กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)

คู่มือสำหรับนักวิจัยที่ได้รับทุน บพข.

หน่วยบริหารจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถการแข่งขัน (บพข.) มีภารกิจจัดสรรทุนวิจัยและสร้างนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของภาคการผลิตและภาคบริการ รวมถึงทุนสนับสนุนการถ่ายทอดเทคโนโลยี การสร้างตลาดนวัตกรรม การส่งเสริมการใช้ประโยชน์ผลงานวิจัยและนวัตกรรมในเชิงพาณิชย์ และการพัฒนาแพลตฟอร์มทางนวัตกรรมในภาคการผลิตและภาคบริการ ทุนเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานห้องปฏิบัติการเพื่อการให้บริการด้านคุณภาพและการถ่ายทอดเทคโนโลยี ทั้งนี้ การให้ทุนดังกล่าวมุ่งเน้นการสนับสนุนแผนงานที่มีความร่วมมือหรือการร่วมลงทุนกับผู้ใช้ประโยชน์ เช่น วิสาหกิจชุมชน SMEs และภาคอุตสาหกรรม เป็นสำคัญ

บพข. มีความยินดีที่ได้สนับสนุนทุนแก่หน่วยงานผู้รับทุน ดังนั้น เพื่อให้บรรลุเป้าหมายตามที่ตั้งไว้ สามารถนำผลงานวิจัยไปสู่การใช้ประโยชน์เพื่อการพัฒนาประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ และเพื่อให้การทำงานเป็นไปโดยราบรื่น จึงได้จัดทำเอกสารคู่มือสำหรับนักวิจัยที่ได้รับทุนวิจัย บพข. เพื่อให้หน่วยงานผู้รับทุนและหัวหน้าโครงการ ใช้เป็นแนวปฏิบัติในการดำเนินโครงการ ให้ถูกต้องตามระเบียบต่างๆ และเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ซึ่งประกอบด้วย การอธิบายถึงขั้นตอนและกระบวนการต่างๆ ที่ใช้ในการบริหารการเงินและพัสดุของโครงการที่ได้รับทุนจาก บพข. ให้มีความเข้าใจที่ชัดเจนเกี่ยวกับขั้นตอน และกระบวนการทำงาน สิ่งที่พึงคาดหมายได้ รวมทั้งเจตนารมณ์และเหตุผลของการที่กำหนดให้มีขั้นตอนและกระบวนการดังกล่าว เพื่อให้มีระบบบริหารวิจัยที่มีประสิทธิภาพ โปร่งใส และสามารถตรวจสอบได้โดยกลไกสาธารณะ อันจะทำให้สาธารณชนมั่นใจได้ว่า เงินภาษีอากรที่นำมาใช้ลงทุนวิจัยนี้ จะก่อผลต่อสังคมอย่างคุ้มค่าและมีประสิทธิผลอย่างแท้จริง

ประกาศเกี่ยวกับความเป็นส่วนตัว (Privacy Notice) สำหรับการจัดสรรทุนวิจัยและนวัตกรรม

หน่วยบริหารจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถการแข่งขันให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่งกับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ได้รับการจัดสรรทุนวิจัยและนวัตกรรม โดยมีนโยบายและมีความมุ่งมั่นรับผิดชอบในการปกป้องข้อมูลส่วนบุคคล และปกป้องสิทธิขั้นพื้นฐานอันเกี่ยวกับข้อมูลส่วนบุคคลตามพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 ดังนั้น เพื่อให้เกิดความมั่นใจว่าข้อมูลส่วนบุคคลได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย สอวช. จึงได้จัดทำประกาศเกี่ยวกับความเป็นส่วนตัว เพื่อแจ้งให้ทราบถึงรายละเอียดที่เกี่ยวข้องกับการเก็บรวบรวม การใช้ และการเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลตาม QR Code นี้

เมื่อได้รับการอนุมัติทุนสนับสนุนโครงการ หัวหน้าโครงการต้องประสานงานกับผู้ให้ทุนร่วม
เพื่อดำเนินการเรื่องของการลงนามในสัญญาในฐานะ “ผู้ให้ทุนร่วม” พร้อมพยานผู้ให้ทุนร่วม รวมถึงผู้มีอำนาจของหน่วยงานผู้รับทุน โดยสามารถศึกษาแนวทางการดำเนินการ การเตรียมเอกสารประกอบการลงนาม และการใช้งานระบบได้ที่ https://pmuc.or.th/?p=6732 เนื่องจากหน่วยบริหารจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถการแข่งขัน ใช้ระบบ Digital Signature ในการทำสัญญาให้ทุนเพื่อกำหนดสิทธิ หน้าที่ และความรับผิดชอบของคู่สัญญา

บพข.จะโอนเงินออกจากบัญชีของธนาคารกรุงไทย เพื่อลดภาระในการจ่ายค่าธรรมเนียมธนาคาร ดังนั้นในการโอนเงินขอความร่วมมือผู้รับทุนใช้บัญชี “ธนาคารกรุงไทย”

เมื่อผู้รับทุนได้รับการโอนเงินแล้ว ให้ออกใบเสร็จรับเงินเพื่อเป็นหลักฐานการรับเงินในนาม
นิติบุคคล และต้องเบิกจ่ายเงินให้หัวหน้าโครงการโดยเร็ว เพื่อไม่ก่อให้เกิดความล่าช้าต่อการดำเนินการวิจัย ทั้งนี้เพื่อให้สะดวกและง่ายต่อการจัดทำรายงานการเงินของโครงการ หากหน่วยงานผู้รับทุนไม่มีระบบที่สามารถจัดทำรายงานการเงินรายโครงการได้ ขอให้นักวิจัยเปิดบัญชีแยกรายโครงการเพื่อรับเงินงบประมาณของโครงการจากต้นสังกัดสำหรับใช้ดำเนินโครงการวิจัย และไม่โอนเงินงบประมาณของโครงการเข้าบัญชีส่วนตัว

กรณีหน่วยงานผู้รับทุนเป็นภาคเอกชน ให้เปิดบัญชีเงินฝากประเภทออมทรัพย์หรือบัญชีกระแสรายวัน ธนาคารกรุงไทย โดยใช้ชื่อบัญชี “ทุนวิจัย บพข. – เลขที่สัญญา” หลังจากที่ได้รับ “หนังสือขอเปิดบัญชีเงินฝากธนาคาร” จากหน่วยบริหารจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถการแข่งขัน เพื่อนำไปใช้ในการเปิดบัญชี(ตัวอย่างหนังสือขอเปิดบัญชีเงินฝากธนาคาร ตามเอกสารแนบหมายเลข 1)

หมายเหตุ : ถ้า “ผู้รับทุน” ใช้บัญชีรับทุนโครงการที่ไม่ใช่ธนาคารกรุงไทย หากเงินงวดนั้นๆ เกิน 2 ล้านบาท ระบบการโอนเงินจะแบ่งเงินงวดออกเป็นครั้งละไม่เกิน 2 ล้านบาทโดยอัตโนมัติ แต่ในการออกใบเสร็จรับเงิน “ผู้รับทุน” สามารถใช้ใบเสร็จที่เป็นยอดรวมของเงินงวดโครงการงวดนั้นๆ ได้

กรณีมีผู้ให้ทุนร่วม ให้หน่วยงานผู้ให้ทุนร่วมโอนเงินให้หน่วยบริหารจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถการแข่งขัน ผ่านบัญชี ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ชื่อบัญชี “กองทุน ววน.-บพข. โดย รวพ.” เลขบัญชี 162-0-56477-7 สาขาจามจุรีสแควร์

เมื่อโอนเงินแล้วขอให้แจ้งหน่วยบริหารจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถการแข่งขัน ผ่านทางอีเมล pmuc@nxpo.or.th เพื่อออกใบเสร็จรับเงินเป็นหลักฐานการรับเงิน ก่อนส่งเงินงวดให้ “ผู้รับทุน” ต่อไป

ความสำคัญของการวางแผน: ช่วยกำหนดทิศทาง ลดความเสี่ยง ติดตามความก้าวหน้าได้ง่าย และทำให้การใช้ทรัพยากรมีประสิทธิภาพสูงสุด

การควบคุมงบประมาณ: “ผู้รับทุน” มีหน้าที่กำกับดูแลให้หัวหน้าโครงการและทีมงาน ใช้จ่ายเงินอย่างคุ้มค่า ประหยัด ตรงตามวัตถุประสงค์ พร้อมทั้งจัดทำหลักฐานการเงินให้ถูกต้องและพร้อมรับการตรวจสอบเสมอ

กรณีมีหน่วยงานร่วมวิจัยหลายแห่ง: “หัวหน้าโครงการ” จะเป็นผู้บริหารจัดการงบประมาณ โดยผู้รับทุนสามารถทำบันทึกข้อตกลง ในการทำวิจัยโครงการที่ได้รับทุน กับหน่วยงานที่ร่วมทำวิจัย ที่ระบุหน้าที่ของแต่ละหน่วยงาน พร้อมทั้งงบประมาณ และใช้บันทึกข้อตกลงในการโอนเงินให้หน่วยงานที่ร่วมทำวิจัย (ตัวอย่างบันทึกข้อตกลงในการทำงานวิจัย กรณีมีหน่วยงานวิจัยร่วมหลายหน่วยงาน ตามเอกสารแนบหมายเลข 2

แผนการดำเนินงานเป็นเอกสารที่แสดงรายละเอียดของกิจกรรมต่าง ๆ ที่ต้องดำเนินการตลอดระยะเวลาโครงการ โดยระบุลำดับขั้นตอน วิธีการดำเนินงาน และผู้รับผิดชอบในแต่ละกิจกรรมอย่างชัดเจน ควรประกอบด้วย

  • รายการกิจกรรมหลักและกิจกรรมย่อยของโครงการ
  • วัตถุประสงค์ของแต่ละกิจกรรม
  • วิธีการดำเนินงานในแต่ละขั้นตอน
  • ผู้รับผิดชอบหลักและผู้ร่วมดำเนินงาน
  • ผลผลิตที่คาดว่าจะได้รับจากแต่ละกิจกรรม

หัวหน้าโครงการควรทบทวนแผนการดำเนินงานอย่างสม่ำเสมอ และปรับปรุงให้สอดคล้องกับสถานการณ์จริงของโครงการ

การจัดทำแผนระยะเวลาที่ชัดเจนช่วยให้สามารถติดตามความก้าวหน้าและควบคุมเวลาในการดำเนินโครงการได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยควรแสดงข้อมูลดังต่อไปนี้

  • ระยะเวลาเริ่มต้นและสิ้นสุดของแต่ละกิจกรรม
  • ความสัมพันธ์ระหว่างกิจกรรม
  • กิจกรรมที่ต้องดำเนินการต่อเนื่องหรือพร้อมกัน
  • จุดตรวจสอบความก้าวหน้า (Milestones)

เป็นการกำหนดความต้องการทรัพยากรที่จำเป็นสำหรับการดำเนินโครงการ ได้แก่ บุคลากร วัสดุอุปกรณ์ เครื่องมือ และงบประมาณ หัวหน้าโครงการควรประเมินความเพียงพอของทรัพยากร และจัดสรรให้เหมาะสมกับกิจกรรมแต่ละช่วงของโครงการ ได้แก่

  • ทรัพยากรบุคคล เช่น ผู้ร่วมวิจัย ผู้ช่วยวิจัย และผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน
  • วัสดุและอุปกรณ์ เช่น เครื่องมือวิจัย วัสดุสิ้นเปลือง
  • สถานที่และสิ่งอำนวยความสะดวก
  • งบประมาณ สำหรับกิจกรรมต่าง ๆ

ในกรณีที่โครงการวิจัยเกี่ยวข้องกับมนุษย์ สัตว์ หรือข้อมูลส่วนบุคคล ต้องดำเนินการขอรับรองจริยธรรมการวิจัยก่อนเริ่มดำเนินการ ขั้นตอนการดำเนินงาน ได้แก่

  1. จัดทำเอกสารขอรับรองจริยธรรมการวิจัย
  2. ยื่นคำขอต่อคณะกรรมการจริยธรรมการวิจัย
  3. ปรับปรุงเอกสารตามข้อเสนอแนะของคณะกรรมการ
  4. ได้รับหนังสือรับรองจริยธรรมก่อนเริ่มเก็บข้อมูล

การกำหนดตัวชี้วัดที่เหมาะสมช่วยให้สามารถติดตามและประเมินผลโครงการได้อย่างเป็นระบบ และนำข้อมูลไปใช้ปรับปรุงการดำเนินงานในระยะต่อไปได้ โดยตัวชี้วัดความสำเร็จควรมีลักษณะ ดังนี้

  1. ชัดเจนและวัดผลได้
  2. สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของโครงการ
  3. มีระยะเวลาที่กำหนดชัดเจน
  4. สามารถนำไปใช้ประเมินผลได้จริง

การวิเคราะห์ปัจจัยที่อาจกระทบต่อโครงการ พร้อมกำหนดแนวทางป้องกันหรือแก้ไขปัญหา เพื่อช่วยลดผลกระทบและเพิ่มโอกาสให้โครงการประสบความสำเร็จ ขั้นตอนการบริหารความเสี่ยง ได้แก่

  1. การระบุความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น
  2. การวิเคราะห์ผลกระทบและโอกาสเกิด
  3. การกำหนดมาตรการป้องกันและลดความเสี่ยง
  4. การติดตามและประเมินความเสี่ยงอย่างต่อเนื่อง

หลักเกณฑ์การจ่าย: การจ่ายให้หัวหน้าโครงการและนักวิจัยร่วมที่มีงานประจำ โดยพิจารณาจากคุณวุฒิ ประสบการณ์ และสัดส่วนเวลาทำงาน (ต้องไม่เกินกรอบที่ได้รับอนุมัติ) ทั้งนี้ต้องสามารถแบ่งเวลามาทำวิจัยได้โดยไม่กระทบงานประจำ และต้นสังกัดต้องยินยอม

กรณีนักวิจัยสังกัดเอกชน: ไม่สนับสนุนการจ่ายเป็นเงินค่าตอบแทน แต่สามารถคำนวณมูลค่าเป็นงบสมทบ (In-Kind) ได้

  • ค่าตอบแทนนักวิจัยโดยทั่วไปจ่ายเป็นรายเดือน เฉพาะช่วงเวลาที่นักวิจัยปฏิบัติงานในโครงการ ซึ่งอาจทำงานเป็นช่วง ๆ ตามแผนงาน และไม่จำเป็นต้องตลอดระยะเวลาโครงการ ทั้งนี้ หัวหน้าโครงการอาจพิจารณาจ่ายค่าตอบแทนเป็นงวด แทนการจ่ายรายเดือน โดยจ่ายเป็นเงินก้อนตามความก้าวหน้าของงาน เช่น หลังส่งรายงานความก้าวหน้า โดยต้องมีการตกลงรูปแบบและเงื่อนไขการจ่ายกับผู้ร่วมวิจัยล่วงหน้าอย่างชัดเจน
  • ควรหยุดจ่ายค่าตอบแทนนักวิจัยเป็นการชั่วคราว หากนักวิจัยไม่อยู่ปฏิบัติงานในโครงการเกินกว่า 30 วัน เช่น ไปอบรมหรือดูงานที่ไม่เกี่ยวข้องกับโครงการ ไปศึกษาต่อ หยุดปฏิบัติงานด้วยเหตุผลใด ๆ หรือไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงของโครงการ เช่น ไม่มีผลงานหรือไม่มีรายงานความก้าวหน้า ที่มีคุณภาพ โดยการพิจารณาหยุดจ่ายค่าตอบแทนให้อยู่ในดุลยพินิจของผู้รับทุนและหัวหน้าโครงการ และหากมีเงินค่าตอบแทนคงเหลือ ให้รายงานต่อหน่วยบริหารจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถการแข่งขัน

ค่าล่วงเวลา: จะไม่มีการจ่ายค่าล่วงเวลาให้แก่นักวิจัยที่ได้รับค่าตอบแทนส่วนนี้แล้ว

หมายเหตุ :

  1. การเปลี่ยนแปลงใดๆ ในหมวดค่าตอบแทน ต้องได้รับการอนุมัติจากหน่วยบริหารจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถการแข่งขัน ก่อนดำเนินการ
  2. การจ่ายค่าตอบแทนนักวิจัย หากจ่ายผ่านต้นสังกัดให้ใช้เอกสารตามระเบียบของต้นสังกัด หากเป็นการจ่ายโดยหัวหน้าโครงการให้ใช้ใบสำคัญรับเงิน และสำเนาบัตรประชาชนของผู้รับเงิน
  3. ในการรับเงินค่าตอบแทนในโครงการ ห้ามมิให้มีการลงนามรับเงินแทนกัน
  4. นักวิจัยและบุคลากรในโครงการที่ได้รับค่าตอบแทนจากโครงการวิจัยภายใต้เงินสนับสนุนทุนวิจัยของหน่วยบริหารจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถการแข่งขัน มีหน้าที่และความรับผิดชอบที่จะต้องแจ้งและเสียภาษีเงินได้ในส่วนนั้นตามกฎหมาย

จ่ายเงินรายเดือนให้แก่ผู้ช่วยนักวิจัย หรือลูกจ้างโครงการ แบบเต็มเวลา ตามคุณวุฒิ ประสบการณ์และอัตราเงินเดือนไม่เกินที่ระบุไว้ในข้อเสนอโครงการที่ได้รับอนุมัติ โดยค่าจ้างแตกต่างจากค่าใช้สอย ตรงที่ค่าจ้างจะจ่ายโดยใช้ เวลา เป็นฐาน (Time-based) เช่น ค่าจ้างผู้ช่วยนักวิจัย ส่วนค่าใช้สอยนั้นจะจ่ายโดยใช้ชิ้นงานเป็นฐาน (Task-based) คือ การเหมาจ่ายเป็นชิ้นงานเมื่อทำเสร็จ

  • นิสิตนักศึกษาที่ช่วยงานในโครงการ หัวหน้าโครงการอาจพิจารณาจ้างเป็นช่วง ๆ ตามระยะเวลาที่ทำงาน หรือจ้างเป็นรายเดือนก็ได้ หากจ้างเป็นรายเดือนให้ใช้เกณฑ์ตามวุฒิขั้นสุดท้ายเป็นอัตราเงินเดือนเต็มคูณด้วยสัดส่วนของเวลาการจ้าง เช่น 1/4 หรือ  1/3  หรือ 1/2 ของเวลาทำงาน โดยนิสิตนักศึกษาที่ยังมี Course work อยู่ ไม่ควรคิดเวลาการจ้างเกินครึ่งหนึ่งของเวลาเต็ม

ค่าล่วงเวลา: ไม่มีค่าล่วงเวลาสำหรับผู้ช่วยนักวิจัยที่ได้รับค่าจ้างแล้ว

หมายเหตุ :

  1. การเปลี่ยนแปลงใดๆ ในหมวดค่าจ้าง ต้องได้รับการอนุมัติจากหน่วยบริหารจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถการแข่งขันก่อนดำเนินการ
  2. การจ่ายค่าจ้างผู้ช่วยวิจัยที่จ้างผ่านต้นสังกัดให้ใช้เอกสารตามระเบียบของต้นสังกัด หากเป็นการจ้างโดยหัวหน้าโครงการให้ใช้ใบสำคัญรับเงิน และสำเนาบัตรประชาชนของผู้รับเงิน
  3. ในการรับเงินค่าจ้างในโครงการ ห้ามมิให้มีการลงนามรับเงินแทนกัน
  4. ผู้ช่วยนักวิจัยและบุคลากรในโครงการที่ได้รับค่าจ้าง จากโครงการวิจัยภายใต้เงินสนับสนุนทุนวิจัยของหน่วยบริหารจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถการแข่งขัน มีหน้าที่และความรับผิดชอบที่จะต้องแจ้งและเสียภาษีเงินได้ในส่วนนั้นตามกฎหมาย

ลักษณะค่าใช้จ่าย: เป็นรายจ่ายสำหรับสิ่งของที่ไม่คงทนถาวร มีอายุการใช้งานสั้น สิ้นเปลือง หมดไป หรือเปลี่ยนสภาพไปในระยะเวลาอันสั้น

ตัวอย่างที่เบิกได้: วัสดุสิ้นเปลืองสำหรับงานวิจัย สารเคมี สัตว์ทดลอง ฯลฯ

ข้อยกเว้นสำคัญ: หน่วยบริหารจัดการทุนฯ ไม่อนุมัติให้เบิก ค่าวัสดุสำนักงานทุกชนิด (เช่น กระดาษ หรือเครื่องเขียน เป็นต้น)

  • โปรแกรมคอมพิวเตอร์หรือซอฟต์แวร์ที่มีราคาหน่วยหนึ่งไม่เกิน 20,000 บาท ให้เบิกจ่ายในลักษณะค่าวัสดุ (ถ้าเกิน 20,000 บาท ถือเป็นครุภัณฑ์)
  • รายจ่ายดังต่อไปนี้ให้รวมไปในค่าวัสดุแล้ว
    • รายจ่ายเพื่อประกอบ ติดตั้ง ดัดแปลง ต่อเติม หรือปรับปรุงวัสดุ
    • รายจ่ายเพื่อจัดหาสิ่งของที่ใช้ในการซ่อมแซมบำรุงรักษาทรัพย์สินให้สามารถใช้งานได้ตามปกติ
    • รายจ่ายที่ต้องชำระพร้อมกับค่าวัสดุ เช่น ค่าขนส่ง ค่าภาษี ค่าประกันภัย

ลักษณะค่าใช้จ่าย: เป็นรายจ่ายในการจัดซื้อวัสดุ ครุภัณฑ์ เครื่องมือ ระบบ หรือการจัดจ้าง เพื่อนำมาสร้างและประกอบเป็นต้นแบบสำหรับใช้ตรวจวัด ทดสอบ หรือทดลองในงานวิจัย

เงื่อนไขสำคัญ: ต้นแบบที่จัดทำขึ้นจะต้อง ไม่มีการผลิตเพื่อการพาณิชย์อยู่แล้วในประเทศ

สถานะของต้นแบบ: ชิ้นงานต้นแบบที่ได้ จะถือเป็นผลงานวิจัยของโครงการนั้น ๆ

  • การจัดซื้อ-จัดจ้าง ให้เป็นไปตามสภาพสิ่งของและให้เป็นไปตามระเบียบของหน่วยงานผู้รับทุน
  • ผู้ให้ทุนร่วมจะต้องสนับสนุนทุนในลักษณะเป็นตัวเงิน (In-Cash) ไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 ของหมวดค่าจัดทำต้นแบบ

ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน การซื้อบริการ และการจ้างเหมาเป็นชิ้นงาน โดยให้ใช้อัตราตามระเบียบของหน่วยงานผู้รับทุน ซึ่งแบ่งรายละเอียดได้ดังนี้

  • ค่าจ้างเหมา (บริการ/ชิ้นงาน): เป็นการจ้างเหมาจ่ายเมื่อส่งมอบงาน เช่น ทำหรือซ่อมอุปกรณ์ จัดทำต้นแบบ เช่ารถ ฯลฯ
    • เงื่อนไข: ต้องมีผู้ตรวจรับงาน (เช่น หัวหน้าโครงการ หรือคณะกรรมการ) ลงนามตรวจรับในใบเสร็จก่อนจ่ายเงินเสมอ
  • ค่าจ้างวิเคราะห์ตัวอย่าง: สำหรับกรณีที่โครงการไม่สามารถวิเคราะห์เองได้ ต้องใช้เครื่องมือภายนอก
    • เงื่อนไข: ต้องระบุชนิดการวิเคราะห์ จำนวนตัวอย่าง และสถานที่ที่จะนำไปวิเคราะห์ให้ชัดเจน
  • ค่าเดินทางระหว่างปฏิบัติงาน: สำหรับการเดินทางเพื่อทำวิจัย (ค่าเดินทาง ที่พัก เบี้ยเลี้ยง)
    • เงื่อนไข: แจกแจงรายละเอียดและระบุจำนวนครั้งที่เดินทาง เพื่อให้สอดคล้องและเปรียบเทียบกับแผนงานได้
  • ค่าตอบแทนที่ปรึกษา (เฉพาะโครงการที่มีความจำเป็นต้องมีที่ปรึกษา): ควรจ่ายค่าตอบแทนเป็นรายครั้งที่มาให้คำปรึกษา หรือเมื่อทำงานบางชิ้นให้กับโครงการสำเร็จ หรือตามงานที่ทำจริงในทุกเดือน ตามชิ้นงาน หรือตามวันที่ทำจริง (Man-day)
    • เงื่อนไข: ค่าตอบแทนนี้จะไม่รวมค่าเดินทาง ที่พัก และเบี้ยเลี้ยงของที่ปรึกษา (ค่าใช้จ่ายส่วนเดินทางต้องเบิกแยกต่างหากในหมวดค่าใช้สอย)
  • ค่าเดินทางต่างประเทศ: หน่วยบริหารจัดการทุนฯ ไม่อนุมัติและไม่สนับสนุนงบส่วนนี้ “โดยขอให้ผู้ให้ทุนร่วมเป็นผู้รับผิดชอบ 100%” และต้องระบุเหตุผลความจำเป็นให้ชัดเจน

ลักษณะค่าใช้จ่าย: ใช้สำหรับเช่าพื้นที่และตกแต่งบูธแสดงสินค้า, จัดกิจกรรมทดสอบตลาดหรือเปิดตัวสินค้า (Product Launch / Focus Group) และทำสื่อประชาสัมพันธ์แบบเจาะจงกลุ่มเป้าหมาย (เช่น Brochure, B2B Video)

เงื่อนไขการสนับสนุน: หน่วยบริหารจัดการทุนฯ ไม่สนับสนุนค่าใช้จ่ายหมวดนี้ โดยกำหนดให้ “โดยขอให้ผู้ให้ทุนร่วมเป็นผู้รับผิดชอบ 100%”

เพดานค่าใช้จ่าย: ต้องตั้งงบไม่เกิน 10% ของเงินสดสมทบ (In-Cash) จากผู้ให้ทุนร่วม (โดยคำนวณจากยอดที่หักค่าครุภัณฑ์, ค่าเดินทางต่างประเทศ, ค่าจัดนิทรรศการ และค่าประชุม/อบรม/สัมมนาออกแล้ว)

ข้อห้ามในการนำงบไปใช้จ่าย

  • ห้ามการจ่ายเงินในการโฆษณาออนไลน์แบบหว่าน (Non-targeted Ads) ที่ไม่มีการวัดผล สื่อโฆษณามวลชน (Mass Media) เช่น ทีวี, วิทยุ, ป้าย Billboard
  • การจ้าง Influencer หรือดารา/คนดัง มารีวิวสินค้า

ลักษณะค่าใช้จ่าย: สิ่งของคงทนถาวร อายุการใช้งานยาวนาน และสามารถซ่อมแซมได้เมื่อชำรุด

เงื่อนไขการสนับสนุน: หน่วยบริหารจัดการทุนฯ ไม่สนับสนุนงบส่วนนี้ โดยกำหนดให้ โดยขอให้ผู้ให้ทุนร่วมเป็นผู้รับผิดชอบ 100% ซึ่งต้องระบุความจำเป็นให้ชัดเจน พร้อมแนบสเปก (Specification) และใบเสนอราคาอย่างน้อย 3 ราย

เกณฑ์ซอฟต์แวร์: โปรแกรม/ซอฟต์แวร์ที่ราคาเกิน 20,000 บาท/หน่วย ถือเป็นครุภัณฑ์ (หากไม่เกิน ให้เบิกในลักษณะค่าวัสดุ)

ครุภัณฑ์ราคาสูง (เกิน 500,000 บาท): ต้องมีเอกสารประกอบคือ 1. ขอบเขตการจัดหา (TOR) 2. สเปก 3. ใบเสนอราคา และ ต้องได้รับอนุมัติจากหน่วยบริหารจัดการทุนฯ ก่อนเบิกจ่ายเสมอ

การตั้งงบและเงินทอน: อนุมัติเป็นรายชิ้น ไม่สามารถถัวเฉลี่ยกับรายการอื่นได้ หากมีเงินเหลือต้องส่งคืน จึงควรคำนวณงบให้ครอบคลุมค่าใช้จ่ายแฝงทั้งหมด (ค่าขนส่ง ภาษี ศุลกากร ประกันภัย ติดตั้ง)

การซื้อจากต่างประเทศ: ใช้ใบเสร็จจากผู้ขายต่างประเทศหรือ Proforma Invoice ได้ โดยเบิกตามอัตราแลกเปลี่ยนจริงของธนาคาร (ต้องมีหลักฐานแนบ)

กรรมสิทธิ์และการรายงาน: ครุภัณฑ์ถือเป็นกรรมสิทธิ์ของ “ผู้รับทุน” เมื่อจบโครงการต้องรายงานรายการและสภาพให้หน่วยบริหารจัดการทุนฯ ทราบ และบันทึกลงในระบบ NRIIS

ระยะเวลาจัดซื้อ: ต้องจัดซื้อให้เสร็จภายใน 6 เดือน หลังเซ็นสัญญา หากทำไม่ได้ต้องรีบทำหนังสือแจ้งหน่วยงานโดยเร็ว

หมายเหตุ :

  1. หัวหน้าโครงการไม่สามารถทำการปรับเปลี่ยนรายการและงบประมาณครุภัณฑ์เพิ่มจากข้อเสนอโครงการที่ได้รับอนุมัติได้ เว้นแต่มีเหตุจำเป็นให้ทำหนังสือจากต้นสังกัดชี้แจงสาเหตุเพื่อขออนุมัติจากหน่วยบริหารจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถการแข่งขัน เมื่อได้รับการอนุมัติแล้วจึงสามารถปรับเปลี่ยนรายการและงบประมาณหมวดนี้ได้
  2. ถ้ามีการใช้ประโยชน์จากครุภัณฑ์ เช่น ให้บริการ รายได้จากการให้บริการให้เป็นของผู้รับทุน แต่ให้แจ้งในรายงานผลการดำเนินงาน

ค่าบำรุงเพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งทางวิชาการของสถาบัน เช่น การพัฒนาบุคลากรเชิงวิชาการทั้งระยะสั้นและระยะยาว การปรับปรุงสถานที่และอุปกรณ์ การสอนหรือการวิจัย หรือสร้างเครือข่ายทางวิชาการทั้งในและระหว่างประเทศ และค่าสาธารณูปโภค เป็นต้น ซึ่งจัดสรรให้แก่หน่วยงานต้นสังกัดของหัวหน้าโครงการ ได้แก่ สถาบันการศึกษาทั้งรัฐและเอกชน สถาบันวิจัย หน่วยงานของรัฐ และองค์กรที่ไม่แสวงหากำไร ในจำนวนไม่เกินร้อยละ 10 ของเงินทุน (งบประมาณรวม In-Cash) ของโครงการที่หักค่าครุภัณฑ์ ค่าเดินทางต่างประเทศ ค่าจัดนิทรรศการ ค่าจัดประชุม / อบรม / สัมมนา หรืออื่น ๆ ทีเกี่ยวข้องแล้ว

หมายเหตุ:

  1. ผู้ให้ทุนร่วมต้องสนับสนุนค่าบำรุงสถาบันของโครงการให้แก่ผู้รับทุน โดยถือเป็นทุนสนับสนุนในลักษณะเป็นตัวเงิน (In-cash) ของผู้ให้ทุนร่วม
  2. ค่าบำรุงสถาบันของโครงการที่เป็นเงินทุนของผู้ให้ทุนร่วม จะเบิกจ่ายให้แก่ผู้รับทุนพร้อมกับเงินงวดของโครงการ
  3. ค่าบำรุงสถาบันของโครงการที่เป็นเงินทุนของหน่วยบริหารจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถการแข่งขัน จะเบิกจ่ายในเงินงวดสุดท้ายภายหลังจากโครงการดำเนินการเสร็จสิ้น
  4. หากโครงการมีผู้ร่วมโครงการจากหลายหน่วยงาน การจ่ายเงินดังกล่าวจะจ่ายให้แก่หน่วยงานผู้รับทุน ซึ่งเป็นต้นสังกัดของหัวหน้าโครงการเท่านั้น เว้นแต่จะมีการตกลงกันเป็นอย่างอื่นเป็นลายลักษณ์อักษร ซึ่งเมื่อรวมแล้วต้องไม่เกินร้อยละ 10 ของงบดำเนินการโครงการ

บพข. แบ่งงวดเงินให้สอดคล้องกับแผนการดำเนินงาน และระเบียบการใช้งบประมาณ2 กรณี ดังนี้

กรณีที่ 1 โครงการระยะเวลา 12 เดือน (3 งวด)

งวดที่เงื่อนไขการเบิกจ่ายเงินทุนจาก หน่วยบริหารจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถการแข่งขันเงินทุนจากเอกชน (In-Cash)
งวดที่ 1หลังลงนามในสัญญา 30 วัน≥ 50%≥ 50%
งวดที่ 2รายงานความก้าวหน้า (เดือนที่ 1-6)
ได้รับความเห็นชอบจาก หน่วยบริหารจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถการแข่งขัน แล้ว
≤ 40%≤ 50%
งวดสุดท้ายรายงานฉบับสมบูรณ์ (เดือนที่ 6-12)
ได้รับความเห็นชอบจาก หน่วยบริหารจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถการแข่งขัน แล้ว
10%

กรณีที่ 2 โครงการระยะเวลา 18 เดือน (4 งวด)

งวดที่เงื่อนไขการเบิกจ่ายเงินทุนจาก หน่วยบริหารจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถการแข่งขันเงินทุนจากเอกชน (In-Cash)
งวดที่ 1หลังลงนามในสัญญา 30 วัน≥ 50%≥ 50%
งวดที่ 2รายงานความก้าวหน้า ครั้งที่ 1 (เดือนที่ 1-6)
ได้รับความเห็นชอบจาก หน่วยบริหารจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถการแข่งขัน แล้ว
≤ 20%≤ 50%
งวดที่ 3รายงานความก้าวหน้า ครั้งที่ 2 (เดือนที่ 6-12)
ได้รับความเห็นชอบจาก หน่วยบริหารจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถการแข่งขัน แล้ว
≤ 20%
งวดสุดท้ายรายงานฉบับสมบูรณ์ (เดือนที่ 12-18)
ได้รับความเห็นชอบจาก หน่วยบริหารจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถการแข่งขัน แล้ว
10%

ในกรณีที่จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนหมวดงบประมาณ บพข.ไม่อนุญาตให้ทำการถัวเฉลี่ยงบประมาณ เว้นแต่มีความจำเป็นสามารถดำเนินการได้ ดังนี้

การปรับภายในหมวดเดียวกัน (หมวดค่าใช้สอย หรือ หมวดค่าวัสดุ): หัวหน้าโครงการปรับเพิ่มหรือลดได้ ไม่เกินร้อยละ 20 ของงบประมาณรายการที่รับเงินเข้า

การปรับข้ามหมวด (ระหว่างหมวดค่าใช้สอย กับ หมวดค่าวัสดุ): ปรับข้ามกันได้ ไม่เกินร้อยละ 15 ของงบประมาณหมวดที่รับเงินเข้า (โดยต้องแจ้งการเปลี่ยนแปลงนี้ในรายงานความก้าวหน้าและรายงานฉบับสมบูรณ์)

กรณีปรับเกินเกณฑ์: หากต้องการปรับเกินร้อยละ 20 หรือ 15 ตามที่ระบุข้างต้น ต้องทำหนังสือขออนุมัติจากหน่วยบริหารจัดการทุนฯ (ลงนามโดยผู้มีอำนาจ) ก่อนดำเนินการ

หมวดที่ต้องขออนุมัติก่อนเสมอ: การเปลี่ยนแปลงงบใน หมวดค่าตอบแทน, ค่าจ้าง, ค่าครุภัณฑ์ และค่าบำรุงสถาบัน จะปรับเองไม่ได้ ต้องทำหนังสือขออนุมัติจากบพข. ก่อนดำเนินการทุกกรณี

งบประมาณหมวดค่าใช้สอยรวม 300,000 บาท

  • ค่าจ้างวิเคราะห์ทดสอบ 200,000 บาท
  • ค่าเดินทาง 100,000 บาท

สามารถโอนค่าเดินทางไปยังค่าจ้างวิเคราะห์ทดสอบได้เท่ากับ ร้อยละ 20 x 200,000 = 40,000 บาท

  • งบประมาณหมวดค่าใช้สอย 300,000 บาท
  • งบประมาณหมวดค่าวัสดุ 500,000 บาท

สามารถโอนหมวดค่าวัสดุไปยังหมวดค่าใช้สอยได้เท่ากับ ร้อยละ 15 x 300,000 = 45,000 บาท

การรายงานทางการเงินคือการสรุปผลการใช้จ่ายงบประมาณของโครงการ เพื่อความโปร่งใสและตรวจสอบได้ โดยผู้รับทุนต้องปฏิบัติตามแนวทางดังต่อไปนี้การรายงานทางการเงินคือการสรุปผลการใช้จ่ายงบประมาณของโครงการ เพื่อความโปร่งใสและตรวจสอบได้ โดยผู้รับทุนต้องปฏิบัติตามแนวทางดังต่อไปนี้

การจัดทำรายงานการเงิน ควรแบ่งเป็นงวด ๆ ตามหมวดที่ระบุไว้ในสัญญาให้ทุน โดยมีรายละเอียดตามที่หน่วยบริหารจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถการแข่งขัน กำหนด ทั้งนี้ ต้องส่งรายงานบัญชี รายรับ-รายจ่าย ตามมาตรฐานทางบัญชีและต้องมีการตรวจสอบโดยผู้ตรวจสอบที่ได้รับอนุญาตตามกฎหมาย

  • เอกสารสรุปรายงานการเงิน เป็นการแสดงยอดรายรับ-รายจ่าย-เงินคงเหลือของงบประมาณที่ได้รับในแต่ละงวดให้หน่วยบริหารจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถการแข่งขันทราบ รวมถึงประมาณการค่าใช้จ่ายงวดต่อไป แนบมาพร้อมกับรายงานความก้าวหน้า/ รายงานฉบับสมบูรณ์ (ตัวอย่างรายงานสรุปการเงิน ตามเอกสารแนบหมายเลข 4)   
  • ค่าใช้จ่ายงวดต่อไปที่ประมาณการนี้ จะต้องรวมทั้งค่าใช้จ่ายที่จะเกิดขึ้นใหม่ และค่าใช้จ่ายที่เป็นหนี้ผูกพันมาจากงวดก่อนด้วย เช่น ผู้รับทุนได้จัดซื้อสินค้าและมีหลักฐานการจัดซื้อแล้ว โดยยังไม่ได้ชำระค่าสินค้าเนื่องจากอยู่ระหว่างการจัดส่งของผู้ขาย ให้ถือเป็นค่าใช้จ่ายที่ผูกพันไว้แล้ว (Committed expenditures) ซึ่งต้องรวมในประมาณการค่าใช้จ่ายในงวดต่อไปด้วย
  • ในการจัดทำรายงานฉบับสมบูรณ์ ให้ผู้รับทุนรายงานรายละเอียดค่าใช้จ่ายส่วนสนับสนุนในรูปแบบที่ไม่ใช่ตัวเงิน (In-kind) ด้วย
  • รวบรวมข้อมูลการใช้จ่ายทั้งหมด
  • ตรวจสอบความถูกต้องของเอกสาร
  • สรุปยอดการใช้จ่ายตามหมวดงบประมาณ
  • จัดทำรายงานตามรูปแบบที่กำหนด
  • ส่งพร้อมรายงานความก้าวหน้า/ รายงานฉบับสมบูรณ์ ตามระยะเวลา

การใช้จ่ายเงินทุนต้องเป็นไปตาม ระเบียบการเงิน บัญชี และพัสดุ ของผู้รับทุน รวมถึงการเบิกจ่ายเงินของโครงการ ต้องได้รับความเห็นชอบจากหัวหน้าโครงการหรือผู้ที่หัวหน้าโครงการมอบหมาย และให้เจ้าหน้าที่การเงินตรวจสอบความถูกต้องครบถ้วนก่อนเสนอให้มีการสั่งจ่าย โดยการเบิกจ่ายต้องมีหลักฐานครบถ้วนโดยใช้ “ใบเสร็จรับเงิน” เป็นหลัก

  • ใบเสร็จรับเงินที่เบิกจ่ายภายใต้โครงการได้ จะต้องอยู่ภายในช่วงระยะเวลาตั้งแต่วันเริ่มต้นโครงการจนถึงวันสิ้นสุดระยะเวลาการดำเนินงานโครงการตามที่ระบุในสัญญา 
  • กรณีร้านค้าใช้เป็นบิลเงินสด ต้องระบุชื่อร้านค้า ที่อยู่ และเลขผู้เสียภาษีของร้าน หากข้อมูลดังกล่าวไม่ครบถ้วนต้องแนบสำเนาบัตรประชาชนของผู้รับเงิน

การติดตามความก้าวหน้าเป็นกระบวนการตรวจสอบสถานะและความสำเร็จของกิจกรรมในแต่ละช่วงเวลา เพื่อเปรียบเทียบกับแผนงานที่กำหนดไว้ ซึ่งในขั้นตอนการดำเนินโครงการนั้น หัวหน้าโครงการและทีมวิจัยจะต้องนำแผนงานและงบประมาณที่ได้รับอนุมัติไปปฏิบัติจริงให้เกิดประโยชน์สูงสุด

การขับเคลื่อนกิจกรรม: ดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ ให้เป็นไปตามแผนงานที่ระบุไว้ในข้อเสนอโครงการอย่างเคร่งครัด

การบริหารทรัพยากร: บริหารจัดการทั้งทรัพยากร บุคลากร และงบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพ

มาตรฐานในการทำงาน:

  • ความโปร่งใส: ทุกขั้นตอนต้องโปร่งใสและสามารถตรวจสอบได้
  • ความถูกต้องและคุ้มค่า: คำนึงถึงความถูกต้องของข้อมูล ควบคู่ไปกับการใช้ทรัพยากรให้คุ้มค่าที่สุด
  • การควบคุมคุณภาพ: มีการควบคุมคุณภาพของงานวิจัยอย่างเป็นระบบ เพื่อให้ผลการวิจัยมีความน่าเชื่อถือและบรรลุวัตถุประสงค์หลักของโครงการ

หัวหน้าโครงการมีหน้าที่หลักในการติดตามและประเมินผลโครงการ โดยร่วมกับทีมวิจัยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้โครงการบรรลุวัตถุประสงค์และผลลัพธ์ตามที่กำหนดไว้

การติดตามเป็นกระบวนการตรวจสอบการดำเนินงานของโครงการในแต่ละช่วงเวลา เพื่อให้ทราบถึงสถานะของกิจกรรมและความสำเร็จของโครงการเมื่อเปรียบเทียบกับแผนที่กำหนดไว้ โดยมีแนวทางการติดตามความก้าวหน้า ดังนี้

  • ตรวจสอบความก้าวหน้าของกิจกรรมตามแผนงาน  
  • เปรียบเทียบผลการดำเนินงานกับตัวชี้วัด (Key Performance Indicators: KPIs)
  • ติดตามการใช้จ่ายงบประมาณให้เป็นไปตามแผน
  • ตรวจสอบความครบถ้วนของเอกสารโครงการ
  • บันทึกผลการติดตามความก้าวหน้าอย่างเป็นระบบ

เมื่อเกิดปัญหา/ล่าช้าทีมวิจัยต้องแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ เพื่อลดความเสี่ยงและให้โครงการเดินหน้าต่อได้หากประเมินแล้วว่าแผนเดิมอาจไม่บรรลุเป้าหมาย สามารถวางแผนงานใหม่ให้เหมาะสมได้ แต่ต้องไม่กระทบต่อเป้าหมายและวัตถุประสงค์หลักในสัญญา

ขั้นตอนการขอปรับแผน:

  1. ทำหนังสือชี้แจงเหตุผลพร้อมเสนอแผนใหม่ ส่งถึง บพข. โดยให้ผู้มีอำนาจลงนามในสัญญาเป็นผู้ลงชื่อ
  2. การปรับงบประมาณ (ถ้ามี) ต้องอยู่ภายใต้กรอบงบประมาณเดิมเป็นหลัก
  3. จะเริ่มทำตามแผนใหม่ได้ ต่อเมื่อได้รับหนังสืออนุมัติจาก บพข. แล้วเท่านั้น

การปรับเปลี่ยนแผนการดำเนินงาน จะต้องดำเนินการก่อนวันสิ้นสุดระยะเวลาของโครงการเท่านั้น (ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://pmuc.or.th/form-for-requesting-any-changes/)

โดยปกติสัญญากำหนดให้เสร็จตามเวลา แต่หากมีเหตุจำเป็น สามารถขอขยายเวลาได้ ไม่เกิน 2 ครั้ง (ครั้งละไม่เกิน 6 เดือน) การอนุมัติขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของ บพข. และแจ้งผลการพิจารณาให้ทราบเป็นหนังสือ หากได้รับอนุมัติให้ขยายระยะเวลาดำเนินโครงการแล้วจึงสามารถดำเนินงานต่อ

  • กำหนดเวลาในการยื่นเรื่อง: ต้องทำเรื่องขอก่อนวันสิ้นสุดโครงการไม่น้อยกว่า 30 วัน
  • ด้านงบประมาณ: ระยะเวลาที่ขอขยาย ต้องไม่เกินกำหนดเวลาเบิกจ่ายงบประมาณตามที่ระบุไว้ในใบคำรับรอง (MOA) ของปีงบประมาณนั้น ๆ

ขั้นตอนการดำเนินการ

  1. จัดทำหนังสือถึง บพข. ลงนามโดยผู้มีอำนาจ พร้อมระบุเหตุผลความจำเป็น
  2. แนบเอกสารสำคัญ: เสนอแผนงานช่วงที่ขอขยายเวลา (ใช้แบบฟอร์มตามเอกสารแนบหมายเลข 8) และต้องแจ้งให้ผู้ให้ทุนร่วมทราบร่วมด้วย
  3. รอผลการอนุมัติ: ต้องได้รับหนังสืออนุมัติอย่างเป็นทางการจาก บพข. ก่อน จึงจะดำเนินงานต่อตามกำหนดเวลาใหม่ได้

ยุติโครงการโดย “ไม่ใช่” ความผิดของผู้รับทุน

  • สาเหตุ: เกิดจากปัญหาทางเทคนิค, เหตุสุดวิสัย, หรือกฎหมาย/คำสั่งรัฐ ทำให้โครงการไม่สามารถสำเร็จตามวัตถุประสงค์ได้ และไม่มีเหตุผลที่จะขยายเวลาต่อ
  • สิ่งต้องทำเมื่อ บพข. มีหนังสือสั่งยุติโครงการ:
    1. ส่งรายงาน: ส่งรายงานสรุปผลการดำเนินโครงการภายใน 30 วัน
    2. คืนเงิน: คืน “เงินทุนคงเหลือ” ทั้งหมดให้ บพข. ภายใน 30 วัน นับจากวันที่ได้รับหนังสือ

ยุติโครงการโดย “เป็น” ความผิดของผู้รับทุน

  • สาเหตุ: ผู้รับทุนหรือหัวหน้าโครงการบกพร่อง ไม่เอาใจใส่ในวิชาชีพเท่าที่ควร จนเห็นชัดว่าโครงการไม่สามารถสำเร็จได้ และไม่มีเหตุผลที่จะขยายเวลาต่อ
  • สิ่งต้องทำเมื่อ บพข. มีหนังสือสั่งยุติโครงการ:
    1. ส่งรายงาน: ส่งรายงานสรุปผลการดำเนินโครงการภายใน 30 วัน
    2. คืนเงิน: ต้องคืน “เงินสนับสนุนทั้งหมดที่ได้รับไปแล้วเต็มจำนวน” (หรือบางส่วนตามที่ บพข. พิจารณา) ภายใน 30 วัน
    3. คืนของ (ถ้ามี): อาจต้องส่งมอบ “ครุภัณฑ์” ที่จัดซื้อด้วยเงินทุนคืนให้ บพข. ภายใน 30 วัน เช่นกัน

เป็นหลักฐานแสดงความก้าวหน้า ความสำเร็จ และการใช้จ่ายงบประมาณ เพื่อสื่อสารให้กับ 3 หน่วยงานหลัก คือ บพข. หน่วยงานต้นสังกัด, และผู้ให้ทุนร่วม เพื่อให้สามารถติดตามและประเมินผลได้อย่างมีประสิทธิภาพเป็นหน้าที่ของหัวหน้าโครงการที่จะต้องจัดทำรายงานให้ถูกต้อง ครบถ้วน สะท้อนความเป็นจริง และส่งตามเวลาที่กำหนดในสัญญา 2 ประเภท ได้แก่ รายงานความก้าวหน้า (Progress Report) และ รายงานฉบับสมบูรณ์ (Final Report)

รายงานความก้าวหน้า เพื่อให้ บพข. ใช้ติดตามสถานะและประเมินความก้าวหน้าของโครงการ กำหนดการส่ง (ตามระยะเวลาโครงการ):

  • โครงการ 12 เดือน: ส่ง 1 ครั้ง (สรุปผลการดำเนินงานช่วงเดือนที่ 1–6)
  • โครงการ 18 เดือน: ส่ง 2 ครั้ง
    • ครั้งที่ 1: ช่วงเดือนที่ 1–6
    • ครั้งที่ 2: ช่วงเดือนที่ 7–12
  • เมื่อ บพข. เห็นชอบรายงานแล้ว หัวหน้าโครงการต้องนำข้อมูลรายงานความก้าวหน้านี้ไปบันทึกเข้าระบบ ระบบข้อมูลสารสนเทศวิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ National Research and Innovation Information System (NRIIS) (ตัวอย่างแบบฟอร์มรายงานความก้าวหน้า ตามเอกสารแนบหมายเลข 9)

รายงานฉบับสมบูรณ์เป็นรายงานที่จัดทำขึ้นเมื่อสิ้นสุดการดำเนินงานของโครงการ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสรุปผลการดำเนินงานทั้งหมดของโครงการ ใช้สรุปผลงานวิจัยทั้งหมดเมื่อสิ้นสุดโครงการ เป็นหลักฐานสำคัญในการปิดโครงการ และใช้เผยแพร่เพื่อนำไปใช้ประโยชน์

กำหนดการส่ง: ต้องส่งภายในเวลาที่สัญญากำหนด (ตัวอย่างแบบฟอร์มรายงานฉบับสมบูรณ์ ตามเอกสารหมายเลข 10) กรณีได้ขยายเวลาโครงการ: ให้ถือเอาวันสุดท้ายของระยะเวลาที่ขยาย เป็นวันครบกำหนดส่งรายงาน

ขั้นตอนหลังได้รับอนุมัติ: หัวหน้าโครงการต้องนำรายงานไปบันทึกเข้าระบบ NRIIS เพื่อเผยแพร่บนอินเทอร์เน็ตให้ผู้ที่สนใจนำไปใช้ประโยชน์ (ยกเว้นข้อมูลที่ต้องปกปิดเป็นความลับ)

ทั้งนี้ ระยะเวลาการส่งมอบรายงานการดำเนินงานโครงการฉบับสมบูรณ์ มีผลกระทบต่อการจ่ายเงินงวดสุดท้ายของโครงการ ดังนี้

1. หากผู้รับทุนส่งมอบรายงานการดำเนินงานโครงการฉบับสมบูรณ์ ภายในระยะเวลาที่กำหนด หน่วยบริหารจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถการแข่งขันจะจ่ายเงินทุนงวดสุดท้ายให้กับผู้รับทุนเต็มจำนวน

2. หากผู้รับทุนส่งมอบรายงานการดำเนินงานโครงการฉบับสมบูรณ์ ล่าช้ากว่าระยะเวลาที่กำหนด
แต่ไม่เกิน 180 วัน นับตั้งแต่วันถัดจากวันที่สิ้นสุดระยะเวลาการดำเนินงานโครงการตามสัญญานี้ ให้ถือว่าผู้รับทุน ส่งงานล่าช้า ผู้รับทุนยินยอมให้หน่วยบริหารจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถการแข่งขันลดเงินทุนงวดสุดท้ายลงครึ่งหนึ่ง

3. หากผู้รับทุนส่งมอบรายงานการดำเนินงานโครงการฉบับสมบูรณ์ ล่าช้ากว่า 180 วัน นับตั้งแต่
วันถัดจากวันที่สิ้นสุดระยะเวลาการดำเนินงานโครงการตามสัญญานี้หน่วยบริหารจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถการแข่งขัน จะระงับการจ่ายเงินทุนงวดสุดท้ายให้แก่ผู้รับทุน

เป็นการนำส่งผลผลิตของโครงการให้ผู้ให้ทุน/ผู้ให้ทุนร่วมตามสัญญา ซึ่งการส่งมอบที่ครบถ้วนและตรงเวลาเป็นเงื่อนไขสำคัญในการปิดโครงการอย่างสมบูรณ์ หัวหน้าโครงการมีหน้าที่หลักในการส่งมอบผลงานและรปิดโครงการให้เสร็จสมบูรณ์ ภายในระยะเวลาที่กำหนด และต้องตรวจสอบให้มั่นใจว่าโครงการได้ดำเนินการครบถ้วนตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้ โดยได้รับความเห็นชอบจาก บพข. จะมีหนังสือแจ้งปิดโครงการถึงผู้รับทุน

หัวหน้าโครงการต้องดำเนินการรายงานข้อมูลผลการดำเนินโครงการพร้อมแนบไฟล์ที่เกี่ยวข้องและกดแจ้งปิดโครงการในระบบ NRIIS

ดำเนินงานและ ปิดโครงการสำหรับนักวิจัยได้ที่

https://www.nxpo.or.th/DownloadManualClose)

การปิดบัญชีโครงการเป็นกระบวนการสรุปรายรับและรายจ่ายของโครงการ เพื่อให้มั่นใจว่าการใช้จ่ายงบประมาณเป็นไปตามแผนที่ได้รับอนุมัติ ในกรณีที่มีดอกเบี้ยเกิดขึ้นจากการบัญชีรับทุนของโครงการ ต้องดำเนินการคืนดอกเบี้ยดังกล่าวให้แก่ บพข.และผู้ให้ทุนร่วม ตามสัดส่วนการสนับสนุนเงินทุน ภายใน 30 วัน

โดยโอนเงินคืนให้หน่วยบริหารจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถการแข่งขัน ผ่านทาง ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ชื่อบัญชี “กองทุน ววน.-บพข. โดย รวพ.” เลขบัญชี 162-0-56477-7 สาขาจามจุรีสแควร์

เมื่อโอนเงินแล้วแจ้งผ่านทางอีเมล pmuc@nxpo.or.th เพื่อออกใบเสร็จรับเงินเป็นหลักฐานการรับเงินต่อไป การปิดบัญชีโครงการต้องดำเนินการอย่างถูกต้อง โปร่งใส และสามารถตรวจสอบได้

ในกรณีที่มีงบประมาณคงเหลือหลังจากดำเนินโครงการเสร็จสิ้น หัวหน้าโครงการต้องดำเนินการคืนเงินคงเหลือจากการดำเนินงานโครงการให้แก่ บพข.และผู้ให้ทุนร่วม ตามสัดส่วนการสนับสนุนเงินทุน ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ผู้รับทุนได้รับหนังสือแจ้งปิดโครงการ

โดยโอนเงินคืนให้หน่วยบริหารจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถการแข่งขัน ผ่านทาง ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ชื่อบัญชี “กองทุน ววน.-บพข. โดย รวพ.” เลขบัญชี 162-0-56477-7 สาขาจามจุรีสแควร์

เมื่อโอนเงินแล้วแจ้งผ่านทางอีเมล pmuc@nxpo.or.th เพื่อออกใบเสร็จรับเงินเป็นหลักฐานการรับเงินต่อไป การคืนเงินคงเหลือต้องดำเนินการภายในระยะเวลาที่กำหนด เพื่อให้การปิดโครงการเป็นไปอย่างสมบูรณ์

การรายงานข้อค้นพบใหม่เป็นขั้นตอนสำคัญในการบริหารจัดการผลงานวิจัยและนวัตกรรม โดยเฉพาะข้อค้นพบที่อาจนำไปสู่ทรัพย์สินทางปัญญา หรือสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์หรือสาธารณะ การรายงานข้อค้นพบใหม่ควรดำเนินการให้สอดคล้องกับแนวทางของ TRIUP Act นักวิจัยและผู้รับทุนมีหน้าที่รายงานข้อค้นพบใหม่ที่เกิดขึ้นจากงานวิจัยให้แก่ บพข. เพื่อพิจารณาดำเนินการด้านทรัพย์สินทางปัญญาและการใช้ประโยชน์ผลงานวิจัย โดยควรดำเนินการดังนี้

1. นักวิจัยรายงานข้อค้นพบใหม่ต่อหน่วยงานต้นสังกัดโดยเร็วเมื่อเกิดข้อค้นพบใหม่

2. ผู้รับทุนจัดทำเอกสารรายงานเปิดเผยข้อค้นพบใหม่ตามแบบฟอร์มของในระบบ https://triup.tsri.or.th

3. หลีกเลี่ยงการเผยแพร่ข้อมูลต่อสาธารณะก่อนการพิจารณาด้านทรัพย์สินทางปัญญา

หากผู้รับทุนมีความประสงค์จะเป็นเจ้าของผลงานวิจัยและนวัตกรรม ผู้รับทุนต้องดำเนินการยื่นแบบฟอร์มแจ้งความประสงค์ขอเป็นเจ้าของผลงานวิจัยและนวัตกรรม พร้อมทั้งแนบแผนและกลไกการใช้ประโยชน์เสนอต่อ บพข. เพื่อดำเนินการออกใบรับรองความเป็นเจ้าของผลงานวิจัยและนวัตกรรมให้แก่ผู้รับทุน ฯ ภายในระยะเวลา 1 ปี นับแต่วันที่ได้มีการส่งรายงานการเปิดเผยผลงานฯ นั้น

1. การแจ้งขอเป็นเจ้าของผลงาน:

  • ต้องจัดทำและยื่นแบบแจ้งความประสงค์ขอเป็นเจ้าของผลงานวิจัยและนวัตกรรม พร้อมแนบเอกสารที่เกี่ยวข้องผ่านระบบ https://triup.tsri.or.th ตามเวลาที่กำหนด
  • กรณีมีผู้รับทุนหลายราย: ต้องระบุสัดส่วนหรือข้อตกลงความเป็นเจ้าของร่วมกันให้ชัดเจน

2. การบันทึกและจัดเก็บข้อมูล:

  • ผู้รับทุนต้องบันทึกและจัดเก็บข้อมูล โดยเฉพาะอย่างยิ่งแผนและกลไกในการนำผลงานวิจัย ไปใช้ประโยชน์ ซึ่งต้องดำเนินการเก็บข้อมูลไว้เป็นความลับ เพื่อนำไปดำเนินการด้านสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาในขั้นตอนการบริหารจัดการผลงานวิจัยและนวัตกรรม

1. กรณี “ไม่มี” ผู้ให้ทุนร่วม

  • สิทธิ์ในผลงาน: ตกเป็นของผู้รับทุนโดยตรง
  • เงื่อนไขสำคัญ: ผู้รับทุนจะได้สิทธิ์นี้ก็ต่อเมื่อ ทำเรื่องแจ้ง บพข. เป็นลายลักษณ์อักษร เพื่อเปิดเผยผลงานและแสดงความประสงค์ขอเป็นเจ้าของ พร้อมส่งแผนการนำผลงานไปใช้ประโยชน์ ภายในระยะเวลา 1 ปี นับจากวันที่เปิดเผยผลงาน

2. กรณี “มี” ผู้ให้ทุนร่วม

  • สิทธิ์ในผลงาน: ให้เป็นไปตามข้อตกลงที่ระบุไว้ในสัญญา
  • เงื่อนไขสำคัญ: แม้จะมีผู้ร่วมทุน แต่ผู้รับทุนยังคงมีหน้าที่เหมือนเดิม คือต้องแจ้ง บพข. เป็นลายลักษณ์อักษรเพื่อเปิดเผยผลงาน แสดงความประสงค์ขอเป็นเจ้าของ และส่งแผนการใช้ประโยชน์ผลงานภายในเวลา 1 ปี รวมถึงต้องปฏิบัติตามกฎหมายและระเบียบอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องร่วมด้วย

บพข. ให้ความสำคัญกับผู้รับทุน ซึ่งถือว่าเป็นผู้ดำเนินโครงการวิจัยที่มีความใกล้ชิดและเข้าใจรายละเอียดของโครงการวิจัยได้เป็นอย่างดี จึงให้ต้นแบบและผลพลอยที่เกิดขึ้นระหว่างการวิจัยภายใต้โครงการเป็นไปตามที่ตกลงกันในสัญญา 

หากผู้ให้ทุนร่วมประสงค์ที่จะให้ต้นแบบ (เครื่องจักร/อุปกรณ์) เป็นกรรมสิทธิ์ของตนเอง ผู้ให้ทุนร่วมจะต้องตกลงกับผู้รับทุน โดยมีเงื่อนไขว่าผู้ให้ทุนร่วม จะต้องสนับสนุนไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 ของค่าจัดทำต้นแบบ ทั้งนี้ หน่วยบริหารจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถการแข่งขัน จะเป็นผู้พิจารณาในประเด็นนี้เว้นแต่ตกลงกันเป็นอย่างอื่นเป็นหนังสือหรือมีกฎหมายเฉพาะกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น

กรณีไม่มีผู้ให้ทุนร่วม ผู้รับทุนต้องนำผลงานไปใช้ประโยชน์ตามแผนที่เคยเสนอไว้กับ บพข. หากมีเหตุจำเป็นจนทำตามแผนเดิมไม่ได้ สามารถยื่นคำขอพร้อมชี้แจงเหตุผลเพื่อขอแก้ไขแผนการใช้ประโยชน์ได้ (บพข. จะพิจารณาให้โดยเร็ว)

  • ค่าใช้จ่าย: ผู้รับทุนต้องเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการจดคุ้มครองและปกป้องสิทธิ์ทรัพย์สินทางปัญญาทั้งหมด
  • การให้ผู้อื่นใช้สิทธิ์ (Licensing): หากมีคนมาขอใช้สิทธิ์หรือขอรับถ่ายทอดเทคโนโลยี ผู้รับทุนต้องทำสัญญาให้ถูกต้อง และต้องรายงานผลการบริหารจัดการให้ บพข. ทราบอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง

กรณี “มี” ผู้ให้ทุนร่วม ให้ผู้รับทุนและผู้ให้ทุนร่วมเจรจาตกลงเรื่องสิทธิ์และการบริหารจัดการผลงานร่วมกัน โดยระบุไว้ในสัญญาให้ชัดเจน

ทุกฝ่ายสามารถนำผลงานวิจัยและนวัตกรรมที่เกิดขึ้นภายในโครงการไปใช้เพื่อการศึกษา ค้นคว้า ทดลอง วิจัย ออกแบบหรือพัฒนาต่อยอด โดยฝ่ายที่ดำเนินการต้องแจ้งให้ฝ่ายอื่นทราบเป็นหนังสือภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ทราบว่าผลงานหรือทรัพย์สินทางปัญญานั้นเกิดขึ้น    ทุกฝ่ายตกลงให้ฝ่ายที่ดำเนินการได้สิทธิความเป็นเจ้าของในผลงานวิจัยและนวัตกรรมและทรัพย์สินทางปัญญาเฉพาะส่วนที่ต่อยอดนั้นแต่เพียงผู้เดียว

การจัดสรรผลประโยชน์ผลงานวิจัยของโครงการที่เกิดขึ้นภายใต้โครงการให้เป็นไปตามข้อตกลงแนบท้ายภาคผนวก 6 ของสัญญาให้ทุน และตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการใช้ประโยชน์ผลงานวิจัยและนวัตกรรม ตลอดจนระเบียบ ข้อบังคับ หรือหลักเกณฑ์ต่าง ๆ ที่กำหนดขึ้นโดยอาศัยอำนาจตามกฎหมายดังกล่าว

ผู้รับทุนต้องจัดให้มีระเบียบ ข้อบังคับ ประกาศ หลักเกณฑ์หรือข้อตกลงเกี่ยวกับการจัดสรรรายได้ให้แก่นักวิจัยในกรณีที่มีรายได้จากการนำผลงานวิจัยและนวัตกรรมไปใช้ประโยชน์ให้ผู้รับทุนจัดสรรรายได้ให้แก่นักวิจัย ตามระเบียบ ข้อบังคับ ประกาศหรือหลักเกณฑ์นั้น

บพข. จะนำผลงานวิจัยไปเผยแพร่ผ่านสื่อต่าง ๆ ตามความเหมาะสม เพื่อให้เกิดการใช้ประโยชน์ (ยกเว้นข้อมูลที่เป็นความลับ) ความลับ ทั้งนี้ ผู้รับทุนและหัวหน้าโครงการต้องให้ความร่วมมือในการให้ข้อมูลหรือร่วมกิจกรรมประชาสัมพันธ์ แม้ว่าโครงการจะสิ้นสุดไปแล้วก็ตาม

ก่อนเผยแพร่ข้อมูลผ่านสื่อหรือสิ่งพิมพ์ใด ๆ ต้องมั่นใจว่าไม่กระทบต่อทรัพย์สินทางปัญญาของทุกฝ่าย ระวังการเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะ เพราะอาจทำให้หมดสิทธิ์ในการยื่นขอจดสิทธิบัตร/อนุสิทธิบัตรได้

ไม่ว่าจะเป็นงานเปิดตัว ป้าย โปสเตอร์ เอกสารนำเสนอ หรือกิจกรรมใด ๆ ภายใต้โครงการ ต้องระบุ “ได้รับทุนวิจัยสนับสนุนจากกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม โดย หน่วยบริหารจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถการแข่งขัน ในสำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ ร่วมกับ (ผู้ให้ทุนร่วม) ซึ่งมี (ผู้รับทุน) เป็นผู้ดำเนินงานโครงการ”

การใช้ตราสัญลักษณ์ (โลโก้ บพข.) ใช้ในกิจกรรมการเผยแพร่ ประชาสัมพันธ์ และงานวิชาการที่เกี่ยวข้องกับโครงการเท่านั้น ห้ามใช้ในทางการค้าหรือเชิงพาณิชย์ ห้ามใช้ในการรับรองสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ ห้ามใช้ในการประกันคุณภาพของสินค้าหรือผลิตภัณฑ์โดยเด็ดขาด

เมื่อได้สิทธิ์ความเป็นเจ้าของแล้ว ผู้รับทุนมีหน้าที่นำผลงานไปใช้ประโยชน์ตามแผน และต้องรายงานผลการใช้งาน ตามเงื่อนไขที่กำหนดอย่างเคร่งครัด

ผู้รับทุนต้องเข้ารายงานในระบบ https://triup.tsri.or.th ตามกรอบเวลา

  1. รายงานทุกรอบระยะเวลา 1 ปี นับตั้งแต่วันที่ได้เป็นเจ้าของผลงาน
  2. รายงานจนครบ 3 ปี นับจากวันที่เริ่มนำผลงานไปใช้ประโยชน์ครั้งแรก
  3. กรณีจำหน่าย/โอนผลงานให้รายงานต่อเนื่องไปจนถึงปีที่มีการจำหน่ายหรือโอนผลงานดังกล่าว

หัวหน้าโครงการจะต้องรายงานผลลัพธ์และผลกระทบที่เกิดขึ้นจากโครงการในระบบ NRIIS

  1. รายงานผลลัพธ์และผลกระทบที่เกิดขึ้นของโครงการผ่านทาง https://www.nxpo.or.th/PMUC-Output
    ทุกปี ต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 5 ปี นับแต่วันที่เสร็จสิ้นโครงการ

คู่มือใหม่-2569ฉบับร่างpdf2