู่ความร่วมมือในการพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารสุขภาพต้นแบบถึง 17 ผลิตภัณฑ์ ครอบคลุมทั้งขนมขบเคี้ยวพองกรอบ ซีเรียล และเส้นพาสต้ากลูเต็นฟรีที่มีศักยภาพสูงในตลาด
- ถ่ายทอดเทคโนโลยีและยกระดับศักยภาพ: ถ่ายทอดองค์ความรู้กระบวนการ Extrusion ให้แก่อาจารย์ นักวิจัย และผู้ประกอบการรวม 147 คน พร้อมทำ Workshop จนได้นวัตกรรมอาหารร่วมกัน 10 ผลิตภัณฑ์ นอกจากนี้ยังส่งมอบเทคโนโลยีเครื่องเอกซ์ทรูเดอร์ชนิดสกรูคู่ให้แก่ผู้ประกอบการ 5 ราย นำไปผลิตเป็นขนมขบเคี้ยวเชิงพาณิชย์ออกสู่ตลาดจริงรวม 6 ผลิตภัณฑ์
- สร้างมูลค่าเชิงเศรษฐกิจจับต้องได้จริง: การดำเนินงานสามารถสร้างรายได้จาก 2 ช่องทางหลัก คือ ยอดขายผลิตภัณฑ์นวัตกรรมหน้าร้านของผู้ประกอบการรวมกว่า 14.8 ล้านบาท (ปี 2565–2568) และรายได้สะสมของศูนย์วิจัยจากการเปิดบริการเครื่องจักรเพื่อการ R&D แก่บุคคลภายนอกอีก 295,500 บาท (ปี 2565–2569) เพื่อนำมาบริหารจัดการระบบให้เติบโตอย่างยั่งยืน
โครงการยกระดับสารสกัดชีวภาพสู่อุตสาหกรรม: เปลี่ยนของเหลือทิ้งประมงใต้เป็นสารอาหารมูลค่าสูง
ภาคใต้ของไทยเต็มไปด้วยวัตถุดิบท้องถิ่นและเศษเหลือชั้นดีจากอุตสาหกรรมอาหารทะเล เช่น หนังปลา กระดูกปลา และเปลือกกุ้ง ซึ่งสามารถนำมาสกัดเป็น “สารอาหารฟังก์ชันและอาหารเสริมมูลค่าสูง” ได้มากมาย แต่ที่ผ่านมางานวิจัยเหล่านี้มักหยุดอยู่แค่ในห้องแล็บ (TRL 4) เพราะไม่มีเครื่องจักรขนาดใหญ่พอที่จะผลิตสินค้าต้นแบบจำนวนมากได้ ส่งผลให้ผู้ประกอบการและกลุ่ม Startup หรือ SME ไม่มั่นใจที่จะลงทุน ด้วยเหตุนี้ ผศ.ดร.เสาวคนธ์ วัฒนจันทร์ จึงได้เดินหน้าโครงการขยายสเกลงานวิจัยด้านสารสกัดเพื่อการถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่อุตสาหกรรม ยกระดับงานวิจัยจากห้องแล็บสู่ระดับกึ่งอุตสาหกรรม (TRL 7) โดยจัดตั้งโรงงานต้นแบบและเครื่องมือสกัด-บดลดขนาดที่ทันสมัย เพื่อส่งมอบเทคโนโลยีที่จับต้องได้จริงให้ภาคเอกชนนำไปผลิตขายเชิงพาณิชย์
ความก้าวหน้าและผลกระทบ
- โรงงานต้นแบบไฮเทคและคลังนวัตกรรมสารสกัด: จัดตั้งโรงงานต้นแบบพร้อมเครื่องจักรขั้นสูง รองรับการสกัด คัดแยก และแปรรูปสารสำคัญสู่รูปแบบผง เม็ด และบรรจุภัณฑ์มาตรฐาน ประสบความสำเร็จในการพัฒนาสารสกัดฟังก์ชันนอลมูลค่าสูงถึง 24 สารสกัด และต่อยอดเป็น 17 ผลิตภัณฑ์ต้นแบบระดับกึ่งอุตสาหกรรม ครอบคลุมกลุ่มอาหารทางการแพทย์ อาหารฟังก์ชัน เครื่องดื่มสุขภาพ ผลิตภัณฑ์สัตว์เลี้ยง และสารไล่แมลงชีวภาพ
- ปั้นกำลังคนสมรรถนะสูงและติดอาวุธผู้ประกอบการ: พัฒนา 3 หลักสูตรฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ ยกระดับนักวิจัยและบุคลากรในการควบคุมเครื่องจักรกึ่งอุตสาหกรรม สร้างผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านเทคโนโลยี Supercritical Fluid และการสกัดด้วยคลื่นไมโครเวฟเข้าสู่ระบบนิเวศอุตสาหกรรมอาหารชีวภาพได้กว่า 130 คน พร้อมยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการท้องถิ่นอีก 216 ราย ผ่านกิจกรรมสร้างสรรค์อย่าง “HACK HATYAI Meetup”
- สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและรายได้หมุนเวียน: ผลักดันโรงงานต้นแบบสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์อย่างยั่งยืน โดยช่วยให้ผู้ประกอบการสร้างรายได้จากการขายผลิตภัณฑ์นวัตกรรมกว่า 1,200,000 บาท และสร้างรายได้หมุนเวียนให้โรงงานจากการเปิดบริการเครื่องมือสะสมอีกกว่า 600,000 บาท รวมมูลค่าผลกระทบทางเศรษฐกิจกว่า 1.8 ล้านบาท
โครงการเครือข่ายห้องปฏิบัติการนวัตกรรมวินิจฉัยโรค: ยกระดับการแพทย์แม่นยำ (Precision Medicine) เพื่อคนภาคใต้
ปัจจุบัน เทคโนโลยีถอดรหัสพันธุกรรมมนุษย์ (Next-Generation Sequencing: NGS) มีบทบาทสำคัญอย่างมากในการทำนายและวางแผนรักษาโรคซับซ้อน เช่น มะเร็งเต้านม มะเร็งลำไส้ใหญ่ รวมถึงการตรวจรหัสพันธุกรรมแบบรวดเร็วในทารกแรกเกิดที่พิการแต่กำเนิด แต่บุคลากรทางการแพทย์ในภาคใต้ยังเผชิญข้อจำกัดด้านโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งการขาดระบบคอมพิวเตอร์สมรรถนะสูง ขาดบุคลากร และต้องพึ่งพาซอฟต์แวร์วิเคราะห์ราคาแพงจากต่างประเทศ เพื่อปิดช่องว่างนี้ ศ.ดร.ธีระพล ศรีชนะ จึงได้นำทีมขับเคลื่อนโครงการพัฒนาเครือข่ายห้องปฏิบัติการความร่วมมือด้านนวัตกรรมการวินิจฉัยโรค เพื่อสร้างระบบนิเวศการตรวจวินิจฉัยที่แม่นยำ รวดเร็ว และสร้างซอฟต์แวร์ของไทยขึ้นมาเอง ลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างชาติ
ความก้าวหน้าและผลกระทบ
คว้ามาตรฐานสากลด้านเครื่องมือแพทย์: จัดตั้งห้องปฏิบัติการไบโอเซนเซอร์ทางการแพทย์ที่มีเทคโนโลยีความไวสูงจนได้รับการรับรองมาตรฐาน ISO 13485:2016 และขึ้นทะเบียนเป็นสถานประกอบการผลิตเครื่องมือแพทย์ พร้อมสร้างองค์ความรู้การผลิตต้นแบบ Microfluidic devices เพื่อถ่ายทอดแก่นักศึกษาหลักสูตรวิศวกรรมชีวการแพทย์
- ยกระดับโครงสร้างพื้นฐานและผลิตบุคลากรสหสาขา: วางระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์สมรรถนะสูงเพื่อวิเคราะห์และจัดเก็บข้อมูลจีโนม ภายใต้การควบคุมจริยธรรมที่ปลอดภัยและปกปิดอัตลักษณ์ ควบคู่กับการพัฒนาซอฟต์แวร์วิเคราะห์จีโนมออนไลน์ (โปรแกรม ICBC) และจัดตั้งหลักสูตรสหสาขาวิชา (แพทย์ วิทยาศาสตร์ และวิศวกรรมคอมพิวเตอร์) เพื่อปั้นผู้เชี่ยวชาญด้านชีวสารสนเทศ
- ทลายข้อจำกัดด้านสาธารณสุขระดับภูมิภาค: ร่วมมือกับกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ จัดตั้งศูนย์ CESLIST ตรวจวิเคราะห์สายพันธุ์โควิด-19 เพิ่มศักยภาพการตรวจสอบลำดับเบสแบบก้าวกระโดดจาก 1,000 เป็น 3,000 ตัวอย่าง พร้อมขยายระบบสารสนเทศโรงพยาบาล (HIS) ไปยังเขตสุขภาพที่ 12 นอกจากนี้ ยังเปิดให้ใช้ระบบจัดเก็บข้อมูลวิจัย (REDCap) ที่ออกแบบตามมาตรฐานสากลขั้นสูงอย่าง US FDA 21 CFR Part 11, FISMA และ HIPAA-compliant แก่นักวิจัยโดยไม่มีค่าใช้จ่าย
โครงการห้องปฏิบัติการตรวจพันธุกรรมมะเร็งเต้านม: ปลดล็อกสิทธิรักษาและคัดกรองความเสี่ยงลึกระดับยีน
มะเร็งเต้านมคือสาเหตุการเสียชีวิตอันดับหนึ่งของสตรีไทย โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคใต้ที่มีความรุนแรงเพิ่มขึ้น แม้การตรวจเชิงรุกลึกระดับพันธุกรรมเพื่อหาการกลายพันธุ์ของยีน BRCA1 และ BRCA2 จะช่วยคัดกรองความเสี่ยงทางสายเลือดได้ และ สปสช. มีสิทธิประโยชน์สนับสนุนค่าตรวจถึง 10,000 บาท แต่ผู้ป่วยกลับเข้าไม่ถึงสิทธิ เนื่องจากประเทศไทยยังขาดห้องปฏิบัติการที่มีมาตรฐานรองรับในระดับสากล ด้วยเหตุนี้ ศ.ดร.นพ.สุรศักดิ์ สังขทัต ณ อยุธยา จึงได้ผลักดันโครงการต้นแบบห้องปฏิบัติการมาตรฐานเพื่อการตรวจวิเคราะห์ทางพันธุกรรมสำหรับผู้ป่วยมะเร็งเต้านมในภาคใต้ เพื่อสร้างเครือข่ายบริการที่ได้มาตรฐานระดับโลก ช่วยให้ผู้ป่วยเข้าถึงการแพทย์แม่นยำได้อย่างแท้จริง
ความก้าวหน้าและผลกระทบ
- ความสำเร็จด้านมาตรฐานสากลและเทคโนโลยีระดับสูง: พัฒนาต้นแบบห้องปฏิบัติการตรวจวิเคราะห์การกลายพันธุ์ตามสายเลือด (Germline Mutation) จนคว้ามาตรฐาน ISO 15189 และมาตรฐานเครื่องมือแพทย์ขั้นสูง IVD โดยผลักดันความพร้อมเทคโนโลยีจากระดับทดลอง (TRL 5) ขึ้นสู่การใช้งานจริง (TRL 8) ด้วยการนำเทคโนโลยี Next Generation Sequencing (Massively parallel sequencing) มาใช้ร่วมกับเครื่องตรวจสอบลำดับเบส MiSeq
- สร้างผลกระทบเชิงสังคมและเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรม: เกิดเครือข่ายส่งต่อตัวอย่างร่วมกับ 3 โรงพยาบาลใหญ่ในภาคใต้ตอนล่าง ภายใต้ประกาศข้อกำหนดของแพทยสภา และช่วยเพิ่มจำนวนผู้เชี่ยวชาญด้านผลิตภัณฑ์การแพทย์ขั้นสูง (ATMPs) ในประเทศ ที่สำคัญคือช่วยให้ผู้ป่วยเข้าถึงสิทธิคัดกรองของ สปสช. มูลค่า 10,000 บาทได้จริง โดยรองรับผู้ป่วยใหม่ได้ต่อเนื่อง 100-140 คนต่อปี ลดการนำเข้าเทคโนโลยีจากต่างประเทศ
- เตรียมต่อยอดสู่มะเร็งชนิดอื่น: โครงการสามารถตีพิมพ์ผลงานวิชาการในฐานข้อมูลสากลถึง 5 เรื่อง และปัจจุบันกำลังเตรียมขยายผลการตรวจวิเคราะห์เชิงโมเลกุลนี้ไปยังกลุ่มมะเร็งชนิดอื่น เพื่อก้าวสู่เป้าหมายสูงสุดระดับ TRL 9 ในการเปิดให้บริการทางการแพทย์ควบคู่กับการเก็บข้อมูลเพื่อการวิจัยอย่างเต็มรูปแบบ
โครงการยกระดับ “พืชกระท่อม” สู่อุตสาหกรรมทางการแพทย์: จากโรงงานสกัดมาตรฐานสากลสู่ความมั่นคงทางยา
หลังการปลดล็อก “พืชกระท่อม” ออกจากบัญชียาเสพติด เกษตรกรไทยสามารถสร้างรายได้จากการขายใบสดได้ราว 12,000 บาทต่อไร่ต่อเดือน แต่มูลค่าเศรษฐกิจกลับกระจุกตัวอยู่แค่ต้นน้ำ เนื่องจากไทยยังขาดแคลนโรงงานสกัดที่ได้มาตรฐานสากล ทำให้สารสกัดไม่สม่ำเสมอและไม่สามารถต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์มูลค่าสูงที่ อย. รับรองได้ นอกจากนี้ ไทยยังต้องแบกรับค่าใช้จ่ายมหาศาลในการนำเข้า “ยาเมทาโดน” 100% เพื่อใช้บำบัดผู้ติดยาเสพติดกลุ่มโอปิออยด์ (เช่น ฝิ่น เฮโรอีน และมอร์ฟีน) ทั้งที่พืชกระท่อมมีสารสำคัญอย่าง Mitragynine และ 7-Hydroxymitragynine ซึ่งมีฤทธิ์บรรเทาอาการถอนยาได้ดีและมีผลข้างเคียงต่ำกว่า
เพื่อทลายขีดจำกัดนี้ รศ.นพ.วรวิทย์ วาณิชย์สุวรรณ จากสถาบันวิจัยและนวัตกรรมทางการแพทย์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ จึงได้ขับเคลื่อน ชุดโครงการวิจัยแบบบูรณาการต่อเนื่อง 4 โครงการ (โครงการที่ 9-12) เพื่อพัฒนาโรงงานต้นแบบผลิตสารสกัดมาตรฐาน โดยใช้พืชกระท่อมเป็นโมเดลนำร่องการผลิตสารสกัดธรรมชาติ (Botanical Extract) ควบคู่กับการศึกษาความเป็นพิษในระยะก่อนคลินิก (Preclinical Study) เพื่อเปลี่ยนผ่านพืชชุมชนสู่อุตสาหกรรมนวัตกรรมชีวภาพระดับโลก
ความก้าวหน้าและผลกระทบ
- โครงสร้างพื้นฐานและโมเดลธุรกิจระดับสากล: จัดตั้ง “โรงงานสารสกัดสมุนไพร” ขนาด 423 ตารางเมตร ณ นิคมอุตสาหกรรมภาคใต้ จ.สงขลา ที่ได้รับมาตรฐาน GMP/PICs และ ISO 9001:2015 พร้อมห้องปฏิบัติการมาตรฐาน ISO/IEC 17025 ตามหลักสากล ICH Q2(R2) ช่วยออกเอกสารรับรอง (CoA) ที่น่าเชื่อถือ ปลดล็อกข้อจำกัด อย. ให้กับผู้ประกอบการปลายน้ำ พร้อมจัดทำโมเดลธุรกิจและอัตราค่าบริการเพื่อให้ศูนย์ฯ สามารถสร้างรายได้หมุนเวียนและพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน
- พิสูจน์ความปลอดภัยเชิงลึกและประสิทธิผลทางยา: พัฒนาเทคโนโลยีการสกัดชั้นน้ำและเอทานอลจนได้สารสำคัญที่มีความบริสุทธิ์สูง (ระดับ TRL 9) พร้อมได้ชุดข้อมูลก่อนคลินิก (Preclinical Data) ครบถ้วน ทั้งการประเมินความเป็นพิษแบบเฉียบพลัน กึ่งเฉียบพลัน และกึ่งเรื้อรัง การพิสูจน์ความเป็นพิษต่อพันธุกรรม (AMES Test) รวมถึงยืนยันประสิทธิผลในการลดปวด ลดกังวล ต้านซึมเศร้า และลดอาการถอนยาเสพติด
- สร้างความมั่นคงทางยาและขยายมูลค่าเศรษฐกิจ: ชุดข้อมูลทั้งหมดเป็นฐานสำคัญในการขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์สุขภาพและเป็นสปริงบอร์ดสู่การวิจัยเชิงคลินิก (Clinical Trial) เพื่อลดการนำเข้ายาเมทาโดน คาดการณ์ว่าการยกระดับสู่สารสกัดมูลค่าสูงนี้ จะสร้างรายได้ให้ภาคเอกชนไทยในการส่งออกสู่ตลาดโลก โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา ได้สูงถึง 250 ล้านบาทต่อปี
ต่อยอดนวัตกรรมจาก “ห้องแล็บ” สู่ “สายการผลิตจริง”
ภายหลังเสร็จสิ้นการนำเสนอความก้าวหน้าของทั้ง 12 โครงการวิจัย คณะผู้บริหารและผู้ทรงคุณวุฒิ บพข. พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ได้ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการดำเนินงานหน้างานจริงใน 3 จุดไฮไลท์สำคัญ เพื่อประเมินความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐาน ได้แก่ 1. ห้องปฏิบัติการ คณะแพทยศาสตร์: นำชมระบบและเทคโนโลยีตรวจวิเคราะห์ทางพันธุกรรมขั้นสูงเพื่อผู้ป่วยมะเร็งเต้านม โดย ศ.ดร.นพ.สุรศักดิ์ สังขทัต ณ อยุธยา 2. โรงงาน Biorefinery มาตรฐาน GMP: นำชมกระบวนการผลิตและขยายสเกลสารมูลค่าสูงจากเซรั่มน้ำยางพารา โดย รศ.ดร.ภก.ฐณะวัฒน์ พิทักษ์พรปรีชา 3. โรงงานต้นแบบผลิตสารสกัดมาตรฐานสมุนไพร (GMP): นำชมความพร้อมของสายการผลิตและระบบบริหารจัดการพืชกระท่อมทางการแพทย์ โดย รศ.นพ.วรวิทย์ วาณิชย์สุวรรณ
การลงพื้นที่ในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความสำเร็จในการผนึกกำลังระหว่าง บพข. และ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ในการเปลี่ยนผ่านงานวิจัยคุณภาพสูงให้กลายเป็น “โครงสร้างพื้นฐานระดับอุตสาหกรรม” ที่พร้อมสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ ขับเคลื่อนความมั่นคงทางสุขภาพ และยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยได้อย่างเป็นรูปธรรม


































