Author: phattharawan

  • คู่มือสำหรับนักวิจัยที่ได้รับทุน บพข.

    คู่มือสำหรับนักวิจัยที่ได้รับทุน บพข.

    หน่วยบริหารจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถการแข่งขัน (บพข.) มีภารกิจจัดสรรทุนวิจัยและสร้างนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของภาคการผลิตและภาคบริการ รวมถึงทุนสนับสนุนการถ่ายทอดเทคโนโลยี การสร้างตลาดนวัตกรรม การส่งเสริมการใช้ประโยชน์ผลงานวิจัยและนวัตกรรมในเชิงพาณิชย์ และการพัฒนาแพลตฟอร์มทางนวัตกรรมในภาคการผลิตและภาคบริการ ทุนเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานห้องปฏิบัติการเพื่อการให้บริการด้านคุณภาพและการถ่ายทอดเทคโนโลยี ทั้งนี้ การให้ทุนดังกล่าวมุ่งเน้นการสนับสนุนแผนงานที่มีความร่วมมือหรือการร่วมลงทุนกับผู้ใช้ประโยชน์ เช่น วิสาหกิจชุมชน SMEs และภาคอุตสาหกรรม เป็นสำคัญ

    บพข. มีความยินดีที่ได้สนับสนุนทุนแก่หน่วยงานผู้รับทุน ดังนั้น เพื่อให้บรรลุเป้าหมายตามที่ตั้งไว้ สามารถนำผลงานวิจัยไปสู่การใช้ประโยชน์เพื่อการพัฒนาประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ และเพื่อให้การทำงานเป็นไปโดยราบรื่น จึงได้จัดทำเอกสารคู่มือสำหรับนักวิจัยที่ได้รับทุนวิจัย บพข. เพื่อให้หน่วยงานผู้รับทุนและหัวหน้าโครงการ ใช้เป็นแนวปฏิบัติในการดำเนินโครงการ ให้ถูกต้องตามระเบียบต่างๆ และเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ซึ่งประกอบด้วย การอธิบายถึงขั้นตอนและกระบวนการต่างๆ ที่ใช้ในการบริหารการเงินและพัสดุของโครงการที่ได้รับทุนจาก บพข. ให้มีความเข้าใจที่ชัดเจนเกี่ยวกับขั้นตอน และกระบวนการทำงาน สิ่งที่พึงคาดหมายได้ รวมทั้งเจตนารมณ์และเหตุผลของการที่กำหนดให้มีขั้นตอนและกระบวนการดังกล่าว เพื่อให้มีระบบบริหารวิจัยที่มีประสิทธิภาพ โปร่งใส และสามารถตรวจสอบได้โดยกลไกสาธารณะ อันจะทำให้สาธารณชนมั่นใจได้ว่า เงินภาษีอากรที่นำมาใช้ลงทุนวิจัยนี้ จะก่อผลต่อสังคมอย่างคุ้มค่าและมีประสิทธิผลอย่างแท้จริง

    ประกาศเกี่ยวกับความเป็นส่วนตัว (Privacy Notice) สำหรับการจัดสรรทุนวิจัยและนวัตกรรม

    หน่วยบริหารจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถการแข่งขันให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่งกับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ได้รับการจัดสรรทุนวิจัยและนวัตกรรม โดยมีนโยบายและมีความมุ่งมั่นรับผิดชอบในการปกป้องข้อมูลส่วนบุคคล และปกป้องสิทธิขั้นพื้นฐานอันเกี่ยวกับข้อมูลส่วนบุคคลตามพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 ดังนั้น เพื่อให้เกิดความมั่นใจว่าข้อมูลส่วนบุคคลได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย สอวช. จึงได้จัดทำประกาศเกี่ยวกับความเป็นส่วนตัว เพื่อแจ้งให้ทราบถึงรายละเอียดที่เกี่ยวข้องกับการเก็บรวบรวม การใช้ และการเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลตาม QR Code นี้

    เมื่อได้รับการอนุมัติทุนสนับสนุนโครงการ หัวหน้าโครงการต้องประสานงานกับผู้ให้ทุนร่วม
    เพื่อดำเนินการเรื่องของการลงนามในสัญญาในฐานะ “ผู้ให้ทุนร่วม” พร้อมพยานผู้ให้ทุนร่วม รวมถึงผู้มีอำนาจของหน่วยงานผู้รับทุน โดยสามารถศึกษาแนวทางการดำเนินการ การเตรียมเอกสารประกอบการลงนาม และการใช้งานระบบได้ที่ https://pmuc.or.th/?p=6732 เนื่องจากหน่วยบริหารจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถการแข่งขัน ใช้ระบบ Digital Signature ในการทำสัญญาให้ทุนเพื่อกำหนดสิทธิ หน้าที่ และความรับผิดชอบของคู่สัญญา

    บพข.จะโอนเงินออกจากบัญชีของธนาคารกรุงไทย เพื่อลดภาระในการจ่ายค่าธรรมเนียมธนาคาร ดังนั้นในการโอนเงินขอความร่วมมือผู้รับทุนใช้บัญชี “ธนาคารกรุงไทย”

    เมื่อผู้รับทุนได้รับการโอนเงินแล้ว ให้ออกใบเสร็จรับเงินเพื่อเป็นหลักฐานการรับเงินในนาม
    นิติบุคคล และต้องเบิกจ่ายเงินให้หัวหน้าโครงการโดยเร็ว เพื่อไม่ก่อให้เกิดความล่าช้าต่อการดำเนินการวิจัย ทั้งนี้เพื่อให้สะดวกและง่ายต่อการจัดทำรายงานการเงินของโครงการ หากหน่วยงานผู้รับทุนไม่มีระบบที่สามารถจัดทำรายงานการเงินรายโครงการได้ ขอให้นักวิจัยเปิดบัญชีแยกรายโครงการเพื่อรับเงินงบประมาณของโครงการจากต้นสังกัดสำหรับใช้ดำเนินโครงการวิจัย และไม่โอนเงินงบประมาณของโครงการเข้าบัญชีส่วนตัว

    กรณีหน่วยงานผู้รับทุนเป็นภาคเอกชน ให้เปิดบัญชีเงินฝากประเภทออมทรัพย์หรือบัญชีกระแสรายวัน ธนาคารกรุงไทย โดยใช้ชื่อบัญชี “ทุนวิจัย บพข. – เลขที่สัญญา” หลังจากที่ได้รับ “หนังสือขอเปิดบัญชีเงินฝากธนาคาร” จากหน่วยบริหารจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถการแข่งขัน เพื่อนำไปใช้ในการเปิดบัญชี(ตัวอย่างหนังสือขอเปิดบัญชีเงินฝากธนาคาร ตามเอกสารแนบหมายเลข 1)

    หมายเหตุ : ถ้า “ผู้รับทุน” ใช้บัญชีรับทุนโครงการที่ไม่ใช่ธนาคารกรุงไทย หากเงินงวดนั้นๆ เกิน 2 ล้านบาท ระบบการโอนเงินจะแบ่งเงินงวดออกเป็นครั้งละไม่เกิน 2 ล้านบาทโดยอัตโนมัติ แต่ในการออกใบเสร็จรับเงิน “ผู้รับทุน” สามารถใช้ใบเสร็จที่เป็นยอดรวมของเงินงวดโครงการงวดนั้นๆ ได้

    กรณีมีผู้ให้ทุนร่วม ให้หน่วยงานผู้ให้ทุนร่วมโอนเงินให้หน่วยบริหารจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถการแข่งขัน ผ่านบัญชี ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ชื่อบัญชี “กองทุน ววน.-บพข. โดย รวพ.” เลขบัญชี 162-0-56477-7 สาขาจามจุรีสแควร์

    เมื่อโอนเงินแล้วขอให้แจ้งหน่วยบริหารจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถการแข่งขัน ผ่านทางอีเมล pmuc@nxpo.or.th เพื่อออกใบเสร็จรับเงินเป็นหลักฐานการรับเงิน ก่อนส่งเงินงวดให้ “ผู้รับทุน” ต่อไป

    ความสำคัญของการวางแผน: ช่วยกำหนดทิศทาง ลดความเสี่ยง ติดตามความก้าวหน้าได้ง่าย และทำให้การใช้ทรัพยากรมีประสิทธิภาพสูงสุด

    การควบคุมงบประมาณ: “ผู้รับทุน” มีหน้าที่กำกับดูแลให้หัวหน้าโครงการและทีมงาน ใช้จ่ายเงินอย่างคุ้มค่า ประหยัด ตรงตามวัตถุประสงค์ พร้อมทั้งจัดทำหลักฐานการเงินให้ถูกต้องและพร้อมรับการตรวจสอบเสมอ

    กรณีมีหน่วยงานร่วมวิจัยหลายแห่ง: “หัวหน้าโครงการ” จะเป็นผู้บริหารจัดการงบประมาณ โดยผู้รับทุนสามารถทำบันทึกข้อตกลง ในการทำวิจัยโครงการที่ได้รับทุน กับหน่วยงานที่ร่วมทำวิจัย ที่ระบุหน้าที่ของแต่ละหน่วยงาน พร้อมทั้งงบประมาณ และใช้บันทึกข้อตกลงในการโอนเงินให้หน่วยงานที่ร่วมทำวิจัย (ตัวอย่างบันทึกข้อตกลงในการทำงานวิจัย กรณีมีหน่วยงานวิจัยร่วมหลายหน่วยงาน ตามเอกสารแนบหมายเลข 2

    แผนการดำเนินงานเป็นเอกสารที่แสดงรายละเอียดของกิจกรรมต่าง ๆ ที่ต้องดำเนินการตลอดระยะเวลาโครงการ โดยระบุลำดับขั้นตอน วิธีการดำเนินงาน และผู้รับผิดชอบในแต่ละกิจกรรมอย่างชัดเจน ควรประกอบด้วย

    • รายการกิจกรรมหลักและกิจกรรมย่อยของโครงการ
    • วัตถุประสงค์ของแต่ละกิจกรรม
    • วิธีการดำเนินงานในแต่ละขั้นตอน
    • ผู้รับผิดชอบหลักและผู้ร่วมดำเนินงาน
    • ผลผลิตที่คาดว่าจะได้รับจากแต่ละกิจกรรม

    หัวหน้าโครงการควรทบทวนแผนการดำเนินงานอย่างสม่ำเสมอ และปรับปรุงให้สอดคล้องกับสถานการณ์จริงของโครงการ

    การจัดทำแผนระยะเวลาที่ชัดเจนช่วยให้สามารถติดตามความก้าวหน้าและควบคุมเวลาในการดำเนินโครงการได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยควรแสดงข้อมูลดังต่อไปนี้

    • ระยะเวลาเริ่มต้นและสิ้นสุดของแต่ละกิจกรรม
    • ความสัมพันธ์ระหว่างกิจกรรม
    • กิจกรรมที่ต้องดำเนินการต่อเนื่องหรือพร้อมกัน
    • จุดตรวจสอบความก้าวหน้า (Milestones)

    เป็นการกำหนดความต้องการทรัพยากรที่จำเป็นสำหรับการดำเนินโครงการ ได้แก่ บุคลากร วัสดุอุปกรณ์ เครื่องมือ และงบประมาณ หัวหน้าโครงการควรประเมินความเพียงพอของทรัพยากร และจัดสรรให้เหมาะสมกับกิจกรรมแต่ละช่วงของโครงการ ได้แก่

    • ทรัพยากรบุคคล เช่น ผู้ร่วมวิจัย ผู้ช่วยวิจัย และผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน
    • วัสดุและอุปกรณ์ เช่น เครื่องมือวิจัย วัสดุสิ้นเปลือง
    • สถานที่และสิ่งอำนวยความสะดวก
    • งบประมาณ สำหรับกิจกรรมต่าง ๆ

    ในกรณีที่โครงการวิจัยเกี่ยวข้องกับมนุษย์ สัตว์ หรือข้อมูลส่วนบุคคล ต้องดำเนินการขอรับรองจริยธรรมการวิจัยก่อนเริ่มดำเนินการ ขั้นตอนการดำเนินงาน ได้แก่

    1. จัดทำเอกสารขอรับรองจริยธรรมการวิจัย
    2. ยื่นคำขอต่อคณะกรรมการจริยธรรมการวิจัย
    3. ปรับปรุงเอกสารตามข้อเสนอแนะของคณะกรรมการ
    4. ได้รับหนังสือรับรองจริยธรรมก่อนเริ่มเก็บข้อมูล

    การกำหนดตัวชี้วัดที่เหมาะสมช่วยให้สามารถติดตามและประเมินผลโครงการได้อย่างเป็นระบบ และนำข้อมูลไปใช้ปรับปรุงการดำเนินงานในระยะต่อไปได้ โดยตัวชี้วัดความสำเร็จควรมีลักษณะ ดังนี้

    1. ชัดเจนและวัดผลได้
    2. สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของโครงการ
    3. มีระยะเวลาที่กำหนดชัดเจน
    4. สามารถนำไปใช้ประเมินผลได้จริง

    การวิเคราะห์ปัจจัยที่อาจกระทบต่อโครงการ พร้อมกำหนดแนวทางป้องกันหรือแก้ไขปัญหา เพื่อช่วยลดผลกระทบและเพิ่มโอกาสให้โครงการประสบความสำเร็จ ขั้นตอนการบริหารความเสี่ยง ได้แก่

    1. การระบุความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น
    2. การวิเคราะห์ผลกระทบและโอกาสเกิด
    3. การกำหนดมาตรการป้องกันและลดความเสี่ยง
    4. การติดตามและประเมินความเสี่ยงอย่างต่อเนื่อง

    หลักเกณฑ์การจ่าย: การจ่ายให้หัวหน้าโครงการและนักวิจัยร่วมที่มีงานประจำ โดยพิจารณาจากคุณวุฒิ ประสบการณ์ และสัดส่วนเวลาทำงาน (ต้องไม่เกินกรอบที่ได้รับอนุมัติ) ทั้งนี้ต้องสามารถแบ่งเวลามาทำวิจัยได้โดยไม่กระทบงานประจำ และต้นสังกัดต้องยินยอม

    กรณีนักวิจัยสังกัดเอกชน: ไม่สนับสนุนการจ่ายเป็นเงินค่าตอบแทน แต่สามารถคำนวณมูลค่าเป็นงบสมทบ (In-Kind) ได้

    • ค่าตอบแทนนักวิจัยโดยทั่วไปจ่ายเป็นรายเดือน เฉพาะช่วงเวลาที่นักวิจัยปฏิบัติงานในโครงการ ซึ่งอาจทำงานเป็นช่วง ๆ ตามแผนงาน และไม่จำเป็นต้องตลอดระยะเวลาโครงการ ทั้งนี้ หัวหน้าโครงการอาจพิจารณาจ่ายค่าตอบแทนเป็นงวด แทนการจ่ายรายเดือน โดยจ่ายเป็นเงินก้อนตามความก้าวหน้าของงาน เช่น หลังส่งรายงานความก้าวหน้า โดยต้องมีการตกลงรูปแบบและเงื่อนไขการจ่ายกับผู้ร่วมวิจัยล่วงหน้าอย่างชัดเจน
    • ควรหยุดจ่ายค่าตอบแทนนักวิจัยเป็นการชั่วคราว หากนักวิจัยไม่อยู่ปฏิบัติงานในโครงการเกินกว่า 30 วัน เช่น ไปอบรมหรือดูงานที่ไม่เกี่ยวข้องกับโครงการ ไปศึกษาต่อ หยุดปฏิบัติงานด้วยเหตุผลใด ๆ หรือไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงของโครงการ เช่น ไม่มีผลงานหรือไม่มีรายงานความก้าวหน้า ที่มีคุณภาพ โดยการพิจารณาหยุดจ่ายค่าตอบแทนให้อยู่ในดุลยพินิจของผู้รับทุนและหัวหน้าโครงการ และหากมีเงินค่าตอบแทนคงเหลือ ให้รายงานต่อหน่วยบริหารจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถการแข่งขัน

    ค่าล่วงเวลา: จะไม่มีการจ่ายค่าล่วงเวลาให้แก่นักวิจัยที่ได้รับค่าตอบแทนส่วนนี้แล้ว

    หมายเหตุ :

    1. การเปลี่ยนแปลงใดๆ ในหมวดค่าตอบแทน ต้องได้รับการอนุมัติจากหน่วยบริหารจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถการแข่งขัน ก่อนดำเนินการ
    2. การจ่ายค่าตอบแทนนักวิจัย หากจ่ายผ่านต้นสังกัดให้ใช้เอกสารตามระเบียบของต้นสังกัด หากเป็นการจ่ายโดยหัวหน้าโครงการให้ใช้ใบสำคัญรับเงิน และสำเนาบัตรประชาชนของผู้รับเงิน
    3. ในการรับเงินค่าตอบแทนในโครงการ ห้ามมิให้มีการลงนามรับเงินแทนกัน
    4. นักวิจัยและบุคลากรในโครงการที่ได้รับค่าตอบแทนจากโครงการวิจัยภายใต้เงินสนับสนุนทุนวิจัยของหน่วยบริหารจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถการแข่งขัน มีหน้าที่และความรับผิดชอบที่จะต้องแจ้งและเสียภาษีเงินได้ในส่วนนั้นตามกฎหมาย

    จ่ายเงินรายเดือนให้แก่ผู้ช่วยนักวิจัย หรือลูกจ้างโครงการ แบบเต็มเวลา ตามคุณวุฒิ ประสบการณ์และอัตราเงินเดือนไม่เกินที่ระบุไว้ในข้อเสนอโครงการที่ได้รับอนุมัติ โดยค่าจ้างแตกต่างจากค่าใช้สอย ตรงที่ค่าจ้างจะจ่ายโดยใช้ เวลา เป็นฐาน (Time-based) เช่น ค่าจ้างผู้ช่วยนักวิจัย ส่วนค่าใช้สอยนั้นจะจ่ายโดยใช้ชิ้นงานเป็นฐาน (Task-based) คือ การเหมาจ่ายเป็นชิ้นงานเมื่อทำเสร็จ

    • นิสิตนักศึกษาที่ช่วยงานในโครงการ หัวหน้าโครงการอาจพิจารณาจ้างเป็นช่วง ๆ ตามระยะเวลาที่ทำงาน หรือจ้างเป็นรายเดือนก็ได้ หากจ้างเป็นรายเดือนให้ใช้เกณฑ์ตามวุฒิขั้นสุดท้ายเป็นอัตราเงินเดือนเต็มคูณด้วยสัดส่วนของเวลาการจ้าง เช่น 1/4 หรือ  1/3  หรือ 1/2 ของเวลาทำงาน โดยนิสิตนักศึกษาที่ยังมี Course work อยู่ ไม่ควรคิดเวลาการจ้างเกินครึ่งหนึ่งของเวลาเต็ม

    ค่าล่วงเวลา: ไม่มีค่าล่วงเวลาสำหรับผู้ช่วยนักวิจัยที่ได้รับค่าจ้างแล้ว

    หมายเหตุ :

    1. การเปลี่ยนแปลงใดๆ ในหมวดค่าจ้าง ต้องได้รับการอนุมัติจากหน่วยบริหารจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถการแข่งขันก่อนดำเนินการ
    2. การจ่ายค่าจ้างผู้ช่วยวิจัยที่จ้างผ่านต้นสังกัดให้ใช้เอกสารตามระเบียบของต้นสังกัด หากเป็นการจ้างโดยหัวหน้าโครงการให้ใช้ใบสำคัญรับเงิน และสำเนาบัตรประชาชนของผู้รับเงิน
    3. ในการรับเงินค่าจ้างในโครงการ ห้ามมิให้มีการลงนามรับเงินแทนกัน
    4. ผู้ช่วยนักวิจัยและบุคลากรในโครงการที่ได้รับค่าจ้าง จากโครงการวิจัยภายใต้เงินสนับสนุนทุนวิจัยของหน่วยบริหารจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถการแข่งขัน มีหน้าที่และความรับผิดชอบที่จะต้องแจ้งและเสียภาษีเงินได้ในส่วนนั้นตามกฎหมาย

    ลักษณะค่าใช้จ่าย: เป็นรายจ่ายสำหรับสิ่งของที่ไม่คงทนถาวร มีอายุการใช้งานสั้น สิ้นเปลือง หมดไป หรือเปลี่ยนสภาพไปในระยะเวลาอันสั้น

    ตัวอย่างที่เบิกได้: วัสดุสิ้นเปลืองสำหรับงานวิจัย สารเคมี สัตว์ทดลอง ฯลฯ

    ข้อยกเว้นสำคัญ: หน่วยบริหารจัดการทุนฯ ไม่อนุมัติให้เบิก ค่าวัสดุสำนักงานทุกชนิด (เช่น กระดาษ หรือเครื่องเขียน เป็นต้น)

    • โปรแกรมคอมพิวเตอร์หรือซอฟต์แวร์ที่มีราคาหน่วยหนึ่งไม่เกิน 20,000 บาท ให้เบิกจ่ายในลักษณะค่าวัสดุ (ถ้าเกิน 20,000 บาท ถือเป็นครุภัณฑ์)
    • รายจ่ายดังต่อไปนี้ให้รวมไปในค่าวัสดุแล้ว
      • รายจ่ายเพื่อประกอบ ติดตั้ง ดัดแปลง ต่อเติม หรือปรับปรุงวัสดุ
      • รายจ่ายเพื่อจัดหาสิ่งของที่ใช้ในการซ่อมแซมบำรุงรักษาทรัพย์สินให้สามารถใช้งานได้ตามปกติ
      • รายจ่ายที่ต้องชำระพร้อมกับค่าวัสดุ เช่น ค่าขนส่ง ค่าภาษี ค่าประกันภัย

    ลักษณะค่าใช้จ่าย: เป็นรายจ่ายในการจัดซื้อวัสดุ ครุภัณฑ์ เครื่องมือ ระบบ หรือการจัดจ้าง เพื่อนำมาสร้างและประกอบเป็นต้นแบบสำหรับใช้ตรวจวัด ทดสอบ หรือทดลองในงานวิจัย

    เงื่อนไขสำคัญ: ต้นแบบที่จัดทำขึ้นจะต้อง ไม่มีการผลิตเพื่อการพาณิชย์อยู่แล้วในประเทศ

    สถานะของต้นแบบ: ชิ้นงานต้นแบบที่ได้ จะถือเป็นผลงานวิจัยของโครงการนั้น ๆ

    • การจัดซื้อ-จัดจ้าง ให้เป็นไปตามสภาพสิ่งของและให้เป็นไปตามระเบียบของหน่วยงานผู้รับทุน
    • ผู้ให้ทุนร่วมจะต้องสนับสนุนทุนในลักษณะเป็นตัวเงิน (In-Cash) ไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 ของหมวดค่าจัดทำต้นแบบ

    ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน การซื้อบริการ และการจ้างเหมาเป็นชิ้นงาน โดยให้ใช้อัตราตามระเบียบของหน่วยงานผู้รับทุน ซึ่งแบ่งรายละเอียดได้ดังนี้

    • ค่าจ้างเหมา (บริการ/ชิ้นงาน): เป็นการจ้างเหมาจ่ายเมื่อส่งมอบงาน เช่น ทำหรือซ่อมอุปกรณ์ จัดทำต้นแบบ เช่ารถ ฯลฯ
      • เงื่อนไข: ต้องมีผู้ตรวจรับงาน (เช่น หัวหน้าโครงการ หรือคณะกรรมการ) ลงนามตรวจรับในใบเสร็จก่อนจ่ายเงินเสมอ
    • ค่าจ้างวิเคราะห์ตัวอย่าง: สำหรับกรณีที่โครงการไม่สามารถวิเคราะห์เองได้ ต้องใช้เครื่องมือภายนอก
      • เงื่อนไข: ต้องระบุชนิดการวิเคราะห์ จำนวนตัวอย่าง และสถานที่ที่จะนำไปวิเคราะห์ให้ชัดเจน
    • ค่าเดินทางระหว่างปฏิบัติงาน: สำหรับการเดินทางเพื่อทำวิจัย (ค่าเดินทาง ที่พัก เบี้ยเลี้ยง)
      • เงื่อนไข: แจกแจงรายละเอียดและระบุจำนวนครั้งที่เดินทาง เพื่อให้สอดคล้องและเปรียบเทียบกับแผนงานได้
    • ค่าตอบแทนที่ปรึกษา (เฉพาะโครงการที่มีความจำเป็นต้องมีที่ปรึกษา): ควรจ่ายค่าตอบแทนเป็นรายครั้งที่มาให้คำปรึกษา หรือเมื่อทำงานบางชิ้นให้กับโครงการสำเร็จ หรือตามงานที่ทำจริงในทุกเดือน ตามชิ้นงาน หรือตามวันที่ทำจริง (Man-day)
      • เงื่อนไข: ค่าตอบแทนนี้จะไม่รวมค่าเดินทาง ที่พัก และเบี้ยเลี้ยงของที่ปรึกษา (ค่าใช้จ่ายส่วนเดินทางต้องเบิกแยกต่างหากในหมวดค่าใช้สอย)
    • ค่าเดินทางต่างประเทศ: หน่วยบริหารจัดการทุนฯ ไม่อนุมัติและไม่สนับสนุนงบส่วนนี้ “โดยขอให้ผู้ให้ทุนร่วมเป็นผู้รับผิดชอบ 100%” และต้องระบุเหตุผลความจำเป็นให้ชัดเจน

    ลักษณะค่าใช้จ่าย: ใช้สำหรับเช่าพื้นที่และตกแต่งบูธแสดงสินค้า, จัดกิจกรรมทดสอบตลาดหรือเปิดตัวสินค้า (Product Launch / Focus Group) และทำสื่อประชาสัมพันธ์แบบเจาะจงกลุ่มเป้าหมาย (เช่น Brochure, B2B Video)

    เงื่อนไขการสนับสนุน: หน่วยบริหารจัดการทุนฯ ไม่สนับสนุนค่าใช้จ่ายหมวดนี้ โดยกำหนดให้ “โดยขอให้ผู้ให้ทุนร่วมเป็นผู้รับผิดชอบ 100%”

    เพดานค่าใช้จ่าย: ต้องตั้งงบไม่เกิน 10% ของเงินสดสมทบ (In-Cash) จากผู้ให้ทุนร่วม (โดยคำนวณจากยอดที่หักค่าครุภัณฑ์, ค่าเดินทางต่างประเทศ, ค่าจัดนิทรรศการ และค่าประชุม/อบรม/สัมมนาออกแล้ว)

    ข้อห้ามในการนำงบไปใช้จ่าย

    • ห้ามการจ่ายเงินในการโฆษณาออนไลน์แบบหว่าน (Non-targeted Ads) ที่ไม่มีการวัดผล สื่อโฆษณามวลชน (Mass Media) เช่น ทีวี, วิทยุ, ป้าย Billboard
    • การจ้าง Influencer หรือดารา/คนดัง มารีวิวสินค้า

    ลักษณะค่าใช้จ่าย: สิ่งของคงทนถาวร อายุการใช้งานยาวนาน และสามารถซ่อมแซมได้เมื่อชำรุด

    เงื่อนไขการสนับสนุน: หน่วยบริหารจัดการทุนฯ ไม่สนับสนุนงบส่วนนี้ โดยกำหนดให้ โดยขอให้ผู้ให้ทุนร่วมเป็นผู้รับผิดชอบ 100% ซึ่งต้องระบุความจำเป็นให้ชัดเจน พร้อมแนบสเปก (Specification) และใบเสนอราคาอย่างน้อย 3 ราย

    เกณฑ์ซอฟต์แวร์: โปรแกรม/ซอฟต์แวร์ที่ราคาเกิน 20,000 บาท/หน่วย ถือเป็นครุภัณฑ์ (หากไม่เกิน ให้เบิกในลักษณะค่าวัสดุ)

    ครุภัณฑ์ราคาสูง (เกิน 500,000 บาท): ต้องมีเอกสารประกอบคือ 1. ขอบเขตการจัดหา (TOR) 2. สเปก 3. ใบเสนอราคา และ ต้องได้รับอนุมัติจากหน่วยบริหารจัดการทุนฯ ก่อนเบิกจ่ายเสมอ

    การตั้งงบและเงินทอน: อนุมัติเป็นรายชิ้น ไม่สามารถถัวเฉลี่ยกับรายการอื่นได้ หากมีเงินเหลือต้องส่งคืน จึงควรคำนวณงบให้ครอบคลุมค่าใช้จ่ายแฝงทั้งหมด (ค่าขนส่ง ภาษี ศุลกากร ประกันภัย ติดตั้ง)

    การซื้อจากต่างประเทศ: ใช้ใบเสร็จจากผู้ขายต่างประเทศหรือ Proforma Invoice ได้ โดยเบิกตามอัตราแลกเปลี่ยนจริงของธนาคาร (ต้องมีหลักฐานแนบ)

    กรรมสิทธิ์และการรายงาน: ครุภัณฑ์ถือเป็นกรรมสิทธิ์ของ “ผู้รับทุน” เมื่อจบโครงการต้องรายงานรายการและสภาพให้หน่วยบริหารจัดการทุนฯ ทราบ และบันทึกลงในระบบ NRIIS

    ระยะเวลาจัดซื้อ: ต้องจัดซื้อให้เสร็จภายใน 6 เดือน หลังเซ็นสัญญา หากทำไม่ได้ต้องรีบทำหนังสือแจ้งหน่วยงานโดยเร็ว

    หมายเหตุ :

    1. หัวหน้าโครงการไม่สามารถทำการปรับเปลี่ยนรายการและงบประมาณครุภัณฑ์เพิ่มจากข้อเสนอโครงการที่ได้รับอนุมัติได้ เว้นแต่มีเหตุจำเป็นให้ทำหนังสือจากต้นสังกัดชี้แจงสาเหตุเพื่อขออนุมัติจากหน่วยบริหารจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถการแข่งขัน เมื่อได้รับการอนุมัติแล้วจึงสามารถปรับเปลี่ยนรายการและงบประมาณหมวดนี้ได้
    2. ถ้ามีการใช้ประโยชน์จากครุภัณฑ์ เช่น ให้บริการ รายได้จากการให้บริการให้เป็นของผู้รับทุน แต่ให้แจ้งในรายงานผลการดำเนินงาน

    ค่าบำรุงเพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งทางวิชาการของสถาบัน เช่น การพัฒนาบุคลากรเชิงวิชาการทั้งระยะสั้นและระยะยาว การปรับปรุงสถานที่และอุปกรณ์ การสอนหรือการวิจัย หรือสร้างเครือข่ายทางวิชาการทั้งในและระหว่างประเทศ และค่าสาธารณูปโภค เป็นต้น ซึ่งจัดสรรให้แก่หน่วยงานต้นสังกัดของหัวหน้าโครงการ ได้แก่ สถาบันการศึกษาทั้งรัฐและเอกชน สถาบันวิจัย หน่วยงานของรัฐ และองค์กรที่ไม่แสวงหากำไร ในจำนวนไม่เกินร้อยละ 10 ของเงินทุน (งบประมาณรวม In-Cash) ของโครงการที่หักค่าครุภัณฑ์ ค่าเดินทางต่างประเทศ ค่าจัดนิทรรศการ ค่าจัดประชุม / อบรม / สัมมนา หรืออื่น ๆ ทีเกี่ยวข้องแล้ว

    หมายเหตุ:

    1. ผู้ให้ทุนร่วมต้องสนับสนุนค่าบำรุงสถาบันของโครงการให้แก่ผู้รับทุน โดยถือเป็นทุนสนับสนุนในลักษณะเป็นตัวเงิน (In-cash) ของผู้ให้ทุนร่วม
    2. ค่าบำรุงสถาบันของโครงการที่เป็นเงินทุนของผู้ให้ทุนร่วม จะเบิกจ่ายให้แก่ผู้รับทุนพร้อมกับเงินงวดของโครงการ
    3. ค่าบำรุงสถาบันของโครงการที่เป็นเงินทุนของหน่วยบริหารจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถการแข่งขัน จะเบิกจ่ายในเงินงวดสุดท้ายภายหลังจากโครงการดำเนินการเสร็จสิ้น
    4. หากโครงการมีผู้ร่วมโครงการจากหลายหน่วยงาน การจ่ายเงินดังกล่าวจะจ่ายให้แก่หน่วยงานผู้รับทุน ซึ่งเป็นต้นสังกัดของหัวหน้าโครงการเท่านั้น เว้นแต่จะมีการตกลงกันเป็นอย่างอื่นเป็นลายลักษณ์อักษร ซึ่งเมื่อรวมแล้วต้องไม่เกินร้อยละ 10 ของงบดำเนินการโครงการ

    บพข. แบ่งงวดเงินให้สอดคล้องกับแผนการดำเนินงาน และระเบียบการใช้งบประมาณ2 กรณี ดังนี้

    กรณีที่ 1 โครงการระยะเวลา 12 เดือน (3 งวด)

    งวดที่เงื่อนไขการเบิกจ่ายเงินทุนจาก หน่วยบริหารจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถการแข่งขันเงินทุนจากเอกชน (In-Cash)
    งวดที่ 1หลังลงนามในสัญญา 30 วัน≥ 50%≥ 50%
    งวดที่ 2รายงานความก้าวหน้า (เดือนที่ 1-6)
    ได้รับความเห็นชอบจาก หน่วยบริหารจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถการแข่งขัน แล้ว
    ≤ 40%≤ 50%
    งวดสุดท้ายรายงานฉบับสมบูรณ์ (เดือนที่ 6-12)
    ได้รับความเห็นชอบจาก หน่วยบริหารจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถการแข่งขัน แล้ว
    10%

    กรณีที่ 2 โครงการระยะเวลา 18 เดือน (4 งวด)

    งวดที่เงื่อนไขการเบิกจ่ายเงินทุนจาก หน่วยบริหารจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถการแข่งขันเงินทุนจากเอกชน (In-Cash)
    งวดที่ 1หลังลงนามในสัญญา 30 วัน≥ 50%≥ 50%
    งวดที่ 2รายงานความก้าวหน้า ครั้งที่ 1 (เดือนที่ 1-6)
    ได้รับความเห็นชอบจาก หน่วยบริหารจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถการแข่งขัน แล้ว
    ≤ 20%≤ 50%
    งวดที่ 3รายงานความก้าวหน้า ครั้งที่ 2 (เดือนที่ 6-12)
    ได้รับความเห็นชอบจาก หน่วยบริหารจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถการแข่งขัน แล้ว
    ≤ 20%
    งวดสุดท้ายรายงานฉบับสมบูรณ์ (เดือนที่ 12-18)
    ได้รับความเห็นชอบจาก หน่วยบริหารจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถการแข่งขัน แล้ว
    10%

    ในกรณีที่จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนหมวดงบประมาณ บพข.ไม่อนุญาตให้ทำการถัวเฉลี่ยงบประมาณ เว้นแต่มีความจำเป็นสามารถดำเนินการได้ ดังนี้

    การปรับภายในหมวดเดียวกัน (หมวดค่าใช้สอย หรือ หมวดค่าวัสดุ): หัวหน้าโครงการปรับเพิ่มหรือลดได้ ไม่เกินร้อยละ 20 ของงบประมาณรายการที่รับเงินเข้า

    การปรับข้ามหมวด (ระหว่างหมวดค่าใช้สอย กับ หมวดค่าวัสดุ): ปรับข้ามกันได้ ไม่เกินร้อยละ 15 ของงบประมาณหมวดที่รับเงินเข้า (โดยต้องแจ้งการเปลี่ยนแปลงนี้ในรายงานความก้าวหน้าและรายงานฉบับสมบูรณ์)

    กรณีปรับเกินเกณฑ์: หากต้องการปรับเกินร้อยละ 20 หรือ 15 ตามที่ระบุข้างต้น ต้องทำหนังสือขออนุมัติจากหน่วยบริหารจัดการทุนฯ (ลงนามโดยผู้มีอำนาจ) ก่อนดำเนินการ

    หมวดที่ต้องขออนุมัติก่อนเสมอ: การเปลี่ยนแปลงงบใน หมวดค่าตอบแทน, ค่าจ้าง, ค่าครุภัณฑ์ และค่าบำรุงสถาบัน จะปรับเองไม่ได้ ต้องทำหนังสือขออนุมัติจากบพข. ก่อนดำเนินการทุกกรณี

    งบประมาณหมวดค่าใช้สอยรวม 300,000 บาท

    • ค่าจ้างวิเคราะห์ทดสอบ 200,000 บาท
    • ค่าเดินทาง 100,000 บาท

    สามารถโอนค่าเดินทางไปยังค่าจ้างวิเคราะห์ทดสอบได้เท่ากับ ร้อยละ 20 x 200,000 = 40,000 บาท

    • งบประมาณหมวดค่าใช้สอย 300,000 บาท
    • งบประมาณหมวดค่าวัสดุ 500,000 บาท

    สามารถโอนหมวดค่าวัสดุไปยังหมวดค่าใช้สอยได้เท่ากับ ร้อยละ 15 x 300,000 = 45,000 บาท

    การรายงานทางการเงินคือการสรุปผลการใช้จ่ายงบประมาณของโครงการ เพื่อความโปร่งใสและตรวจสอบได้ โดยผู้รับทุนต้องปฏิบัติตามแนวทางดังต่อไปนี้การรายงานทางการเงินคือการสรุปผลการใช้จ่ายงบประมาณของโครงการ เพื่อความโปร่งใสและตรวจสอบได้ โดยผู้รับทุนต้องปฏิบัติตามแนวทางดังต่อไปนี้

    การจัดทำรายงานการเงิน ควรแบ่งเป็นงวด ๆ ตามหมวดที่ระบุไว้ในสัญญาให้ทุน โดยมีรายละเอียดตามที่หน่วยบริหารจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถการแข่งขัน กำหนด ทั้งนี้ ต้องส่งรายงานบัญชี รายรับ-รายจ่าย ตามมาตรฐานทางบัญชีและต้องมีการตรวจสอบโดยผู้ตรวจสอบที่ได้รับอนุญาตตามกฎหมาย

    • เอกสารสรุปรายงานการเงิน เป็นการแสดงยอดรายรับ-รายจ่าย-เงินคงเหลือของงบประมาณที่ได้รับในแต่ละงวดให้หน่วยบริหารจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถการแข่งขันทราบ รวมถึงประมาณการค่าใช้จ่ายงวดต่อไป แนบมาพร้อมกับรายงานความก้าวหน้า/ รายงานฉบับสมบูรณ์ (ตัวอย่างรายงานสรุปการเงิน ตามเอกสารแนบหมายเลข 4)   
    • ค่าใช้จ่ายงวดต่อไปที่ประมาณการนี้ จะต้องรวมทั้งค่าใช้จ่ายที่จะเกิดขึ้นใหม่ และค่าใช้จ่ายที่เป็นหนี้ผูกพันมาจากงวดก่อนด้วย เช่น ผู้รับทุนได้จัดซื้อสินค้าและมีหลักฐานการจัดซื้อแล้ว โดยยังไม่ได้ชำระค่าสินค้าเนื่องจากอยู่ระหว่างการจัดส่งของผู้ขาย ให้ถือเป็นค่าใช้จ่ายที่ผูกพันไว้แล้ว (Committed expenditures) ซึ่งต้องรวมในประมาณการค่าใช้จ่ายในงวดต่อไปด้วย
    • ในการจัดทำรายงานฉบับสมบูรณ์ ให้ผู้รับทุนรายงานรายละเอียดค่าใช้จ่ายส่วนสนับสนุนในรูปแบบที่ไม่ใช่ตัวเงิน (In-kind) ด้วย
    • รวบรวมข้อมูลการใช้จ่ายทั้งหมด
    • ตรวจสอบความถูกต้องของเอกสาร
    • สรุปยอดการใช้จ่ายตามหมวดงบประมาณ
    • จัดทำรายงานตามรูปแบบที่กำหนด
    • ส่งพร้อมรายงานความก้าวหน้า/ รายงานฉบับสมบูรณ์ ตามระยะเวลา

    การใช้จ่ายเงินทุนต้องเป็นไปตาม ระเบียบการเงิน บัญชี และพัสดุ ของผู้รับทุน รวมถึงการเบิกจ่ายเงินของโครงการ ต้องได้รับความเห็นชอบจากหัวหน้าโครงการหรือผู้ที่หัวหน้าโครงการมอบหมาย และให้เจ้าหน้าที่การเงินตรวจสอบความถูกต้องครบถ้วนก่อนเสนอให้มีการสั่งจ่าย โดยการเบิกจ่ายต้องมีหลักฐานครบถ้วนโดยใช้ “ใบเสร็จรับเงิน” เป็นหลัก

    • ใบเสร็จรับเงินที่เบิกจ่ายภายใต้โครงการได้ จะต้องอยู่ภายในช่วงระยะเวลาตั้งแต่วันเริ่มต้นโครงการจนถึงวันสิ้นสุดระยะเวลาการดำเนินงานโครงการตามที่ระบุในสัญญา 
    • กรณีร้านค้าใช้เป็นบิลเงินสด ต้องระบุชื่อร้านค้า ที่อยู่ และเลขผู้เสียภาษีของร้าน หากข้อมูลดังกล่าวไม่ครบถ้วนต้องแนบสำเนาบัตรประชาชนของผู้รับเงิน

    การติดตามความก้าวหน้าเป็นกระบวนการตรวจสอบสถานะและความสำเร็จของกิจกรรมในแต่ละช่วงเวลา เพื่อเปรียบเทียบกับแผนงานที่กำหนดไว้ ซึ่งในขั้นตอนการดำเนินโครงการนั้น หัวหน้าโครงการและทีมวิจัยจะต้องนำแผนงานและงบประมาณที่ได้รับอนุมัติไปปฏิบัติจริงให้เกิดประโยชน์สูงสุด

    การขับเคลื่อนกิจกรรม: ดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ ให้เป็นไปตามแผนงานที่ระบุไว้ในข้อเสนอโครงการอย่างเคร่งครัด

    การบริหารทรัพยากร: บริหารจัดการทั้งทรัพยากร บุคลากร และงบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพ

    มาตรฐานในการทำงาน:

    • ความโปร่งใส: ทุกขั้นตอนต้องโปร่งใสและสามารถตรวจสอบได้
    • ความถูกต้องและคุ้มค่า: คำนึงถึงความถูกต้องของข้อมูล ควบคู่ไปกับการใช้ทรัพยากรให้คุ้มค่าที่สุด
    • การควบคุมคุณภาพ: มีการควบคุมคุณภาพของงานวิจัยอย่างเป็นระบบ เพื่อให้ผลการวิจัยมีความน่าเชื่อถือและบรรลุวัตถุประสงค์หลักของโครงการ

    หัวหน้าโครงการมีหน้าที่หลักในการติดตามและประเมินผลโครงการ โดยร่วมกับทีมวิจัยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้โครงการบรรลุวัตถุประสงค์และผลลัพธ์ตามที่กำหนดไว้

    การติดตามเป็นกระบวนการตรวจสอบการดำเนินงานของโครงการในแต่ละช่วงเวลา เพื่อให้ทราบถึงสถานะของกิจกรรมและความสำเร็จของโครงการเมื่อเปรียบเทียบกับแผนที่กำหนดไว้ โดยมีแนวทางการติดตามความก้าวหน้า ดังนี้

    • ตรวจสอบความก้าวหน้าของกิจกรรมตามแผนงาน  
    • เปรียบเทียบผลการดำเนินงานกับตัวชี้วัด (Key Performance Indicators: KPIs)
    • ติดตามการใช้จ่ายงบประมาณให้เป็นไปตามแผน
    • ตรวจสอบความครบถ้วนของเอกสารโครงการ
    • บันทึกผลการติดตามความก้าวหน้าอย่างเป็นระบบ

    เมื่อเกิดปัญหา/ล่าช้าทีมวิจัยต้องแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ เพื่อลดความเสี่ยงและให้โครงการเดินหน้าต่อได้หากประเมินแล้วว่าแผนเดิมอาจไม่บรรลุเป้าหมาย สามารถวางแผนงานใหม่ให้เหมาะสมได้ แต่ต้องไม่กระทบต่อเป้าหมายและวัตถุประสงค์หลักในสัญญา

    ขั้นตอนการขอปรับแผน:

    1. ทำหนังสือชี้แจงเหตุผลพร้อมเสนอแผนใหม่ ส่งถึง บพข. โดยให้ผู้มีอำนาจลงนามในสัญญาเป็นผู้ลงชื่อ
    2. การปรับงบประมาณ (ถ้ามี) ต้องอยู่ภายใต้กรอบงบประมาณเดิมเป็นหลัก
    3. จะเริ่มทำตามแผนใหม่ได้ ต่อเมื่อได้รับหนังสืออนุมัติจาก บพข. แล้วเท่านั้น

    การปรับเปลี่ยนแผนการดำเนินงาน จะต้องดำเนินการก่อนวันสิ้นสุดระยะเวลาของโครงการเท่านั้น (ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://pmuc.or.th/form-for-requesting-any-changes/)

    ในกรณีที่เกิดอุปสรรคในการดำเนินโครงการทำให้ไม่สามารถดำเนินโครงการให้แล้วเสร็จภายในกำหนดเวลา หรือมีแนวโน้มว่าการดำเนินโครงการจะล่าช้าเกินกว่าที่ระบุไว้ในสัญญา ผู้รับทุนสามารถขอขยายระยะเวลาได้ โดยผู้รับทุนจะต้องจัดทำหนังสือถึงหน่วยบริหารจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถการแข่งขัน ลงนามโดยผู้มีอำนาจลงนามในสัญญา พร้อมระบุเหตุผลแจ้งเหตุผล เพื่อขออนุมัติขยายระยะเวลา พร้อมกับเสนอแผนการดำเนินโครงการในช่วงระยะเวลาที่ขอขยาย และแจ้งให้ผู้ให้ทุนร่วมทราบ (ตัวอย่างแบบฟอร์มแบบฟอร์มขอขยายเวลาและเลื่อนส่งงวดงาน ตามเอกสารแนบหมายเลข 8)

    หน่วยบริหารจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถการแข่งขันจะพิจารณาตามกระบวนการ และแจ้งผลการพิจารณาให้ทราบเป็นหนังสือ หากได้รับอนุมัติให้ขยายระยะเวลาดำเนินโครงการแล้วจึงสามารถดำเนินงานต่อได้

    • กำหนดเวลาในการยื่นเรื่อง: ต้องทำเรื่องขอก่อนวันสิ้นสุดโครงการไม่น้อยกว่า 30 วัน
    • ด้านงบประมาณ: ระยะเวลาที่ขอขยาย ต้องไม่เกินกำหนดเวลาเบิกจ่ายงบประมาณตามที่ระบุไว้ในใบคำรับรอง (MOA) ของปีงบประมาณนั้น ๆ
    • การขยายระยะเวลาโครงการเป็นอำนาจและดุลพินิจของหน่วยบริหารจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถการแข่งขัน

    ขั้นตอนการดำเนินการ

    1. จัดทำหนังสือถึง บพข. ลงนามโดยผู้มีอำนาจ พร้อมระบุเหตุผลความจำเป็น
    2. แนบเอกสารสำคัญ: เสนอแผนงานช่วงที่ขอขยายเวลา (ใช้แบบฟอร์มตามเอกสารแนบหมายเลข 8) และต้องแจ้งให้ผู้ให้ทุนร่วมทราบร่วมด้วย
    3. รอผลการอนุมัติ: ต้องได้รับหนังสืออนุมัติอย่างเป็นทางการจาก บพข. ก่อน จึงจะดำเนินงานต่อตามกำหนดเวลาใหม่ได้

    ยุติโครงการโดย “ไม่ใช่” ความผิดของผู้รับทุน

    • สาเหตุ: เกิดจากปัญหาทางเทคนิค, เหตุสุดวิสัย, หรือกฎหมาย/คำสั่งรัฐ ทำให้โครงการไม่สามารถสำเร็จตามวัตถุประสงค์ได้ และไม่มีเหตุผลที่จะขยายเวลาต่อ
    • สิ่งต้องทำเมื่อ บพข. มีหนังสือสั่งยุติโครงการ:
      1. ส่งรายงาน: ส่งรายงานสรุปผลการดำเนินโครงการภายใน 30 วัน
      2. คืนเงิน: คืน “เงินทุนคงเหลือ” ทั้งหมดให้ บพข. ภายใน 30 วัน นับจากวันที่ได้รับหนังสือ

    ยุติโครงการโดย “เป็น” ความผิดของผู้รับทุน

    • สาเหตุ: ผู้รับทุนหรือหัวหน้าโครงการบกพร่อง ไม่เอาใจใส่ในวิชาชีพเท่าที่ควร จนเห็นชัดว่าโครงการไม่สามารถสำเร็จได้ และไม่มีเหตุผลที่จะขยายเวลาต่อ
    • สิ่งต้องทำเมื่อ บพข. มีหนังสือสั่งยุติโครงการ:
      1. ส่งรายงาน: ส่งรายงานสรุปผลการดำเนินโครงการภายใน 30 วัน
      2. คืนเงิน: ต้องคืน “เงินสนับสนุนทั้งหมดที่ได้รับไปแล้วเต็มจำนวน” (หรือบางส่วนตามที่ บพข. พิจารณา) ภายใน 30 วัน
      3. คืนของ (ถ้ามี): อาจต้องส่งมอบ “ครุภัณฑ์” ที่จัดซื้อด้วยเงินทุนคืนให้ บพข. ภายใน 30 วัน เช่นกัน

    เป็นหลักฐานแสดงความก้าวหน้า ความสำเร็จ และการใช้จ่ายงบประมาณ เพื่อสื่อสารให้กับ 3 หน่วยงานหลัก คือ บพข. หน่วยงานต้นสังกัด, และผู้ให้ทุนร่วม เพื่อให้สามารถติดตามและประเมินผลได้อย่างมีประสิทธิภาพเป็นหน้าที่ของหัวหน้าโครงการที่จะต้องจัดทำรายงานให้ถูกต้อง ครบถ้วน สะท้อนความเป็นจริง และส่งตามเวลาที่กำหนดในสัญญา 2 ประเภท ได้แก่ รายงานความก้าวหน้า (Progress Report) และ รายงานฉบับสมบูรณ์ (Final Report)

    รายงานความก้าวหน้า เพื่อให้ บพข. ใช้ติดตามสถานะและประเมินความก้าวหน้าของโครงการ กำหนดการส่ง (ตามระยะเวลาโครงการ):

    • โครงการ 12 เดือน: ส่ง 1 ครั้ง (สรุปผลการดำเนินงานช่วงเดือนที่ 1–6)
    • โครงการ 18 เดือน: ส่ง 2 ครั้ง
      • ครั้งที่ 1: ช่วงเดือนที่ 1–6
      • ครั้งที่ 2: ช่วงเดือนที่ 7–12
    • เมื่อ บพข. เห็นชอบรายงานแล้ว หัวหน้าโครงการต้องนำข้อมูลรายงานความก้าวหน้านี้ไปบันทึกเข้าระบบ ระบบข้อมูลสารสนเทศวิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ National Research and Innovation Information System (NRIIS) (ตัวอย่างแบบฟอร์มรายงานความก้าวหน้า ตามเอกสารแนบหมายเลข 9)

    รายงานฉบับสมบูรณ์เป็นรายงานที่จัดทำขึ้นเมื่อสิ้นสุดการดำเนินงานของโครงการ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสรุปผลการดำเนินงานทั้งหมดของโครงการ ใช้สรุปผลงานวิจัยทั้งหมดเมื่อสิ้นสุดโครงการ เป็นหลักฐานสำคัญในการปิดโครงการ และใช้เผยแพร่เพื่อนำไปใช้ประโยชน์

    กำหนดการส่ง: ต้องส่งภายในเวลาที่สัญญากำหนด (ตัวอย่างแบบฟอร์มรายงานฉบับสมบูรณ์ ตามเอกสารหมายเลข 10) กรณีได้ขยายเวลาโครงการ: ให้ถือเอาวันสุดท้ายของระยะเวลาที่ขยาย เป็นวันครบกำหนดส่งรายงาน

    ขั้นตอนหลังได้รับอนุมัติ: หัวหน้าโครงการต้องนำรายงานไปบันทึกเข้าระบบ NRIIS เพื่อเผยแพร่บนอินเทอร์เน็ตเพื่อเปิดโอกาสให้ผู้สนใจได้ใช้ประโยชน์ (ยกเว้นข้อมูลที่ต้องปกปิดเป็นความลับ)

    ทั้งนี้ ระยะเวลาการส่งมอบรายงานการดำเนินงานโครงการฉบับสมบูรณ์ มีผลกระทบต่อการจ่ายเงินงวดสุดท้ายของโครงการ ดังนี้

    (ก) หากผู้รับทุนส่งมอบรายงานการดำเนินงานโครงการฉบับสมบูรณ์ ภายในระยะเวลาที่กำหนด หน่วยบริหารจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถการแข่งขันจะจ่ายเงินทุนงวดสุดท้ายให้กับผู้รับทุนเต็มจำนวน

    (ข) หากผู้รับทุนส่งมอบรายงานการดำเนินงานโครงการฉบับสมบูรณ์ ล่าช้ากว่าระยะเวลาที่กำหนด
    แต่ไม่เกิน 180 วัน นับตั้งแต่วันถัดจากวันที่สิ้นสุดระยะเวลาการดำเนินงานโครงการตามสัญญานี้ ให้ถือว่าผู้รับทุน ส่งงานล่าช้า ผู้รับทุนยินยอมให้หน่วยบริหารจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถการแข่งขันลดเงินทุนงวดสุดท้ายลงครึ่งหนึ่ง

    (ค) หากผู้รับทุนส่งมอบรายงานการดำเนินงานโครงการฉบับสมบูรณ์ ล่าช้ากว่า 180 วัน นับตั้งแต่
    วันถัดจากวันที่สิ้นสุดระยะเวลาการดำเนินงานโครงการตามสัญญานี้หน่วยบริหารจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถการแข่งขัน จะระงับการจ่ายเงินทุนงวดสุดท้ายให้แก่ผู้รับทุน

    กรณีที่ผู้รับทุนได้รับการอนุมัติให้ขยายระยะเวลา ผู้รับทุนจะต้องส่งรายงานการดำเนินงานโครงการฉบับสมบูรณ์ภายในภายในระยะเวลาที่กำหนด หากส่งรายงานฉบับสมบูรณ์ล่าช้ากว่าเวลาที่กำหนดหน่วยบริหารจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถการแข่งขันจะระงับการจ่ายเงินทุนงวดสุดท้ายให้แก่ผู้รับทุน

    เป็นการนำส่งผลผลิตของโครงการให้ผู้ให้ทุน/ผู้ให้ทุนร่วมตามสัญญา ซึ่งการส่งมอบที่ครบถ้วนและตรงเวลาเป็นเงื่อนไขสำคัญในการปิดโครงการอย่างสมบูรณ์ หัวหน้าโครงการมีหน้าที่หลักในการส่งมอบผลงานและรปิดโครงการให้เสร็จสมบูรณ์ ภายในระยะเวลาที่กำหนด และต้องตรวจสอบให้มั่นใจว่าโครงการได้ดำเนินการครบถ้วนตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้ โดยได้รับความเห็นชอบจาก บพข. จะมีหนังสือแจ้งปิดโครงการถึงผู้รับทุน

    หัวหน้าโครงการต้องดำเนินการรายงานข้อมูลผลการดำเนินโครงการพร้อมแนบไฟล์ที่เกี่ยวข้องและกดแจ้งปิดโครงการในระบบ NRIIS

    ดำเนินงานและ ปิดโครงการสำหรับนักวิจัยได้ที่

    https://www.nxpo.or.th/DownloadManualClose)

    การปิดบัญชีโครงการเป็นกระบวนการสรุปรายรับและรายจ่ายของโครงการ เพื่อให้มั่นใจว่าการใช้จ่ายงบประมาณเป็นไปตามแผนที่ได้รับอนุมัติ ในกรณีที่มีดอกเบี้ยเกิดขึ้นจากการบัญชีรับทุนของโครงการ ต้องดำเนินการคืนดอกเบี้ยดังกล่าวให้แก่ บพข.และผู้ให้ทุนร่วม ตามสัดส่วนการสนับสนุนเงินทุน ภายใน 30 วัน

    โดยโอนเงินคืนให้หน่วยบริหารจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถการแข่งขัน ผ่านทาง ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ชื่อบัญชี “กองทุน ววน.-บพข. โดย รวพ.” เลขบัญชี 162-0-56477-7 สาขาจามจุรีสแควร์

    เมื่อโอนเงินแล้วแจ้งผ่านทางอีเมล pmuc@nxpo.or.th เพื่อออกใบเสร็จรับเงินเป็นหลักฐานการรับเงินต่อไป การปิดบัญชีโครงการต้องดำเนินการอย่างถูกต้อง โปร่งใส และสามารถตรวจสอบได้

    ในกรณีที่มีงบประมาณคงเหลือหลังจากดำเนินโครงการเสร็จสิ้น หัวหน้าโครงการต้องดำเนินการคืนเงินคงเหลือจากการดำเนินงานโครงการให้แก่ บพข.และผู้ให้ทุนร่วม ตามสัดส่วนการสนับสนุนเงินทุน ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ผู้รับทุนได้รับหนังสือแจ้งปิดโครงการ

    โดยโอนเงินคืนให้หน่วยบริหารจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถการแข่งขัน ผ่านทาง ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ชื่อบัญชี “กองทุน ววน.-บพข. โดย รวพ.” เลขบัญชี 162-0-56477-7 สาขาจามจุรีสแควร์

    เมื่อโอนเงินแล้วแจ้งผ่านทางอีเมล pmuc@nxpo.or.th เพื่อออกใบเสร็จรับเงินเป็นหลักฐานการรับเงินต่อไป การคืนเงินคงเหลือต้องดำเนินการภายในระยะเวลาที่กำหนด เพื่อให้การปิดโครงการเป็นไปอย่างสมบูรณ์

    การรายงานข้อค้นพบใหม่เป็นขั้นตอนสำคัญในการบริหารจัดการผลงานวิจัยและนวัตกรรม โดยเฉพาะข้อค้นพบที่อาจนำไปสู่ทรัพย์สินทางปัญญา หรือสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์หรือสาธารณะ การรายงานข้อค้นพบใหม่ควรดำเนินการให้สอดคล้องกับแนวทางของ TRIUP Act นักวิจัยและผู้รับทุนมีหน้าที่รายงานข้อค้นพบใหม่ที่เกิดขึ้นจากงานวิจัยให้แก่ บพข. เพื่อพิจารณาดำเนินการด้านทรัพย์สินทางปัญญาและการใช้ประโยชน์ผลงานวิจัย โดยควรดำเนินการดังนี้

    1. นักวิจัยรายงานข้อค้นพบใหม่ต่อหน่วยงานต้นสังกัดโดยเร็วเมื่อเกิดข้อค้นพบใหม่

    2. ผู้รับทุนจัดทำเอกสารรายงานเปิดเผยข้อค้นพบใหม่ตามแบบฟอร์มของในระบบ https://triup.tsri.or.th

    3. หลีกเลี่ยงการเผยแพร่ข้อมูลต่อสาธารณะก่อนการพิจารณาด้านทรัพย์สินทางปัญญา

    หากผู้รับทุนมีความประสงค์จะเป็นเจ้าของผลงานวิจัยและนวัตกรรม ผู้รับทุนต้องดำเนินการยื่นแบบฟอร์มแจ้งความประสงค์ขอเป็นเจ้าของผลงานวิจัยและนวัตกรรม พร้อมทั้งแนบแผนและกลไกการใช้ประโยชน์เสนอต่อ บพข. เพื่อดำเนินการออกใบรับรองความเป็นเจ้าของผลงานวิจัยและนวัตกรรมให้แก่ผู้รับทุน ฯ ภายในระยะเวลา 1 ปี นับแต่วันที่ได้มีการส่งรายงานการเปิดเผยผลงานฯ นั้น

    1. การแจ้งขอเป็นเจ้าของผลงาน:

    • ต้องจัดทำและยื่นแบบแจ้งความประสงค์ขอเป็นเจ้าของผลงานวิจัยและนวัตกรรม พร้อมแนบเอกสารที่เกี่ยวข้องผ่านระบบ https://triup.tsri.or.th ตามเวลาที่กำหนด
    • กรณีมีผู้รับทุนหลายราย: ต้องระบุสัดส่วนหรือข้อตกลงความเป็นเจ้าของร่วมกันให้ชัดเจน

    2. การบันทึกและจัดเก็บข้อมูล:

    • ผู้รับทุนต้องบันทึกและจัดเก็บข้อมูล โดยเฉพาะอย่างยิ่งแผนและกลไกในการนำผลงานวิจัย ไปใช้ประโยชน์ ซึ่งต้องดำเนินการเก็บข้อมูลไว้เป็นความลับ เพื่อนำไปดำเนินการด้านสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาในขั้นตอนการบริหารจัดการผลงานวิจัยและนวัตกรรม

    1. กรณี “ไม่มี” ผู้ให้ทุนร่วม

    • สิทธิ์ในผลงาน: ตกเป็นของผู้รับทุนโดยตรง
    • เงื่อนไขสำคัญ: ผู้รับทุนจะได้สิทธิ์นี้ก็ต่อเมื่อ ทำเรื่องแจ้ง บพข. เป็นลายลักษณ์อักษร เพื่อเปิดเผยผลงานและแสดงความประสงค์ขอเป็นเจ้าของ พร้อมส่งแผนการนำผลงานไปใช้ประโยชน์ ภายในระยะเวลา 1 ปี นับจากวันที่เปิดเผยผลงาน

    2. กรณี “มี” ผู้ให้ทุนร่วม

    • สิทธิ์ในผลงาน: ให้เป็นไปตามข้อตกลงที่ระบุไว้ในสัญญา
    • เงื่อนไขสำคัญ: แม้จะมีผู้ร่วมทุน แต่ผู้รับทุนยังคงมีหน้าที่เหมือนเดิม คือต้องแจ้ง บพข. เป็นลายลักษณ์อักษรเพื่อเปิดเผยผลงาน แสดงความประสงค์ขอเป็นเจ้าของ และส่งแผนการใช้ประโยชน์ผลงานภายในเวลา 1 ปี รวมถึงต้องปฏิบัติตามกฎหมายและระเบียบอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องร่วมด้วย

    บพข. ให้ความสำคัญกับผู้รับทุน ซึ่งถือว่าเป็นผู้ดำเนินโครงการวิจัยที่มีความใกล้ชิดและเข้าใจรายละเอียดของโครงการวิจัยได้เป็นอย่างดี จึงให้ต้นแบบและผลพลอยที่เกิดขึ้นระหว่างการวิจัยภายใต้โครงการเป็นไปตามที่ตกลงกันในสัญญา 

    หากผู้ให้ทุนร่วมประสงค์ที่จะให้ต้นแบบ (เครื่องจักร/อุปกรณ์) เป็นกรรมสิทธิ์ของตนเอง ผู้ให้ทุนร่วมจะต้องตกลงกับผู้รับทุน โดยมีเงื่อนไขว่าผู้ให้ทุนร่วม จะต้องสนับสนุนไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 ของค่าจัดทำต้นแบบ ทั้งนี้ หน่วยบริหารจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถการแข่งขัน จะเป็นผู้พิจารณาในประเด็นนี้เว้นแต่ตกลงกันเป็นอย่างอื่นเป็นหนังสือหรือมีกฎหมายเฉพาะกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น

    กรณีไม่มีผู้ให้ทุนร่วม ผู้รับทุนต้องนำผลงานไปใช้ประโยชน์ตามแผนที่เคยเสนอไว้กับ บพข. หากมีเหตุจำเป็นจนทำตามแผนเดิมไม่ได้ สามารถยื่นคำขอพร้อมชี้แจงเหตุผลเพื่อขอแก้ไขแผนการใช้ประโยชน์ได้ (บพข. จะพิจารณาให้โดยเร็ว)

    • ค่าใช้จ่าย: ผู้รับทุนต้องเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการจดคุ้มครองและปกป้องสิทธิ์ทรัพย์สินทางปัญญาทั้งหมด
    • การให้ผู้อื่นใช้สิทธิ์ (Licensing): หากมีคนมาขอใช้สิทธิ์หรือขอรับถ่ายทอดเทคโนโลยี ผู้รับทุนต้องทำสัญญาให้ถูกต้อง และต้องรายงานผลการบริหารจัดการให้ บพข. ทราบอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง

    กรณี “มี” ผู้ให้ทุนร่วม ให้ผู้รับทุนและผู้ให้ทุนร่วมเจรจาตกลงเรื่องสิทธิ์และการบริหารจัดการผลงานร่วมกัน โดยระบุไว้ในสัญญาให้ชัดเจน

    ทุกฝ่ายสามารถนำผลงานวิจัยและนวัตกรรมที่เกิดขึ้นภายในโครงการไปใช้เพื่อการศึกษา ค้นคว้า ทดลอง วิจัย ออกแบบหรือพัฒนาต่อยอด โดยฝ่ายที่ดำเนินการต้องแจ้งให้ฝ่ายอื่นทราบเป็นหนังสือภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ทราบว่าผลงานหรือทรัพย์สินทางปัญญานั้นเกิดขึ้น    ทุกฝ่ายตกลงให้ฝ่ายที่ดำเนินการได้สิทธิความเป็นเจ้าของในผลงานวิจัยและนวัตกรรมและทรัพย์สินทางปัญญาเฉพาะส่วนที่ต่อยอดนั้นแต่เพียงผู้เดียว

    การจัดสรรผลประโยชน์ผลงานวิจัยของโครงการที่เกิดขึ้นภายใต้โครงการให้เป็นไปตามข้อตกลงแนบท้ายภาคผนวก 6 ของสัญญาให้ทุน และตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการใช้ประโยชน์ผลงานวิจัยและนวัตกรรม ตลอดจนระเบียบ ข้อบังคับ หรือหลักเกณฑ์ต่าง ๆ ที่กำหนดขึ้นโดยอาศัยอำนาจตามกฎหมายดังกล่าว

    ผู้รับทุนต้องจัดให้มีระเบียบ ข้อบังคับ ประกาศ หลักเกณฑ์หรือข้อตกลงเกี่ยวกับการจัดสรรรายได้ให้แก่นักวิจัยในกรณีที่มีรายได้จากการนำผลงานวิจัยและนวัตกรรมไปใช้ประโยชน์ให้ผู้รับทุนจัดสรรรายได้ให้แก่นักวิจัย ตามระเบียบ ข้อบังคับ ประกาศหรือหลักเกณฑ์นั้น

    บพข. จะนำผลงานวิจัยไปเผยแพร่ผ่านสื่อต่าง ๆ ตามความเหมาะสม เพื่อให้เกิดการใช้ประโยชน์ (ยกเว้นข้อมูลที่เป็นความลับ) ความลับ ทั้งนี้ ผู้รับทุนและหัวหน้าโครงการต้องให้ความร่วมมือในการให้ข้อมูลหรือร่วมกิจกรรมประชาสัมพันธ์ แม้ว่าโครงการจะสิ้นสุดไปแล้วก็ตาม

    ก่อนเผยแพร่ข้อมูลผ่านสื่อหรือสิ่งพิมพ์ใด ๆ ต้องมั่นใจว่าไม่กระทบต่อทรัพย์สินทางปัญญาของทุกฝ่าย ระวังการเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะ เพราะอาจทำให้หมดสิทธิ์ในการยื่นขอจดสิทธิบัตร/อนุสิทธิบัตรได้

    ไม่ว่าจะเป็นงานเปิดตัว ป้าย โปสเตอร์ เอกสารนำเสนอ หรือกิจกรรมใด ๆ ภายใต้โครงการ ต้องระบุ “ได้รับทุนวิจัยสนับสนุนจากกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม โดย หน่วยบริหารจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถการแข่งขัน ในสำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ ร่วมกับ (ผู้ให้ทุนร่วม) ซึ่งมี (ผู้รับทุน) เป็นผู้ดำเนินงานโครงการ”

    การใช้ตราสัญลักษณ์ (โลโก้ บพข.) ใช้ในกิจกรรมการเผยแพร่ ประชาสัมพันธ์ และงานวิชาการที่เกี่ยวข้องกับโครงการเท่านั้น ห้ามใช้ในทางการค้าหรือเชิงพาณิชย์ ห้ามใช้ในการรับรองสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ ห้ามใช้ในการประกันคุณภาพของสินค้าหรือผลิตภัณฑ์โดยเด็ดขาด

    เมื่อได้สิทธิ์ความเป็นเจ้าของแล้ว ผู้รับทุนมีหน้าที่นำผลงานไปใช้ประโยชน์ตามแผน และต้องรายงานผลการใช้งาน ตามเงื่อนไขที่กำหนดอย่างเคร่งครัด

    ผู้รับทุนต้องเข้ารายงานในระบบ https://triup.tsri.or.th ตามกรอบเวลา

    1. รายงานทุกรอบระยะเวลา 1 ปี นับตั้งแต่วันที่ได้เป็นเจ้าของผลงาน
    2. รายงานจนครบ 3 ปี นับจากวันที่เริ่มนำผลงานไปใช้ประโยชน์ครั้งแรก
    3. กรณีจำหน่าย/โอนผลงานให้รายงานต่อเนื่องไปจนถึงปีที่มีการจำหน่ายหรือโอนผลงานดังกล่าว

    หัวหน้าโครงการจะต้องรายงานผลลัพธ์และผลกระทบที่เกิดขึ้นจากโครงการในระบบ NRIIS

    1. รายงานผลลัพธ์และผลกระทบที่เกิดขึ้นของโครงการผ่านทาง https://www.nxpo.or.th/PMUC-Output
      ทุกปี ต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 5 ปี นับแต่วันที่เสร็จสิ้นโครงการ

  • บพข. ผนึกกำลัง ออสเตรเลีย (CSIRO) แลกเปลี่ยน LOI ขับเคลื่อนนวัตกรรม “อาหารยั่งยืน” ด้วย AI พร้อมมอบทุนวิจัยร่วม 3 โครงการเด่น ยกระดับอุตสาหกรรมอาหารไทยสู่เวทีโลก

    บพข. ผนึกกำลัง ออสเตรเลีย (CSIRO) แลกเปลี่ยน LOI ขับเคลื่อนนวัตกรรม “อาหารยั่งยืน” ด้วย AI พร้อมมอบทุนวิจัยร่วม 3 โครงการเด่น ยกระดับอุตสาหกรรมอาหารไทยสู่เวทีโลก

    หน่วยบริหารจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถการแข่งขัน (บพข.) สำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (องค์การมหาชน) หรือ รวพ. นำโดย รศ.ดร.กานดา บุญโสธรสถิตย์ ผู้อำนวยการ บพข. พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร ได้เข้าร่วมงาน Thailand-Australia IF4S Partnership: Joint LOI Ceremony for VEP and Bilateral Research Grants เพื่อร่วมพิธีแลกเปลี่ยนหนังสือแสดงเจตจำนง (Letter of Intent – LOI) และเฉลิมฉลองความร่วมมือด้านนวัตกรรมอาหารเพื่อความยั่งยืนระหว่างไทยและออสเตรเลีย เมื่อวันจันทร์ที่ 15 มิถุนายน 2569 ณ สถานเอกอัครราชทูตออสเตรเลียประจำประเทศไทย

    การแลกเปลี่ยน LOI ในครั้งนี้ เป็นการเชื่อมโยงความร่วมมือระหว่าง บพข., รวพ., และ องค์การวิจัยวิทยาศาสตร์และอุตสาหกรรมแห่งเครือจักรภพ (CSIRO) เครือรัฐออสเตรเลีย เพื่อขับเคลื่อนโครงการทุนวิจัยร่วม (Bilateral Research Grant Program) โดยมีเป้าหมายในการสนับสนุน นักวิจัยไทยให้ทำงานร่วมกับหน่วยงานภาคเอกชนด้านเกษตรและอาหารของไทย และนักวิจัยจาก CSIRO ให้สามารถพัฒนาศักยภาพและเติบโตได้อย่างยั่งยืน

    ในการนี้ รศ.ดร.กานดา ได้กล่าวแสดงความยินดีในฐานะหน่วยงานร่วมสนับสนุนทุนฝ่ายไทย (Co-Funding Agency) โดยเน้นย้ำถึงวิสัยทัศน์ที่มุ่งเปลี่ยนศักยภาพทางวิทยาศาสตร์ให้เป็นผลกระทบเชิงเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจริง ภายใต้หัวใจสำคัญคือ “อาหารแห่งอนาคตที่ยั่งยืน (Sustainable Food) ที่ขับเคลื่อนด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI)”

    “บพข. ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงแค่สนับสนุนทุนวิจัยในห้องปฏิบัติการ แต่เราเป็นผู้ร่วมลงทุนเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Co-investor) ที่เชื่อมโยงช่องว่างระหว่างนักวิจัย ภาคเอกชน และพันธมิตรระดับโลกอย่าง CSIRO เพื่อผลักดันงานวิจัยที่มีศักยภาพสูงให้ก้าวสู่ความพร้อมเชิงพาณิชย์ และยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของอุตสาหกรรมอาหารไทยในเวทีโลก” รศ.ดร.กานดา กล่าว

    ภายในงาน นายแอนดรูว์ อีแกน (Mr. Andrew Egan) อุปทูตรักษาการ สถานเอกอัครราชทูตออสเตรเลีย ได้ให้เกียรติมอบประกาศนียบัตรแก่ 3 ทีมวิจัยร่วมระหว่างไทย–ออสเตรเลียที่ได้รับทุนสนับสนุน ซึ่งเป็นผลงานจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และมหาวิทยาลัยนเรศวร ร่วมกับ CSIRO ได้แก่

    1. การใช้เครื่องมือวิเคราะห์ข้อมูลด้วย AI ร่วมกับกระบวนการผลิตที่ยั่งยืน เพื่อแก้ปัญหาคอขวดระดับอุตสาหกรรมสำหรับอาหารโปรตีนทางเลือกจากพืช ชีส และอาหารสัตว์
    2. การพัฒนาสูตรผลิตภัณฑ์จากสมุนไพรพรมมิ ที่พร้อมสู่ตลาด เพื่อเสริมสร้างสุขภาพสมองและผิวพรรณ
    3. การแปรรูปถั่วแระญี่ปุ่น (Edamame) ที่ไม่ได้มาตรฐานส่งออก ให้เป็นผงเครื่องดื่มโปรไบโอติกที่มีความเสถียร เพื่อเจาะตลาดออสเตรเลีย

    ความร่วมมือในครั้งนี้ถือเป็นการผสานจุดแข็งระหว่างความหลากหลายทางชีวภาพด้านการเกษตรของไทย กับวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมระดับโลกของออสเตรเลีย ซึ่งจะช่วยผลักดันอุตสาหกรรมในภูมิภาคก้าวสู่ระบบอาหารที่ยั่งยืนและทนต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต่อไป

  • บพข. ร่วม มมส. พา “หมอลำ” ไทย บุกซิดนีย์ ปักหมุดโกยรายได้เข้าประเทศ 4 ล้านบาทต่อปี

    บพข. ร่วม มมส. พา “หมอลำ” ไทย บุกซิดนีย์ ปักหมุดโกยรายได้เข้าประเทศ 4 ล้านบาทต่อปี

    บพข. เดินหน้าเปลี่ยน “ทุนวัฒนธรรม” เป็น “มูลค่าทางเศรษฐกิจ” สนับสนุน ม.มหาสารคาม นำร่องโปรเจกต์ “หมอลำสู่สากล: E-SAN to Sydney” บุกออสเตรเลีย สร้างปรากฏการณ์คนดูแน่นย่าน Thai Town เผยแผนต่อยอดจัดแสดงโชว์ตลอดปี คาดสร้างเม็ดเงินสะพัดไม่ต่ำกว่า 4 ล้านบาทต่อปี

    หน่วยบริหารจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถการแข่งขัน (บพข.) สำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (องค์การมหาชน) หรือ รวพ. เดินหน้ายกระดับอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ไทยสู่ตลาดโลกอย่างเป็นรูปธรรม โดยติดตามความคืบหน้าโครงการที่สนับสนุนทุนวิจัย “การยกระดับอุตสาหกรรมหมอลำสู่สากล” มหาวิทยาลัยมหาสารคาม จัดกิจกรรม “หมอลำสู่สากล: E-SAN to Sydney” ระหว่างวันที่ 30–31 พฤษภาคม 2569 ณ นครซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย ซึ่งถือเป็นการนำร่องทดสอบตลาดต่างประเทศ และได้รับเสียงตอบรับเป็นอย่างดี

    เปิดตัวเลขความสำเร็จ “หมอลำ” ตีตลาดอินเตอร์

    จากการลงพื้นที่จัดแสดง 2 เวทีใหญ่ในนครซิดนีย์ พบว่าสามารถดึงดูดความสนใจจากทั้งชาวไทย ชุมชนพหุวัฒนธรรม และชาวต่างชาติได้อย่างเป็นรูปธรรม ได้แก่:

    • เวที Marko’s Restaurant: เจาะกลุ่มร้านอาหารและพื้นที่ปิด มียอดผู้ชมกว่า 260 คน
    • เวที Thai Town Sydney: สร้างปรากฏการณ์ใจกลางศูนย์กลางชุมชนไทย ที่มีผู้ชมถึง 3,000 คน

    โอกาสและแผนต่อยอดสร้างรายได้ในอนาคต

    จากความสำเร็จที่เกิดขึ้น คณะผู้วิจัย ม.มหาสารคาม ได้ประเมินและตั้งเป้าหมายขยายผลเชิงพาณิชย์ โดยวางแผนจัดกิจกรรมในประเทศออสเตรเลียอย่างต่อเนื่อง แบ่งเป็น:

    • ระดับอีเวนต์/เทศกาล: เข้าร่วมเทศกาลสำคัญในนครซิดนีย์และเมืองต่างๆ 4 ครั้งต่อปี
    • ระดับพื้นที่พาณิชย์: จัดการแสดงในร้านอาหาร โรงละคร และพื้นที่สาธารณะ 4 ครั้งต่อปี
    • เป้าหมายผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจ: คาดการณ์ว่าจะสามารถสร้างรายได้หมุนเวียนกลับสู่กลุ่มศิลปินและอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องได้ถึง 4 ล้านบาทต่อปี

    รศ. ดร.กานดา บุญโสธรสถิตย์ ผู้อำนวยการ บพข. เปิดเผยว่า “บพข. มีเป้าหมายชัดเจนในการเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ โครงการนี้คือตัวอย่างของการนำทุนทางวัฒนธรรม มาผ่านกระบวนการวิจัยและนวัตกรรม เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ (Economic Value) ผ่านกระบวนการประเมินความสนใจของตลาดต่างประเทศและวางแผนสร้างรายได้กลับเข้าประเทศให้ได้จริงอย่างมีแบบแผน ถือเป็นการเปิดประตูโอกาสครั้งใหญ่ให้กับอุตสาหกรรมวัฒนธรรมและศิลปินไทยในเวทีสากล”

    ไฮไลต์ของงานนี้คือการนำเสนอ “ต้นแบบศิลปินหมอลำร่วมสมัย” อย่าง น้องเปียโน พิมแก้ม ซึ่งเป็นผลผลิตจากการคัดสรรและบ่มเพาะผ่านกระบวนการวิจัย ขึ้นเวทีประกบศิลปินหมอลำมืออาชีพอย่าง หมอลำไพบูลย์ เสียงทอง และ หมอลำสุกัญญา ยอดนภา ทำให้เกิดการผสมผสานระหว่างจิตวิญญาณดั้งเดิมและพลังสร้างสรรค์ของคนรุ่นใหม่

    นอกจากนี้ การจัดงานยังสะท้อนถึงการบูรณาการความร่วมมือข้ามประเทศ โดยได้รับการสนับสนุนอย่างดียิ่งจาก สถานกงสุลใหญ่ ณ นครซิดนีย์, สมาคมร้านอาหารไทยแห่งประเทศออสเตรเลีย, สมาคมไทยออสเตรเลียน และ ชมรมดนตรีไทยและนาฏศิลป์แห่งประเทศออสเตรเลีย ที่ร่วมกันจัดกิจกรรมเสริมอย่างการแสดงวงโปงลางและการประกวด “นางไหซิดนีย์ 2026”

    ศ. ดร.ไพโรจน์ ประมวล รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยฯ ม.มหาสารคาม เสริมว่า “หมอลำคือมรดกที่สะท้อนอัตลักษณ์ของผู้คนลุ่มน้ำโขง การนำหมอลำสู่เวทีนานาชาติ จึงไม่ใช่แค่การอนุรักษ์ แต่คือการสร้างองค์ความรู้ใหม่เพื่อต่อยอดสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ในอนาคต”

    ด้าน นายนฤชัย นินนาท กงสุลใหญ่ ณ นครซิดนีย์ กล่าวว่า “โครงการนี้สะท้อนศักยภาพของศิลปวัฒนธรรมไทยในการสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจและการทูตวัฒนธรรม พร้อมเปิดโอกาสให้ชุมชนไทยในต่างประเทศได้ร่วมภาคภูมิใจในรากเหง้าทางวัฒนธรรมของตนเอง”

    ความสำเร็จของ “E-SAN to Sydney” เป็นจุดเริ่มต้นในการปักหมุดนำ “จิตวิญญาณแห่งอีสาน” ไปสร้างแบรนด์ดิ้งระดับโลก และวางรากฐานการพัฒนาอุตสาหกรรมหมอลำให้เติบโตอย่างยั่งยืนและมีมูลค่าสูงในตลาดสากลต่อไป

  • ประกาศผลการพิจารณาข้อเสนอโครงการ ประจำปีงบประมาณ 2569 ครั้ง 9

    ประกาศผลการพิจารณาข้อเสนอโครงการ ประจำปีงบประมาณ 2569 ครั้ง 9

    ตามที่ สำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (องค์การมหาชน) โดยหน่วยบริหารจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถการแข่งขันได้รับข้อเสนอโครงการวิจัยและนวัตกรรม ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 นั้น
    บัดนี้ หน่วยบริหารจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถการแข่งขันได้ดำเนินการพิจารณา คัดเลือกข้อเสนอโครงการวิจัยและนวัตกรรม ประจำปีงบประมาณ 2569 ในครั้งที่ 9 เรียบร้อยแล้ว จึงขอประกาศข้อเสนอโครงการวิจัยและนวัตกรรมที่ผ่านการพิจารณาเพื่อรับสนับสนุนทุน จำนวน 25 โครงการ รายละเอียดปรากฏดังเอกสารแนบท้าย

  • ประกาศผลการพิจารณาข้อเสนอโครงการ ประจำปีงบประมาณ 2569 ครั้ง 8

    ประกาศผลการพิจารณาข้อเสนอโครงการ ประจำปีงบประมาณ 2569 ครั้ง 8

    ตามที่ สำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (องค์การมหาชน) โดยหน่วยบริหารจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถการแข่งขันได้รับข้อเสนอโครงการวิจัยและนวัตกรรม ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 นั้น
    บัดนี้ หน่วยบริหารจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถการแข่งขันได้ดำเนินการพิจารณา คัดเลือกข้อเสนอโครงการวิจัยและนวัตกรรม ประจำปีงบประมาณ 2569 ในครั้งที่ 8 เรียบร้อยแล้ว จึงขอประกาศข้อเสนอโครงการวิจัยและนวัตกรรมที่ผ่านการจึงขอประกาศข้อเสนอโครงการวิจัยและนวัตกรรมที่ผ่านการพิจารณาเพื่อรับสนับสนุนทุน จำนวน 9 โครงการ รายละเอียดปรากฏดังเอกสารแนบท้าย

  • ประกาศผลการพิจารณาข้อเสนอโครงการ ประจำปีงบประมาณ 2569 ครั้ง 7

    ประกาศผลการพิจารณาข้อเสนอโครงการ ประจำปีงบประมาณ 2569 ครั้ง 7

    ตามที่ สำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (องค์การมหาชน) โดยหน่วยบริหารจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถการแข่งขันได้รับข้อเสนอโครงการวิจัยและนวัตกรรม ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 นั้น
    บัดนี้ หน่วยบริหารจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถการแข่งขันได้ดำเนินการพิจารณา คัดเลือกข้อเสนอโครงการวิจัยและนวัตกรรม ประจำปีงบประมาณ 2569 ในครั้งที่ 7 เรียบร้อยแล้ว จึงขอประกาศข้อเสนอโครงการวิจัยและนวัตกรรมที่ผ่านการพิจารณาเพื่อรับสนับสนุนทุน จำนวน 11 โครงการ
    รายละเอียดปรากฏดังเอกสารแนบท้าย

  • Founding of YouTube A Short History

    YouTube is one of the most influential platforms in modern media, but its origin story is surprisingly simple: a small team wanted an easier way to share video online. In the early 2000s, uploading and sending video files was slow, formats were inconsistent, and most websites weren’t built for smooth playback. YouTube’s founders focused on removing those barriers—making video sharing as easy as sending a link.

    Who Founded YouTube?

    YouTube was founded by three former PayPal employees: Chad Hurley, Steve Chen, and Jawed Karim. They combined product thinking, engineering skills, and a clear user goal: create a website where anyone could upload a video and watch it instantly in a browser.

    • Chad Hurley — product/design focus and early CEO role
    • Steve Chen — engineering and infrastructure
    • Jawed Karim — engineering and early concept support

    The Problem YouTube Solved

    At the time, sharing video often meant emailing huge files or dealing with complicated players and downloads. YouTube made video:

    1. Uploadable by non-experts (simple interface)
    2. Streamable in the browser (no special setup)
    3. Sharable through links and embedding on other sites

    Early Growth and the First Video

    YouTube launched publicly in 2005. One of the most famous early moments was the first uploaded video, “Me at the zoo,” featuring co-founder Jawed Karim. The clip was short and casual—exactly the kind of everyday content that proved the platform’s big idea: ordinary people could publish video without needing a studio.

    Key Milestones Timeline

    Year/Date
    Milestone
    Why It Mattered
    2005 YouTube is founded and launches Introduced easy browser-based video sharing
    2005 “Me at the zoo” is uploaded Became a symbol of user-generated video culture
    2006 Google acquires YouTube Provided resources to scale hosting and global reach

    Why Google Bought YouTube

    By 2006, YouTube’s traffic was exploding. Video hosting is expensive—bandwidth and storage costs rise fast when millions of people watch content daily. Google’s acquisition gave YouTube the infrastructure and advertising ecosystem to grow into a sustainable business.

    What YouTube’s Founding Changed

    YouTube didn’t just create a popular website; it reshaped how people learn, entertain themselves, and build careers online. Its founding helped accelerate:

    • Creator-driven media and influencer culture
    • How-to education and free tutorials at massive scale
    • Music discovery, commentary, and global community trends

    From a small startup idea to a global video powerhouse, YouTube’s founding is a classic example of a simple product solving a real problem—and changing the internet in the process.

  • บพข. ชู 3 โมเดล “เลิกเผา เป๋าตุง” ดึงเครือข่ายวิจัย-เอกชน-เกษตรกร สร้าง “กลไกตลาด” แก้ 3 วิกฤต PM 2.5

    บพข. ชู 3 โมเดล “เลิกเผา เป๋าตุง” ดึงเครือข่ายวิจัย-เอกชน-เกษตรกร สร้าง “กลไกตลาด” แก้ 3 วิกฤต PM 2.5

    บพข. ชู 3 โมเดล “เลิกเผา เป๋าตุง” ดึงเครือข่ายวิจัย-เอกชน-เกษตรกร สร้าง “กลไกตลาด” แก้ 3 วิกฤต PM 2.5
    พลังงาน-ปากท้อง คาด 5 ปี รับขยะเกษตรกว่าแสนตัน

    เดินหน้าพลิกโฉมแก้วิกฤต PM 2.5 ปัญหาพลังงาน และปากท้อง ด้วย “กลไกตลาด” โดยหน่วยบริหารจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถการแข่งขัน (บพข.) สำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (องค์การมหาชน) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) จัดกิจกรรม “เหนือสานสร้าง เลิกเผา เป๋าตุง” ณ อุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และศูนย์วิจัยข้าวล้านนา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2569 เพื่ออัปเดตความคืบหน้าในโครงการ “PMUC Zero Burn to Earn: เลิกเผา เป๋าตุง” ฉายภาพความสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรมภายในเวลา 1 เดือน ผ่าน “3 โมเดล 6 เส้นทาง” ที่สามารถเปลี่ยนเศษวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรที่เคยไร้ค่าให้กลายเป็นขุมทรัพย์ทางเศรษฐกิจ เกิดเป็นระบบนิเวศที่ทำให้ทุกคน “เป๋าตุง” ผ่านการผนึกกำลังภาคีเครือข่ายที่ขยายตัวจาก 28 หน่วยงาน สู่พันธมิตรกว่า 40 องค์กรชั้นนำ เข้าร่วมขับเคลื่อนระบบนิเวศนวัตกรรมอย่างเป็นระบบ โดยคาดว่า ภายใน 5 ปี จะสามารถรับเศษวัสดุเหลือทิ้งจากการเกษตรได้กว่าแสนตันต่อปี ลดการเผาและสร้างนวัตกรรมรักษ์โลกและผลักดันการใช้พลังงานสะอาด

    ภายในงานได้รับเกียรติจาก ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. ร่วมติดตามความคืบหน้าและให้แนวทางว่า “การแก้ปัญหานี้ต้องขับเคลื่อนด้วยมิติทางเศรษฐศาสตร์และเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) กระทรวง อว. และภาครัฐจะนำงานวิจัยเข้าไปสนับสนุนภาคเอกชนให้สามารถแปรรูปวัสดุเหลือทิ้งได้อย่างมีประสิทธิภาพและเกิดกำไร พร้อมช่วยผลักดันตลาดสินค้า Green Product เมื่อเอกชนคุ้มทุนและเกิดกลไกแบบ WIN-WIN ระบบนี้จะเดินหน้าได้อย่างยั่งยืน โดยตั้งเป้าให้เห็นผลภายใน 8-9 เดือน เพื่อให้แก้ปัญหาฝุ่นในปีหน้าได้”

    นอกจากนี้ ศ.ดร.ยศชนัน ยังกล่าวถึงการนำ พ.ร.บ. อากาศสะอาด มาปฏิบัติจริงอย่างเป็นรูปธรรม โดยบูรณาการร่วมกันในทุกมิติ ทั้งการขนส่ง โลจิสติกส์ และพลังงาน เพื่อคืนอากาศสะอาดให้คนภาคเหนือ โดยกุญแจสำคัญที่จะขับเคลื่อนกลไกทั้งหมดนี้ได้คือ การสร้างแรงกระตุ้นให้เกษตรกร เข้ามาร่วมโครงการ เมื่อเขาสามารถนำวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรมาเปลี่ยนเป็นรายได้ที่มากพอก็จะเลิกเผา และเมื่อเกษตรกรในพื้นที่นำร่องได้ประโยชน์จริง ก็จะเกิดการบอกต่อและขยายผลนำโมเดลนี้ไปใช้ในพื้นที่อื่นๆ ต่อไป”

    ด้าน รศ.ดร.กานดา บุญโสธรสถิตย์ ผู้อำนวยการ บพข. ได้เปิดเผยถึงหัวใจสำคัญในการวางโครงสร้างและกลไกตลาดเพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันควบคู่กับการแก้ปัญหาสังคมว่า “ความสำเร็จของการลดการเผาอย่างยั่งยืน ไม่ได้หยุดอยู่แค่เทคโนโลยี แต่คือการเชื่อมต่อจิ๊กซอว์ตลอดห่วงโซ่ ตั้งแต่เกษตรกร ชุมชน ภาคธุรกิจ ไปจนถึงระบบโลจิสติกส์ โดยมี บพข. เป็นฟันเฟืองสนับสนุน เพื่อสร้างระบบนิเวศที่พิสูจน์ให้เห็นว่า นวัตกรรมและการจัดการที่ดี จะทำให้ทุกคนในห่วงโซ่นี้ ไม่ใช่แค่เกษตรกรมีเงินเหลือในกระเป๋าเพิ่มขึ้น ควบคู่ไปกับการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ”

    พร้อมกันนี้ รศ.ดร.กานดา ยังได้ขยายความถึงผู้ได้รับผลประโยชน์ที่จะ “เป๋าตุง” ไปด้วยกัน โดยแบ่งเป็น “5 ตุง” ซึ่งเป็นกลไกการกระจายรายได้สู่ผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่ม ประกอบด้วย

    • ตุงที่ 1: เกษตรกร มีรายได้จากการนำเศษวัสดุไปขาย หรือสามารถเพิ่มมูลค่าด้วยการแปรรูปขั้นต้นและกลางได้เอง
    • ตุงที่ 2: ภาคเอกชน สามารถเข้ามาลงทุนเครื่องจักร เครื่องอัดฟาง และสร้างโรงงานแปรรูปในพื้นที่ เพื่อรับซื้อและนำไปผลิตเป็นสินค้านวัตกรรม
    • ตุงที่ 3: ผู้นำกลุ่มที่เข้มแข็ง เช่น ธนาคารขยะ ศูนย์ข้าวชุมชน หรือ MRF บ้านฉาง สร้างรายได้จากการรับซื้อ หรือรับจ้างอัดฟางและแปรรูป
    • ตุงที่ 4: สมาคมซาเล้ง ได้โอกาสในการรับซื้อหรือรับจ้างขนส่งในระยะทางไม่เกิน 30 กิโลเมตร น้ำหนักไม่เกิน 1 ตัน โดยจัดระบบขนส่งแบบไป-กลับเต็มคันรถ วันละ 2 เที่ยว สร้างรายได้ 400-600 บาทต่อเที่ยว
    • ตุงที่ 5: แพลตฟอร์ม WeMove เข้ามาอุดช่องโหว่ด้านโลจิสติกส์ โดยรับจ้างขนเศษวัสดุหรือสินค้าแปรรูปแบบไป-กลับเต็มคันรถ สำหรับน้ำหนักที่มากกว่า 1 ตัน หรือระยะทางที่ไกลกว่า 30 กิโลเมตรขึ้นไป

    สำหรับความคืบหน้าภายในระยะเวลา 1 เดือน นับตั้งแต่วันเปิดโครงการ เมื่อ 28 เมษายน 2569 ที่ผ่านมา คือการพิสูจน์ผลสัมฤทธิ์เชิงพื้นที่ใน 3 จังหวัดนำร่อง (เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน) ผ่านห่วงโซ่คุณค่าที่ตอบโจทย์ความต้องการรับซื้อ (Demand) ของภาคเอกชนที่เกิดขึ้นจริง เพื่อต่อยอดสู่การผลิตระดับอุตสาหกรรม (Economies of Scale) โดยแบ่งออกเป็น 3 โมเดล 6 เส้นทาง ดังนี้

    1. โมเดลการวนกลับให้ชุมชน มุ่งเน้นสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชนและเกษตรกรพึ่งพาตนเองได้ โดยนำฟางข้าวและซังข้าวโพดจากเชียงรายมาแปรรูปเป็นแผ่นคลุมดิน ปุ๋ยสั่งตัด และถ่านไบโอชาร์ ร่วมกับสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) และบริษัทเอกชน ปัจจุบันรองรับเศษวัสดุอยู่ที่ 3,922.85 ตันต่อปี และตั้งเป้าทะยานสู่ 103,100.45 ตันต่อปี ภายใน 5 ปี

    2. โมเดลตลาดพลังงานทดแทน นำชีวมวลแข็งจากสวนรายย่อยในลำพูนเข้าสู่กระบวนการเทคโนโลยีขั้นสูง ทอริฟิเคชัน และ การอัดร้อนและการเผา ผลิตเป็นชีวมวลทอริฟายด์และไบโอโค้ก ยกระดับมูลค่าวัตถุดิบสำเร็จรูปเพิ่มขึ้นทันที 5-10 เท่า โดยได้รับการการันตีรับซื้อจากเอกชน พร้อมตั้งเป้าหมายความต้องการรับซื้อที่ 21,750 ตันต่อปี ใน 5 ปีข้างหน้า

    3. โมเดลตลาดผลิตภัณฑ์รักษ์โลก การแปรรูปขั้นสูงที่สร้างมูลค่าเพิ่มได้สูงสุดถึง 20-50 เท่า โดยนำฟางข้าวจากเชียงใหม่และเชียงรายไปผลิตเยื่อพืชธรรมชาติ บรรจุภัณฑ์ และวัสดุก่อสร้าง รวมถึงการนำต้นข้าวโพดจากเครือข่ายมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงมาผลิตฉนวนความร้อนในอาคารและอุตสาหกรรม

    รศ.ดร.กานดา เสริมว่า อีกหนึ่งความคืบหน้าคือการแก้โจทย์คอขวดสำคัญเรื่อง “ต้นทุนการขนส่งในพื้นที่ห่างไกลและภูเขาสูง” โดย บพข. ได้ร่วมกับบริษัทเอกชน นำระบบบริหารจัดการรถบรรทุกเที่ยวเปล่า (Backhauling) เข้ามาบริหารจัดการต้นทุนขนส่งให้คุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ พร้อมขับเคลื่อนกลไกราคาที่เหมาะสมผ่านระบบจับคู่ (Matching System) บนเว็บไซต์ www.เลิกเผาเป๋าตุง.com ทำให้เกษตรกรสามารถนำเศษวัสดุมาลงทะเบียนส่งมอบเพื่อเปลี่ยนเป็นแต้มสะสม (PMUC Point) นำไปแลกนวัตกรรมพร้อมใช้ เช่น แผงโซลาร์เซลล์มือสองพร้อมอุปกรณ์ติดตั้ง น้ำมันไบโอดีเซล หรือ แผ่นคลุมดินชีวมวลได้โดยตรงอสองพร้อมอุปกรณ์ติดตั ้ง น้ำมันไบโอดีเซล หรือ แผ่นคลุมดินชีวมวลได้โดยตรง

    นอกจากนี้ โครงการ PMUC Zero Burn to Earn: เลิกเผา เป๋าตุง สะท้อน ยังสนับสนุนการสร้างทักษะ Upskill ให้กับนักศึกษา นักเรียนอาชีวศึกษา โดยการฝึกอบรมหลักสูตรการติดตั้งและบำรุงรักษาระบบผลิตไฟฟ้าจากเซลล์แสงอาทิตย์ผลิตไฟฟ้าบนหลังคาและพลังงานแสงอาทิตย์เพื่อเครื่องสูบน้ำทางการเกษตร รุ่นที่ 1 ให้กับวิทยาลัยเทคนิค 3 แห่ง จากเชียงใหม่ เชียงราย และลำพูน เพื่อเป็นการเพิ่มพูนความรู้ และทักษะที่สำคัญในการผลักดันและส่งเสริมให้เกิดการใช้พลังงานสะอาด

    ความก้าวหน้าจากจุดเริ่มต้นในเวลา1 เดือนของโครงการ PMUC Zero Burn to Earn: เลิกเผา เป๋าตุง สะท้อนว่าเมื่อวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมผสานเข้ากับกลไกตลาดและโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์ที่ตอบโจทย์ผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่าย ปัญหาฝุ่น PM 2.5 ปัญหาพลังงาน และวิกฤตปากท้องของประชาชน จะสามารถแก้ไขได้และสร้างความเติบโตทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืนให้แก่ประเทศไทยได้อย่างแท้จริง โดยเกษตรกรในพื้นที่นำร่อง เชียงราย เชียงใหม่ ลำพูน สามารถลงทะเบียนเพื่อเข้าร่วมโครงการฯ เปลี่ยนเศษวัสดุเหลือทิ้งเป็นนวัตกรรมพร้อมใช้ หรือสร้างเป็นมูลค่าเข้าสู่กระเป๋า สามารถลงทะเบียนได้ที่ www.เลิกเผาเป๋าตุง.com หรือสอบถามเพิ่มเติมได้ที่เพจเฟซบุ๊ก บพข. หรือ LINE Official: zeroburn2earn