Author: pinyapat

  • ประกาศผลการพิจารณาข้อเสนอโครงการ ประจำปีงบประมาณ 2569 ครั้ง 10

    ประกาศผลการพิจารณาข้อเสนอโครงการ ประจำปีงบประมาณ 2569 ครั้ง 10

    ตามที่ สำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (องค์การมหาชน) โดยหน่วยบริหารจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถการแข่งขันได้รับข้อเสนอโครงการวิจัยและนวัตกรรม ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 นั้น
    บัดนี้ หน่วยบริหารจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถการแข่งขันได้ดำเนินการพิจารณา คัดเลือกข้อเสนอโครงการวิจัยและนวัตกรรม ประจำปีงบประมาณ 2569 ในครั้งที่ 10 เรียบร้อยแล้ว จึงขอประกาศข้อเสนอโครงการวิจัยและนวัตกรรมที่ผ่านการพิจารณาเพื่อรับสนับสนุนทุน จำนวน 14 โครงการ รายละเอียดปรากฏดังเอกสารแนบท้าย

  • Agricultural Residue Logistics Ecosystem Challenge 2026

    Agricultural Residue Logistics Ecosystem Challenge 2026

    ปัญหาฝุ่น PM 2.5 จากการเผาเศษวัสดุทางการเกษตร สามารถแก้ได้ด้วยระบบโลจิสติกส์ที่มีประสิทธิภาพ บพข. ขอเชิญชวน นักวิจัย, สถาบันการศึกษา, บริษัทเอกชน, Startup และวิสาหกิจชุมชน มาร่วมปลดล็อกศักยภาพของเศษวัสดุทางการเกษตร ให้กลายเป็นวัตถุดิบมูลค่าสูง ผ่านนวัตกรรมโลจิสติกส์และซัพพลายเชนกับกิจกรรม “การประกวดออกแบบระบบนิเวศโลจิสติกสและซัพพลายเชน เพื่อการจัดการเศษวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตร พ.ศ. 2569” ในงาน Tilog 2026 ณ ไบเทค บางนา

    เรามุ่งเน้นการค้นหานวัตกรรมที่ช่วย:
    🚫 ลดการเผา ลด PM 2.5 และก๊าซเรือนกระจก
    💸 เพิ่มรายได้ให้เกษตรกร
    📈 สร้างธุรกิจใหม่และความร่วมมือที่ยั่งยืน [cite: 1]

    หากคุณเป็นนักวิจัย, Startup หรือผู้ประกอบการที่มีโซลูชันด้าน:
    ✅ Smart Collection & Harvesting
    ✅ AI & Transportation
    ✅ Pre-processing & Packaging
    ✅ Digital Supply Chain Platform
    ✅ Business & Collaboration Model

    มาร่วม Pitching ไอเดียของคุณ เพื่อร่วม Coaching เข้มข้นกับทีมผู้เชี่ยวชาญจาก บพข. พร้อมโอกาสในการขอรับทุนสนับสนุนจาก บพข. เพื่อพัฒนาต้นแบบสู่การใช้จริงในพื้นที่

    ดาวน์โหลดรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่นี่

    สนใจสมัคร Click เลย >>>> PMUC-Logistics Pitching-Agricultural Residue Innovation & Logistics Challenge

  • ประกาศรับสมัครบุคลากร ตำแหน่ง ผู้ช่วยบริหารงานกลยุทธ์ (TOR)

    ประกาศรับสมัครบุคลากร ตำแหน่ง ผู้ช่วยบริหารงานกลยุทธ์ (TOR)

    หน่วยบริหารจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถการแข่งขัน (บพข.) มีพันธกิจสำคัญในการบริหารจัดการทุนวิจัยและสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมไทยในระดับสากล เรามุ่งเน้นการเปลี่ยนผ่านงานวิจัยคุณภาพไปสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์อย่างเป็นรูปธรรม เพื่อสร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืน

    เพื่อให้การดำเนินงานตามยุทธศาสตร์และเป้าหมายขององค์กรเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ บพข. มีความประสงค์จะเปิดรับสมัครบุคคลากรที่มีความรู้ ความสามารถ และมีทัศนคติเชิงรุก เพื่อเข้ามาร่วมปฏิบัติงานในตำแหน่ง จ้างเหมาบริการ (TOR) จำนวน 1 ตำแหน่ง ดังนี้:

  • จากเชื้อเพลิงไร้คาร์บอนถึงดาวเทียมไทย บพข. เปิดความก้าวหน้า 11 โครงการวิจัย มจพ. จับมือเร่งพานวัตกรรมสู่การใช้งานจริง

    จากเชื้อเพลิงไร้คาร์บอนถึงดาวเทียมไทย บพข. เปิดความก้าวหน้า 11 โครงการวิจัย มจพ. จับมือเร่งพานวัตกรรมสู่การใช้งานจริง


    หน่วยบริหารจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถการแข่งขัน (บพข.) ภายใต้สำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (องค์การมหาชน) โดย รศ.ดร.กานดา บุญโสธรสถิตย์ ผู้อำนวยการ บพข. มอบหมายให้ ดร.อัญชัญ ชมภูพวง รอง ผอ.บพข. พร้อมคณะทำงาน ลงพื้นที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) เพื่อติดตามผลการดำเนินงาน รับฟังความก้าวหน้า และหารือแนวทางผลักดันผลงานวิจัย 11 โครงการ ให้ก้าวจากต้นแบบไปสู่การใช้งานจริงและการต่อยอดเชิงพาณิชย์ โดยครอบคลุม 4 แผนงาน บพข. ได้แก่ แผนงานพลังงาน เคมีและวัสดุชีวภาพ(3 โครงการ) แผนงานระบบคมนาคมแห่งอนาคตและระบบราง (3 โครงการ) แผนงานดิจิทัลและเซมิคอนดักเตอร์ (4 โครงการ) และ แผนงานสุขภาพและการแพทย์ (1 โครงการ) และมีเอกชนร่วมสนับสนุนทุนตั้งแต่ต้นทางรวม 15 บริษัท ตั้งแต่เอกชนขนาดใหญ่ จนถึงผู้ประกอบการเฉพาะทาง

               ภาพรวมของงานวิจัยครั้งนี้สะท้อนความเชี่ยวชาญที่หลากหลายของ มจพ. ตั้งแต่การลดคาร์บอนและมลพิษในภาคขนส่ง การผลิตชิ้นส่วนระบบรางภายในประเทศ เทคโนโลยีเซ็นเซอร์และปัญญาประดิษฐ์ ไปจนถึงเครื่องมือแพทย์และดาวเทียมขนาดเล็ก โดยทุกโครงการมีเป้าหมายร่วมกัน คือทำให้องค์ความรู้ตอบโจทย์ผู้ใช้ ลดการพึ่งพาเทคโนโลยีต่างประเทศ และสร้างขีดความสามารถใหม่ให้ภาคอุตสาหกรรมไทย

               แอมโมเนียเป็นเชื้อเพลิงที่ไม่มีคาร์บอนในโมเลกุล จึงไม่ปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์จากการเผาไหม้โดยตรง แต่ข้อจำกัดคือจุดติดไฟยากและเปลวไฟลุกลามช้า รศ.ดร.สุวิมล วงศ์สกุลเภสัช จึงนำทีมวิจัยพัฒนาแนวคิดการเผาไหม้ร่วม (co-combustion) โดยผสมแอมโมเนียกับแก๊สโซลีน เอทานอล หรือแก๊สโซฮอล์ในสัดส่วนที่เหมาะสม เพื่อให้การเผาไหม้มีประสิทธิภาพขึ้น พร้อมพัฒนาระบบฉีดเชื้อเพลิงและระบบบำบัดไอเสียควบคู่กัน

               ปลายทางของงานไม่หยุดอยู่ที่สูตรเชื้อเพลิงในห้องปฏิบัติการ แต่คือการสร้างต้นแบบสำหรับรถตุ๊กตุ๊ก เรือ และเครื่องปั่นไฟ เพื่อประเมินทั้งสมรรถนะ ความปลอดภัย ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจก่อนขยายผลเชิงพาณิชย์

              ความก้าวหน้าที่สำคัญ

    • อยู่ระหว่างทดสอบสัดส่วนแอมโมเนีย–แก๊สโซลีนร้อยละ 0–30 โดยปริมาตร เพื่อหาจุดสมดุลด้านประสิทธิภาพและการลดมลพิษ
    • ติดตั้งเครื่องฟอกไอเสียเชิงเร่งปฏิกิริยาแบบ 3 ทางแล้ว และเตรียมทดสอบการควบคุมแอมโมเนียส่วนเกินไม่เกิน 1,000 ppm ตามเกณฑ์ Euro 6
    • ติดตั้งระบบฉีดแอมโมเนียเข้าท่อไอดีในเครื่องยนต์ต้นแบบสำหรับรถตุ๊กตุ๊กและเครื่องปั่นไฟสำเร็จแล้ว

               อีกหนึ่งโจทย์ใหญ่ของภาคขนส่งคือการลดมลพิษจากเครื่องยนต์ดีเซลโดยไม่เพิ่มภาระให้ผู้ใช้ รศ.ดร.สุวิมล วงศ์สกุลเภสัช จึงต่อยอดการผลิตเชื้อเพลิงเหลวสังเคราะห์ด้วยเทคโนโลยีสีเขียว นำเชื้อเพลิงชีวภาพจากน้ำมันพืชหรือผลิตภัณฑ์พลอยได้ และเชื้อเพลิงจากกระบวนการฟิชเชอร์–โทรปช์ (Fischer–Tropsch) มาพัฒนาเป็นน้ำมันน้ำมันสูตรใหม่ไม่มีสารก๊าซพิษ (ซัลเฟอร์) ที่มีคุณสมบัติใกล้เคียงดีเซลทั่วไป เพื่อให้ใช้กับเครื่องยนต์เดิมได้โดยไม่ต้องดัดแปลง

               หลังผ่านการทดลองสูตรในระดับห้องปฏิบัติการ ทีมวิจัยกำลังขยายกำลังการผลิต พัฒนาตัวเร่งปฏิกิริยาและเครื่องจักรต้นแบบ ควบคู่กับการทดสอบให้สอดคล้องกับมาตรฐานกรมธุรกิจพลังงาน และประเมินวัฏจักรชีวิต (LCA) เพื่อให้คำว่า “เชื้อเพลิงสะอาด” มีข้อมูลรองรับตลอดห่วงโซ่

              ความก้าวหน้าที่สำคัญ

    • ได้ต้นแบบตัวเร่งปฏิกิริยา ระบบผลิตก๊าซสังเคราะห์และไฮโดรเจน รวมถึงระบบเปลี่ยนน้ำมันพืชและก๊าซเป็นดีเซลสูตรสะอาด
    • ทดสอบประสิทธิภาพเชื้อเพลิงกับเครื่องยนต์จริง และประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมด้วยวิธี Life Cycle Assessment (LCA)
    • ยื่นขอความคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา (อนุสิทธิบัตร) 2 เรื่อง ตีพิมพ์บทความนานาชาติ 13 เรื่อง และพัฒนาบุคลากรด้าน biorefinery 13 คน

               เซลล์แสงอาทิตย์เพอรอฟสไกต์มีประสิทธิภาพสูง ผลิตด้วยพลังงานต่ำ และประยุกต์ใช้กับพื้นผิวที่ยืดหยุ่นได้ แต่ความชื้น ออกซิเจน และสภาพอากาศจริงยังทำให้อายุใช้งานเป็นอุปสรรคต่อการเข้าสู่ตลาด ผศ.ดร.ธนา โชติช่วงชัชวาล จึงพัฒนาชั้นห่อหุ้มจากฟิล์มนาโนอะคริลิกราคาประหยัด เพื่อปกป้องเซลล์โดยไม่ลดทอนประสิทธิภาพเดิม

               ทีมวิจัยกำลังผสานฟิล์มดังกล่าวกับระบบซีลขอบและระบบสุญญากาศ พร้อมทำงานกับบริษัท KG Solar เพื่อผลิตชุดทดลองภาคสนาม เป้าหมายคือผ่านการทดสอบความทนทาน 1,000 ชั่วโมงตามแนวทางมาตรฐาน มอก. และ IEC และเริ่มจากตลาดที่ใช้พลังงานไม่สูง เช่น อุปกรณ์ IoT และอุปกรณ์ภายในอาคารที่มีแสงน้อย

              ความก้าวหน้าที่สำคัญ

    • ต้นแบบรักษาประสิทธิภาพได้มากกว่าร้อยละ 80 หลังทำงานต่อเนื่อง 800 ชั่วโมงตามการทดสอบมาตรฐาน ISOS
    • พัฒนาเครื่องอัดสุญญากาศเคลือบผิว PerovVac™ รุ่น Beta พร้อมคู่มือปฏิบัติงานและระบบควบคุมคุณภาพ
    • ยื่นอนุสิทธิบัตร และมีบทความนานาชาติ 3 เรื่องใน iScience, ACS Photonics และ Materials Today Advances

               ชุดขอพ่วงและเครื่องฉุดลากเป็นอุปกรณ์รับแรงที่เชื่อมตู้รถไฟเข้าด้วยกัน จึงมีผลโดยตรงต่อความปลอดภัยและความต่อเนื่องของการเดินรถ ขณะที่ประเทศไทยยังพึ่งพาการนำเข้าด้วยต้นทุนสูง รศ.ดร.อนันต์ สืบสำราญ จึงนำทีมออกแบบและพัฒนาชุดขอพ่วงและเครื่องฉุดลากเหล็ก รุ่น Type E contour 10A สำหรับรถสินค้าและรถโดยสาร เพื่อให้ภาคอุตสาหกรรมไทยผลิตและจำหน่ายได้เอง

               กระบวนการพัฒนาครอบคลุมการถอดแบบ การวิเคราะห์ด้วยคอมพิวเตอร์ การหล่อและขึ้นรูป ตลอดจนการทดสอบตามมาตรฐาน AAR ซึ่งเป็นด่านสำคัญก่อนนำอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยสูงไปใช้งานจริง โครงการจึงสร้างทั้งผลิตภัณฑ์ บุคลากร และความรู้ด้านวิศวกรรมระบบรางไปพร้อมกัน

              ความก้าวหน้าที่สำคัญ

    • ได้ต้นแบบชุดขอพ่วงและเครื่องฉุดลากสำหรับต่อยอดสู่การใช้งานเชิงพาณิชย์
    • ตั้งเป้าหนุนมูลค่าการลงทุนวิจัยและนวัตกรรมของผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมเป้าหมายเพิ่มขึ้นร้อยละ 15 ต่อปี
    • ตั้งเป้าเพิ่มจำนวน SMEs ที่ลงทุนพัฒนาเทคโนโลยีระบบรางร้อยละ 10 ต่อปี

               เซ็นเซอร์ควบคุมอาคารทั่วไปอาจคลาดเคลื่อนจากความชื้น ฝุ่น หรือรูปแบบการแต่งกาย และเมื่อติดตั้งแยกจากวัสดุอาคารก็มีโอกาสชำรุดง่าย รศ.ดร.สุรเมธ เฉลิมวิสุตม์กุล จึงพัฒนาเซ็นเซอร์แบบคาปาซิทีฟที่ฝังอยู่ในกระจก เปลี่ยนพื้นผิวกระจกให้ตอบสนองได้ทั้งการสัมผัสและการเข้าใกล้ พร้อมเชื่อมต่อกับระบบ IoT

               การฝังอุปกรณ์ไว้ในเนื้อกระจกช่วยปกป้องวงจรและเพิ่มความทนทาน ขณะเดียวกันข้อมูลจากเซ็นเซอร์สามารถส่งเข้าสู่เว็บแอปพลิเคชันเพื่อวิเคราะห์และสั่งงานระบบอาคาร ทีมวิจัยยังเตรียมต่อยอดการตรวจจับคราบสกปรกและน้ำฝน เพื่อรองรับโรงพยาบาล โรงแรม โครงการมิกซ์ยูส และเมืองอัจฉริยะ

              ความก้าวหน้าที่สำคัญ

    • ได้ต้นแบบเซ็นเซอร์ฝังกระจก 4 รูปแบบ และต้นแบบสวิตช์กระจกอัจฉริยะแบบสัมผัสและไร้สัมผัส
    • พัฒนากระบวนการเชื่อมต่อขั้วไฟฟ้าที่ผลิตซ้ำในระดับโรงงานได้
    • พัฒนาเว็บแอปพลิเคชันสำหรับบันทึกและวิเคราะห์ข้อมูล โดยโครงการประเมินศักยภาพตลาดมากกว่า 470 ล้านบาทภายใน 5 ปี

               ระบบวิเคราะห์ภาพที่พัฒนาจากต่างประเทศมักไม่เข้าใจบริบทของสถานีบริการน้ำมันไทย เช่น ป้ายทะเบียนภาษาไทย ประเภทน้ำมัน หรือขั้นตอนการให้บริการ ดร.ชูเกียรติ ศักดิ์สุรกานต์ จึงพัฒนาระบบปัญญาประดิษฐ์สำหรับวิเคราะห์วิดีโอแบบเรียลไทม์ เปลี่ยนภาพจากกล้องวงจรปิดเป็นข้อมูลเวลารอ พฤติกรรมการใช้บริการ และสถานะหน้างานบนแดชบอร์ด

               จุดสำคัญคือ AI ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงรายงานย้อนหลัง แต่เชื่อมต่อกับฮาร์ดแวร์หน้างาน เพื่อเตือนเมื่อเสี่ยงเติมน้ำมันผิดประเภทหรือเมื่อการบริการล่าช้า ช่วยให้ผู้ประกอบการจัดการความปลอดภัย ประสิทธิภาพ และประสบการณ์ลูกค้าได้จากระบบเดียว

               ความก้าวหน้าที่สำคัญ

    • พัฒนาโมเดลวิเคราะห์ภาพและระบบเชื่อมโยงข้อมูลสำหรับบริบทสถานีบริการน้ำมันไทย
    • ติดตั้งระบบบันทึกภาพด้วยกล้องประสิทธิภาพสูง 14 ตัว
    • จัดทำชุดฮาร์ดแวร์แจ้งเตือน 3 ชุด พร้อมอุปกรณ์เครือข่ายสำหรับเชื่อมระบบหน้างาน

               การสร้างทางรถไฟสายยาวต้องเชื่อมรางมาตรฐานหลายท่อนให้ต่อเนื่องกัน แต่เครื่องจักรและวัสดุเชื่อมส่วนใหญ่ยังนำเข้า ขณะที่งานภาคสนามซึ่งพึ่งแรงงานมากอาจเกิดความคลาดเคลื่อนของรอยเชื่อม ผศ.ดร.วรรณลักษณ์ เหล่าทวีทรัพย์ จึงพัฒนาเครื่องเชื่อมชนวาบแบบอัตโนมัติ และนำโครงรถไฟเก่าของการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) มาดัดแปลงเป็นฐานเคลื่อนที่

               แนวคิดนี้ทำให้เครื่องจักรเดินทางไปเชื่อมรางตามจุดก่อสร้างได้ ลดขั้นตอนและความผิดพลาดจากการควบคุมด้วยแรงงานคน พร้อมสร้างรอยเชื่อมที่แข็งแรงสม่ำเสมอขึ้น องค์ความรู้และคู่มือจากโครงการยังเป็นฐานต่อยอดสู่เทคโนโลยีรางเชื่อมยาวแบบไร้รอยต่อในประเทศ

              ความก้าวหน้าที่สำคัญ

    • ได้ต้นแบบเครื่องเชื่อมชนวาบบนโครงรถ รฟท. พร้อมคู่มือการใช้งาน
    • มุ่งยกระดับความเร็ว ความแข็งแรง และความสม่ำเสมอของรอยเชื่อมให้เป็นไปตามมาตรฐาน
    • จัดทำพิมพ์เขียวและองค์ความรู้เชิงลึกเพื่อลดการพึ่งพาเครื่องจักรและผู้เชี่ยวชาญต่างประเทศ

               เมื่อจำนวนขบวนรถเพิ่มขึ้น หินโรยทางและหมอนคอนกรีตต้องรับแรงซ้ำจนเสื่อมสภาพเร็ว แผ่นยางยืดหยุ่นรองใต้หมอนคอนกรีต (Under Sleeper Pads: USP) ช่วยลดแรงสั่นสะเทือนและการสึกหรอได้ แต่ไทยยังนำเข้าผลิตภัณฑ์ชนิดนี้ทั้งหมด ผศ.ดร.สุรกิจ ท้วมเพิ่มทรัพย์ จึงพัฒนาสูตรยางสังเคราะห์และสารประสานที่เหมาะกับอากาศร้อนชื้นและสภาพทางรถไฟไทย

               ทีมวิจัยทดสอบทั้งความแข็ง ความทนความร้อนและน้ำมัน การต้านไฟฟ้า และการรับแรงซ้ำระยะยาว พร้อมจำลองการรับแรงด้วยคอมพิวเตอร์ก่อนนำต้นแบบไปทดสอบภาคสนาม อีกผลลัพธ์สำคัญคือร่างมาตรฐานผลิตภัณฑ์สำหรับส่งมอบให้ รฟท. ใช้เป็นเกณฑ์อ้างอิงด้านคุณภาพและการจัดซื้อในอนาคต

              ความก้าวหน้าที่สำคัญ

    • ได้สูตรยางสังเคราะห์และสารประสานสำหรับสภาพภูมิอากาศไทย
    • ได้ต้นแบบแผ่นยางรองใต้หมอนคอนกรีต รวมถึงแม่พิมพ์และเครื่องมือสำหรับขยายกำลังผลิต
    • จัดทำร่างข้อกำหนดมาตรฐานผลิตภัณฑ์เพื่อสนับสนุนการใช้งานจริงและการจัดซื้อของ รฟท.

               ร้านสหกรณ์กรุงเทพ จำกัด มีสมาชิกมากกว่า 140,000 รายและให้บริการ 5 สาขา แต่ระบบเดิมไม่รองรับอุปกรณ์เคลื่อนที่และยังเชื่อมข้อมูลระหว่างสาขากับส่วนกลางได้ไม่เต็มที่ ผศ.ดร.พงศ์ศรัณย์ บุญโญปกรณ์ จึงพัฒนาระบบบริหารจัดการบนคลาวด์และ API เพื่อให้การขาย สต็อก สมาชิก บัญชี ขนส่ง และช่องทางออนไลน์แลกเปลี่ยนข้อมูลกันได้แบบเรียลไทม์

               ระบบใหม่มีเป้าหมายลดงานซ้ำและความผิดพลาด พร้อมรองรับ QR Code บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และการใช้งานผ่านอุปกรณ์เคลื่อนที่ นอกจากช่วยให้สหกรณ์ตอบรับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคดิจิทัล ยังเปิดช่องให้เกษตรกรและวิสาหกิจชุมชนนำสินค้าเข้าสู่ตลาด และสามารถพัฒนาเป็นระบบต้นแบบสำหรับสหกรณ์อื่นทั่วประเทศ

               ความก้าวหน้าที่สำคัญ

    • ระบบขายหน้าร้านและออนไลน์ (POS) รองรับการชำระเงินหลายรูปแบบและอุปกรณ์เคลื่อนที่
    • ระบบหลังบ้าน (BOM) ครอบคลุมสินค้า คลัง การสั่งซื้อ และฐานข้อมูลสมาชิก
    • API เชื่อมต่อบัญชี ขนส่ง ธนาคาร และเครือข่ายเกษตรกร ช่วยลดการป้อนข้อมูลซ้ำระหว่างระบบ

               Picosecond Laser ปล่อยพลังงานในช่วงเวลาสั้นมาก จึงใช้รักษารอยสัก ฝ้า กระ และปานได้อย่างแม่นยำ แต่เครื่องมือส่วนใหญ่มีราคาสูงและต้องนำเข้า รศ.ดร.อมรินทร์ รัตนะวิศ จึงพัฒนาเลเซอร์การแพทย์แบบสองความยาวคลื่นที่ปรับแต่งลำแสงได้รวดเร็ว พร้อมซอฟต์แวร์และหัวยิงอัจฉริยะเพื่อควบคุมตำแหน่งและพลังงานให้เหมาะกับการรักษา

               เป้าหมายของโครงการคือทำให้ต้นแบบฝีมือคนไทยผ่านการทดสอบความปลอดภัยและการรับรองมาตรฐานเครื่องมือแพทย์ ก่อนนำไปใช้ในโรงพยาบาลและคลินิก นอกจากนี้ ทีมวิจัยยังวางรากฐานศูนย์ตรวจสภาพและตั้งค่าเครื่องเลเซอร์ เพื่อให้ผู้ให้บริการในประเทศตรวจสอบความแม่นยำและความปลอดภัยได้โดยไม่ต้องพึ่งต่างประเทศ

               ความก้าวหน้าที่สำคัญ

    • ได้ต้นแบบเครื่องเลเซอร์การแพทย์แบบสองความยาวคลื่น พร้อมระบบควบคุมและหัวยิง
    • เตรียมกระบวนการทดสอบความปลอดภัยและขอรับรองมาตรฐานเครื่องมือแพทย์
    • ต่อยอดสู่ศูนย์ตรวจสภาพและตั้งค่าเครื่องเลเซอร์การแพทย์ และศูนย์วิจัยเลเซอร์พลังงานสูงสำหรับภาคอุตสาหกรรม

               พื้นที่กลางทะเล ป่าลึก หรือพื้นที่ห่างไกลอาจอยู่นอกขอบเขตเครือข่ายภาคพื้นดิน ทำให้ข้อมูลจากเซ็นเซอร์ส่งกลับมาไม่ได้ ดร.พงศธร สายสุจริต นำทีมพัฒนาอุปกรณ์ IoT ฐานอวกาศสำหรับดาวเทียมขนาดเล็ก KNACKSAT-2 ร่วมกับเครือข่ายพันธมิตร โดยมี บพข. และบริษัท แอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ทเวอร์ค จำกัด (AWN) ในเครือ AIS สนับสนุนทุนและร่วมวิจัย

               ดาวเทียมใช้วัสดุภายในประเทศร้อยละ 98 และบรรทุกอุปกรณ์สื่อสาร 2 ชุด คือ Chef และ Postman เพื่อทดสอบการรับส่งข้อมูลร่วมกับเครือข่าย 5G และ NB-IoT ภาคพื้นดิน หากการทดสอบสำเร็จ เทคโนโลยีนี้จะต่อยอดเป็นบริการ Satellite IoT สำหรับติดตามทรัพยากร สิ่งแวดล้อม ความมั่นคง และการดำเนินงานในพื้นที่อับสัญญาณ พร้อมสร้างบุคลากรและโอกาสให้ผู้ผลิตชิ้นส่วนอวกาศไทย

               ความก้าวหน้าที่สำคัญ

    • ดาวเทียมและ IoT payload ทั้งสองชุดถูกปล่อยจากสถานีอวกาศนานาชาติสู่วงโคจรเมื่อ 3 กุมภาพันธ์ 2569 และเริ่มภารกิจเมื่อ 21 กุมภาพันธ์ 2569
    • สถานะตามต้นฉบับอยู่ที่ TRL 6 และระบบทำงานปกติ โดยกำหนดทดสอบรับสัญญาณจากโหนด IoT จริงในเดือนมิถุนายน 2569
    • วางแผนนำผลทดสอบร่วมพัฒนากับ AIS จาก TRL 7 สู่ TRL 9 เพื่อสร้างบริการเชิงพาณิชย์และประยุกต์กับดาวเทียมดวงอื่น

               ภายหลังการนำเสนอ คณะทำงาน บพข. และผู้บริหาร มจพ. ได้เยี่ยมชมห้องปฏิบัติการและศูนย์วิจัย เพื่อดูต้นแบบและระบบทดสอบจริง ทั้งด้านพลังงานสะอาด ยานยนต์ ระบบราง เซ็นเซอร์ดิจิทัล เลเซอร์การแพทย์ และเทคโนโลยีอวกาศ การลงพื้นที่จึงไม่ใช่เพียงการติดตามตัวชี้วัด แต่เป็นโอกาสเชื่อมผู้ให้ทุน นักวิจัย ผู้ใช้ และภาคอุตสาหกรรมเข้าด้วยกัน เพื่อมองให้เห็นว่าผลงานใดพร้อมใช้ ผลงานใดต้องผ่านมาตรฐานเพิ่มเติม และผลงานใดควรเร่งสร้างพันธมิตรเพื่อเข้าสู่ตลาด

               ทั้ง 11 โครงการแสดงให้เห็นว่าเส้นทางจากห้องแล็บสู่ผลกระทบจริงต้องอาศัยมากกว่าความสำเร็จทางวิชาการ แต่รวมถึงการออกแบบต้นแบบ การทดสอบในสภาพใช้งาน การรับรองมาตรฐาน ทรัพย์สินทางปัญญา โมเดลธุรกิจ และการทำงานร่วมกับผู้ใช้ปลายทาง ซึ่งเป็นกลไกสำคัญที่ บพข. และ มจพ. กำลังร่วมกันขับเคลื่อน เพื่อให้งานวิจัยไทยสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมได้อย่างเป็นรูปธรรม


  • บพข. ผนึกกำลัง อว. – สอวช. และภาคีเครือข่าย เร่งผลักดัน Positive Lists ยกระดับอาหารอนาคตไทยสู่ Future Food Innovation Hub ของเอเชีย!

    บพข. ผนึกกำลัง อว. – สอวช. และภาคีเครือข่าย เร่งผลักดัน Positive Lists ยกระดับอาหารอนาคตไทยสู่ Future Food Innovation Hub ของเอเชีย!

    รศ. ดร.กานดา บุญโสธรสถิตย์ ผู้อำนวยการหน่วยบริหารจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถการแข่งขัน (บพข.) ภายใต้สำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (องค์การมหาชน) หรือ รวพ. ร่วมประกาศความร่วมมือครั้งสำคัญในการเร่งผลักดัน Positive Lists เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการไทยลดเวลา ลดต้นทุน และสื่อสารประโยชน์ทางสุขภาพ (Health Claims) ได้อย่างถูกต้องและรวดเร็วในงานFrom Science to Shelf: Positive Lists เร่งพัฒนาผลิตภัณฑ์ ลดต้นทุน และยกระดับอุตสาหกรรมอาหารอนาคตไทยสู่มูลค่าสูง” ณ อาคารจัตุรัสจามจุรี ในวันที่ 27 ก.ค.2569 โดยมี สอวช. กระทรวง อว. เป็นแกนนำหลักในการจัดงานครั้งนี้ ร่วมกับภาคีเครือข่าย อาทิ บพข., อย., สวก., สกสว., มกอช., สถาบันอาหาร สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สมาคมการค้าอาหารอนาคตไทย และที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย

    .

    ภายในงาน ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. ได้กล่าวแสดงความยินดีและประกาศความร่วมมือ โดยย้ำว่า Positive Lists เป็นก้าวสำคัญของการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านนวัตกรรมของประเทศ เพราะช่วยลดต้นทุน ลดระยะเวลา และเพิ่มประสิทธิภาพในการพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารอนาคต สอดคล้องกับนโยบายของกระทรวง อว. ที่มุ่งผลักดันงานวิจัยและนวัตกรรมไปใช้ประโยชน์จริง สร้างเศรษฐกิจฐานนวัตกรรม และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

    ปัจจุบันมีการประกาศ Positive Lists แล้ว 16 รายการกล่าวอ้าง ครอบคลุมสารสำคัญหลายชนิด เช่น เบต้า-กลูแคนจากข้าวโอ๊ตและข้าวบาร์เลย์ อินูลินจากชิคอรี โกโก้ฟลาวานอล คาเทชินจากชาเขียว ขณะเดียวกันยังมีสารสำคัญจากวัตถุดิบไทยอีกกว่า 48 ชนิด ที่อยู่ระหว่างการวิจัยและจัดเตรียมข้อมูลทางวิชาการ รวมถึงหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ เพื่อสนับสนุนการขึ้นทะเบียนรายการกล่าวอ้างทางสุขภาพเพิ่มเติม โดยมีเป้าหมายพัฒนาให้ได้ 150 รายการ

    .

    ในกระบวนการผลักดันสารสำคัญให้ขึ้นทะเบียนใน Positive List นั้น บพข. เป็นหนึ่งในภาคีเครือข่ายที่สนับสนุนทุนวิจัยแก่นักวิจัยไทยในการทำ Systematic Review เพื่อรวบรวมข้อมูลทางวิชาการและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ยืนยันความปลอดภัยและสรรพคุณของอาหารและสมุนไพรไทย สำหรับใช้ยื่นขึ้นทะเบียนรายการกล่าวอ้างทางสุขภาพต่อสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ซึ่งเป็นกลไกสำคัญที่อยู่เบื้องหลังสารสำคัญอีกกว่า 48 ชนิดที่กำลังอยู่ระหว่างการวิจัยในขณะนี้

    .

    ทั้งนี้ เมื่อสารใดผ่านการพิจารณาตามหลักเกณฑ์ของประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 447) พ.ศ. 2566 ว่าด้วยการกล่าวอ้างทางสุขภาพของอาหารบนฉลาก และ อย. ประกาศขึ้นทะเบียนในบัญชี Positive List เรียบร้อยแล้ว สารดังกล่าวจะกลายเป็น “ประโยชน์สาธารณะ” ที่ผู้ประกอบการทุกรายสามารถนำไปใช้และแสดงข้อความกล่าวอ้างบนฉลากได้ทันที หากใช้ในปริมาณตามที่กำหนด โดยไม่ต้องยื่นขออนุมัติใหม่เป็นรายกรณี ช่วยให้ผู้ประกอบการไทยลดเวลา ลดต้นทุน และสื่อสารประโยชน์ทางสุขภาพ (Health Claims) ได้อย่างถูกต้องและรวดเร็ว

    นอกจากนี้ ภาคีเครือข่ายยังได้ร่วมกันตั้งเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ว่า ภายในปี พ.ศ. 2575 ประเทศไทยจะมีมูลค่าตลาดเกษตรและอาหารรวม 4.7 ล้านล้านบาท และผลักดันสัดส่วนอาหารอนาคตให้เติบโตเป็น 1.2 ล้านล้านบาท หรือร้อยละ 25 ของตลาดทั้งหมด พร้อมก้าวสู่การเป็น Future Food Innovation Hub of Asia โดยการขับเคลื่อนจะดำเนินผ่าน 3 มิติ ได้แก่ การสร้างอุตสาหกรรมอาหารอนาคต การสร้างเทคโนโลยีของประเทศไทยเอง และการสร้างคนควบคู่กับการสร้างตลาดอนาคต

    .

    สำหรับงานครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อแถลงความร่วมมือการบูรณาการระหว่างภาครัฐ หน่วยงานวิจัย และภาคเอกชน เพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรมอาหารอนาคตของไทย รวมถึงรายงานผลการดำเนินงาน ความก้าวหน้า และถอดบทเรียนจากการขับเคลื่อน Positive Lists ให้ข้อมูลและแนวทางปฏิบัติแก่ผู้ประกอบการในการนำ Positive Lists ไปใช้พัฒนาผลิตภัณฑ์และสื่อสาร Health Claims อย่างถูกต้อง และสร้างกลไกติดตามข้อมูลการใช้ประโยชน์จาก Positive Lists เพื่อนำไปสู่การประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจ

    ภายในงานยังมีการเปิดพื้นที่บูธนิทรรศการและบริการให้คำปรึกษาการใช้งาน Positive Lists แก่ผู้ประกอบการ พร้อมจัดเวทีเสวนาไฮไลต์ “Winning the Claim Game: Positive List สินค้าผ่านเคลมไว เพิ่มโอกาสใหม่ให้ผู้ประกอบการไทยได้เร็วขึ้น” โดย ศ.ดร.ณัฐดนัย หาญการสุจริต ที่ปรึกษาแผนงานอาหารมูลค่าสูง บพข. ได้ร่วมถ่ายทอดแนวทางปฏิบัติจริงในการพัฒนาผลิตภัณฑ์และการกล่าวอ้างทางสุขภาพอย่างถูกกฎหมาย เพื่อช่วยขับเคลื่อนสินค้าไทยให้ออกสู่ตลาดโลกได้อย่างรวดเร็วและยั่งยืน

    #บพข #PMUC #รวพ #RCAD #สอวช #อย #กระทรวงอว #PositiveLists #FutureFood #นวัตกรรมอาหาร #อาหารมูลค่าสูง

  • ประกาศรับสมัคร ผู้เชี่ยวชาญงานกฎหมาย

    ประกาศรับสมัคร ผู้เชี่ยวชาญงานกฎหมาย

    หน่วยบริหารจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถการแข่งขัน (บพข.) มีพันธกิจสำคัญในการบริหารจัดการทุนวิจัยและสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมไทยในระดับสากล เรามุ่งเน้นการเปลี่ยนผ่านงานวิจัยคุณภาพไปสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์อย่างเป็นรูปธรรม เพื่อสร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืน

    เพื่อให้การดำเนินงานตามยุทธศาสตร์และเป้าหมายขององค์กรเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ บพข. มีความประสงค์จะเปิดรับสมัครบุคคลากรที่มีความรู้ ความสามารถ และมีทัศนคติเชิงรุก เพื่อเข้ามาร่วมปฏิบัติงานในตำแหน่ง ผู้เชี่ยวชาญงาน งานกฎหมาย

  • บพข. ติดตาม ม.เกษตรฯ โชว์ 9 ผลงานเด่น ปั้น “อาหารสัตว์เลี้ยง-บรรจุภัณฑ์ไผ่-AI-สมุนไพร” เปลี่ยนวัตถุดิบเกษตรสู่อุตสาหกรรมมูลค่าสูงแห่งอนาคต

    บพข. ติดตาม ม.เกษตรฯ โชว์ 9 ผลงานเด่น ปั้น “อาหารสัตว์เลี้ยง-บรรจุภัณฑ์ไผ่-AI-สมุนไพร” เปลี่ยนวัตถุดิบเกษตรสู่อุตสาหกรรมมูลค่าสูงแห่งอนาคต

    รศ.ดร.กานดา บุญโสธรสถิตย์ ผู้อำนวยการหน่วยบริหารจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถการแข่งขัน (บพข.) ภายใต้ สำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (องค์การมหาชน) (รวพ.) ได้มอบหมายให้ ดร.อัญชัญ ชมภูพวง รองผู้อำนวยการ บพข. และ ศ.ดร.ณัฐดนัย หาญการสุจริต ที่ปรึกษาแผนงานกลุ่มอาหารมูลค่าสูง พร้อมทั้งคณะทำงานลงพื้นที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เพื่อติดตามความคืบหน้าและร่วมแลกเปลี่ยนแนวทางขยายผลงานวิจัยสู่อุตสาหกรรมจริง เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2569 โดยตลอดปี 5 ปี (2563-2568) บพข. ได้สนับสนุนทุนวิจัยให้มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ไปแล้วถึง 171 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 1,004 ล้านบาท โดยการลงพื้นที่ครั้งนี้ได้มีการนำเสนอความก้าวหน้าของโครงการวิจัยเด่นที่พร้อมสร้างผลกระทบเชิงบวกทั้งในมิติเศรษฐกิจและสังคม ดังนี้

                ยุคที่คนเลี้ยงสัตว์เหมือนลูก ตลาดอาหารสัตว์เลี้ยงพรีเมียมโดยเฉพาะกลุ่ม “โปรไบโอติกส์” จุลินทรีย์ที่ช่วยปรับสมดุลลำไส้และลดอาการท้องเสียจากเชื้อ E. coli และ Salmonella เติบโตอย่างก้าวกระโดด รศ.ดร.มัสลิน นาคไพจิตร จากภาควิชาเทคโนโลยีชีวภาพ คณะอุตสาหกรรมเกษตรจึงได้นำทีมวิจัยคัดเลือกจุลินทรีย์สายพันธุ์ไทย 2 สายพันธุ์ คือ Limosilactobacillus fermentum KUB-D18 และ Lactiplantibacillus plantarum HMM04-88 ที่ยับยั้งเชื้อก่อโรคท้องเสียและปรับภูมิคุ้มกันลำไส้สัตว์เลี้ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพ ภายใต้การสนับสนุนของ บพข. จนภาคเอกชนสนใจต่อยอดเป็น “ผงเชื้อโปรไบโอติกส์พร้อมใช้” สำหรับอุตสาหกรรมอาหารสัตว์เลี้ยง

    ความก้าวหน้าโครงการ

    พัฒนาสูตรอาหารเลี้ยงเชื้อระดับอุตสาหกรรม: ปีแรกทีมวิจัยพัฒนาสูตรสำเร็จ ได้เชื้อรอดชีวิตเข้มข้นถึง 10 log   CFU/g ผ่านมาตรฐานปศุสัตว์ในต้นทุนที่แข่งขันได้

    ทดสอบประสิทธิภาพในตัวสัตว์จริง: ปีที่ 2 เดินหน้าศึกษาการเสริมภูมิคุ้มกัน ปัจจุบันคืบหน้าแล้วกว่า 70% ได้ผลเลือดทางคลินิกครบแล้ว เหลือทดสอบตัวอย่างอุจจาระเพื่อความสมบูรณ์ของรายงาน

    เปิดโอกาสตลาดมูลค่าสูง: ได้ผลิตภัณฑ์ผงโปรไบโอติกส์สัญชาติไทย 2 ผลิตภัณฑ์ พร้อมโมเดลธุรกิจแบบ B2B        รองรับตลาด Functional Pet Food ไทยที่คาดว่าจะโตถึง 3.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2030 ช่วยลดการนำเข้าหัวเชื้อราคาแพงจากต่างประเทศ

                โรงงานอุตสาหกรรมที่เดินเครื่องตลอด 24 ชั่วโมง มักเผชิญปัญหาระบบรถรับส่งพนักงานกับระบบวางแผนการผลิตที่ทำงานแยกจากกันโดยสิ้นเชิง (Data Silo) เมื่อรถล่าช้าฝ่ายผลิตจะไม่รู้ล่วงหน้า ส่งผลกระทบต่อการจัดกำลังคนเป็นลูกโซ่ และยิ่งซับซ้อนขึ้นเมื่อเปลี่ยนมาใช้รถบัสไฟฟ้า (EV Bus) ที่ต้องบริหารทั้งแบตเตอรี่และสถานีชาร์จ ผศ.ดร.พงศ์ธร พรหมบุตร จึงได้นำทีมวิจัยพัฒนาระบบปฏิบัติการอัจฉริยะที่นำ AI, IoT และ Big Data มาเป็นตัวกลางเชื่อมโลกการเดินทางกับกระบวนการผลิตให้เป็นเนื้อเดียวกัน ภายใต้การสนับสนุนของ บพข.

    ความก้าวหน้าโครงการ

    วิเคราะห์และออกแบบระบบครบวงจร: วิเคราะห์ข้อมูล 3 มิติ (กระบวนการผลิต พฤติกรรมการเดินทาง และความสัมพันธ์ระหว่างเวลาเดินทางกับแผนการผลิต) พร้อมออกแบบสถาปัตยกรรมระบบและฐานข้อมูลบนคลาวด์

    พัฒนาและติดตั้งระบบต้นแบบจริง: ติดตั้งอุปกรณ์ IoT บนรถบัสไฟฟ้าที่ระบุตำแหน่ง ยืนยันตัวตน และตรวจสุขภาพ-คุณภาพอากาศ เชื่อมข้อมูลเข้ากับคลาวด์ส่วนกลางและแอปพนักงาน แสดงผลผ่าน Dashboard แบบเรียลไทม์

    ยกระดับสู่ Smart Factory: โมเดล AI คาดการณ์เวลาถึงโรงงานและความพร้อมของพนักงานล่วงหน้า ช่วยวางแผนกำลังคนแม่นยำขึ้น บริหารพลังงานรถบัสไฟฟ้าคุ้มค่าขึ้น ตอบโจทย์แนวคิด BCG Economy

                บนพื้นที่กว่า 2,000 ไร่ในจังหวัดเพชรบูรณ์ บริษัท พรีไซซ สมาร์ท ไลฟ์ จำกัด ปลูกไผ่ไว้มากกว่า 500 สายพันธุ์ ด้วยเป้าหมายผลิต “บรรจุภัณฑ์เยื่อไผ่ปลอดเคมี 100%” แต่ติดข้อจำกัดที่เทคโนโลยีการผลิตเยื่อเชิงกลยังทำได้แค่ระดับห้องปฏิบัติการ ผศ.ดร.พิชิต สมบูรณ์ จากคณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จึงได้จับมือกับบริษัทฯ ภายใต้การสนับสนุนของ บพข. วิจัยสร้างโรงงานและผลิตภัณฑ์ต้นแบบเชิงพาณิชย์ ตั้งแต่การเตรียมวัตถุดิบ การผลิตเยื่อด้วยเครื่องบดเชิงกลแรงดันไอน้ำสูง (TMP) ไปจนถึงการอัดร้อนขึ้นรูป

    ความก้าวหน้าโครงการ

    โรงงานต้นแบบครบวงจร: ผลิตได้ตั้งแต่เตรียมวัตถุดิบจนถึงชิ้นงานสำเร็จรูป ผ่านระบบการผลิตอัจฉริยะ 5 ขั้นตอน กำลังผลิตเยื่อไผ่เชิงกล 200 กิโลกรัมต่อชั่วโมง

    ผลิตภัณฑ์พร้อมทดลองตลาดจริง: ได้บรรจุภัณฑ์รักษ์โลก เช่น กล่อง ถาด และจานอาหาร ที่สะอาด ปลอดภัย ไร้สารเคมีตกค้าง ขึ้นรูปได้วันละ 2,000 ชิ้น

    กระจายรายได้สู่ชุมชน: สร้างรายได้หมุนเวียนให้เกษตรกรในพื้นที่รอบโรงงานต้นแบบไปพร้อมกัน

                ไทยมีความหลากหลายทางชีวภาพสูงถึง 10% ของโลก แต่ความมั่นคงทางอาหารกำลังถูกท้าทายจากประชากรที่เพิ่มขึ้นสวนทางผลผลิตการเกษตรที่ลดลง ทางออกสำคัญคือการปรับสู่ “เกษตรแม่นยำ” ด้วย AI, IoT และ Big Data แต่นักวิจัยไทยส่วนใหญ่เข้าไม่ถึงโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลราคาแพง รศ.ดร.สุตเขตต์ นาคะเสถียร (หัวหน้าโครงการเดิม) และ รศ.ดร.อนันต์ ผลเพิ่ม (หัวหน้าโครงการปัจจุบัน) จึงได้ขับเคลื่อนโครงการนี้ภายใต้การสนับสนุนของ บพข. เพื่อทำให้ “โครงสร้างพื้นฐานด้านปัญญาประดิษฐ์” กลายเป็นของที่นักวิจัยและผู้ประกอบการเข้าถึงได้จริง พร้อมเชื่อมกับเครือข่าย Thailand AI University Consortium

    ความก้าวหน้าโครงการ

    • ติดตั้งมันสมองดิจิทัลของประเทศ: ส่งมอบระบบคอมพิวเตอร์สมรรถนะสูง (AI/HPC) 15 เครื่อง/ระบบ ณ สำนัก            บริการคอมพิวเตอร์ มก. บริหารจัดการผ่านแพลตฟอร์ม KU Nontri AI

    เปิดให้นักวิจัยเข้าถึงจริง: ทดลองใช้ฟรี 3 เดือนเต็มในช่วงแรก (เมษายน – 31 กรกฎาคม 2567) มีผู้ส่งหัวข้อวิจัย  เข้ามาใช้งานแล้วอย่างน้อย 23 หัวข้อ

    ปั้นบุคลากรสาย AI: เปิดคอร์สออนไลน์ระดับโลกจาก NVIDIA 4 หลักสูตร ได้แก่ Conversational AI, CLARA             Medical Imaging, Computer Vision AI และ RAPIDS AI พร้อมวางแผนขยายบริการต่อเนื่องให้ครอบคลุม นักวิจัย นิสิต ภาครัฐ เอกชน และ SMEs/Startup

                สังคมเมืองที่เร่งรีบและกำลังเข้าสู่สังคมสูงวัย ทำให้คนยุคใหม่มองหาอาหารเพื่อสุขภาพที่ตอบโจทย์เฉพาะตัวมากขึ้น แต่อุตสาหกรรมอาหารแบบเดิมยังเน้นผลิตทีละมากๆ เพื่อคุมต้นทุน รศ.ดร.อนุวัตร แจ้งชัด จากคณะอุตสาหกรรมเกษตร จึงได้นำทีมวิจัยพัฒนาแพลตฟอร์ม “เมืองนวัตกรรมอาหารภาคกลาง” ภายใต้การสนับสนุนของ บพข. เชื่อมมหาวิทยาลัย ภาครัฐ และเอกชน ผลักดันอาหารพร้อมทาน (Ready-to-Eat) คุณค่าสูงสู่ระดับอุตสาหกรรม โดยมีพระเอกคือ “ตู้จำหน่ายอาหารอัตโนมัติอัจฉริยะต้นแบบ” ที่ช่วยจัดชุดอาหารให้ตรงกับความต้องการทางโภชนาการของแต่ละคน

    ความก้าวหน้าโครงการ

    สร้างวัตถุดิบมูลค่าสูงจากของเหลือทิ้ง: สกัดโปรตีนและสารมูลค่าสูงจากกากและเปลือกถั่วเขียวได้สำเร็จ 2 ชนิด พร้อมขยายสู่ระดับอุตสาหกรรม

    ผลิตภัณฑ์และช่องทางจำหน่ายต้นแบบ: ได้เมนูพร้อมทานเพื่อสุขภาพ 5 เมนู ได้แก่ นักเก็ตไก่ทอด ไข่ออมเล็ต พืช พาสต้าไร้กลูเตน น้ำเกรวี่ข้นหนืด และทาร์ตไข่ไร้ไข่แดง พร้อมต้นแบบตู้ Smart Food Vending Machine 1 เครื่อง และยื่นจดอนุสิทธิบัตรแล้ว 3 ฉบับ

    • ต่อยอดรับทุนเชิงพาณิชย์ต่อเนื่อง: องค์ความรู้จากโครงการถูกต่อยอดรับทุนวิจัยร่วมกับภาคเอกชนอีก 2 สาย ทั้งกลุ่มสารสกัดให้ความคงตัวและกลุ่มโปรตีนพืชสำหรับคนออกกำลังกาย

                ผลสำรวจจากเมืองนวัตกรรมอาหาร (Food Innopolis) ชี้ว่า มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตบางเขน คือจุดยุทธศาสตร์ที่มีความพร้อมสูง ทั้งทำเลใกล้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และระบบนิเวศนวัตกรรมอาหารที่ครบเครื่อง แต่จุดอ่อนสำคัญคือยังขาดเครื่องมือแปรรูปและโครงสร้างพื้นฐานรองรับการขยายขนาดการผลิต รศ.ดร.อนุวัตร แจ้งชัด จึงได้นำคณะอุตสาหกรรมเกษตร จับมือ สวทช. ภายใต้การสนับสนุนของ บพข. ขยายพื้นที่ “เมืองนวัตกรรมอาหารส่วนขยาย” สร้างโรงงานต้นแบบมาตรฐานครบวงจร (Pilot Plant) เพื่อแปรรูปผลผลิตเกษตรสู่สินค้ามูลค่าสูง

    ความก้าวหน้าโครงการ

    • ยกระดับโครงสร้างพื้นฐานการวิจัย: จัดหาเครื่องมือระดับกึ่งอุตสาหกรรมรองรับการขยายขนาดการผลิตแล้ว 5 เครื่อง

    • พัฒนาบุคลากรและพื้นที่มาตรฐานสากล: มีบุคลากรผู้เชี่ยวชาญพร้อมให้บริการภาคอุตสาหกรรม พื้นที่โรงงาน            ต้นแบบได้รับการปรับปรุงให้ได้มาตรฐานสากล

    • ขยายเครือข่ายผู้ใช้บริการ: เริ่มมีผู้ประกอบการทั้ง SMEs สตาร์ทอัพด้านนวัตกรรมอาหาร และภาคอุตสาหกรรม            เข้ามาใช้บริการมากขึ้น

                มังคุดได้ชื่อว่าเป็น “ราชินีแห่งผลไม้” แต่ผลผลิตที่มากเกินไปกลับกลายเป็นปัญหาราคาตกต่ำซ้ำซาก งานวิจัยพบว่าเปลือกมังคุดที่เคยถูกทิ้งเป็นขยะ กลับอุดมไปด้วย “สารแซนโทน (Xanthone)” ที่มีฤทธิ์ลดอักเสบ แก้แพ้ ต้านอนุมูลอิสระ ชะลอวัย และฆ่าเชื้อแบคทีเรีย ดร.อุดมลักษณ์ สุขอัตตะ จากสถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตผลทางการเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร จึงได้นำทีมวิจัยใช้เทคนิคโครมาโทกราฟีขั้นสูงสกัดสารบริสุทธิ์ในระดับอุตสาหกรรม ภายใต้การสนับสนุนของ บพข. เป้าหมายสร้างผลิตภัณฑ์การแพทย์มูลค่าสูง เช่น ยารักษาแผลกดทับและเวชสำอาง

    ความก้าวหน้าโครงการ

    สร้างระบบสกัดระดับกึ่งอุตสาหกรรม: ออกแบบและสร้างระบบสกัดด้วยของเหลวความดันสูงสำเร็จ 1 ระบบ ใช้ได้ทั้งตัวทำละลายเอทานอลและคาร์บอนไดออกไซด์

    • พัฒนาองค์ความรู้พร้อมถ่ายทอด: ได้สารสกัดแซนโทนคุณภาพสูงและกระบวนการผลิตระดับพาณิชย์ที่พร้อม            ถ่ายทอดให้เอกชนได้ทันที

    ผลิตภัณฑ์การแพทย์ต้นแบบ: พัฒนาผลิตภัณฑ์เจลนาโนอิมัลชันบรรจุสารแซนโทนสำหรับรักษาแผลกดทับที่ผ่าน  การทดสอบมาตรฐานแล้ว

                ไทยส่งออกอาหารสร้างรายได้ปีละกว่า 20,000 ล้านเหรียญสหรัฐ แต่อุตสาหกรรมอาหารไทยยังต้องนำเข้า “สารให้กลิ่นรส” จากต่างประเทศเป็นหลัก เพราะขาดเทคโนโลยีแปรรูป และงานวิจัยด้านนี้มักไปติดอยู่แค่ระดับห้องปฏิบัติการ ดร.พิลาณี ไวถนอมสัตย์ จากสถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตผลทางการเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร จึงได้นำทีมวิจัยจัดตั้ง “โรงงานต้นแบบผลิตสารให้กลิ่นรสจากธรรมชาติครบวงจรมาตรฐาน GMP” ภายใต้การสนับสนุนของ บพข. โดยเริ่มจากมะนาวไทยเป็นวัตถุดิบหลัก

    ความก้าวหน้าโครงการ

    ติดตั้งเครื่องมือครบวงจร: โรงงานต้นแบบมีเครื่องมือครบวงจรรวม 10 รายการ อาทิ เครื่องสกัดด้วย CO2 Supercritical Fluid เครื่องสกัดมัลติฟังก์ชั่น เครื่องสกัดน้ำมันแบบสกรูเพรส เครื่องกลั่นแยกสารระดับโมเลกุลเครื่องทำแห้งแบบแช่แข็ง (Freeze Dryer) และเครื่องทดสอบความคงตัวของผลิตภัณฑ์ (Oxidation Stability Tester)

    • ได้มาตรฐานความปลอดภัยอาหาร: ได้รับใบอนุญาตสถานที่ผลิตอาหารจาก อย. แล้ว และกำลังรอตรวจประเมิน            มาตรฐาน GHP-Codex

    ยกระดับ TRL สู่เชิงพาณิชย์: ได้ผลิตภัณฑ์ต้นแบบสารให้กลิ่นรสมะนาวและกาแฟจากวัตถุดิบเกษตรไทย ยกระดับงานวิจัยจาก TRL 4 ขึ้นไปถึง TRL 6-8 ที่พร้อมใช้เชิงพาณิชย์

                ไทยผลิตพลาสติกรีไซเคิลชนิด rPET ได้มากกว่า 3 แสนตันต่อปี แต่ส่วนใหญ่ทำได้แค่แปรรูปเป็นเส้นใยเสื้อผ้า ยังนำมาผลิตบรรจุภัณฑ์สัมผัสอาหารไม่ได้เต็มที่เพราะข้อกังวลด้านความปลอดภัย และห้องปฏิบัติการในไทยที่ตรวจได้ตามมาตรฐานสากลก็มีน้อยมาก รศ.ดร.อำพร เสน่ห์ จากภาควิชาเทคโนโลยีการบรรจุและวัสดุ คณะอุตสาหกรรมเกษตร จึงได้นำทีมวิจัยจับมือกรมวิทยาศาสตร์บริการ (วศ.) ภายใต้การสนับสนุนของ บพข. พัฒนาห้องปฏิบัติการในประเทศให้ได้มาตรฐานสากล

                ความก้าวหน้าโครงการ

    • วางระบบและทดสอบความแม่นยำ: ปีแรกวางระบบ เครื่องมือ และบุคลากรเสร็จแล้ว ปีที่ 2 กำลังตรวจสอบ ความแม่นยำและทดสอบความเสถียรของวัสดุตั้งต้น

    • ให้บริการทดสอบในประเทศได้จริง: รองรับการทดสอบได้ 2 รายการ และวัสดุเริ่มต้น 1 รายการ ช่วยให้ผู้ผลิต rPET ไม่ต้องส่งตรวจต่างประเทศ

    • หนุนมาตรฐานและพัฒนาบุคลากร: เกิดเครือข่ายความร่วมมือระหว่าง มก. และกรมวิทยาศาสตร์บริการ (วศ.) หนุนการทำงานของ อย. ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 435) พร้อมจัดทำร่างคู่มือมาตรฐานแล้ว 2 ฉบับ และพัฒนาบุคลากรด้านวัสดุสัมผัสอาหารอย่างน้อย 20 คนต่อปี ด้านระบบคุณภาพอีกอย่างน้อย 3 คนต่อปี

    ต่อยอดนวัตกรรมจาก “ห้องแล็บ” สู่ “สายการผลิตจริง”

                ภายหลังเสร็จสิ้นการนำเสนอความก้าวหน้าของทั้ง 9 โครงการวิจัย คณะผู้บริหาร บพข. พร้อมด้วยคณะผู้บริหารมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการดำเนินงานหน้างานจริงใน 3 จุดไฮไลท์สำคัญ เพื่อประเมินความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐาน ได้แก่ 1. ระบบ AI/HPC และแพลตฟอร์ม KU Nontri AI ณ สำนักบริการคอมพิวเตอร์ นำชมโดย รศ.ดร.อนันต์ ผลเพิ่ม 2. ห้องปฏิบัติการมาตรฐานสากลด้านความปลอดภัยพลาสติกรีไซเคิล ณ ภาควิชาเทคโนโลยีการบรรจุและวัสดุ นำชมโดย รศ.ดร.อำพร เสน่ห์ 3. โรงงานต้นแบบผลิตสารให้กลิ่นรสมูลค่าสูง ณ สถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตผลทางการเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร นำชมโดย ดร.พิลาณี ไวถนอมสัตย์ และ ดร.อุดมลักษณ์ สุขอัตตะ

                การลงพื้นที่ในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความสำเร็จในการผนึกกำลังระหว่าง บพข. และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในการเปลี่ยนผ่านงานวิจัยคุณภาพสูงให้กลายเป็น “โครงสร้างพื้นฐานระดับอุตสาหกรรม” ที่พร้อมสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ ขับเคลื่อนความมั่นคงทางอาหารและพลังงาน และยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยได้อย่างเป็นรูปธรรม

  • ประกาศรับสมัครบุคลากร (จ้างเหมาบริการ : TOR)

    ประกาศรับสมัครบุคลากร (จ้างเหมาบริการ : TOR)

    หน่วยบริหารจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถการแข่งขัน (บพข.) มีพันธกิจสำคัญในการบริหารจัดการทุนวิจัยและสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมไทยในระดับสากล เรามุ่งเน้นการเปลี่ยนผ่านงานวิจัยคุณภาพไปสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์อย่างเป็นรูปธรรม เพื่อสร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืน

    เพื่อให้การดำเนินงานตามยุทธศาสตร์และเป้าหมายขององค์กรเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ บพข. มีความประสงค์จะเปิดรับสมัครบุคคลากรที่มีความรู้ ความสามารถ และมีทัศนคติเชิงรุก เพื่อเข้ามาร่วมปฏิบัติงานในตำแหน่ง จ้างเหมาบริการ (TOR) จำนวน 1 ตำแหน่ง ดังนี้:

  • บพข. ลงใต้ติดตามงานวิจัย โชว์ 12 ผลงานเด่น ปั้น “กระท่อม-ยางพารา-อาหารใต้-การแพทย์”

    บพข. ลงใต้ติดตามงานวิจัย โชว์ 12 ผลงานเด่น ปั้น “กระท่อม-ยางพารา-อาหารใต้-การแพทย์”

    รศ. ดร.กานดา บุญโสธรสถิตย์ ผู้อำนวยการหน่วยบริหารจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถการแข่งขัน (บพข.)  สำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (องค์การมหาชน) หรือ รวพ. นำทีมคณะผู้บริหารและผู้ทรงคุณวุฒิ ลงพื้นที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) จังหวัดสงขลา เพื่อติดตามความคืบหน้าและร่วมแลกเปลี่ยนแนวทางขยายผลงานวิจัยสู่อุตสาหกรรมจริง โดยมี รองศาสตราจารย์ นายแพทย์สุนทร วงษ์ศิริ รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและนวัตกรรม พร้อมด้วย รศ. ดร.แหลมทอง ชื่นชม ผู้อำนวยการสำนักวิจัยและพัฒนา และทีมนักวิจัยให้การต้อนรับ เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2569

              

      ตลอดปีงบประมาณ 2563 – 2568 บพข. ได้สนับสนุนทุนวิจัยให้ ม.อ. ไปแล้วถึง 77 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 407 ล้านบาท โดยการลงพื้นที่ครั้งนี้ได้มีการนำเสนอความก้าวหน้าของโครงการวิจัยเด่นที่พร้อมสร้างผลกระทบเชิงบวกทั้งในมิติเศรษฐกิจและสังคม ดังนี้

                ในยุคที่เศรษฐกิจผันผวน ธุรกิจ SMEs ของไทยมักเผชิญทางตันจากข้อจำกัดด้านเงินทุน องค์ความรู้ และความล่าช้าในการขอใบอนุญาตมาตรฐานต่าง ๆ ทำให้ไม่สามารถยกระดับสินค้าดั้งเดิมให้กลายเป็นสินค้ามูลค่าสูงเพื่อแข่งขันในตลาดโลกได้ เพื่อทลายข้อจำกัดเหล่านี้ รศ.นพ.สุนทร วงษ์ศิริ จากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ จึงได้นำทีมวิจัยจัดตั้งโครงการนี้ขึ้นภายใต้การสนับสนุนของ บพข. เพื่อทำหน้าที่เป็น “พี่เลี้ยงและตัวกลาง” โดยใช้ความพร้อมด้านห้องปฏิบัติการและนักวิจัยของ ม.อ. เข้าไปช่วยแก้ปัญหาให้ผู้ประกอบการแบบใกล้ชิด ตั้งแต่การช่วยคิดแผนธุรกิจ พัฒนาสินค้าจากห้องแล็บให้เป็นสินค้าต้นแบบ การทำมาตรฐานสินค้า การยื่นจดสิทธิบัตร ไปจนถึงการหาตลาดและเครือข่ายพันธมิตรร่วมลงทุน

    ความก้าวหน้าและผลกระทบ

    • ยกระดับผู้ประกอบการและหน่วยงานตัวกลาง: สามารถผลักดันผู้ประกอบการ IDEs ได้ครบ 7 ราย เกิดเป็นนวัตกรรมและบริการใหม่ 4 ผลงาน ควบคู่ไปกับการยกระดับหน่วยงานตัวกลางและผู้ให้บริการทางธุรกิจ (Intermediary และ IBDS) ให้มีระบบประเมินนวัตกรรมที่แม่นยำและมีโมเดลธุรกิจที่ยั่งยืน
    • สร้างการเติบโตทางธุรกิจที่คาดหวัง: ตั้งเป้าช่วยผู้ประกอบการเพิ่มยอดขายอย่างน้อย 20% ใน 3 ปี สร้างสัดส่วนรายได้ใหม่จากนวัตกรรม (หรือลดต้นทุน) ไม่น้อยกว่า 10% พร้อมกระตุ้นให้เกิดการลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนา (R&D) อย่างต่อเนื่องทุกปี
    • เปิดประตูสู่ตลาดโลก: ช่วยหนุนผู้ประกอบการทดสอบตลาดจนขายได้จริง พร้อมพากระจายเครือข่ายความร่วมมือกว่า 12 หน่วยงานเพื่อจับคู่ธุรกิจและออกงานแสดงสินค้าระดับสากล ตอบโจทย์เศรษฐกิจ BCG และอุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศ รวมถึงปูทางสู่การสร้าง Tech Startup และบริษัท Spin-off ในอนาคต

                ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ “สังคมสูงอายุอย่างเต็มรูปแบบ” โดยคาดว่าในปี พ.ศ. 2583 จะมีผู้สูงวัยมากถึง 20.5 ล้านคน การวางแผนดูแลผู้ป่วยที่มีภาวะพึ่งพิงและกลุ่มผู้ป่วยติดเตียงจึงกลายเป็นวาระเร่งด่วน ด้วยเหตุนี้ ผศ.พญ.นลินี โกวิทวนาวงษ์ จึงได้นำทีมวิจัยพัฒนาระบบดูแลผู้ป่วยกลุ่มเปราะบางในชุมชน โดยนำเทคโนโลยีดิจิทัลสุดล้ำเข้ามาประยุกต์ใช้เพื่อเปลี่ยนบ้านให้กลายเป็นพื้นที่ดูแลรักษาที่ได้มาตรฐานในลักษณะ “Hospital at Home” (คล้ายโมเดลในญี่ปุ่นและสิงคโปร์) นวัตกรรมนี้ไม่เพียงแต่ช่วยให้ผู้ป่วยปลอดภัย แต่ยังช่วยสร้างระบบนิเวศสุขภาพที่ยั่งยืน เพื่อให้มั่นใจว่าจะไม่มีใครถูกทิ้งไว้ข้างหลังในสังคมไทย

    ความก้าวหน้าและผลกระทบ

    • นวัตกรรมเตียงพลิกตัวอัจฉริยะ: ทีมวิจัยได้พัฒนา “เตียงพลิกตะแคงไฟฟ้าอัจฉริยะ” ทำงานร่วมกับเบาะเจลยางพารา Doctor N Medigel ควบคู่กับการใช้ Smart Bed Software, ระบบ Central Control และเทคโนโลยี Image Processing เพื่อเฝ้าระวังผู้ป่วย โดยปัจจุบันกำลังผลิตให้ครบระบบจำนวน 20 ชุด
    • กระจายสู่พื้นที่ขาดแคลนและเชื่อมโยงข้อมูล: นำร่องติดตั้งเตียงพลิกตะแคงไฟฟ้าให้แก่โรงพยาบาลที่ขาดแคลนแล้ว 5 แห่ง พร้อมสร้างระบบบูรณาการข้อมูลการดูแลผู้ป่วยตั้งแต่ระดับบ้าน สู่ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ และเข้าสู่โรงพยาบาลในพื้นที่ อบจ.สงขลา รวมถึงเพิ่มศักยภาพให้ อสม. และจิตอาสาสามารถดูแลผู้ป่วยที่บ้านได้อย่างเป็นระบบ ช่วยลดความแออัดของสถานพยาบาล
    • สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ : โดยผลการคาดการณ์ในอนาคตว่า เมื่อผลักดันนวัตกรรมออกสู่ตลาด จะช่วยสร้าง “มูลค่าผลกระทบเชิงทดแทน” สูงถึง 900 ล้านบาท จากการป้องกันแผลกดทับและลดการเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลโดยไม่จำเป็น

                “อาหารภาคใต้” ขึ้นชื่อเรื่องรสชาติจัดจ้านและอุดมไปด้วยสมุนไพร โดยเฉพาะ “ขมิ้นชัน” ที่มีสารเคอร์คูมินอยด์ (Curcuminoids) ซึ่งช่วยต้านอนุมูลอิสระและลดการอักเสบ แต่ในกระบวนการปรุงอาหารแบบดั้งเดิม ความร้อนมักทำให้สารสำคัญเหล่านี้สูญสลายไป ประกอบกับประเทศไทยกำลังเผชิญปัญหาผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) เช่น โรคเบาหวาน ที่พุ่งสูงขึ้นตามแนวโน้มสังคมสูงวัย เพื่อแก้ปัญหานี้ ผศ.ดร.ปรียาภรณ์ เดชอรัญ จากคณะอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ จึงได้ร่วมกับเครือข่ายทางการแพทย์ นำกระบวนการทางวิทยาศาสตร์มาล็อกคุณค่าสารอาหารให้มีความแม่นยำ เปลี่ยนจากภูมิปัญญาท้องถิ่นให้กลายเป็น “อาหารฟังก์ชัน (Functional Food)” ระดับพรีเมียมที่อร่อยและมีศักยภาพในการต้านโรค

    ความก้าวหน้าและผลกระทบ

    • นวัตกรรมผลิตภัณฑ์และฐานข้อมูลวิทยาศาสตร์: ประสบความสำเร็จในการพัฒนาต้นแบบ “น้ำยาขนมจีนเสริมขมิ้นชันเพื่อสุขภาพ” (ลดหวาน มัน เค็ม) ที่ผ่านการฆ่าเชื้อระดับโรงงานต้นแบบ โดยมีการติดตามความคงตัวของสารสำคัญอย่างละเอียด ทั้งเคอร์คูมินอยด์ สารฟีนอลิก (TPC) และฟลาโวนอยด์ (TFC) เพื่อสร้างคลังข้อมูลเชิงลึกที่เชื่อถือได้
    • พิสูจน์ผลลัพธ์ทางคลินิกและสร้างเครือข่าย: ผ่านการทดสอบประสิทธิภาพทางคลินิกในกลุ่มผู้บริโภคที่มีภาวะเสี่ยง เพื่อเตรียมใช้ยื่นขอฉลากสรรพคุณทางสุขภาพจาก อย. ควบคู่ไปกับการตีพิมพ์บทความวิจัยระดับสากล และการจับคู่ธุรกิจร่วมกับผู้ประกอบการในท้องถิ่น
    • โอกาสขยายสัดส่วนทางการตลาด: โครงการกำลังเดินหน้าสู่การผลิตระดับอุตสาหกรรมและขอมาตรฐานฮาลาล เพื่อเจาะตลาดอาหารพร้อมรับประทาน (Ready-to-Eat) ของไทยที่มีมูลค่ากว่า 85,000 ล้านบาท ซึ่งคาดการณ์ว่าหากชิงส่วนแบ่งการตลาดได้เพียง 0.001% จะสามารถสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนได้สูงถึง 8.5 ล้านบาท

                ในแต่ละปี อุตสาหกรรมผลิตยางแผ่นและยางแท่งของไทยต้องทิ้ง “เซรั่มน้ำยางพารา” หลายล้านลิตรไปอย่างสูญเปล่าและยังต้องแบกรับภาระในการกำจัด จากปัญหาสิ่งแวดล้อมและมูลค่าที่ถูกมองข้ามนี้ รศ.ดร.ภก.ฐณะวัฒน์ พิทักษ์พรปรีชา ได้มองเห็นขุมทรัพย์ที่ซ่อนอยู่ จึงนำเทคโนโลยีชีวภาพมาสกัดสารสำคัญมูลค่าสูงอย่าง BGOs และ HLPs จากเซรั่มน้ำยางพารา ซึ่งมีศักยภาพสูงในการต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง เวชสำอาง และอาหารฟังก์ชันแห่งอนาคต นำไปสู่การจับมือกับ บริษัท อินโนซุส จำกัด เพื่อสร้าง “โรงงาน Biorefinery จากเซรั่มน้ำยางพาราแบบครบวงจรแห่งแรกของโลก” ถือเป็นการขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) และพลิกโฉมอุตสาหกรรมยางพาราไทยอย่างแท้จริง

    ความก้าวหน้าและผลกระทบ

    • ยกระดับสู่โรงงานมาตรฐาน GMP: ปัจจุบันได้จัดทำคู่มือการผลิต (SOP) และเดินสายการผลิตสารสกัดระดับนำร่องสำเร็จแล้ว โดยอยู่ระหว่างการปรับปรุงโรงงานและติดตั้งเครื่องจักรเพื่อยกระดับสู่โรงงานต้นแบบมาตรฐาน GMP สมุนไพร
    • พิสูจน์ผลลัพธ์ทางคลินิกและงานวิจัยเชิงลึก: เครื่องสำอางต้นแบบผ่านการทดสอบความคงสภาพ (ร้อนสลับเย็น) และทดสอบในอาสาสมัครแล้วว่าไม่ก่อให้เกิดการแพ้ พร้อมยืนยันว่าช่วยลดริ้วรอยและเพิ่มความชุ่มชื้นได้จริง ปัจจุบันกำลังลุยทดสอบระดับเซลล์ (ต้านอักเสบและชะลอวัย) และล่าสุดได้รับหนังสือรับรองจริยธรรมการวิจัยในสัตว์ทดลอง เพื่อเตรียมดำเนินงานทดสอบฤทธิ์การสมานแผลต่อไป
    • สร้างเม็ดเงินมหาศาล: หากสามารถเดินเครื่องผลิตและจำหน่ายสารสกัดทั้งสองชนิดในรูปแบบส่วนประกอบสำคัญ (Functional Ingredients) ให้กับอุตสาหกรรมความงามแบบ B2B ได้อย่างเต็มรูปแบบ คาดการณ์ว่าจะสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจหมุนเวียนได้สูงถึง 1,857.60 ล้านบาท ภายในระยะเวลา 5 ปี

                ในแวดวงวิชาการไทยมีผลงานวิจัยและนวัตกรรมอาหารสุขภาพระดับห้องปฏิบัติการที่มีศักยภาพอยู่จำนวนมาก ทว่าอุปสรรคสำคัญที่ทำให้งานวิจัยต้องหยุดชะงักอยู่แค่บนหิ้ง คือผู้ประกอบการ SME และภาคเอกชนมักขาดแคลนโครงสร้างพื้นฐาน โรงงานต้นแบบ และเครื่องจักรมาตรฐานอุตสาหกรรมที่จะรองรับการผลิตจริงเพื่อขยายกำลังการผลิต เพื่อทลายขีดจำกัดนี้ ผศ.ดร.เสาวคนธ์ วัฒนจันทร์ จากสถาบันวิจัยและนวัตกรรมอาหาร มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ จึงได้ดำเนินโครงการขยายสเกลงานวิจัยด้านสารสกัดและเอกซ์ทรูชัน ภายใต้การสนับสนุนจาก บพข. เพื่อทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมสำคัญในการยกระดับงานวิจัยสู่อุตสาหกรรมอาหารแห่งอนาคตและผลิตภัณฑ์แปรรูปทางการเกษตร ผ่านกระบวนการถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่อุตสาหกรรมในรูปแบบ Lab-to-Market

    ความก้าวหน้าและผลกระทบ

    • โรงงานต้นแบบและนวัตกรรมเชิงพาณิชย์: ประสบความสำเร็จในการจัดตั้งโรงงานต้นแบบและติดตั้งเทคโนโลยีแกนหลักอย่างเครื่องเอกซ์ทรูเดอร์ชนิดสกรูคู่ พร้อมระบบซัพพอร์ต ระบบบรรจุถุงแนวตั้งแบบกึ่งอัตโนมัติ และชุดเปลี่ยนขนาดถ้วย-ถาดระบบ Vacuum นำไปสู่ความร่วมมือในการพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารสุขภาพต้นแบบถึง 17 ผลิตภัณฑ์ ครอบคลุมทั้งขนมขบเคี้ยวพองกรอบ ซีเรียล และเส้นพาสต้ากลูเต็นฟรีที่มีศักยภาพสูงในตลาด
    • ถ่ายทอดเทคโนโลยีและยกระดับศักยภาพ: ถ่ายทอดองค์ความรู้กระบวนการ Extrusion ให้แก่อาจารย์ นักวิจัย และผู้ประกอบการรวม 147 คน พร้อมทำ Workshop จนได้นวัตกรรมอาหารร่วมกัน 10 ผลิตภัณฑ์ นอกจากนี้ยังส่งมอบเทคโนโลยีเครื่องเอกซ์ทรูเดอร์ชนิดสกรูคู่ให้แก่ผู้ประกอบการ 5 ราย นำไปผลิตเป็นขนมขบเคี้ยวเชิงพาณิชย์ออกสู่ตลาดจริงรวม 6 ผลิตภัณฑ์
    • สร้างมูลค่าเชิงเศรษฐกิจจับต้องได้จริง: การดำเนินงานสามารถสร้างรายได้จาก 2 ช่องทางหลัก คือ ยอดขายผลิตภัณฑ์นวัตกรรมหน้าร้านของผู้ประกอบการรวมกว่า 14.8 ล้านบาท (ปี 2565–2568) และรายได้สะสมของศูนย์วิจัยจากการเปิดบริการเครื่องจักรเพื่อการ R&D แก่บุคคลภายนอกอีก 295,500 บาท (ปี 2565–2569) เพื่อนำมาบริหารจัดการระบบให้เติบโตอย่างยั่งยืน

                ภาคใต้ของไทยเต็มไปด้วยวัตถุดิบท้องถิ่นและเศษเหลือชั้นดีจากอุตสาหกรรมอาหารทะเล เช่น หนังปลา กระดูกปลา และเปลือกกุ้ง ซึ่งสามารถนำมาสกัดเป็น “สารอาหารฟังก์ชันและอาหารเสริมมูลค่าสูง” ได้มากมาย แต่ที่ผ่านมางานวิจัยเหล่านี้มักหยุดอยู่แค่ในห้องแล็บ (TRL 4) เพราะไม่มีเครื่องจักรขนาดใหญ่พอที่จะผลิตสินค้าต้นแบบจำนวนมากได้ ส่งผลให้ผู้ประกอบการและกลุ่ม Startup หรือ SME ไม่มั่นใจที่จะลงทุน ด้วยเหตุนี้ ผศ.ดร.เสาวคนธ์ วัฒนจันทร์ จึงได้เดินหน้าโครงการขยายสเกลงานวิจัยด้านสารสกัดเพื่อการถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่อุตสาหกรรม ยกระดับงานวิจัยจากห้องแล็บสู่ระดับกึ่งอุตสาหกรรม (TRL 7) โดยจัดตั้งโรงงานต้นแบบและเครื่องมือสกัด-บดลดขนาดที่ทันสมัย เพื่อส่งมอบเทคโนโลยีที่จับต้องได้จริงให้ภาคเอกชนนำไปผลิตขายเชิงพาณิชย์

    ความก้าวหน้าและผลกระทบ

    • โรงงานต้นแบบไฮเทคและคลังนวัตกรรมสารสกัด: จัดตั้งโรงงานต้นแบบพร้อมเครื่องจักรขั้นสูง รองรับการสกัด คัดแยก และแปรรูปสารสำคัญสู่รูปแบบผง เม็ด และบรรจุภัณฑ์มาตรฐาน ประสบความสำเร็จในการพัฒนาสารสกัดฟังก์ชันนอลมูลค่าสูงถึง 24 สารสกัด และต่อยอดเป็น 17 ผลิตภัณฑ์ต้นแบบระดับกึ่งอุตสาหกรรม ครอบคลุมกลุ่มอาหารทางการแพทย์ อาหารฟังก์ชัน เครื่องดื่มสุขภาพ ผลิตภัณฑ์สัตว์เลี้ยง และสารไล่แมลงชีวภาพ
    • ปั้นกำลังคนสมรรถนะสูงและติดอาวุธผู้ประกอบการ: พัฒนา 3 หลักสูตรฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ ยกระดับนักวิจัยและบุคลากรในการควบคุมเครื่องจักรกึ่งอุตสาหกรรม สร้างผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านเทคโนโลยี Supercritical Fluid และการสกัดด้วยคลื่นไมโครเวฟเข้าสู่ระบบนิเวศอุตสาหกรรมอาหารชีวภาพได้กว่า 130 คน พร้อมยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการท้องถิ่นอีก 216 ราย ผ่านกิจกรรมสร้างสรรค์อย่าง “HACK HATYAI Meetup”
    • สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและรายได้หมุนเวียน: ผลักดันโรงงานต้นแบบสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์อย่างยั่งยืน โดยช่วยให้ผู้ประกอบการสร้างรายได้จากการขายผลิตภัณฑ์นวัตกรรมกว่า 1,200,000 บาท และสร้างรายได้หมุนเวียนให้โรงงานจากการเปิดบริการเครื่องมือสะสมอีกกว่า 600,000 บาท รวมมูลค่าผลกระทบทางเศรษฐกิจกว่า 1.8 ล้านบาท

                ปัจจุบัน เทคโนโลยีถอดรหัสพันธุกรรมมนุษย์ (Next-Generation Sequencing: NGS) มีบทบาทสำคัญอย่างมากในการทำนายและวางแผนรักษาโรคซับซ้อน เช่น มะเร็งเต้านม มะเร็งลำไส้ใหญ่ รวมถึงการตรวจรหัสพันธุกรรมแบบรวดเร็วในทารกแรกเกิดที่พิการแต่กำเนิด แต่บุคลากรทางการแพทย์ในภาคใต้ยังเผชิญข้อจำกัดด้านโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งการขาดระบบคอมพิวเตอร์สมรรถนะสูง ขาดบุคลากร และต้องพึ่งพาซอฟต์แวร์วิเคราะห์ราคาแพงจากต่างประเทศ เพื่อปิดช่องว่างนี้ ศ.ดร.ธีระพล ศรีชนะ จึงได้นำทีมขับเคลื่อนโครงการพัฒนาเครือข่ายห้องปฏิบัติการความร่วมมือด้านนวัตกรรมการวินิจฉัยโรค เพื่อสร้างระบบนิเวศการตรวจวินิจฉัยที่แม่นยำ รวดเร็ว และสร้างซอฟต์แวร์ของไทยขึ้นมาเอง ลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างชาติ

    ความก้าวหน้าและผลกระทบ

                คว้ามาตรฐานสากลด้านเครื่องมือแพทย์: จัดตั้งห้องปฏิบัติการไบโอเซนเซอร์ทางการแพทย์ที่มีเทคโนโลยีความไวสูงจนได้รับการรับรองมาตรฐาน ISO 13485:2016 และขึ้นทะเบียนเป็นสถานประกอบการผลิตเครื่องมือแพทย์ พร้อมสร้างองค์ความรู้การผลิตต้นแบบ Microfluidic devices เพื่อถ่ายทอดแก่นักศึกษาหลักสูตรวิศวกรรมชีวการแพทย์

    • ยกระดับโครงสร้างพื้นฐานและผลิตบุคลากรสหสาขา: วางระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์สมรรถนะสูงเพื่อวิเคราะห์และจัดเก็บข้อมูลจีโนม ภายใต้การควบคุมจริยธรรมที่ปลอดภัยและปกปิดอัตลักษณ์ ควบคู่กับการพัฒนาซอฟต์แวร์วิเคราะห์จีโนมออนไลน์ (โปรแกรม ICBC) และจัดตั้งหลักสูตรสหสาขาวิชา (แพทย์ วิทยาศาสตร์ และวิศวกรรมคอมพิวเตอร์) เพื่อปั้นผู้เชี่ยวชาญด้านชีวสารสนเทศ
    • ทลายข้อจำกัดด้านสาธารณสุขระดับภูมิภาค: ร่วมมือกับกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ จัดตั้งศูนย์ CESLIST ตรวจวิเคราะห์สายพันธุ์โควิด-19 เพิ่มศักยภาพการตรวจสอบลำดับเบสแบบก้าวกระโดดจาก 1,000 เป็น 3,000 ตัวอย่าง พร้อมขยายระบบสารสนเทศโรงพยาบาล (HIS) ไปยังเขตสุขภาพที่ 12 นอกจากนี้ ยังเปิดให้ใช้ระบบจัดเก็บข้อมูลวิจัย (REDCap) ที่ออกแบบตามมาตรฐานสากลขั้นสูงอย่าง US FDA 21 CFR Part 11, FISMA และ HIPAA-compliant แก่นักวิจัยโดยไม่มีค่าใช้จ่าย

                มะเร็งเต้านมคือสาเหตุการเสียชีวิตอันดับหนึ่งของสตรีไทย โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคใต้ที่มีความรุนแรงเพิ่มขึ้น แม้การตรวจเชิงรุกลึกระดับพันธุกรรมเพื่อหาการกลายพันธุ์ของยีน BRCA1 และ BRCA2 จะช่วยคัดกรองความเสี่ยงทางสายเลือดได้ และ สปสช. มีสิทธิประโยชน์สนับสนุนค่าตรวจถึง 10,000 บาท แต่ผู้ป่วยกลับเข้าไม่ถึงสิทธิ เนื่องจากประเทศไทยยังขาดห้องปฏิบัติการที่มีมาตรฐานรองรับในระดับสากล ด้วยเหตุนี้ ศ.ดร.นพ.สุรศักดิ์ สังขทัต ณ อยุธยา จึงได้ผลักดันโครงการต้นแบบห้องปฏิบัติการมาตรฐานเพื่อการตรวจวิเคราะห์ทางพันธุกรรมสำหรับผู้ป่วยมะเร็งเต้านมในภาคใต้ เพื่อสร้างเครือข่ายบริการที่ได้มาตรฐานระดับโลก ช่วยให้ผู้ป่วยเข้าถึงการแพทย์แม่นยำได้อย่างแท้จริง

    ความก้าวหน้าและผลกระทบ

    • ความสำเร็จด้านมาตรฐานสากลและเทคโนโลยีระดับสูง: พัฒนาต้นแบบห้องปฏิบัติการตรวจวิเคราะห์การกลายพันธุ์ตามสายเลือด (Germline Mutation) จนคว้ามาตรฐาน ISO 15189 และมาตรฐานเครื่องมือแพทย์ขั้นสูง IVD โดยผลักดันความพร้อมเทคโนโลยีจากระดับทดลอง (TRL 5) ขึ้นสู่การใช้งานจริง (TRL 8) ด้วยการนำเทคโนโลยี Next Generation Sequencing (Massively parallel sequencing) มาใช้ร่วมกับเครื่องตรวจสอบลำดับเบส MiSeq
    • สร้างผลกระทบเชิงสังคมและเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรม: เกิดเครือข่ายส่งต่อตัวอย่างร่วมกับ 3 โรงพยาบาลใหญ่ในภาคใต้ตอนล่าง ภายใต้ประกาศข้อกำหนดของแพทยสภา และช่วยเพิ่มจำนวนผู้เชี่ยวชาญด้านผลิตภัณฑ์การแพทย์ขั้นสูง (ATMPs) ในประเทศ ที่สำคัญคือช่วยให้ผู้ป่วยเข้าถึงสิทธิคัดกรองของ สปสช. มูลค่า 10,000 บาทได้จริง โดยรองรับผู้ป่วยใหม่ได้ต่อเนื่อง 100-140 คนต่อปี ลดการนำเข้าเทคโนโลยีจากต่างประเทศ
    • เตรียมต่อยอดสู่มะเร็งชนิดอื่น: โครงการสามารถตีพิมพ์ผลงานวิชาการในฐานข้อมูลสากลถึง 5 เรื่อง และปัจจุบันกำลังเตรียมขยายผลการตรวจวิเคราะห์เชิงโมเลกุลนี้ไปยังกลุ่มมะเร็งชนิดอื่น เพื่อก้าวสู่เป้าหมายสูงสุดระดับ TRL 9 ในการเปิดให้บริการทางการแพทย์ควบคู่กับการเก็บข้อมูลเพื่อการวิจัยอย่างเต็มรูปแบบ

                หลังการปลดล็อก “พืชกระท่อม” ออกจากบัญชียาเสพติด เกษตรกรไทยสามารถสร้างรายได้จากการขายใบสดได้ราว 12,000 บาทต่อไร่ต่อเดือน แต่มูลค่าเศรษฐกิจกลับกระจุกตัวอยู่แค่ต้นน้ำ เนื่องจากไทยยังขาดแคลนโรงงานสกัดที่ได้มาตรฐานสากล ทำให้สารสกัดไม่สม่ำเสมอและไม่สามารถต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์มูลค่าสูงที่ อย. รับรองได้ นอกจากนี้ ไทยยังต้องแบกรับค่าใช้จ่ายมหาศาลในการนำเข้า “ยาเมทาโดน” 100% เพื่อใช้บำบัดผู้ติดยาเสพติดกลุ่มโอปิออยด์ (เช่น ฝิ่น เฮโรอีน และมอร์ฟีน) ทั้งที่พืชกระท่อมมีสารสำคัญอย่าง Mitragynine และ 7-Hydroxymitragynine ซึ่งมีฤทธิ์บรรเทาอาการถอนยาได้ดีและมีผลข้างเคียงต่ำกว่า

                เพื่อทลายขีดจำกัดนี้ รศ.นพ.วรวิทย์ วาณิชย์สุวรรณ จากสถาบันวิจัยและนวัตกรรมทางการแพทย์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ จึงได้ขับเคลื่อน ชุดโครงการวิจัยแบบบูรณาการต่อเนื่อง 4 โครงการ (โครงการที่ 9-12) เพื่อพัฒนาโรงงานต้นแบบผลิตสารสกัดมาตรฐาน โดยใช้พืชกระท่อมเป็นโมเดลนำร่องการผลิตสารสกัดธรรมชาติ (Botanical Extract) ควบคู่กับการศึกษาความเป็นพิษในระยะก่อนคลินิก (Preclinical Study) เพื่อเปลี่ยนผ่านพืชชุมชนสู่อุตสาหกรรมนวัตกรรมชีวภาพระดับโลก

    ความก้าวหน้าและผลกระทบ

    • โครงสร้างพื้นฐานและโมเดลธุรกิจระดับสากล: จัดตั้ง “โรงงานสารสกัดสมุนไพร” ขนาด 423 ตารางเมตร ณ นิคมอุตสาหกรรมภาคใต้ จ.สงขลา ที่ได้รับมาตรฐาน GMP/PICs และ ISO 9001:2015 พร้อมห้องปฏิบัติการมาตรฐาน ISO/IEC 17025 ตามหลักสากล ICH Q2(R2) ช่วยออกเอกสารรับรอง (CoA) ที่น่าเชื่อถือ ปลดล็อกข้อจำกัด อย. ให้กับผู้ประกอบการปลายน้ำ พร้อมจัดทำโมเดลธุรกิจและอัตราค่าบริการเพื่อให้ศูนย์ฯ สามารถสร้างรายได้หมุนเวียนและพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน
    • พิสูจน์ความปลอดภัยเชิงลึกและประสิทธิผลทางยา: พัฒนาเทคโนโลยีการสกัดชั้นน้ำและเอทานอลจนได้สารสำคัญที่มีความบริสุทธิ์สูง (ระดับ TRL 9) พร้อมได้ชุดข้อมูลก่อนคลินิก (Preclinical Data) ครบถ้วน ทั้งการประเมินความเป็นพิษแบบเฉียบพลัน กึ่งเฉียบพลัน และกึ่งเรื้อรัง การพิสูจน์ความเป็นพิษต่อพันธุกรรม (AMES Test) รวมถึงยืนยันประสิทธิผลในการลดปวด ลดกังวล ต้านซึมเศร้า และลดอาการถอนยาเสพติด
    • สร้างความมั่นคงทางยาและขยายมูลค่าเศรษฐกิจ: ชุดข้อมูลทั้งหมดเป็นฐานสำคัญในการขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์สุขภาพและเป็นสปริงบอร์ดสู่การวิจัยเชิงคลินิก (Clinical Trial) เพื่อลดการนำเข้ายาเมทาโดน คาดการณ์ว่าการยกระดับสู่สารสกัดมูลค่าสูงนี้ จะสร้างรายได้ให้ภาคเอกชนไทยในการส่งออกสู่ตลาดโลก โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา ได้สูงถึง 250 ล้านบาทต่อปี

    ต่อยอดนวัตกรรมจาก “ห้องแล็บ” สู่ “สายการผลิตจริง”

                ภายหลังเสร็จสิ้นการนำเสนอความก้าวหน้าของทั้ง 12 โครงการวิจัย คณะผู้บริหารและผู้ทรงคุณวุฒิ บพข. พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ได้ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการดำเนินงานหน้างานจริงใน 3 จุดไฮไลท์สำคัญ เพื่อประเมินความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐาน ได้แก่ 1. ห้องปฏิบัติการ คณะแพทยศาสตร์: นำชมระบบและเทคโนโลยีตรวจวิเคราะห์ทางพันธุกรรมขั้นสูงเพื่อผู้ป่วยมะเร็งเต้านม โดย ศ.ดร.นพ.สุรศักดิ์ สังขทัต ณ อยุธยา 2. โรงงาน Biorefinery มาตรฐาน GMP: นำชมกระบวนการผลิตและขยายสเกลสารมูลค่าสูงจากเซรั่มน้ำยางพารา โดย รศ.ดร.ภก.ฐณะวัฒน์ พิทักษ์พรปรีชา 3. โรงงานต้นแบบผลิตสารสกัดมาตรฐานสมุนไพร (GMP): นำชมความพร้อมของสายการผลิตและระบบบริหารจัดการพืชกระท่อมทางการแพทย์ โดย รศ.นพ.วรวิทย์ วาณิชย์สุวรรณ

              

     

    การลงพื้นที่ในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความสำเร็จในการผนึกกำลังระหว่าง บพข. และ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ในการเปลี่ยนผ่านงานวิจัยคุณภาพสูงให้กลายเป็น “โครงสร้างพื้นฐานระดับอุตสาหกรรม” ที่พร้อมสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ ขับเคลื่อนความมั่นคงทางสุขภาพ และยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยได้อย่างเป็นรูปธรรม